Review

รีวิว Sony A7RV ภาพดี วีดีโอได้ โฟกัสยอดเยี่ยม (ภาคแกะกล่อง)

By Arnon Puitrakul - 08 กรกฎาคม 2025

รีวิว Sony A7RV ภาพดี วีดีโอได้ โฟกัสยอดเยี่ยม (ภาคแกะกล่อง)

หากใครติดตามเรามา น่าจะทราบดีว่ากล้องที่เราใช้งานเป็นตัวหลักคือ Sony A7IV แต่วันนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว เราอัพเกรดขึ้นมาเป็น Sony A7RV แล้วละ วันนี้เลยจะมารีวิวให้อ่านกัน

ในตอนนี้ เราจะมาเล่าในเรื่องของการแกะกล่อง และความคาดหวังของเรากันว่า ทำไมเราถึงเปลี่ยนจาก Sony A7IV มาเป็น Sony A7RV เราคาดหวังอะไรกับมัน และเทียบกันทั้งสองรุ่นนี้มันมีความแตกต่างอย่างไร เผื่อใครที่กำลังลังเลว่าจะกดรุ่นไหนดี

Sony A7 Series

ขอปูพื้นฐานสำหรับคนที่ยังไม่เคยเข้าวงการกล้อง Sony มาก่อน คือ ในกล้องตระกูล Sony A7 มันเป็นกลุ่มของกล้อง Full-Frame ตัวเริ่มต้น โดยที่ Sony แตกออกมาทั้งหมด 3 รุ่น ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

เริ่มตั้งแต่ A7 ธรรมดา จะเป็น Hybrid Full-Frame หรือก็คือเป็นกล้องที่ถ่ายวีดีโอก็ได้ ภาพนิ่งก็ได้ เหมาะสำหรับสาย Content มาก ๆ ที่ต้องถ่ายทั้งวีดีโอและรูปภาพ แต่ถามว่า ทั้งสองทางมันไปสุดมั้ย ก็ตอบเลยว่าไม่เลย แต่เราเชื่อว่า มันเป็นตัวที่ดีพอ และพอดีสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วละ นอกจากนั้นยังเป็นรุ่นที่ราคาน่ารักที่สุดในตระกูล A7 แล้วด้วย ซึ่ง ณ วันที่เขียนนี้ตัวใหม่ที่สุดก็คือ Sony A7IV

ขยับมาที่อีกรุ่น คือ A7S ออกแบบมาสำหรับงานวีดีโอโดยเฉพาะเลยละ ใส่พวก Feature เจ๋ง ๆ สำหรับการทำงานวีดีโอมาเพียบ เช่นรุ่นล่าสุดที่ออกมาแต่ชาติปางก่อนไม่ยอมออกรุ่นใหม่สักที อย่าง Sony A7SIII ที่เรียกว่ามันเป็น King of Low Light ได้เลย Sensor ความละเอียด 12 MP แต่แลกมากับความไวแสงที่โคตรโหด ถ่ายกลางคืนแทบจะเป็นกลางวันได้เลยละ นอกจากนั้นยังใส่พวก Feature สำหรับงานวีดีโอมาจัดเต็ม เช่น S-Cinitone ที่ตอนนั้น Sony ใส่มาใน Cinema Line ตัวใหญ่ ๆเท่านั้น ด้วย Feature ที่เก่งขนาดนี้ ทำให้ถึงเวลาจะผ่านไป ก็ยังมีคนใช้งานกล้องรุ่นนี้อยู่เลย

และสุดท้ายในกลุ่ม A7 คือ A7R ที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพนิ่งโดยเฉพาะ เน้นไปที่ Sensor ความละเอียดสูงมาก ๆ มากที่สุดในกล้อง Sony Full-Frame ทุกตัวแล้วละ และยังใส่ Feature สำหรับการทำงานรูปภาพที่โคตรทรงพลังมาก ๆ ณ วันที่เขียนนี้ รุ่นล่าสุดคือ Sony A7RV ที่เราจะเอามารีวิวในวันนี้นั่นเอง

