My Life

Year In Review 2025 สวัสดี 2026

By Arnon Puitrakul - 31 ธันวาคม 2025

Year In Review 2025 สวัสดี 2026

จะหมดอีกปีแล้ว รู้สึกว่าทำไมมันเร็วมาก ๆ เหมือนยังไม่ได้ทำอะไรเยอะแยะมากมายเลย รู้สึกว่าปีนี้ทำงานเยอะขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะมาก แต่ก็สนุกมาก ๆ เหมือนกัน วันนี้เราจะมา Recap และถอดบทเรียนที่ได้ในช่วงสุดท้ายของเลข 2 ก่อนจะเข้าสู่เลข 3 ในปีหน้ากัน

เทพเจ้านักเสก 576 Contents ใน 1 ปี

ปีที่แล้วคิดว่าตัวเองทำ Content เยอะแล้วหลัก 400 ตัวต้น ๆ ปีนี้ เคาะสถิติใหม่อีกแล้วเป็น 576 ตัว พอมานั่งสรุปรวมแล้ว ก็คือช๊อคเหมือนกันนะว่า กรูทำเข้าไปได้ยังไง ถ้าหารเฉลี่ยออกมา วัน ๆ นึงเราต้องทำประมาณ 1.5 Content ซึ่งมันก็จริงเลยละ เพราะเราทำ Content ทุกวันแบบไม่มีวันหยุดเลยจริง ๆ บางวัน Productive มาก ๆ เราสามารถจบได้ 2-3 Content เลยทีเดียว หรือถ้าเป็นพวกวีดีโอ วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เราสามารถอัดวีดีโอได้ 3-6 ตัว แล้วเอามานั่งไล่ตัดวันที่เหลือต่อไป

และ Workflow การทำงาน หลังจากที่มันได้รับการปรับปรุงมากเยอะมาก ๆ จนตอนนี้เราได้ Workflow ที่น่าจะทำให้เราทำงานได้เร็วที่สุดแล้ว Content บทความ เราใช้เฉลี่ยไม่เกิน 6 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะแบ่งเป็นหลายวัน ขึ้นกับว่า วันนั้นเราจัดสรรอะไรยังไง แต่หลัก ๆ พวก Long Content อย่าง Article และ Long Video เราจะใช้ไม่เกินนั้นแน่ ๆ ส่วนพวก Short Content เราว่า เราไม่น่าจะเกิน 1 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว

จริง ๆ แล้วมันมีสูตรโกงอยู่อย่างนึงด้วย คือ เมื่อก่อนเราเป็นคนที่อยากนำเสนอทุกอย่างสดใหม่ไปหมด ห้ามมี Content ซ้ำกันเลย แต่พอตอนนี้เราทำเยอะมาก จนเพื่อนเราบอกว่า ให้ลองหยิบ Long Format Content มาย่อยให้เป็น Bite-Size ย่อยง่ายขึ้น แล้วใส่เป็น Short Format อย่าง Facebook Post และ Short Video ผลที่ได้คือ เราประหยัดเวลาการ Research แต่เสียเวลาที่การนั่งคิดว่าจะอธิบายยังไงให้มันสั้น กระชับ และง่ายดีแทน ช่วงแรก ๆ ก็กินเวลาเยอะเหมือนกัน แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เออมันท้าทายและก็สนุกดีเหมือนกัน

มีคนถามเข้ามาเยอะมากว่า เราทำ Content เยอะขนาดนี้ เอา Content มาจากไหนเยอะแยะ จริง ๆ คือ เราเป็นคนชอบอ่าน ชอบตั้งคำถามอยู่แล้ว และเราก็จะไปนั่ง Research หาคำตอบ ก็ออกมาเป็น Content หรือบางทีบริษัทออกของเล่นใหม่ออกมา เราจะไม่ได้สนใจว่าของเล่นนั้นทำอะไรได้เป็นหลัก แต่เราสนใจว่าของเล่นชิ้นนั้นทำงานยังไง อะไรคือหลักการเบื้องหลังของมัน เลยออกมาเป็น Content แนว Technical หลาย ๆ ตัวออกมา ตัวที่เราชอบมากคือ M5 พอมานั่งหาแล้ว มันน่าสนใจกว่าที่คิดมาก ๆ ทั้งที่ดูเผิน ๆ จาก Keynote มันมีจุดน่าสนใจอยู่ไม่เท่าไหร่เท่านั้นเอง

