รีวิว iBasso DC04U DAC ตัวเล็ก ๆ แต่พลังล้นเกิ้น
By Arnon Puitrakul - 23 มิถุนายน 2026
เราได้ DAC ตัวใหม่มา กับ iBasso DC04U ตอนแรกว่าจะไม่รีวิวแล้วนะ แต่พอมานั่งอ่าน กับได้ลองใช้จริง ๆ มันมีอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ กับเสียงที่ได้สุดยอดมากจริง ๆ จนต้องมาเล่า อยากรู้ว่าเป็นยังไง อ่านได้ต่อได้เลย
iBasso DC04U

iBasso DC04U เป็น DAC แบบพกพา มันถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายมาก ๆ แค่ เราเสียบเข้ากับ Player ผ่าน USB-C ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์, Tablet, Laptop และ PC ก็ทำงานได้เลย ตอนจับครั้งแรก รู้สึกเลยว่า มัน มีน้ำหนัก และ Premium มาก ๆ เพราะมันทำจาก Stainless Steel ที่ผ่าน CNC แตกต่างจาก DAC อื่น ๆ ที่อาจจะทำจาก Plastic
เท่าที่เราไปอ่านมา เรื่องวัสดุที่เป็นโลหะ นอกจากจะทำให้มันได้เรื่องความสวยงาม เขาบอกว่ามันยังช่วยเรื่องการเป็น Faraday Cage ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกที่เข้ามารบการทำงานของวงจรภายใน และยังเป็นเหมือน Heatsink สำหรับระบายความร้อนให้ชุดวงจรภายในด้วย

ด้านบนจะมี หน้าจอขนาด 0.96 นิ้วแบบ IPS ที่จะแสดงคุณภาพเสียงที่กำลังเล่นอยู่ และการตั้งค่า เช่น Gain เป็นต้น พร้อมกับมี Logo Hi-Res Audio อยู่ด้วย เพราะ DAC ตัวนี้สามารถถอดรหัสเสียงได้ยัน PCM 32-bit/768 kHz และ Native DSD512 กันไปเลย ถือว่า สูงใช้ได้เลยนะ

ด้านล่างไม่มีอะไรเลย นอกจาก Logo ของ iBasso Audio เท่านั้น ข้อสังเกตนึงของผิววัสดุแบบเงา คือ เป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายมาก ๆ แค่เราจับก็เป็นรอยนิ้วมือแล้ว ยังไม่นับว่าใช้ไปนาน ๆ รอยขนแมวมาแน่นอนไม่ต้องสืบเลย

ด้านข้าง จะมีปุ่มมาให้ 2 ปุ่ม อันนึงเป็นปุ่มขึ้นลง สำหรับการปรับลดเสียง และอีกปุ่มเป็นปุ่มสำหรับการเข้าสู่เมนูการตั้งค่าต่าง ๆ ใช่แล้วครับ เราสามารถตั้งค่าการทำงานของ DAC ต่าง ๆ ผ่านปุ่มพวกนี้ได้เลย และการมีหน้าจอทำให้มันง่ายขึ้นเยอะเลย

การเชื่อมต่อขาเข้า จะอยู่ที่หัวของ DAC โดยจะรับสัญญาณ Digital เข้าผ่านช่อง USB โดยในกล่องเขาจะมีสายถักสั้น ๆ มาให้เราเสียบกับ Player เป็นหัว USB-C แต่ถ้าเราต้องเสียบกับอุปกรณ์ที่รองรับ USB-A เขาก็มีหัวแปลงมาให้ในกล่องเลย

ส่วนอีกด้านจะเป็นการเชื่อมต่อขาออก มีมาให้ 2 ช่อง คือ 3.5mm ที่จ่ายกำลังได้ข้างละ 280 mW @32 Ohms และช่อง 4.4 Balanced ที่จ่ายกำลังออกได้ข้างละ 980 mW @32 Ohms บอกเลยว่า เป็น Portable DAC ที่กำลังสูงจนตกใจเลย

ด้วยความที่ขอบมันค่อนข้างคมมาก ๆ เราเลยใช้ 3D Printer ปริ้น Frame มันมาประกอบเข้าไป ทำให้เวลาเราวาง มันจะยกขึ้นมา ลดโอกาสที่ใต้เครื่องมันจะขูดกับพวกฝุ่นเล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนโต๊ะ