นอกจากนั้น ในตระกูล Sony Full Frame ก็ยังมี A9 สำหรับการถ่ายภาพความเร็วสูง ใช้ Global Sensor เราเคยเล่าความเจ๋งของมันไว้แล้ว อ่านได้ตรงนี้ เช่นพวกภาพกีฬา และสัตว์ป่า และ A1 ที่ Sony บอกว่า มันคือ Alpha จ่าฝูง ตัว Top สุดจาก Sony เลย แต่จากที่เปิดตัวมา น่าจะเป็นขี้มากกว่า สเปกกากกว่าตัว Top ยี่ห้ออื่นไปเยอะอยู่นะ (จริง ๆ ตอนแรกกะรอ A1II มา แล้วเอาแน่ละ แต่สเปกออกมาแบบนี้ กลับไป A7RV เหอะ !)

แกะกล่อง

กล้อง Sony รุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะในตระกูล Full Frame ส่วนใหญ่กล่องจะออกมาเหมือนกันหมดคือ เป็นกล่องกระดาษสีดำ ด้านหน้ามีการพิมพ์เป็นรูปของตัวกล้อง เราจะเห็นได้ชัด ๆ จากด้านขวาบนเลยว่า มันคือ A7R

ส่วนด้านหลังไม่มีอะไรเลย นอกจาก Logo ของ Alpha เท่านั้น

ด้านข้าง จะเป็นสีส้ม Sony และเขียนชื่อรุ่นไว้ชัดเจนเลยว่า เป็น Sony A7RV ด้านบนมีเขียนราคาไว้ด้วยนะ ใช่ครับ กล้องตัวนี้ ค่าตัวราคาเต็มอยู่ที่ 159,990 บาท หรือแสนหกทอนสิบบาทนั่นแหละ แต่เอาเข้าจริง เราสามารถซื้อในราคาที่ถูกกว่านี้เยอะมาก ผ่านการใช้แต้มนั่นนี่ และส่วนลดหน้าร้านได้อีกนะ เราไม่ได้ซื้อราคานี้แน่นอน ซื้อไม่ไหว ฮา ๆ

ด้านข้างอีกข้าง จะเป็นสีดำแทนจะ ด้านล่างซ้ายจะมีเขียนบอกไว้ว่าเป็นรุ่น Sony A7RV พร้อมกับรหัสรุ่น ILCE-7RM5

กล้องตัวที่เราซื้อมานี้ เป็นกล้องมือหนึ่งออกจาก Sony Store ที่พารากอนเลยนะ ดังนั้น Seal ด้านบนจะยังไม่ถูกแกะนะ ถ้าเกิดเราไปซื้อแล้วเขาบอกว่า มือหนึ่ง ซีลจะต้องอยู่แบบในภาพด้านบนนะ ถ้าเกิดมันถูกกรีดหรือขาดมาแล้ว ให้ระวังไว้ว่า หรือมันอาจจะไม่ใช่มือหนึ่งจริงรึเปล่า

เปิดกล่องมาอย่างแรก เราจะเจอกับชิ้นส่วนพลาสติกที่ งง มากว่า มันคืออะไร เราไปหามา เขาบอกว่ามันคือ HDMI Cable Protector เราเข้าใจว่า มันเอาไปติดกับกล้องตรงช่องเสียบ HDMI แล้วให้เราเดินสายผ่านเจ้าชิ้นนี้ไป มันจะทำให้สายไม่งอหักจนอาจจะทำให้สายพัง

เปิดออกมาอีก เราจะเจอกับแก๊งค์สายไฟ มีมาให้ทั้งหมด 3 หัวด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย เราจะใช้เป็นหัวกลมตามมาตรฐาน มอก นะ