กับที่มาอีกอย่างคือ การออกไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน ก็คนไทยอะเนอะ ชอบพูดไปเรื่อย คิดนั่นนี่ไปเรื่อยอยู่แล้ว อยู่ดี ๆ คุยกันเรื่องที่เราคิดว่า คนไม่น่าจะสนใจ หรือมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่พอหยิบมาเล่าให้เพื่อนฟังแล้ว อ้าว เพื่อนสนใจเฉยเลย ก็มักจะหยิบมาเล่าเป็น Content ใน Format ต่าง ๆ ที่เราคิดว่ามันเหมาะ

และสิ่งที่ทำไปทั้งหมดนี้ เราเห็นยอด Engagement ในแต่ละช่องทางมันดีขึ้นแบบขึ้นมาเท่าตัวเลย โอเค อาจจะไม่ได้เยอะเหมือนกับช่องใหญ่ ๆ ต่าง ๆ เราก็เข้าใจนะว่า เราที่เป็นคนเสนอ Technical Content ที่ลงรายละเอียดเยอะมาก ๆ มันค่อนข้าง Niche กว่าช่องอื่น ๆ ที่เขานำเสนอ Content แนว Lifestyle อะไร แต่เราว่า การที่ช่องเราทำได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่แย่เลยละ ต้องขอบคุณผู้ติดตามทุกคนจริง ๆ ที่เลือกที่จะติดตามช่องอย่างเรา ทั้ง ๆ ที่ Content หลาย ๆ ตัวมันแอบ Niche ไปหน่อย

อ่อ ปีหน้าจะมีเรื่องใหม่เกินขึ้นกับช่อง Youtube ของเราด้วยคือ การทำ Content เป็นภาษาอังกฤษเพิ่มเข้ามา อาจจะเริ่มจาก Short ก่อน และน่าจะค่อย ๆ ขยายผลไปเรื่อย ๆ เมื่อ Workflow และเวลาเอื้อนะ เหตุที่อยากทำเป็นภาษาอังกฤษคือ เราใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอยู่แล้ว การจะขยายผลออกไปต่างประเทศก็เป็นตัวเลือกที่ดี และมันไม่ได้กินเวลาการทำ Content ของเรามากนัก เพราะเวลา Research หรือ Note ทั้งหมด เราใช้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว จริง ๆ Content ภาษาไทยที่เสียเวลาเยอะกว่า เพราะเราจะต้องแปลมันเป็นไทยอีกที ก็หวังว่าปีหน้าน่าจะสนุกกว่าเดิมเยอะมาก

อีกเรื่องที่เราตื่นเต้นมาก ๆ คือ มี Sponsor ติดต่อเข้ามาหลายเจ้ามาก ๆ อยากเข้ามาร่วม Collab ด้วย ซึ่งเรื่องนึงที่เราเน้นย้ำมาก ๆ คือ เราจะต้องซื่อสัตย์กับผู้ติดตาม เราจะไม่ตอแหลกับผู้ติดตามเพียงเพราะอยากได้ของ หรือเงินจาก Sponsor และส่วนใหญ่ ณ วันนี้ ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้ดังมากขนาดนั้น แต่เราก็เลือก Sponsor เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าเป็นเจ้าที่เราใช้งานอยู่แล้ว เราก็จะโอเคมาก ๆ เพราะเรามีประสบการณ์การใช้งานจริงมาระยะนึง เราก็จะเห็นข้อดีและข้อเสียของมัน สิ่งที่พูดออกมามันไม่ใช่แค่ดูจริง แต่มันเป็นเรื่องจริง อะไรที่มันดี ก็คือ โอโห้ชมชิบหาย เช่น Packaging ของ Apple ที่เป็น Tooless ใครที่ติดตามเรามาก็จะเห็นว่า เราชมมันทุกครั้งที่เราแกะของจาก Apple เลย หรือ อะไรที่มันไม่ดีจริง ๆ เช่น ระบบ AF ของ Leica Q3 เราก็จะวีนเหมือนกัน แต่เราไม่ได้วีนเฉย ๆ แต่เราให้ข้อสังเกตมากกว่าว่า มันจะเกิดตอนไหน อะไรที่มันจะกระทบบ้าง เพื่อให้เป็นปัจจัยสำหรับทุกคนในการเลือกซื้อ

