รีวิว iPhone 17 Pro เหนือกว่าที่เคยมีมา ?
By Arnon Puitrakul - 26 ตุลาคม 2025
ในที่สุดก็มาถึงอีกหนึ่งรีวิวที่หลาย ๆ คนรอคอยในรอบปีกันแล้วนั่นคือ รีวิว iPhone รุ่นใหม่ประจำปีนี้ วันนี้เราขอเปิดด้วย iPhone 17 Pro ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจกันก่อนดีกว่า Vapor Chamber, A19 Pro และ กล้องใหม่ จะเป็นยังไง
แกะกล่อง

ตัวกล่องของ iPhone ในปีนี้ ทำมาเหมือนปีก่อน ๆ เป๊ะ ๆ เป็นกล่องกระดาษเล็ก ๆ ที่ด้านหน้าจะมีการพิมพ์เป็นรูปของตัวเครื่อง ตามสีของเครื่องเลย ซึ่งเครื่องที่เราเอามารีวิวในวันนี้เป็นเครื่องสีน้ำเงินเข้ม แต่สำหรับตัวโปร ที่มีราคาสูงขึ้นมา เราไม่ค่อยโอเคกับคุณภาพของการปริ้นแค่นี้สักเท่าไหร่นัก รู้สึกมันธรรมดาไปหน่อย คาดหวังสูงกว่านี้

ด้านข้างของกล่องจะมีเขียนว่า iPhone เฉย ๆ ไม่ได้บอกว่าเป็น iPhone อะไร เดาว่า น่าจะพูดถึงแค่ว่า มันคือ iPhone แค่นั้น

และอีกด้าน จะมี Logo Apple อยู่

แต่ไม่ว่ายังไง เรื่องที่เรายังขอชมในทุก ๆ การแกะของจาก Apple คือ การออกแบบกล่องให้สามารถแกะได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ช่วย เช่น การจะแกะกล่อง มันจะมี Pull Tab ให้เราดึงแกะออกมาได้เลย

เมื่อเปิดกล่องออกมา เราจะพบกับตัวเครื่องนอนอยู่ในกล่องอย่างสวยงาม เทียบภาพบนกล่อง กับของจริง คือคนละเรื่องกันเลยละ จุดนี้แหละคือเหตุผลที่เราบอกว่า เราไม่โอเคกับคุณภาพการปริ้นกล่องของ iPhone ในรอบนี้สักเท่าไหร่เลย

สิ่งที่มาให้กับตัวเครื่อง เหมือนเดิมทุกอย่างคือ มีสาย USC-C to USB-C ที่เป็นสายถักสีขาวมาให้ และมีเข็มจิ้มซิม สำหรับรุ่นที่ยังมี Physical SIM อยู่ เดาว่า สำหรับรุ่นที่ขายในบางประเทศที่เป็น eSIM Only ก็ไม่น่าจะมีมาให้

ส่วนด้านล่างที่เหลือ เป็น Paperwork นั่นนี่ ที่แน่นอนว่า ทุกคนรู้ โลกรู้ว่า เราไม่อ่าน ข้ามไปแน่นอน และนี่ก็หมดแล้วที่มีมาในกล่อง ไม่มี Adapter มาให้นะ เราต้องไปซื้อเพิ่มเอง โดยจะซื้อกับ Apple ก็ได้ หรือ 3rd Party เจ้าที่เราไว้ใจได้เลย แต่ขอให้มี มอก รองรับหน่อยเนอะ ซื้อโทรศัพท์มาแพง จะจบที่ Adapter ไม่กี่ร้อยไม่ได้
iPhone 17 Pro

ตัวเครื่อง iPhone 17 Pro มีหน้าจอขนาด 6.3 นิ้วด้วยกัน เมื่อเราแกะกล่องมา เขาจะมีแผ่นกระดาษปิดมาปกป้องหน้าจอ เขาจะมี Label บอกมาหมดเลยว่า แต่ละปุ่มคืออะไร ซึ่งถ้าใครใช้ iPhone มาก่อน ก็น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