เปิดกล่องออกมาอีก เราก็จะเจอกับ Paperwork อยู่เต็มไปหมด ซึ่งแน่นอนว่า เราข้ามไป

เปิดลงไปต่ออีก เราจะเจอกับของวางอยู่ในกล่องอีกหลายชิ้น ค่อย ๆ ไปกันทีละชิ้น

เริ่มจากชิ้นแรกที่เห็นกันอยู่แล้วคือ สายคล้องคอ โดยจะมีการเขียนไว้เลยว่า Sony A7RV เอาว่า ถ้าคล้องเดินก็คือ ยืดเลยนะ แบบ ถือ A7RV นะเว้ย แต่เอาจริงปะ ช่างภาพ Professional จริง ๆ ที่เราเห็นใช้รุ่นนี้กัน เขาก็ใช้สาย Custom อื่น ๆ กันหมดอะ เราก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน ดังนั้น เราขอข้ามเอากลับลงกล่องไป ไม่แกะละกัน

ของชิ้นต่อไปคือ สาย USB-A to USB-C สายเส้นนี้ เป็นสายลักษณะเดียวกับที่ Bundle มาในกล่อง Sony A7IV เป๊ะ ๆ โดยเป็นสายที่เราจะสังเกตุเห็นสีฟ้าที่หัวต่อ เป็นการบอกว่า มันรองรับ USB 3.0 ทำให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูงได้ นอกจากนั้นตัวสายเองยังทำมาค่อนข้างหนามาก ๆ น่าจะคงทนอยู่ได้นานเลยละ

ต่อไปคือ Battery แถมมาให้เรา 1 ก้อนถ้วน เป็น Z-Series ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Sony A7IV เป๊ะ สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยในกล่องจะมีแถมมาแค่ก้อนเดียวเท่านั้น ถ้าอยากได้เพิ่มก็ไปกดซื้อเพิ่มกับ Sony ก้อนละ 3,990 บาท ก็แพงแหละ แต่ถือว่าไม่โหดเกินไปแบบ Leica

และของชิ้นสุดท้าย ตอนแกะคือ น้ำตาจะไหลนะ คือ แท่นชาร์จ !!!! เชื่อปะ ตั้งแต่เราซื้อกล้อง Sony มา เราไม่เคยได้แถมแท่นชาร์จเลย ปกติเราจะต้องซื้อแยกเอา มันกะว่า ให้เราเอาสาย USB เสียบชาร์จเอาไง แต่การมีแท่นชาร์จมันสะดวกสบายกว่ากันเยอะมาก ๆ โดยตัวที่มันแถมมานั้นจะเป็นรุ่น BC-QZ1 หากเราไปซื้อแยกจาก Sony ราคาจะอยู่ที่ 3,290 บาทด้วยกัน อะ เอาวะ มันยังแถมมา แต่เทียบกับรุ่น Top สุด อย่าง A1II อันนั้นแถมเครื่องชาร์จรุ่นใหม่ที่ชาร์จพร้อมกันได้ 2 ก้อน ผ่าน USB-C มาให้ด้วยนะ ถ้า Sony จะปรับมาแถมบ้าง ก็ดีเดะ

ถ้าเราลองอ่านสเปกเครื่องชาร์จ เราจะเห็นว่า มันรับไฟเข้าได้ตั้งแต่ 100-240V นั่นแปลว่า เราสามารถเอาไปใช้ที่ไหนก็ได้บนโลกละ ใช้กับประเทศที่ใช้ไฟ 110V ก็ได้ หรือ 240V บ้านเราก็ได้เหมือนกัน โดยที่มันจะสามารถชาร์จแบต Z-Series ได้ที่ 8.4V/1.6A หรือ 13.44W จาก 0% ถึง 100% ใน 150 นาที หรือประมาณ 2 ชม ครึ่งด้วยกัน

และของชิ้นสุดท้ายในกล่องแล้ว พระเอกของเราเลยถูกห่อมาใน ห่อกระดาษอย่างดี ถ้าสังเกตดี ๆ ใน Packaging ของ Sony สมัยใหม่ เขาไม่ค่อยมีการใช้งานพลาสติกเลย เท่าที่เราเห็น ก็น่าจะแค่พลาสติกที่หุ่มกล่องมาอีกที ที่เราแกะมันก่อนจะเริ่มถ่ายรีวิวแล้ว (เห็นแล้วมันทนไม่ไหวจริง ๆ อยากแกะ ท่ดที)