‘Quantum Computer’ ถอดรหัสข้อมูลได้ในเสี้ยววิฯ เราจะทำอย่างไรกันดี - SUM UP
Quantum Computer จากเรื่องเพ้อฝันในนวนิยายวิทยาศาสตร์สู่ของที่ใช้งานได้จริง แต่การใช้งานได้จริงนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่มันยังทำให้ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวบนเครื่องคอมพิวเตอร์พังทลายได้เลย วันนี้เราจะมาคุยกันว่านักคอมพิวเตอร์พยายามแก้ไขปัญหานี้กันอย่างไร

และสุดท้าย เราก็ยังเป็น Freelance เขียนให้กับสำนักอื่น ๆ อีก เช่น Sum Up ที่อยู่กับเรามานานมาก ๆ ตอนส่ง Content ให้เราก็ตกใจเหมือนกันนะว่า เราทำงานกับเขามาจะ 100 Content แล้ว และเจ้าอื่น ๆ ที่ร่วมงานด้วย ก็ขอขอบคุณมากจริง ๆ นะครับ และหวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันเรื่อย ๆ

วิธีการรับมือกับการเป็นคนดัง

แกเชื่อปะว่า ก่อนหน้านี้ทำ Content มา เราก็คิดว่า เราก็อยู่แค่ในโลกออนไลน์เท่านั้น ไม่ได้มีผลอะไรในโลกแห่งความเป็นจริงหรอก เราเดินไปไหน มันก็น่าจะไม่มีใครรู้จักหรอก ขนาดน้องเราทำงานเป็นนักแสดง เราเดินห้างด้วย มันก็ไม่ได้มีคนทักเยอะแบบสนั่นอะไรขนาดนั้น ดังนั้นเราที่ยอดเป็นเศษผงของน้อง โอกาสเจอคนที่เป็นผู้ติดตามเรามันก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้นน

แต่ปีนี้ เป็นปีที่ ทำให้รู้ว่า เห้ย ผู้ติดตามเราก็เยอะอยู่เหมือนกันนะ เพราะมีหลายครั้งมาก ๆ ที่นั่ง ๆ อยู่ในห้าง ก็มีคนเดินเข้ามาทักบอกว่า ดู Content เราด้วยเห้ย แล้วเราเจอตั้งแต่ อายุ 10 ต้น ๆ ม.ต้น - ม.ปลาย เอง จนไปถึงอายุ 40 กว่า ๆ คือหลากหลายสุด ๆ ไปเลย มีอยู่วันนึงเราไปกิน Subway แถวบ้าน ก็เจอผู้ติดตามคนนึงกำลังนั่งดูคลิปเราเลย จังหวะโบ๊ะบะ เขาหันมาเห็นหน้าเรา แล้วหันกลับไปดูจออีกที แล้วหันกลับมาหาเราอีกที แล้วพี่เขาก็เลยชวนมานั่งด้วยกัน เออ หนังสือวิธีการรับมือกับการเป็นคนดังอยู่ไหนวะ เอามาสิ๊