ด้านล่าง เขาจะมีแผ่นกระดาษออกมา เพื่อให้เราสามารถดึงเพื่อแกะแกะกระดาษออกได้ง่าย ๆ และยังเป็นที่ Label บอกตำแหน่งของจุดชาร์จไว้ด้วย

เมื่อเราแกะออกมา เราจะพบว่า มันเป็นช่องสำหรับเสียบ USB-C ที่ใช้ในการชาร์จ และ ถ่ายโอนข้อมูล ถึงช่องมันจะใช้ USB-C เหมือนกับ iPhone 17 และ iPhone Air แต่ ช่องนี้มีความพิเศษกว่าตรงที่ มันรองรับมาตรฐาน USB 3.0 ที่ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วกว่า USB 2.0 มาก ๆ และรูข้าง ๆ ก็จะเป็นลำโพง

ข้างซ้ายของตัวเครื่องไล่จากซ้ายไปขวา เป็น Action Button ที่ใส่เข้ามาใน iPhone ตระกูล Pro หลายรุ่นแล้ว แทน Switch สำหรับปิดเปิดเสียง ถัดมาอีก 2 ปุ่มคือ ปุ่มเพิ่มลดเสียง และสุดท้ายขวาสุด คือถาดสำหรับใส่ SIM Card โดยที่ใน iPhone 17 Pro เราสามารถเลือกใส่ Sim Card จริง ๆ ได้ หรือเราจะใช้ eSIM ก็ได้เหมือนกัน สำหรับใครที่ไม่ได้เปลี่ยนเครื่องบ่อย ๆ เราว่า ก็ใช้เป็น eSIM ง่ายกว่าเยอะ

มาที่อีกข้าง ไล่จากซ้ายไปขวาเหมือนเดิม คือปุ่ม Camera Control สำหรับคุมกล้องที่หลาย ๆ คนไม่เคยใช้มาก่อน และเราใช้งานมาใน iPhone 16 Pro Max แล้ว ก็ยังรู้สึกว่าไม่ถนัดเอาซะเลย หรือกระทั่งใน iPhone 17 Pro เอง เรายังรู้สึกว่า มันก็ยังใช้งานไม่ถนัดเหมือนเดิมเลย และอีกปุ่ม คือปุ่มสำหรับล๊อค และปลดล๊อคเครื่อง

และสุดท้าย ส่วนที่ทำให้คนรู้ว่าเป็น iPhone 17 Pro นั่นคือด้านหลัง รอบนี้ Module กล้องใหญ่มาก ๆ กินพื้นที่ด้านบนหมดเลย มีกล้องมาให้ 3 ตัวเหมือนเดิม และ ด้านขวาของ Module จะมี Flash และ LiDAR Sensor เช่นเคย ส่วนด้านล่างของตัวเครื่องจะเห็นว่า มันเป็นชิ้นแยกกันออกมา เดาว่า มันน่าจะเป็น Vapor Chamber ที่พูดถึงกัน เพราะเวลาเครื่องร้อน มันอุ่น ๆ แค่บริเวณนี้ซะเยอะ
Apple A19 Pro
ไส้ในของ iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max รอบนี้เลือกใช้เป็น Apple A19 Pro เรียกได้ว่าเป็น SoC รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Apple ในปีนี้เลย โดยภายในมันประกอบด้วย CPU 6 Core แบ่งเป็น 2 Performance Core และ 4 Efficiency Core กับ GPU ทั้งหมด 6 Core
หากเทียบกับ Apple A19 ที่อยู่บน iPhone 17 และ iPhone Air มันจะมีความแตกต่างที่จำนวน GPU Core ที่หายไป 1 Core นั่นแปลว่า ในทางทฤษฏี พลังในการประมวลผลกราฟิคของตัว Pro จะแรงขึ้นกว่าตัวธรรมดาประมาณนึงเลย นอกจากนั้น ภายในของรุ่น Pro มันยังมี Enhancement ส่วนอื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามาด้วย