Sony A7RV

ตัว Body ของ A7RV เขาบอกว่ามันทำจาก แมกนีเซียมอัลลอยทั้งตัวเลย และตามสไตล์กล้องตัวบน ๆ ที่จะมีการซีลกันน้ำและฝุ่นมาให้เรียบร้อย ซึ่งก็ต้องใช้กับเลนส์ที่มีซีลด้วยเช่นเดียวกัน ไม่งั้น เข้าผ่านเลนส์นี่ไม่รู้ด้วยแล้วนะ ด้านหน้าของตัวกล้องจะมาในสไตล์เดิม ๆ ของ Sony คือด้านล่างซ้ายมือจะมีปุ่มสำหรับการปลดล๊อคตัวเลนส์ และตรงกลางเป็นฝาปิด Sensor แบบ Exmor R CMOS ความละเอียด 61MP

ด้านบนซ้ายของรูปก่อน ซูมเข้ามา เราจะเห็นตำแหน่งของ AF Assist Light ที่จะติดเป็นไฟแดง ๆ สาดออกมา เวลาที่เรากด Focus ในที่ ๆ มืดมาก ๆ มัจะเป็นไฟสำหรับเข้ามาช่วยให้กล้องสามารถจับโฟกัสได้แม่นยำในที่แสงน้อยมาก ๆ ได้ แต่ที่พิเศษขึ้นมากว่ารุ่นก่อนหน้า และ A7IV ที่เราใช้คือเจ้าจุดขาว ๆ ที่อยู่ข้างกันเป็น Sensor สำหรับการวัดสี เพื่อให้กล้องสามารถวัด White Balance ในโหมด AWB ได้แม่นยำมากกว่าเดิม

ด้านข้างของตัวกล้อง ทำให้เราเห็นขนาดของ Grip ที่จับ และความเว้าโค้งที่เมื่อเราจับไปแล้วมันเข้ามือมาก ๆ ใหญ่มากพอที่เราวางมือได้สบาย ๆ โดยที่นิ้วก้อยไม่เกยออกมาด้วย กับส่วนเว้าที่เราใช้วางนิ้วกลางเข้าไปมันก็ทำมาพอดีมาก ๆ จับแล้วไม่รู้สึกเจ็บมากแล้ว และด้านข้างอีกส่วนเราจะเห็นส่วนที่เขียนว่า Open อยู่ เป็นช่องสำหรับใส่ Card การจะเปิดให้เราดันสลักแล้วดันเข้าตัวฝาจะเปิดออกมา

สำหรับ A7RV นี้ เราจะใส่การ์ดเข้าไปได้ทั้งหมด 2 ช่อง โดยจะสามารถเลือกใส่ได้ทั้ง CFExpress Type A และ SD Card ที่รองรับยัน UHS-II เลยทีเดียว หากต้องการความเร็วที่สูงมากจริง ๆ การใช้งาน CFExpress Type A ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามาก ๆ แต่ก็แลกมากับราคาที่ค่อนข้างสูงมาก ขนาดเราใช้ใบเล็กสุด 80GB ราคาคือโดดไปไกลมาก ๆ แต่แลกกับความเร็วที่ทำได้ เราว่า โอเค ซื้อเวลา ก็ไม่แย่เท่าไหร่

มาที่ช่องสำหรับการเชื่อมต่อกันบ้าง เริ่มจากด้านซ้ายไปขวา ช่องใหญ่แรกจะเป็นช่อง Full-Size HDMI มาเต็ม ๆ สำหรับการ External Video ออกไปข้างนอก สามารถ Output ออกไปเป็น RAW และใช้ Atomos Ninja ในการอัด RAW Video ได้ และช่องด้านล่างสีเงิน ๆ เราคิดว่าเป็นช่องสำหรับ Flash