จากมุมนี้ เราจะเห็นได้เลยว่า เมื่อเราใส่ Frame เข้าไป ตัวมันจะโดนยกขึ้นมา และที่สำคัญมาก ๆ คือ เวลาเราจับแล้ว ความเหลี่ยม ๆ มันไม่รู้สึกทำให้รำคาญแล้วด้วย
DAC แบบ 2-in-1

ปกติเวลาเราซื้อ DAC มา มันมักจะประกอบด้วย Chip DAC 1 ตัวช่วยกันขับเสียงซ้ายและขวาเป็นแบบ Stereo ซึ่งมันทำงานได้จริงแหละ แต่ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นคือ เมื่อวงจรไฟฟ้ารวมกันเยอะ ๆ มักจะทำให้เกิดปัญหา Crosstalk หรือพูดง่าย ๆ เหมือนสัญญาณมันรั่วออกไปเส้นข้าง ๆ กัน ซึ่งพอมันไม่ใช่สิ่งที่เส้นข้าง ๆ อยากได้ จึงถือว่าเป็น Noise ของอีกเส้น ทำให้การแยกเครื่องดนตรี หรือความชัดเจน อาจจะยังไม่ดีเท่าที่ควร
แต่ DC04U อันนี้ เรียกว่าซื้อ 1 ได้ 2 ไม่เกินจริง เพราะภายในใส่ DAC Chip มาให้ 2 ตัวเป็น Cirrus Logic CS43198 ที่ทำงานแยกกันแบบสนิท ตัวนึงทำหน้าที่จ่ายสัญญาณเสียงให้ข้างซ้าย และอีกตัวจ่ายสัญญาณเสียงให้ข้างขวา แยกกันไปเลย ถ้าให้คิดง่าย ๆ คือ ถ้าเป็น DAC ปกติที่มี DAC Chip ตัวเดียว มันเหมือนกับ ถนน 2 เลนติดกัน วันนึงอาจจะมีรถเกิดอุบัติเหตุพุ่งเข้าไปที่อีกเลนที่อีกเลนได้ แต่พอเรามี DAC Chip 2 ตัว มันเหมือนกับ เราแยกถนน 2 เลนนี้ออกจากกัน มีที่กั้นอย่างชัดเจนไปเลย โอกาสที่รถจากอีกเลนจะทะลุเข้ามาย่อมยากกว่ามาก ๆ
iBasso เคลมว่า การทำแบบนี้ จะทำให้ เราได้ Soundstage ที่กว้าง และลึกกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพราะช่องสัญญาณ ซ้าย ขวา มันไม่ได้กวนกันเลย นอกจากนี้ยังทำให้ DAC Chip ไม่จำเป็นต้องรับภาระในการทำงานที่หนักมาก เพราะทั้งสองตัวช่วยกันทำงานคนละข้าง มี Headroom เหลือมากพอที่จะไปขับหูฟังที่ความต้านทานสูง ๆ ได้สบาย ๆ นี่แหละคือเหตุผลว่า ทำไม iBasso ถึงบอกว่า DAC ตัวนี้ สามารถขับกำลังสูงสุดที่ 980 mW "ต่อช่อง" ได้สบาย ๆ โดยเสียงไม่เพี้ยนเลย
การกินไฟ และความร้อน

กำลังขับขนาดนี้ ปกติ เราจะเจอใน DAC ที่ขนาดใหญ่กว่านี้มาก ๆ เรียกว่า จิ๋วแต่แรง ไม่น่าจะเกินจริงเท่าไหร่ และส่วนใหญ่ DAC ใหญ่ขนาดนั้น เขามักจะมี Battery ในตัว เพื่อลดโหลดไฟที่โทรศัพท์ หรืออุปกรณ์จะต้องจ่ายมาให้ แต่ iBasso DC04U ไม่มี ใช้การจ่ายไฟผ่าน USB-C เข้ามาพร้อมกับสัญญาณเสียงแบบ Digital จากอุปกรณ์เลย
การจะผลิตกำลังเสียงให้ออกมาได้ 980 mW มันจำเป็นต้องดึงกระแสมหาศาลมาก ๆ เรากำลังพูดถึงกระแสที่เพิ่มขึ้นมาหลัก 1.5A หากเราดันที่กำลังสูงสุด (โหลดพวก Planar Driver) ถ้าเอาไปเสียบ Laptop หรือ Desktop ที่จ่ายไฟได้เยอะ ๆ เราไม่ห่วงเท่าไหร่ แต่ถ้า Player ที่ใช้เป็นรุ่นเก่าๆ ที่อาจจะจ่ายไฟได้ไม่เยอะ หรือ แบตเริ่มเสื่อมแล้ว อันนี้แอบกลัวเหมือนกันว่า มันจะเป็นเครื่องสูบแบตพกพาได้เลย เราเอามาใช้กับ iPhone 16 Pro แปบ ๆ แบตลงแล้วนะ เร็วกว่า DAC ตัวอื่น ๆ ที่ใช้มาเยอะ