อย่างแรกคือ RAM จาก 8 GB กลายเป็น 12 GB นั่นทำให้ เราสามารถเปิด App พร้อม ๆ กันหลายตัวได้เยอะมากขึ้น หรือกระทั่งการทำงานที่อาศัย RAM เยอะ ๆ เช่นการตัดต่อวีดีโอเอง มันก็สามารถทำงานได้ดีกว่าเดิมพอสมควร และอีก Enhancement คือ การเพิ่ม Cache ทั้งใน L2 และ System-Level ขึ้นไป เกือบ ๆ เท่าตัวเมื่อเทียบกับ Apple A19 ตัวปกติ นั่นทำให้ เราสามารถรันงานที่มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นไปได้อีกพอสมควรเลย
โดยรวม หากอ่านจากสเปก คิดว่า ถ้าเราซื้อมาเพื่อแค่ เปิด Social Media หรือรันงานเบา ๆ คิดว่าหากเอา Apple A19 เทียบกับ A19 Pro เราจะไม่เห็นความต่างอะไรกันเลย แต่ถ้าเราเริ่มรันงานที่โหดขึ้น หนักขึ้น ใหญ่ขึ้น อันนี้แหละ คือจุดที่ Apple A19 Pro มันจะฉายแสงออกมาเลยละ
กล้องใหม่ อะไรใหม่

กล้องบน iPhone 17 Pro รอบนี้ มากับชุดกล้อง 3 ตัวเหมือนเดิม คือ Ultra-Wide, Normal และ Telephoto ซึ่งกล้อง 2 ตัวแรกจะเป็นกล้องตัวเดียวกันกับที่อยู่ใน iPhone 17 เป๊ะ ๆ และคุณภาพของมันบอกเลยว่า ยอดเยี่ยมมาก ๆ อยู่แล้ว เท่าที่ลองใช้งานมา รู้สึกว่า มันไม่ได้เก่งกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง iPhone 16 Pro สักเท่าไหร่

ถามว่า กล้องหลัก มันมีการอัพเกรดต่างกันแค่ไหน อันนี้คือ ภาพตัวอย่างที่ถ่ายจาก iPhone 16 Pro Max และ iPhone 17 Pro ลองเดากันมั้ยครับว่า อันไหนคือถ่ายจากกล้องตัวไหน

แต่อันที่มันได้รับการเปลี่ยนแปลง เรียกว่า หน้ามือ เป็นหลังมืออันแรกเลยคือ กล้อง Tele ที่รอบนี้ เปลี่ยนมาเป็นกล้องแบบ Fusion Camera 48 MP เรียบร้อยแล้ว จากเดิมเป็นแค่กล้อง 12 MP อยู่เลย เราลองถ่ายในที่แสงน้อยเทียบกันดู ก็คือ รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนมาก ๆ คุณภาพสูงขึ้นมากจริง ๆ และพอมันเป็น Fusion Camera เราสามารถที่จะ ซูมเข้าไปอีกเท่านึง โดยเสียความละเอียดครึ่งนึงได้ นั่นทำให้ จากเดิม กล้อง 3 ตัว มันจะแทนเลนส์ได้ 7 ระยะ ตอนนี้ก็จะกลายเป็น 8 ระยะเรียบร้อย โดยเราสามารถเลือกกดถ่ายได้ตั้งแต่ 0.5x, 1x, 2x, 4x และ 8x ไปเลย