หลังจากที่เรากลับมานั่งคิดหลังจากเริ่มเจอเหตุการณ์พวกนี้มาสักระยะนึงคือ ชิบหาย แมร่ง Content กรูมี Impact กับความคิดคนอื่นเหมือนกันนิหว่า เมื่อก่อนเราคิดว่า Content ที่เราทำมันก็เป็นแค่ข้อมูลชุดนึงที่คนดูแล้วก็ผ่านไป แต่กลายเป็นว่า คนเชื่อเราเยอะกว่าที่คิดมาก รีวิวของคนก็ไปซื้อตามเพราะเราเยอะมากจนตกใจ ประกอบกับมีเคสของ Youtuber คนนึงที่รีวิวรถจนหุ้นตกกระจาย เลยทำให้เราคิดย้อนกลับมาว่า การที่เราพูดอะไร เราจะต้องระวังมาก ๆ เพราะสิ่งที่เราพูดมันเป็นคำพูดจาก Nobody แล้ว มันมี Impact มากกว่าที่เราคิดเยอะมาก ๆ นี่น่าจะเป็นสิ่งแรกที่เราได้เรียนรู้จากการที่มีผู้ติดตามมากขึ้นจริง ๆ คือไม่ได้บอกนะว่า เราพูดเรื่องไม่จริงไปเรื่อย แต่บางอย่าง เราจะต้องเปลี่ยนวิธีพูดเพื่อให้มัน Soft ลงมากกว่า แต่ต้องไม่บิดเบือนความจริง

อ่านหนังสือ 204 เล่ม กับ 602 Publication Paper ใน 1 ปี

Books

Goal ของปีนี้คือ การอ่านหนังสือในกองดองที่มีให้ได้เยอะที่สุด เราจะใช้เวลาก่อนนอนสัก 1-2 ชั่วโมงในการนอนอ่านหนังสือสักเล่ม ใช่แล้ว สักเล่มจริง ๆ เราอ่านหนังสือเร็วมาก เราสามารถอ่านหนังสือหลัก 300-400 หน้าจบในเวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น เท่ากับว่า นิยายวายที่เราดองเอาไว้ สามารถจบได้ในคืนเดียว อ่านวันละเล่มไปเลย และด้วยการที่ปีนี้เราสามารถจัดการเวลาได้ดีขึ้น เลยมีเวลามานั่งอ่านหนังสือมากขึ้น ผลที่ได้คือเราอ่านหนังสือจบเยอะขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก แต่ถามว่า กองดองที่บอกว่าจะเก็บมันไปได้ขนาดไหน ก็บอกเลยว่า ชิบหายมันไม่ขยับเลย เพราะพอเห็นว่าจะหมด กรูดองเพิ่มอีก สาดดดดดด !!!! ชาติไหนพรี่จะเก็บหมดวะ

ส่วน Publication Paper ปีนี้เราอ่านเยอะมาก ๆ ส่วนแรกคือเกิดจากเราอ่านมันเป็นประจำอยู่แล้ว มักจะหา Paper ที่น่าสนใจมาอ่านเรื่อย ๆ อยากรู้ว่าโลกเราเขากำลังทำอะไร Field ที่เราอยู่มันไปถึงไหนกันบ้างแล้ว ทั้งฝั่ง Genomic, Medicine และ Computer Science หรือกระทั่ง Content ที่เราเขียนหลาย ๆ ครั้ง เราก็อ่านมาจาก Paper พวกนี้แหละ และสุดท้ายที่ทำให้เราอ่านเยอะมากสุด ๆ ในปีนี้คือ เรามีไปบรรยาย และสอนหนังสือบ้าง เนื้อหาทั้งหลายก็มาจาก Paper ที่อ่านนี่แหละ เลยทำให้ปีนี้ต้องอ่าน Paper เยอะมาก

แต่เรื่องที่เราเพิ่มขึ้นมาในปีนี้คือ เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราได้จากการอ่านหนังสือ และ Publication ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่า เราอ่านจบแล้วมันหายไปเลย เสียเวลาอ่านไปฟรี ๆ แต่มันจะต้องถูก Reuse ได้ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของการ Research เอามาทำ Content หรือ จะเป็นในแง่ของการเอาไปนั่งคุยกับคนอื่น ทำให้ในปีนี้ เรา Focus กับการจดสรุปของหนังสือ และ Content ที่เราเสพไม่ว่าจะจากการอ่าน ฟัง และดู เก็บเอาไว้หมด และใช้ความเป็นนักคอมพิวเตอร์ Index ข้อมูลทั้งหมด ให้อยู่ในลักษณะที่ค้นหาได้ง่าย ๆ ผลที่ได้คือ เราล่นเวลาในการ Research Content ไปได้เยอะมาก เพราะหลาย ๆ อย่าง เราไม่จำเป็นต้องอ่านซ้ำแล้ว เราเคยอ่านเล่น ๆ ไปปรากฏว่า เห้ย เรานึกออก เราหยิบมาใช้สอนหนังสือได้เลย และอาจจะไปหาเพิ่มสิ๊ว่า หลังจากนั้น มันมีอะไรใหม่ ๆ ต่อยอดอีกมั้ย แล้วก็ต่อมันไปเรื่อย ๆ เป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ

ส่วนเรื่องเทคนิคการ Index จริง ๆ เราไม่ได้ทำอะไรยากเลย แต่เราไปยุ่งที่ระบบการ Search มากกว่า เราใช้แค่เทคนิคอย่าง Word Embedding กับ Full-Text Searching ทำหน้า Search Note ของเราออกมาแบบง่าย ๆ พอเราอยากจะหาอะไร เราก็แค่เข้าไปในหน้า Search Engine ของเราเองหาสิ่งที่เราเคย อ่าน ฟัง และ ดูมาได้หมดเลย

ผลลัพธ์ของการจัดการเวลาที่ดีมันเห็นผลแล้ว

อ่านมาถึงตอนนี้ จะเห็นว่า เราทำงานเยอะมาก ๆ ทั้งงานประจำ และงาน Content เอง เยอะสิ่งหลากหลายมาก ๆ ไหนจะอ่านหนังสือ นั่ง Research ข้อมูลสารพัด เราเอาเวลาจากไหนไปทำทั้งหมดนี่ จริง ๆ แล้วที่เราทำได้เกือบทั้งหมด มันเป็นผลลัพธ์ของการจัดการเวลาของเราเอง

ปีก่อนเราบอกว่า เราพยายามที่จะสร้าง Productivity System ของเรา ทำให้เราเห็น Big Picture ว่าวันนึงเราจะต้องทำอะไรบ้าง และ Keep Track แต่ละ Project ได้ง่ายขึ้น ตอนนี้เราคิดว่า เราเจอแล้วระบบที่เราตามหา ณ วันนี้ มันช่วยทำให้เราทำงานได้เร็วกว่าเดิมมาก ๆ

ครึ่งปีหลังนี้ เราพยายาม Break Down การทำงานของเราว่า แต่ละงาน เราใช้เวลาไปกับขั้นตอนไหนเยอะที่สุด และพยายามที่จะลดเวลาในขั้นตอนนั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งขั้นตอนนั้นสำหรับเราคือ การ Keep Track ว่า ตอนนี้งานนั้นมันถึงไหนแล้ว หลาย ๆ ครั้ง เวลาเราได้เมล์มา เราจะต้องมานั่งอ่านว่าเราคุยอะไรถึงไหนแล้วนะ และขั้นตอนต่อไปคืออะไร แล้วตอนนี้คือ เขาหรือเราต้องการอะไรต่อไป ก่อนหน้านี้เราพยายามจัดการเรื่องนี้ด้วยการ จัดระเบียบเมล์ เป็นเรื่อง ๆ ทำให้เราไม่ต้องทำ Context Switching สลับเรื่องไปมา

แต่รอบนี้เราพัฒนาขึ้นไปอีกนิดหน่อย ด้วยการเอา AI เข้ามาช่วย หลักการมันเหมือนกับ AI Overview บน Gmail แต่เราเขียน Mail App เอง ที่เชื่อมต่อกับ Obsidian Vault ของเราด้วย ทำให้เวลาเราเข้าไปในเมล์ที่ Tag เรื่องนั้น ๆ ไว้ มันจะอ่านอีเมล์เราว่า เราคุยอะไรไปบ้าง และใน Obsidian เราจดอะไรในเรื่องนี้ไว้บ้าง และโยนให้ AI สรุปออกมาเป็น ข้อมูลโดยสรุปให้เราแบบเร็ว ๆ เพื่อให้สามารถตัดสินใจต่อได้รวดเร็วขึ้น ตัดเวลาในการเข้าไปนั่งอ่านข้อมูลไปได้เลย นี่แหละคือ ตัวอย่างของการเอา AI เข้ามาช่วยทำให้เรามี Productivity ที่ดีขึ้นได้ เราคำนวณออกมาคร่าว ๆ มันทำให้เราล่นเวลาการทำงานไปได้ประมาณ 20 นาทีต่อวัน หรือ 121.67 ชั่วโมงต่อปี ที่เราเอาไปทำงานอย่างอื่นได้ตั้งเยอะ