มาที่ด้านหลัง สีแดง เป็นช่องสำหรับเสียบ Input Microphone ส่วนสีดำเป็นช่อง 3.5mm เช่นกัน แต่เป็นช่องเสียบ Output สำหรับการ Monitor เสียง ส่วนนี้จริง ๆ เราไม่ชอบให้มันอยู่ด้วยกันเท่าไหร่เลย เพราะมันมีโอกาสที่เราจะเสียบ Microphone เข้าไปในช่องหูฟัง แล้วอัดไป ก็คือกลับบ้านมาเปิดไฟล์ทำไมมันไม่มีเสียงวะ อ่อ เสียบไมค์เข้าหูฟัง จะบ้าเลยนะ !! และด้านล่างขวาสุด จะเป็นช่อง USB-C สำหรับการเสียบชาร์จ และ ส่งผ่านข้อมูล โดยที่มันรองรับมาตรฐาน USB 3.2 ความเร็ว 10 Gbps ทำให้เราสามารถถ่ายโอนไฟล์ภาพได้เร็วมาก ๆ และสุดท้าย เป็นช่อง Micro-USB เขียนว่า Multi สำหรับการเสียบพวกอุปกรณ์เสริมรุ่นเก่า ๆ เขาก็ยังใส่เข้ามาให้อยู่

มาที่ฝั่งด้านบนกันบ้าง จะเป็นส่วนที่รวมการควบคุมต่าง ๆ ตัวมันมี Dial มาให้เราทั้งหมด 3 ตัวด้วยกัน ด้านบน 2 และด้านหน้าอีก 1 มีปุ่ม C2 อยู่ด้านบนข้าง ๆ กับปุ่ม Record Video

Dial สำหรับการเปลี่ยน Mode นั้นจะมีมาให้ดังในภาพด้านบนนี้เลย มีโหมด PASM ตามปกติ และยังมี Memory Recall 1,2 และ 3 ตามปกติ แต่ความพิเศษเมื่อเทียบกับ A7IV คือ เมื่อเราต้องการหมุน เราจะต้องกดที่ปุ่มตรงกลางแล้วหมุน เป็นกลไกป้องกันเผื่อเราไปโดนบิดหมุนโดยไม่ตั้งใจ

และสิ่งที่เราชอบจาก Sony A7IV ก็ใส่เข้ามาในนี้ด้วยคือ ตัวบิดสำหรับการเปลี่ยนโหมด ภาพนิ่ง วีดีโอ และ S&Q ดูเหมือนเป็นของที่ดูธรรมดา แต่เชื่อเถอะว่า สาย Hybrid เวลาทำ Content อย่างเรา แค่มีเจ้านี่มันทำให้เราทำงานได้เร็วกว่าเดิมเยอะมาก ถ้าเราจะเปลี่ยนจากภาพนิ่งเป็นวีดีโอ เราแค่บิดทีเดียว เราก็ถ่ายวีดีโอต่อได้เลย ง่ายมากจริง !!!!

และด้านบนฝั่งขวา แน่นอนตามระเบียบจะต้องมี Badge ชื่อรุ่น A7RV เขียนไว้อยู่ด้านบนด้วย และเราจะเห็นปุ่ม C3 และ Menu อยู่ด้านนี้ด้วยเช่นกัน

และด้านบนสุด เป็น Hot Shoe ที่ Hot จริง ๆ เพราะมันเป็น Multi Interface Shoe ที่เราสามารถเสียบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของ Sony ได้หมดเลย ตั้งแต่ Flash และ Microphone ที่บอกเลยว่า มันดีมากจริง ๆ พอเข้าวงการอุปกรณ์เสริม Sony เข้าแล้วออกไม่ได้ เดี๋ยวจะมาเล่าให้อ่านกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ด้านหลัง เป็นปุ่มการควบคุมตามสไตล์กล้อง Sony ในรุ่นที่ผ่าน ๆ มา จริง ๆ ถ้าเคยใช้ A7IV มาก่อนแล้ว ก็คือเหมือนกันเป๊ะ ๆ เลยละ จอภาพก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ เป็นขนาด 3.2 นิ้วความละเอียด 2.09 ล้านจุด ที่ถ้าเจอแสงเยอะ ๆ ตอนกลางวันก็พอเอาอยู่ได้ แต่ว่าไปใช้ช่องมองภาพเอาดีกว่า