เรื่องนี้คิดว่า ถ้าเราอยากเน้นฟังยาว ๆ ต่อเนื่องมาก ๆ เราคิดว่า การตั้งค่า DAC จาก Class AB ที่กินไฟแบบต่อเนื่องเรื่อย ๆ 3V ++ ให้เป็น Class H ที่มันสามารถปรับไฟตามการใช้งานได้ตั้งแต่ 1.8 - 3V++ มันจะทำให้การดึงพลังงานโดยรวมน้อยลงกว่าเดิมจริง แต่ก็แลกมากับคุณภาพเสียงที่อาจจะลดลงไปนิดหน่อย พูดตรง ๆ เลยนะว่า เราฟังไม่ออกเลย.. แต่ส่วนใหญ่ เราไม่ได้ซีเรื่องแบตอะไรขนาดนั้น เลยปรับเป็น Class AB เอาไว้ แต่ถ้ารู้ตัวว่าต้องใช้ยาว ๆ ก็อาจจะปรับเป็น Class H
พอตัวมันจ่ายกำลังออกมาได้ขนาดนี้ เลยทำให้ เกิดความร้อนพอสมควรเลย ปกติเราใช้งาน DAC มา เราไม่ค่อยเจอ DAC อุ่น ๆ หรือร้อนมาก่อนเลย DC04U เป็นตัวแรกเลยที่ใช้งานไปแปบเดียว มันก็เริ่มมีความอุ่น ๆ ที่จับแล้วรู้สึกได้เลยแต่ถามว่า มันร้อนจนจับไม่ได้เลยมั้ย มันก็ไม่ขนาดนั้น แค่อุ่นเฉย ๆ แค่นั้น เราฟังไป 4 ชั่วโมงในห้องแอร์ ความอุ่นมันก็ยังพอ ๆ เดิม เลยไม่น่าจะมีปัญหาเท่าไหร่
แก้ปัญหา Jitter ด้วย FPGA

เมื่อกำลังเสียงเพียงพอแล้ว เรื่องต่อไปที่ต้องจัดการคือ ความแม่นยำ หรือที่ในวงการเสียง เราเรียกว่า Jitter คือ ต้องเข้าใจก่อนว่า ไฟล์เสียง เราได้รับมาในระบบ Digital เราจะต้องทำการ Digitisation ผ่านหลายขั้นตอน หนึ่งในนั้นคือ การ Sampling ซึ่งมันจะต้องอาศัย การทำงานของสัญญาณนาฬิกา หากสัญญาณนี้เดินไม่ตรงจังหวะ มันก็จะเหมือนกับนักดนตรีในวงเล่นไม่พร้อมกัน ทำให้เสียงที่ได้อาจจะมีความ สั่น หรือไม่คม ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเราเอา DAC กำลังสูง ๆ มาใช้งาน
เพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้ iBasso เลยบอกว่า เขาจะใส่ FPGA (Field Programmable Gate Array) เข้ามา ร่วมกับ Clock แบบ Dual Femtosecond Oscillator โดย FPGA จะทำหน้าที่เหมือน Conductor ที่คอยบอกว่า ข้อมูลนี้จะต้องมาที่ตอนนี้เท่าไหร่ โดยไม่ต้องรอจังหวะที่ Player สั่งและการมีนาฬิกาที่เที่ยงระดับ Femtosecond ยิ่งทำให้ลดความคลาดเคลื่อนลงไปได้ระดับพันล้านของวินาที ทำให้การทำ Digitisation ออกมาค่อนข้างมีความลื่นไหลเป็นธรรมชาติไม่กระตุก ๆ และเราคิดว่า มันทำให้เสียงที่ได้ มีมิติมากขึ้นได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อเราเล่นเพลงที่มีเครื่องดนตรีชิ้นเยอะ ๆ มันช่วยได้เยอะเลย
เสียงออกมาเป็นยังไง