หลักการคร่าว ๆ ของ App นี้ง่ายมาก ๆ คือ เรา Fetch Mail เข้ามาพร้อมกับ Tag รวมกับ Markdown File บน Obsidian Vault เข้าไป Vector Database เราใช้ Qdrant จากนั้น ก็รัน LLM ตัวเล็ก ๆ หน่อยที่รันอยู่ในเครื่องเราด้วย Ollama จากนั้นหน้าหลังบ้านจะไปเรียก Ollama API แล้วเอาสรุปที่ได้มาโชว์บน App ก็จบแล้ว จริง ๆ โปรแกรมนี้ก็เป็นอีก Project ที่เราทดลองทำด้วย Antigravity ไว้ถ้าโปรแกรมมันเริ่มนิ่งขึ้นแล้ว เดี๋ยวจะมาโชว์ให้ดู

ทำเลสิกแล้ว โลกที่ไม่มีแว่นมันดีมากจริง

การเปลี่ยนแปลงนึงที่ถ้าใครติดตามเรามาน่าจะเห็นกันแล้ว คือ เราไม่ใส่แว่นแล้ว ใช่แล้วฮะ ไปทำเลสิกมา เอาจริง ๆ ตอนแรกคนที่อยากทำมันคือ แม่ แต่พอแม่ไปปรึกษาหมอก็คือบอกว่า แก่ไปละทำไปมันไม่คุ้มหรอก ระหว่างนั้นไป Research ราคาค่าทำมา ปรากฏว่า เห้ย มันถูกกว่าที่คิดเยอะมาก แม่เลยถามว่า อยากทำมั้ยละ นี่ก็ไป Research มาเยอะมาก ๆ กับพิจารณา Condition ของเราเอง สรุป มันก็ไปในทางที่ เออ ทำแล้วคุ้ม น่าทำมาก ๆ เลยจัดไปเลย

และเราอยากจะบอกเหมือนกับคนอื่น ๆ บอกคือ มันเป็นการลงทุนที่คุ้มมาก ๆ สำหรับเราเลยก็ว่าได้ การไม่ต้องใส่แว่นแล้ว มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก ๆ สำหรับเรา เราสามารถออกไปเล่น ออกไปทำกิจกรรมได้สนุกกว่าเดิมมาก ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีน้ำ เมื่อก่อน เราไม่ค่อยอยากเล่นเท่าไหร่นะ เพราะแว่นจะเปียกมันจะมัว หรือถอดแว่นเลย เราก็มองไม่เห็นอีก กับอีกอย่าง เราอยากใส่แว่นกันแดด Brand ที่เลนส์มันมีลายต่าง ๆ ตอนนี้ ฝันเป็นจริงแล้ว มันดีจริง ๆ เราว่า ใครที่สายตาสั้น หรือเอียง ใส่แว่นมานาน ๆ ลองไปปรึกษาหมอดูได้ มันคุ้มค่าในการลงทุนจริง ๆ

คนเราไม่ต้องเก็บทุกคนไว้ในชีวิตก็ได้

เมื่อก่อน เราเป็นคนนึงที่พอมีคนเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือแฟนนั่นนี่ เราเป็นคนที่กลัวการเสียคนไป เพราะว่าถ้าวันนึงเราเสียไปเรื่อย ๆ เราจะไม่เหลือใครเลย จนเราพยายายามเป็นอย่างมากในการที่จะรักษาทุกคนเอาไว้ในชีวิต แต่พอถึงจุดนึง เรารู้สึกว่า ทำไมมันเหนื่อยจัง มีงอลบ้างอะไรบ้าง ทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่คิดเล็กคิดน้อยเยอะมาก อาจจะเพราะว่า เราดูอะไรเราดูละเอียดตลอด จนมันมากเกินไปเลยด้วยซ้ำ แต่ส่วนใหญ่เราก็จะไม่พูด แล้วปล่อย ๆ ไป จนไอ้ความไม่พอใจตรงนี้มันก็ค่อย ๆ เยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย เราก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน มันมีบางเรื่องแหละที่ ถ้าข้ามเส้น เราจะไม่พอใจมาก ๆ เช่น เรื่องการสัญญา การนัด และ การตรงต่อเวลาต่าง ๆ