และจอของน้องเขายังสามารถ Flip ออกมาได้ สำหรับเวลาที่เราถ่าย Selfie ก็แค่พับจอออกมาแล้วจะได้เห็นตัวเองใน Frame แล้วกดถ่ายได้สวย ๆ

แต่เรื่องที่เป็น Game Changer สำหรับเรา ที่ทำให้เราหันกลับมามอง A7RV คือ นอกจากจอมันจะหมุนออกมาได้แล้ว มันยังสามารถ Tilt ขึ้นลงได้ด้วย !! อันนี้คือเราชอบมาก ๆ และเพื่อน ๆ ที่เราไปคุยมา ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ชอบมากเหมือนกัน มันทำให้คุณภาพชีวิตในการทำงานดีขึ้นกว่าเดิมาก ๆ เพราะปกติพวกจอพับพวกนี้ ถ้ามัน Flip ออกมาได้อย่างเดียว เวลาเราต้องก้ม หรือถ่ายมุมเงย มันจะกะตรงกลางยากกว่า เพราะจอมันไม่กลาง แต่ถ้าจอเรา Tilt ได้อย่างเดียว มันก็จะหันไป Selfie ได้ยาก หรือถ้า Tilt ขึ้นมาด้านบนได้ มันก็จะยังติดอุปกรณ์ที่เราเสียบอยู่บน Hot Shoe อยู่ดี ดังนั้นการที่เราได้จอที่ Flip และ Tilt ได้ในอันเดียวกัน มันคือความฝันของเราเลย

ช่องมองภาพดูเผิน ๆ เป็นช่องมองภาพธรรมดา แต่ ไหน ๆ มันเป็นกล้องเน้นภาพนิ่งความละเอียดสูงแล้ว มันจะธรรมดาไม่ได้ เพราะในสเปก เขาบอกว่า ช่องมองภาพอันนี้ความละเอียดสูงถึง 9.44 ล้านจุด มันชัดมากจริง ๆ ใช้งานกลางวันเช็คภาพแล้วเห็นคมกริบเลยถูกใจมาก ๆ

การ Setup และเชื่อมต่อที่โคตรง่าย

ปกติ ถ้าเราเปิดกล้องครั้งแรก เราจะต้อง Setup พวกวันที่และเวลาต่าง ๆ นั่นนี่ แต่ด้วยความที่มันเป็นกล้องสมัยใหม่ มันมีการตั้งค่าหลาย ๆ อย่างที่มากขึ้นกว่าเดิม และกด ๆ เลือก ๆ ในกล้อง มันเป็นอะไรที่ยุ่งยาก แต่ Sony ทำให้ง่ายขึ้นด้วยการเพิ่มความสามารถสำหรับการใช้ Creators' App ที่อยู่บนโทรศัพท์ ช่วยตั้งค่าให้เราได้เลย ไม่ต้องมานั่งกด Joy Stick เลื่อน ๆ ให้เสียเวลาอีกแล้ว หรือกระทั่งการตั้งค่า วันที่และเวลา เราก็ Sync จากโทรศัพท์ออกไปได้เลยอีก โดยรวมคือ เราประทับใจการตั้งค่ากล้องลักษณะนี้โคตร ๆ

จริง ๆ ในกล้อง Sony มันจะมี Feature ให้เราสามารถบันทึก Settings ของตัวกล้อง เช่น การตั้งค่า Knob และปุ่มต่าง ๆ ลงไปใน Card ได้ด้วย สมมุติว่า เราเปลี่ยนกล้องไปใช้งานอีกตัว เราก็สามารถกด Load Settings ทั้งหมด เข้ามาไว้ในกล้องได้เลย ทำให้เราทำงานต่อได้เร็วกว่าเดิมมาก ๆ แต่ข้อเสียที่เราเจอจากรอบนี้คือ มันไม่สามารถโหลด Settings ข้ามรุ่นกันได้ ซึ่งเขาก็เขียนอยู่ด้านล่างแหละ ไม่ได้อ่านเอง TT