กล้องอีกตัวที่เราประทับใจถึงการเปลี่ยนแปลงในรอบนี้มาก ๆ คือ กล้องหน้า จากเดิมที่เราชอบเรียกว่า กล้องส่องผี เพราะคุณภาพมันห่วยแตก ใช้งานจริงไม่ได้เลย นอกจาก Selfie ลง Story IG ยังได้ แต่รอบนี้ Apple ปรับมาเป็น กล้องความละเอียด 18 MP พร้อมรองรับ Centre Stage หรือก็คือ เป็นการทำให้ ตัวเราอยู่กลางเฟรมภาพเสมอ เหมือนมีผู้ช่วยในการจัดองค์กระกอบของภาพให้เราเลยละ

คุณภาพ บอกเลยว่า มันโคตรดีเลย Dynamic Range, ความเที่ยงตรงของสี และ Skin Tone ดีขึ้นมาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ มันดีจนทำให้เราสนุกกับการถ่าย Selfie มาก ๆ ทั้งที่เมื่อก่อนเราพยายามจะไม่ใช้กล้องหน้าเลยด้วยซ้ำ (เว้นแต่ Video Call) หรือกระทั่ง Content บางตัว เราก็ใช้ กล้องหน้าบน iPhone 17 Pro ถ่ายไปแล้วเหมือนกัน
ที่เจ๋งมากขึ้นไปอีกคือ Sensor ของกล้องหน้า ปกติมันจะเป็นแนวสี่เหลี่ยมผืนผ้าอัตราส่วน 4:3 หรือ 3:2 ก็แล้วแต่การออกแบบ แต่รอบนี้ Apple ออกแบบมาให้มันเป็นแบบ 1:1 เมื่อรวมกับการ Crop ด้วย Software ทำให้เราสามารถที่จะ ถ่ายภาพแนวตั้ง หรือแนวนอน โดยไม่ต้องหมุนโทรศัพท์เลย กดสลับไปสลับมาใน App แค่นั้นเลย หรือถ้าเรายกถ่ายอยู่แนวตั้ง แล้วมีคนเข้ามาในเฟรมเยอะ มันจะรู้แล้วสลับเป็นแนวนอนให้เราเอง หรือเคสที่เราใช้งานบ่อยคือ เราต้องถ่ายทั้ง Short และ Long Video ที่อันนึงใช้แนวตั้ง อีกอันแนวนอน แทนที่เราจะหมุนโทรศัพท์บนขาตั้ง เราก็แค่กดหมุน มันก็หมุนให้เราเองแล้ว โดยรวมนะ เราชอบกล้องหน้าใน iPhone 17 Lineup ที่สุดแล้ว คุณภาพเริ่ด Feature เจ๋ง ตอบโจทย์การทำงานของ Creator อย่างเรามาก ๆ
Battery

การใช้งานแบต สำหรับ iPhone เครื่องเล็ก อย่าง iPhone 17 Pro ประกอบร่างกับ SoC ที่แรงมาก ๆ อย่าง Apple A19 Pro ในการใช้งานทั่ว ๆ ไป อย่างการเล่น Social Media, ถ่าย Story IG และ ดู Youtube เราใช้งานได้แค่ราว ๆ เกือบ ๆ วันเท่านั้น เช้า 8 โมง ถอดสายชาร์จ แล้วใช้งานทั้งวัน มันจะไปหมดอีกทีราว ๆ สองทุ่มกว่า ๆ คือ ถ้าใครไปทำงานแล้วกลับบ้านเลย เราว่าไม่น่ามีปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า เราไป Hangout ต่อหลังเลิกงาน เราคิดว่า อาจจะต้องชาร์จแบตช่วงเย็นก่อนออกไปข้างนอกหน่อย
แต่เรื่องชาร์จแบต ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะเขามี Fast Charge ที่เคลมว่า สามารถชาร์จ 0% ถึง 50% ได้ใน 20 นาที เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 10 นาที โดยใช้ Adapter 40W ขึ้นไป ซึ่งเราทดลองใช้งานกับ Anker Prime 250W มันจะชาร์จราว ๆ 20W เท่านั้นเองแต่ถามว่า มันได้ 50% ใน 20 นาทีจริงมั้ย ตอบเลยว่า ใกล้เคียงมาก ๆ เราคิดว่า ถ้ากลางคืน เราไม่ได้เสียบ เช้าตื่นมา ก่อนไปอาบน้ำชาร์จทิ้งไว้หน่อย แต่งตัวเตรียมของรวม ๆ กันสักชั่วโมงนึง แบตก็น่าจะได้สัก 80-90% ใช้งานได้สบาย ๆ ชาร์จอีกทีก็เย็นไปเลยก็ยังพอไหวนะ