จริง ๆ ไปปรึกษาเพื่อนหลายคน ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า "แล้วแกจะทนทำไมวะ ทำไมไม่รักตัวเองบ้างละ" มันตลกเหมือนกันนะว่า ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลย พอกลับมาคิด ๆ ดูดี ๆ แล้ว มันก็จริงแหละ ที่เรามักจะรักคนอื่นมากกว่าตัวเอง ใครอยากไปไหน เออกูไปด้วย ไปไหนถึงกันหมด เราอยากไปไหน หรือไม่พอใจอะไร เราก็ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ มักจะปล่อยผ่านมันไป จะพูดก็ต่อเมื่อมันไม่ลงตัวกันสักที เช่นจะไปกินข้าวกัน แมร่งตีกันอยู่นั่นไม่จบไม่ได้ไปกินสักที นี่ก็จะทุบโต๊ะแล้วโอเค กูเลือกเอง นั่นแหละคือจุดที่จะพูดว่าเราอยากกินอะไร อยากไปไหน ความแย่คือ มันกลับทำให้เราคาดหวังลึก ๆ ที่ไม่รู้ตัวเลยว่า เราก็อยากให้คนอื่นฟัง หรือสนใจเราบ้างเหมือนกัน มารู้ตัวก็ตอนที่มันจะพังแล้ว สุดท้าย พอเราคิดได้ เราก็เลยเลือกที่จะปล่อยคนหลาย ๆ คนในชีวิตไป แล้วก็จะไม่หันหลังกลับไปอีก เลยเริ่มเข้าใจเรื่องที่ รุ่นพี่ตอน ป.โท หลายคนบอกว่า "เออเนี่ย พอแก่ตัวไป เดี๋ยวเพื่อนแกก็จะน้อยลง เวลามันจะคัดสรรคนที่อยู่กับเราไม่ได้ออกไปเองแหละ เดี๋ยวเลข 3 ก็จะเริ่มเข้าใจ" เชี้ยแมร่ง !! พี่ !!! ไอ้สัส เรื่องจริงหวะ !!!

ปีหน้า : ก้าวสู่เลข 3 แบบ ปัง แบบ สับ

สำหรับปีหน้า ตกใจเหมือนกันว่า ตัวเองจะพ้นเลข 2 แล้วอะ แต่ก็นะ เราจะต้องผ่านเข้าสู่เลข 3 อีกก้าวของชีวิตของเราแบบเริ่ด ๆ แบบปังแบบสับเลยละ จะหนักเท่าไหร่ ก็ส่งมาได้เลยขร๊ะ พร้อมทุบมาก ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ คนที่เอากรูลงได้มีแค่บันไดเลื่อน และลิฟต์เท่านั้นแหละ (บันไดขี้เกียจเดิน) จากร่างเพชร จะกลายเป็นร่าง Platinum แล้วตอนนี้

อย่างแรกที่อยากทำในปีหน้ามาก ๆ คือ อยากยิ้มเยอะ ๆ แบบยิ้มเพราะเรามีความสุขจริง ๆ ไม่ใช่ยิ้มธุรกิจ มีคนเคยบอกเราว่า อยากให้เรายิ้มเยอะ ๆ เพราะถ้าเรายิ้มกับหัวเราะแล้วมันทำให้ห้องนั้นที่มันอาจจะมืด ๆ ดูสว่างสดใสขึ้นมาได้ ก็หวังว่าเราจะรักตัวเองมากขึ้น ทำให้ตัวเองมีความสุขในแบบที่ตัวเองอยากเป็นไม่ต้องเอาตัวเองไปผูกกับใครเยอะแล้ว