เรื่องของการเชื่อมต่อ Sony A7RV ก็ไม่แพ้กัน นอกจากที่จะมี USB Type-C ที่ทำงานบน USB 3.2 Gen 2 ที่ทำความเร็ว 10 Gbps แล้ว ฝั่งงาน Wireless ก็ไม่แพ้กัน ภายในมี Bluetooth 5.0 สำหรับการเชื่อมต่อพื้นฐานกับ App เพื่อเรียก GPS Location และ WiFi 5 (IEEE 802.11ac) ที่รองรับทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz ที่ใช้ MIMO 2x2 สำหรับการ Transfer ภาพที่รวดเร็วมาก ๆ เห็นผลได้ชัดเจน ตอนที่ Transfer RAW File ขนาดใหญ่มาที่ iPad Pro นี่แหละว่า ขนาดใหญ่เท่านี้ แต่ก็ยังถือว่า Transfer ลงมาทำงานต่อได้เร็วมาก ๆ

เปรียบเทียบภายนอกระหว่าง Sony A7RV และ Sony A7IV

ส่วนตัวเราที่อัพเกรดมาจาก Sony A7IV เลยอยากจะมาให้ข้อมูลความแตกต่างระหว่าง Sony A7IV และ Sony A7RV เพิ่มให้ด้วย เผื่อใครกำลังเลือก หรืออยากจะเปลี่ยนมาใช้ จะได้มีข้อมูลประกอบการพิจารณา

สำหรับตัวสเปกภายใน จริง ๆ แล้ว คล้ายกันมาก ๆ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ Sensor ใน A7IV มาเป็น Exmor R BSI CMOS  ที่ความละเอียด 33 MP แต่บน A7RV จะได้ Exmor R CMOS ความละเอียด 61MP สั้น ๆ คือเทคโนโลยี Sensor เดียวกัน แต่ A7RV ได้ความละเอียดสูงกว่า และทั้งสองตัวก็ใช้ Processor เดียวกันคือ BIONZ XR ที่ให้พลังในการประมวลผลโหดมาก ๆ แต่ใน A7RV เขาไปอีกขั้นด้วยการใส่ AI Processor แยกออกมา สำหรับ Feature AI Focus ที่โหดมาก ๆ ของ Sony เข้าไปอีก จุดที่คิดว่าโหดเข้าไปอีกคือ A7IV มี IBIS ที่ 5.5 Stops แต่ A7RV ใส่มา 8 Stops ไปเลย ถ่ายลาก Shutter Speed ยาว ๆ ได้มากขึ้น ลดโอกาสภาพเสียได้มากขึ้น

ภายนอกกล้องทั้งสองตัวนี้ คล้ายกันมาก ๆ ทั้งขนาด และ Control Layout ต่าง ๆ ถ้าเกิดชินกับการควบคุมของ A7IV การมาใช้งาน A7RV เรียกว่า แทบไม่ต่างกันเลย มีแค่เรื่องน้ำหนักไม่รวมเลนส์ที่ A7RV จะหนัก 723 กรัม และ A7IV หนัก 658 กรัม ถือว่าต่างกันประมาณนึงได้เลย คิดว่าน่าจะเป็นเพราะโครงสร้างที่ทำมาแข็งแรงทนทานมากกว่า แต่พอใส่เลนส์สัก 35GM กลับพบว่า เราจับถือ A7RV ได้ง่ายกว่า เดาว่า เป็นเพราะการถ่วงน้ำหนักที่มันสมดุลกันดี

ส่วนการควบคุมโหมดการถ่ายภาพมันก็เหมือนเดิมทุกอย่างมีโหมดเหมือนกันหมดแต่ สิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือ ฝั่ง A7RV เขาจะมีปุ่มสำหรับล๊อคโหมดได้ คือ เวลาเราหมุน เราจะต้องเอานิ้วกดที่ปุ่มตรงกลางลงไปแล้วค่อยหมุน ถ้าเราหมุนโดยไม่กด มันจะหมุนไม่ไป และอย่าฝืนเด็ดขาด มันจะพังเอาได้ ตรงนี้แหละ คือจุดที่เรารู้สึกกลัวคือ ถ้าเกิดเรารีบ ๆ แล้วลืมว่ามันมีตัวล๊อค หมุนไปคือ พังได้เลยนะ แล้วซ่อมอีก

กับตอนที่เราใช้ A7IV เรามีปัญหาเรื่อง Knob สำหรับการเปลี่ยนโหมดนี่แหละ เหมือนมันค้าง ๆ บริเวณ P กับ Auto ทำให้ เวลาเราหมุนอยู่ในโหมด P มันจะมีเด้ง ๆ ไป Auto เอาเข้าไปซ่อมกับ Sony มา เขาบอกว่า Controller ที่ควบคุมโหมดมันเสีย ซ่อมแปบเดียวก็เรียบร้อยละ

ส่วนด้านหลัง เหมือนกันเป๊ะ ๆ เลย ไม่ต่างกันเท่าไหร่ จะมีแค่เรื่องจอที่พับได้ต่างกันเท่านั้น กับใน A7IV เวลาเราพับปิดจอไป มันจะเหมือนมีสลัก หรือเขี้ยวบางอย่างอยู่ ทำให้เวลาเราดันเข้าไป หรือ ดึงออกมามันจะมีเสียงแกร๊กเล็ก ๆ อยู่ แต่ A7RV มันจะไม่มีอะไรพวกนี้เลยทำให้ เวลาเราพับเข้าไป แนะนำว่าให้ดึง หรือพับเก็บเบา ๆ หน่อยก็จะดีมาก ๆ

ด้านข้างเอง ดูเผิน ๆ มันคล้ายกันมาก ๆ แต่ถ้าเราลองดูที่ขนาดดี ๆ เราจะเห็นว่า ฝั่งซ้ายคือ A7RV มันดูอ้วนกว่า เก็บมือเราได้มากกว่า และส่วนเว้าที่วางนิ้วกลางลงไปนั้น ฝั่ง A7IV มันจะมีพื้นที่น้อยกว่า เท่าที่ลองจับ เราคิดว่า A7IV จับแล้วเข้ามือเรามากกว่านะ

ช่องเสียบการเชื่อมต่อโดยรวมเหมือนกันเป๊ะ ๆ ฝาทุกอย่างคือเหมือนกัน เผลอ ๆ มัน Part เดียวกันเลย ฝั่งขวา A7RV จะมีต่างแค่อย่างเดียวคือ มีช่องสีเงิน ๆ อยู่ ที่เราคิดว่า น่าจะเป็นช่องเสียบ Flash อะไรสักอย่าง หรือมันคือช่องสำหรับเสียบ Cable Holder มั้ยก็ไม่รู้เหมือนกัน

สรุป

และทั้งหมดนี้คือ การแกะกล่อง และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง กล้องตัวเก่าของเราอย่าง Sony A7IV กลายมาเป็นรุ่นที่ความละเอียดสูงขึ้นอย่าง Sony A7RV ความเจ๋งคือ กล้องทั้งสองตัวนี้ มันมี Layout ปุ่มควบคุมที่เหมือนกันมาก ๆ เราแค่ตั้งค่าปุ่มการควบคุมทั้งหมดให้เหมือนกับกล้องตัวเดิม ทำให้เราปรับตัวมาใช้ได้ไม่ยากเลย ไว้ในตอนหน้า เราจะไปลองใช้งานประมาณนึง เก็บประสบการณ์การใช้งานแล้วเราจะเอามาเล่าให้อ่านกันในตอนหน้า