ส่วนเรื่องความร้อนจากการ Fast Charge ถือว่า ไม่ได้เยอะมาก ระบบจัดการความร้อนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการใส่ Vapor Chamber เข้ามา (เดี๋ยวจะมาอธิบายอีกที) ทำให้เครื่องสามารถกระจายความร้อนออกจากแบตได้ดีขึ้น อาจจะ ส่งผลต่ออายุการใช้งานที่ยืนยาวขึ้นได้ เรื่องนี้อาจจะขอเวลาสักปีในการใช้งาน แล้วเดี๋ยวเรามาดูข้อมูล Battery Degradation กันว่า มันจะหายไปเยอะขนาดไหน
โดยรวม เราคิดว่า มันพอใช้งานให้ผ่านไป 1 วันเต็ม ๆ ได้ แต่อาจจะต้องเขียมแบตสักหน่อย แต่ถ้าเอาสบาย ๆ ใช้งานปกติ คิดว่า เกือบ ๆ วันยังได้สบาย ๆ แต่ถ้าเราเริ่มถ่ายรูปเยอะ หรือเล่นเกมหนัก ๆ มันก็จะลดเร็วกว่านี้แน่นอน ซึ่งมันดูใช้งานได้สั้น มันก็ใช่ แต่เราต้องยอมรับนะว่ามันเครื่องเล็ก ก็ใส่แบตได้เล็กเหมือนกัน ยังไง ก็ควรพก Power Bank ติดตัว หรือต้องมีจุดชาร์จเช่น บนรถ หรือที่ออฟฟิศ ติดไว้ก็ดีเหมือนกัน เผื่อไว้
Thermal Management with Vapor Chamber
อีกหนึ่ง Feature ที่หลาย ๆ คนพูดถึงกันตั้งแต่ที่ Apple เริ่มส่งบัตรเชิญสื่อแล้วนั่นคือ การนำ Vapor Chamber เข้ามาใช้ใน iPhone เป็นครั้งแรก
ต้องบอกก่อนว่า Vapor Chamber บนโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ขนาดเล็ก ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร คิดว่ารุ่นแรก ๆ ที่นำมาใช้คือ Samsung Galaxy S7 ที่ออกมาเมื่อปี 2016 หรือประมาณ 9 ปีก่อนไปแล้ว และหลังจากนั้น โทรศัพท์รุ่นอื่น ๆ ก็เริ่มนำมาใช้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้น่าจะอยู่ในโทรศัพท์เกือบทุกรุ่นแล้ว
ในการระบายความร้อนแบบเก่าที่เราทำกันมา วิธีการคือ เราจะเอาโลหะที่มีคุณสมบัติการนำความร้อนที่ดีมานาบบริเวณที่เกิดความร้อนขึ้น โลหะนั้น ก็จะดึงความร้อนออกไปกระจายตามพื้นผิวของวัสดุ และมันก็สัมผัสกับอากาศ ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนพลังงานกัน ความร้อนนั้นก็จะระบายเข้าสู่อากาศ
แต่หลักการของ Vapor Chamber มันต่างออกไป คือเขาจะทำวัสดุตัวนึงขึ้นมาเป็นโลหะที่สามารถนำความร้อนได้มาสัมผัสกับบริเวณที่มีความร้อนเกิดขึ้น แต่ภายในวัสดุนั้นจะใส่น้ำเข้าไปเล็กน้อยและซีลปิด เมื่อวัสดุนั้นสัมผัสกับความร้อน ความร้อนนั้นจะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ แล้ววิ่งไปทั่วภายในตัววัสดุ ซึ่งมันนำความร้อนไปด้วย นั่นแปลว่า ความร้อนจากจุด ๆ หนึ่งบนเครื่อง ก็จะถูกกระจายออกไปในบริเวณกว้าง และนั่นแปลว่าอีกด้านนึงจะมีพื้นที่ผิว ระหว่างวัสดุ และ อากาศมากขึ้น นั่นทำให้ การระบายความร้อนนั้นเป็นไปได้ดีกว่า ส่วนน้ำที่เป็นไอ เมื่อมันเดินทางไปสัมผัสกับส่วนที่เย็นกว่า มันก็จะควบแน่นกลับเป็นน้ำเหมือนเดิม แล้ววนกระบวนการนี้ใหม่ไปเรื่อย ๆ ถือว่าเป็นอีกเทคนิคที่นิยมมาก ๆ ในการระบายความร้อนบนโทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ เลยก็ว่าได้
เมื่อเราเอามาใช้งานกับ iPhone 17 Pro ตอนแรก เราไม่ได้คาดหวังว่ามันจะทำให้แตกต่างในการใช้งานสักเท่าไหร่ แต่พอใช้งานจริง อย่างแรกคือเวลาเราใช้งานเครื่องหนักอย่างต่อเนื่อง อย่างการ Render Video บน LumaFusion พร้อมกับเสียบชาร์จแบตไปด้วย เครื่องกลับไม่ร้อนมาก แค่อุ่น ๆ ทั้งเครื่อง แตกต่างจาก iPhone 16 Pro Max ที่มันร้อนอยู่แถว ๆ ตรงกลางเครื่อง และส่วนที่เหลือแอบไปทางเย็น คิดว่าเป็นเพราะ Vapor Chamber มันช่วยกระจายความร้อนที่เกิดจาก Apple A19 Pro ที่อยู่ใน iPhone 17 Pro และ ความเร็วในการ Render มันแทบไม่เปลี่ยนเลย
Options