ก่อนอื่นต้องบอกว่า เราไม่ได้เอามาใช้กับหูฟังที่ขับยากอะไร ใช้กับแค่ IEM รุ่นที่กินแรงไม่เยอะอย่าง Campfire Audio Iris เท่านั้นเอง แต่เหตุที่เราเอา DAC ตัวนี้มาใช้ เพราะตอนที่เราลองในร้าน พี่เขาจับคู่กับ iBasso Macchiato มาให้ แต่พอเราลองฟังแล้ว รู้สึกว่า เสียงมันแห้ง ๆ เหมือนมีแค่ Mid กับ High ฝั่ง Low มันหายไปไหน พี่เขาเลยคิดว่า DAC มันจ่ายกำลังได้น้อยมั้ง เลยเอา DC04U ที่กำลังแบบบ้าคลั่งออกมาให้ ผลคือเสียงฝั่ง Low มันเหมือนโดนปลุกให้ตื่นขึ้นมา มีเบสเฉยเลย ไม่ได้ออกมาเป็นลูกโต ๆ แต่มันออกมาบาง ๆ แต่เป็นเบสที่กระชับ ฟังสนุกเฉยเลย ส่วนย่าน Mid พวกเสียงร้องกลาง ๆ กลับชัดเจนขึ้น เสียงปลายตอนต้นมันไม่ได้เปลี่ยนมากนะ แต่พอเจอเสียงสูงมาก ๆ เหมือนมันทอดออกไปได้ยาวมากกว่าเดิม รู้สึกได้เลยว่า Dynamic มันกว้างกว่าเดิมพอสมควรเลย ที่รู้สึกแปลกมากคือ มันเข้ามา Enhance ความสะอาด ของเสียง ทำให้เราแยกชิ้นเครื่องดนตรีได้ดี และละเอียดมากขึ้น มีภาพของ Soundstage ที่เป็นที่เป็นทาง และกว้างขึ้นลึกขึ้นแบบรู้สึกได้เลย

ตัวอย่างเช่น เพลง Stay with me ของแม่ Sam Smith หลังเสียงเครื่องตีที่ให้เบสเยอะ ๆ มันจะมีเสียง เหมือนกระป๋อง ตี ๆ เป็นจังหวะอยู่ด้านหลัง ถ้า Combination ของ DAC และหูฟังบางตัว เราแทบไม่ได้ยินเสียงนี้เลยนะ แต่พอมาเป็น Iris ที่มันเน้น Clear อยู่แล้ว เจอกับ Enhancer อย่าง DC04U เข้าไป ทำให้รายละเอียดเสียงเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่มันโผล่ออกมา ทำให้เวลานั่งฟังเพลงจริง ๆ แบบไม่ได้ทำอะไรด้วยเลย มันรู้สึกสนุกเฉยเลย

อีกตัวอย่างคือ เพลง We are Young ของ fun. เพลงนี้ตอนแรกมันจะมี เบส ที่หนักมาก ๆ เจอ Iris กับ Macchiato ก็คือ แห้งไปเลย พอเจอ DC04U เข้าไป อยู่ ๆ เบสมันกลับมา แต่กลับมาแบบบาง ๆ แต่รู้สึกถึงรายละเอียดข้างในลูกเบสได้มากกว่าเดิม เหมือนเราเอาความสูงลง แล้วซูมเข้าไปอะไรแบบนั้นเลย เราเป็นคนฟังเพลงเน้นรายละเอียดอยู่แล้วด้วย โดนเส้นเลย