อย่างที่ 2 อยาก Focus เรื่องชีวิตตัวเองบ้าง ทุกวันนี้เราทำ Content ทำงาน แบบบ้าคลั่งมาก ๆ จนแทบไม่ได้สนใจคนรอบตัวสักเท่าไหร่เลย เอาว่าปี ๆ นึงเราเล่นเกมน้อยมาก ๆ PC เล่นเกมแทบไม่ได้เปิดเล่นเท่าไหร่เลย อยากมีเวลาออกไปเที่ยวเล่น อยู่กับคนที่เรารัก ถ่ายรูป นั่งฟังเพลงดูหนังอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ต้องรีบไปไหน อยากนั่ง Slow อยู่ใน Cafe ชิว ๆ ไปเรื่อย ๆ นั่งมองคนเดินผ่านไปผ่านมา โดยไม่ต้องคิดเรื่องงาน หวังว่า ปีหน้านี้เราจะหาเวลาทำแบบนั้นได้สักนิดสักหน่อยก็ยังดี

อย่างที่ 3 อย่างสุดท้ายคือ อยากเก่งขึ้นอีก ตั้งแต่เรียน ป.โท มา เรารู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยมาก โลกเรามันกว้างมาก ๆ เราอยากรู้จักโลกเรามากกว่านี้ อยากที่จะสร้างสรรค์อะไรบางอย่างออกมาตลอดเวลา เราคงไม่ถามตัวเองแล้วว่า เรามี Motivation กับเรื่องพวกนี้มั้ย เพราะที่ผ่านมา ที่เราเด้งจากที่นอนทุกเช้า ก็เพราะว่าไฟมันยังคงร้อนแรงอยู่เรื่อย ๆ ยังสนุกกับงาน, งานอดิเรก และการใช้ชีวิตของเราอยู่ ก็หวังว่าไฟที่กำลังพุ่งอยู่ตอนนี้จะทำให้เราเก่งขึ้นได้อีกในปีหน้า และไฟนั้นก็จะยังคงลุกโชนในตัวเราอยู่เรื่อย ๆ ตลอดไปตราบที่ยังมีชีวิตอยู่ละกัน

สรุป : ปีแห่ง Roller coaster

ปีนี้เป็นปีที่ มีทั้งดี และ ไม่ดีเหวี่ยง ๆ กันเข้ามา นึกว่านั่งอยู่บน Roller Coaster เลยละ มีทั้งเรื่องดี ๆ มีความสุขที่ได้ปลดล๊อคหลาย ๆ อย่างของตัวเอง ได้มีความสุขกับทั้งเรื่องราว และคนที่เขามาในชีวิตเราเอง แต่กลับกันเรื่องไม่ดีมันก็มีเข้ามาปะปนทำให้เสียน้ำตาซะเยอะ ไม่ว่าเรื่องมันจะดีหรือไม่ดี เราสามารถเรียนรู้จากมันได้ เรื่องใดที่ไม่ดี เราก็มาปรับปรุงตัวเราและวิธีการบางอย่างใหม่เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก และสุดท้ายต้องขอบคุณตัวเองมาก ๆ ที่ไม่เป็นบ้าไปซะก่อนในปีนี้

และสุดท้ายเหมือนกับ Year in Review ของเราทุกปีคือ เราแนะนำให้ทุกคนลองรีวิวปีนี้ของเรากันว่า เราเจออะไรมาบ้าง มันทำให้เราเรียนรู้อะไรจากมัน และ ปีหน้าเราจะทำอะไร เป็นเหมือนกับการ Recap ปีนี้ย่อ ๆ เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้ และ ปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีกในปีหน้า กับมันเป็นเหมือนสมุดบันทึกความเป็นเราในแต่ละปี เมื่อเราย้อนกลับมาอ่าน มันก็จะเห็นว่า เราเก่งขึ้น เราโตขึ้นไปในทุก ๆ ปี และสุดท้าย ก็สวัสดีปีใหม่ต้อนรับปี 2026 กันด้วยนะครับ