สำหรับตัวเลือกรอบนี้ เขาจะมาด้วยกัน 3 สี คือสีเงิน, สีส้มคอสมิก และ สีน้ำเงินเข้ม เท่าที่อ่านในต่างประเทศมา ก็บอกกันว่า สีส้มมันมีปัญหากับการ Oxidise เลยคิดว่า ถ้าใครจะซื้อก็ดูดี ๆ ละกัน ส่วนตัวเราใช้สีน้ำเงินเข้ม ก็คือ สวยเริ่ด และชอบมากแล้วละ

ส่วนความจุ เขาจะมากับขนาดตั้งแต่ 256 GB, 512 GB และ 1 TB แต่ถ้าใครอยากได้ 2 TB จริง ๆ ก็ต้องไปใช้ iPhone 17 Pro Max แล้วละ เราคิดว่า ประมาณ 512 GB ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการทำงานที่ใช้ถ่ายวีดีโอลง Youtube ทั่ว ๆ ไปแล้ว หรือถ้าอยากได้พื้นที่มากกว่านี้ เราซื้อ External SSD มาเสียบทำงานเพิ่มดีกว่า เผลอ ๆ อาจจะสะดวกกว่าด้วยคือ เราอัดวีดีโอลง External SSD เลย ไม่ต้องเสียเวลา Ingest ไฟล์ลงไปทำงานแล้ว ก็ทำงานผ่าน External SSD ไปซะเลยจบ ๆ
จาก Feature ทั้งหมด เข้ามาทำให้ งานเราสะดวกขึ้นยังไงบ้าง ?
เราเล่า Feature ของมันมาเยอะมาก ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วทั้งหมดที่เล่ามานี้มันแปรผลไปเป็นการใช้งาน การทำงานที่ดีขึ้นอย่างไรในสาย Influencer อย่างเรา