เพื่อยืนยันเรื่องความ Clear ใส เราเอาไปลองกับ Fiio K11 R2R ที่อยู่บนโต๊ะทำงานเรา ก็คือ รู้สึกแตกต่างกันมาก ๆ ของ K11 มันจะให้ความอุ่น และ Colourful มากกว่า ดูปรุงแต่งมากว่า มีน้ำหนัก และกลม ๆ มากกว่า แต่ รายละเอียดหายไปอย่างเห็นได้ชัด เล่นเพลงเดียวกัน อย่าง Stay with me พวกรายละเอียดเสียงกระป๋องที่ตี ๆ อยู่ข้างหลัง มันได้ยิน แต่บางลงกว่าเดิมมาก ๆ
เราอยากจะทดสอบ Character เรื่องการ Enhance ความละเอียดมากขึ้น เลยลองเอาไปเสียบกับ KZ ASX รู้สึกเลยว่า Dynamic ของเสียง มันเพิ่มขึ้นจนตกใจ คิดว่าก่อนหน้านี้ DAC ที่ใช้งานมันจะขับ BA Driver ข้างละ 10 ตัวได้สบาย ๆ จนพาไปถึง Peak ได้ เจอ DC04U เข้าไปคือ เหมือนได้หูฟังใหม่เฉยเลย เลยทำให้เข้าใจเลยว่า DC04U มันให้เสียงที่ คมชัดมาก ๆ จนฟัง Detail ที่นักดนตรีแอบใส่เข้ามาได้ง่าย ในแบบที่มันมีความ Clear คม และมีพลังมาก ๆ
ทำให้เราสงสัยต่อว่า ถ้าเราเอามาดูหนังละ มันจะเป็นยังไง สัมผัสแรกที่ชัดเจนมาก ๆ คือ หนังไม่สนุกเลยอะ การดูหนังมันไม่เหมือนการฟังเพลงเลยนะ คือนอกจากเราจะต้องเก็บรายละเอียดภาพแล้ว พอเสียงรายละเอียดมันเยอะขึ้น มันแปลก ๆ ไปหมด จนกวนสมาธิสุด ๆ กับ รู้สึกว่า พอเบส หรือย่านต่ำมันหายไป พวกหนัง Action หรือสงคราม เสียงมันแห้งไปจนไม่สนุกเลย คิดว่า เอามาดูหนังอาจจะยัง (คนอะไรจะเอาหูฟังแบบนี้มาดูหนังฟร๊ะ)
สรุป : iBasso DC04U เหมาะกับใคร

จากสเปกที่มันค่อนข้างเจาะกลุ่มมาก ๆ เราคิอว่า มันเหมาะกับคน 3 กลุ่มด้วยกัน คือ คนที่ใช้หูฟังที่ขับยาก ๆ การที่ Output Power มันได้ถึง 980 mW ต่อข้าง มันสามารถขับพวก Planar Driver ตัวไม่ใหญ่ได้สบายเลยนะ คิดว่าน่าจะพาถึงปากอ่าวได้แน่นอน
อีกกลุ่มคือคนที่ใช้ IEM ที่ต้องการความ Sensitive สูงมาก ๆ คือมันให้เสียงที่ Noise Floor ต่ำมาก ๆ ทำให้พอเจอหูฟังที่ Sensitive มาก ๆ มันจะไม่ค่อยรู้สึกถึง Noise ในระบบมากเท่าไหร่ ทำให้ได้เสียงที่คมชัดมาก ๆ จนตกใจเลยว่า มันมาจาก Portable DAC จริง ๆ เหรอ
และสุดท้าย คิดว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องชอบเสียงที่รายละเอียดเยอะ ๆ โดยเฉพาะคนที่ใช้เครื่องเสียงที่มันมี Character เน้นเก็บรายละเอียดมาเยอะ ๆ น่าจะชอบมาก ๆ เก็บรายละเอียดเครื่องดนตรีได้เยอะมาก ๆ จนตกใจ
แต่ถ้ากำลังมองหา DAC ที่ทำให้เพลงมันฟังสนุกมากขึ้น มีการใส่อารมณ์ ใส่สีเข้าไปให้มันสนุก ย่อยง่ายขึ้น เราว่าอาจจะยังไม่ใช่ ไม่เหมาะสักเท่าไหร่ มันออกไปในแนวเร่งรายละเอียดเหมือนใส่ Sharpen ให้ภาพมากกว่า รู้สึกว่าบางคนอาจจะไม่ชอบแนวเสียงแบบนี้เท่าไหร่ มันแอบย่อยยาก ฟังเยอะ ๆ บางคนเหนื่อยกับ Detail ที่เยอะเกินไป แนะนำให้ลองไปหา Demo ฟังก่อน ฟังเยอะ ๆ หลาย ๆ เพลง จะได้รู้ว่า เราชอบมันจริง ๆ มั้ย