เริ่มจากกล้องหน้า ที่คุณภาพดีขึ้นมาก ๆ จนทำให้เรากล้าใช้กล้องหน้าอัด Content ไปเลย ตอนนี้เราเอามันติดกับ Moft Stand แล้วก็เสียบไมค์ DJI Mic 2 เข้าไป แล้วก็เริ่มอัด Content ได้เลย หรือ เราสามารถใช้มันถ่ายเป็น 2nd Camera ได้เหมือนกัน แค่ว่า เวลาเอามารวมกับไฟล์จากกล้องใหญ่จริง ๆ มันเห็นความต่างของคุณภาพค่อนข้างชัดอยู่พอสมควร

เมื่อถ่ายเสร็จแล้ว หากเราต้องการจะถ่ายไฟล์จาก iPhone 17 Pro มาใส่คอม เราสามารถเสียบสายเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันที โดยมันสามารถโอนถ่ายไฟล์ได้เร็วมาก ๆ ผ่าน USB3 ซึ่งเร็วกว่า USB2.0 บน iPhone 17 และ iPhone Air มาก ๆ โดยเฉพาะหากเราเลือกถ่ายด้วย ProRes Codec ที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ

หรือ ๆ ด้วยพลังของ Apple A19 Pro เอง เราสามารถตัดต่อคลิปทั้งหมดที่ถ่ายมาได้ในตัวเองเลย เราทดลองเอา Project ที่ถ่ายด้วยกล้อง Sony A7IV มาทำงานบน LumaFusion ที่ใส่ LUT สำหรับแปลง S-Log 3 เป็น Rec.709 มี Colour Adjustment และ White Balance Correction เข้าไปอีก สุดท้าย เราก็ Render ออกมา ซึ่งมันทำงานได้เร็วมาก ๆ สุดท้ายก็ Upload Social Media Platform ต่าง ๆ ได้ทันที
เราจะเห็นว่า iPhone 17 Pro มันสามารถเข้ามาช่วยเราได้เยอะมาก ๆ จากเดิมที่เราจะต้องเอากล้องไปใหญ่ ๆ กับ Laptop หรือ Tabet ไปทำงาน แต่ iPhone 17 Pro เป็นอุปกรณ์ที่สามารถอยู่กับเราในทุก Process ของการทำงานวีดีโอเลยก็ว่าได้ แถมคุณภาพที่ได้ออกมา ถือว่า ไม่แย่เลย อาจจะคุณภาพแย่กว่าการใช้กล้องใหญ่จริง ๆ แต่ถ้าเราจัดแสงดี ๆ เข้ม ๆ หน่อย ภาพที่ได้ออกมาไมเลวเลย และยังทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมอีก
สรุป

เราจะพูดมายืดยาว ถึง Feature ต่าง ๆ ของเจ้า iPhone 17 Pro เครื่องนี้ เอาจริง มันเป็นโทรศัพท์ที่ดีเลยละ มันติ๊กถูกหลาย ๆ ความต้องการสำหรับโทรศัพท์ในปี 2025 นี้เลย กล้องที่ดี, ชิพ A19 Pro แรงมาก ๆ และ Software ลื่นไหลในการใช้งานมาก ๆ หากใครกำลังมองหา Best of the best phone ที่ติ๊กถูกข้อเยอะที่สุด เราว่า ยังไง ๆ iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลมาก ๆ ตัวนึงเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าใครถือ iPhone 12, 13 แถว ๆ นั้นแล้วเปลี่ยนมาใช้ 17 Pro ก็คือรู้เรื่องเลย มันรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เยอะจนรู้สึกคุ้มเงินมาก ๆ แต่ถ้าใครคิดว่า ไม่น่าจะได้ใช้กล้อง Tele และ Performance ขนาด A19 Pro เราคิดว่า การกลับลงไปเล่น iPhone 17 เฉย ๆ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเยอะ



