My Life

Year in Review 2021 สวัสดี 2022

By Arnon Puitrakul - 31 ธันวาคม 2021 - 2 min read min(s)

Year in Review 2021 สวัสดี 2022

กำลังจะหมดไปอีกปีแล้วกับปี 2021 รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ และ มันก็มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมาก ๆ ในปีนี้ เรียกได้ว่าเป็นปีที่เราปวดหัวมาก ๆ จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่มันยังไม่จบสักที ทำให้แน่นอนว่า งานที่เรา Plan ไว้ตั้งแต่ปีก่อนแล้วกะว่า ปีนี้รอดแล้ว ก็โดนพับเก็บอีกตามเคย แต่ในวิกฤติก็ทำให้เราได้ค้นพบความเป็นไปได้ในอีกหลาย ๆ เรื่องที่น่าจะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปเลย

เรียนจบสักที อิ 🌼

หลังจากเมื่อ 3 ปีก่อน เราเริ่มเขียนปริญญาโท มันก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะมาก ๆ ตั้งแต่เข้าไปเรียนแล้วก็คือ เอ่อ..... Where the hell am I? อารมณ์แบบนั้นเลย เข้าไปเรียนก็คือแตกยับรัว ๆ ไม่รู้เรื่องเลย เพราะเราพื้นฐานมาจากฝั่งที่เป็น Computer เป็นหลัก แล้วดันทะลึ่งเปิดมาวิชาแรกเป็น Lab เลย คือแตกรัว ๆ หลังจากนั้นเรียนวิชาในสาขาตัวเองก็เข้าไปนั่ง แล้ว อื้อ ครับ.... อาจารย์ว่าไง ผมก็ว่างั้นละครับ... ฮ่า ๆ เพราะไม่รู้เรื่อง กว่าจะดันตัวเองขึ้นมาได้ ก็คือ เกิดมายังไม่เคยตั้งใจอ่านหนังสือเรียนมาก่อน (ก่อนหน้านี้ เน้นอ่านเหมือนกัน การ์ตูนอะ) ตอนนั้นคืออ่านเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อให้ทันคนอื่น จนมาทำ Thesis เรื่องราวมันก็เกิดขึ้นเยอะมาก ๆ ไว้เรามาเล่าในอีกบทความละกัน มันให้อะไรเยอะมาก ๆ และ เรื่องยาวมาก ๆ

จำได้ว่าวันที่ Defence จบตอนนั้นก็คือทำหน้านิ่ง ๆ ยิ้มกรุบ ๆ นิด ๆ แหละ แต่ในใจคือ อิ 🌼 สักทีค่ะ !!!!! อีความพยายามที่นั่งอยู่เป็นปีวันนี้มันตอบแทนชั้นสักทีค่ะ หลังจากกด End Call คือ ลั่น ถถถถถ

โดยรวม มันเป็นช่วงเวลาที่เรากลับมาสนุก และ อยากตื่นมาเรียน ตื่นมาอ่านอะไรใหม่ ๆ มาก ๆ นะ เหมือนอาการแบบนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเรามานานมาก ๆ แล้ว สนุก (เกือบ) ทุกครั้งที่เข้าเรียนในหลาย ๆ วิชา จนตอนนี้เราก็ยังไม่หยุดที่จะอ่าน และสร้างอะไรใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ

Work Life Balance

เราคุยกับหลาย ๆ คนเรื่องของ Work Life Balance ว่าเห้ย เราจะจัดการกับมันอย่างไรดีละ เพราะก่อนหน้านี้ เราเรียนไป แล้วก็มีงานที่เป็นเหมือน Side Job อย่างการทำ Content ต่าง ๆ นั่นนี่มาตลอด ประกอบกับ เมื่อตอนเรียน เราว่ามันก็ทำให้สุขภาพทั้งกาย และ ใจ เราเสียเหมือนกัน กับการบริหารเวลา และ งานตัวเองที่ไม่ดี ทำให้พอเรียนจบมา งานหลักมันเหลืออย่างเดียวแล้ว เราเลย อยากที่จะจัดการเวลาของตัวเองให้เราได้มีเวลาออกไปทำอะไรที่เราอยากทำมากขึ้น อยากกินอะไรที่เราอยากกิน อยากทำงานในเวลาที่มันควรจะเป็น

เรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก ๆ ในปีนี้คือ Mental Health เลย ที่ผ่านมา มันเจอหลาย ๆ เรื่องเข้ามา ถึงเราจะเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกบ่อย ๆ (ไม่ Fantasy ไปเรื่อยนะ มองในพื้นฐานของความจริง และ ข้อมูลทางสถิติที่มี) แต่หลาย ๆ เรื่องก็ทำให้เราเคยเครียดจนนอนไม่หลับ จนมีปัญหาตามมาหลายอย่าง แต่อาจเป็นเพราะบุคลลิกของเราที่มีความสุขกับเรื่องเล็ก ๆ ได้ง่าย เลยทำให้เราไม่ได้ Break แบบแรงอะไร แค่อาจจะหน้ามุ่ยออกมาแปบ ๆ แล้วก็หาย

มาในปีนี้ตอนที่เรามาทำงาน ไหน ๆ เราก็เป็นนายตัวเองแล้ว เราก็พยายามที่จะจัดเวลาในการทำงานของตัวเองให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น แรก ๆ บอกเลยว่า มันยากมาก ๆ กับการนอนตื่นเช้า ๆ แล้วมาทำงาน แต่หลัง ๆ มาทำ เราบอกเลยว่า สำหรับเรา มันทำให้เรามี Productivity มากขึ้นเยอะมาก ๆ และ การตื่นมาทำงานตอนเช้า บ่าย ๆ งานเราก็จะเสร็จ เตรียมที่จะออกไปทำอย่างอื่นละ โดยเฉพาะกิจกรรมที่จะต้องทำกับคนอื่นเช่น เล่นเกม อะไรพวกนั้น ถึงเวลานั้น เพื่อน ๆ ก็เลิกงานแล้วเหมือนกัน ทำให้เราก็สามารถทำกิจกรรมพวกนั้นได้นั่นเอง

อีกส่วนที่เป็น Factor ที่สำคัญมาก ๆ ในการทำให้เกิดความ Balance คือ Task Management เพราะเรื่องนึงที่เราเรียนรู้จากตัวเองในอดีตที่พยายามจะสร้าง Work Life Balance คือพวก Ad-hoc Task ต่าง ๆ หรืองานที่อยู่ ๆ ก็เข้ามา ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ไม่สำคัญแต่ด่วนมาก ๆ จะเอาเดี๋ยวนี้ การจัดการงานต่าง ๆ มันเลยเป็น Key ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา มันทำให้เราสามารถจัดการงานต่าง ๆ ตามช่วงเวลา และ  Energy ของเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้าย ใน 1 วัน เราก็จะสามารถทำงานได้เยอะที่เยอะที่สุดเท่าที่เราทำได้

หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ยอมรับเลยว่าเป็นคนที่ไม่ได้สนใจอะไรกับตัวเองเยอะมาก เช่น แต่งตัวก็ไม่เป็น ตัดผมยังเลือกทรงผมบนหัวตัวเองไม่ได้เลย หน้าก็รอยสิวแน่นไปหมด บ่าไหล่ดึงไปหมด

ปีนี้จริง ๆ ก็ดูซีรีย์เรื่องนึงมาแหละ เลยเห้ยย เราลุกมาเปลี่ยนตัวเองมันก็น่าสนุกดีนะ อยากเห็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดูดีกว่านี้เหมือนกัน เริ่มจากนังปัญหาอย่างพวกบ่าไหล่ หรือก็คือ Office Syndrome เรียกได้ว่าเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ก็ไปหาหมอ ทำหลายอย่างมาก ๆ จนตอนนี้ก็หายดีแล้ว แต่มันก็ยังสามารถกลับมาเป็นได้อีก ถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ใช่แล้วฮ่ะ ตอนนี้มันก็เริ่มกลับมา แต่ก็หมั่นบริหารหน่อย มันก็โอเคอยู่ ตอนนี้ก็เลยอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

หนังหน้าเอง ก็คือยอมรับเลยว่า ในพี่น้องตัวเอง หน้าอิฉันนั้นก็คือเรียกได้ว่า ไม่น่าชมที่สุดแล้วละ ฟิลลิ่งคุณลุงแก่ ๆ ทั้งหน้า และ ท่าทางเลยเจ้าค่ะ !!!! ก็เลยได้ !!! งั้นเอาข้างนอกก่อนละกัน ไปทำเลเซอร์แมร่งเลย เอาเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยนี่แหละ สุดท้ายผลออกมา เห้ยยย ดีหว่ะดีมาก ๆ เลยละ ตอนนี้เดินออกมา หน้าสด เหมือนเมื่อก่อนแต่งหน้าเลย เนียน ๆ กับดูเป็นคนกว่าเมื่อก่อนมาก พวกรอยสิวอะไรพวกนี้ก็หายไป 95% เลย มองผ่าน ๆ คือ เนียน ยักกะตูดเด็กเลยละ ประทับใจเทคโนโลยีสมัยนี้จริง ๆ (ตอนที่เขียนตอนนี้อินี่ก็นั่งอยู่ในคลินิกนะ) เรื่องที่เราว่ามันได้มาที่เหนือกว่า หน้าที่ดีขึ้น มันคือ ความมั่นใจ เรามั่นใจมั่นหน้ามากขึ้นเวลาจะต้องถ่ายรูปเมื่อก่อน อาจจะต้องแต่งหน้ามั้ย เห้ย ๆ ถ่ายอีกทีดิ๊ เอาไป Photoshop ด้วยนะ ตอนนี้คือ เรียกได้ว่า มั่นหน้ามาก ๆ เรื่องที่ต้องแก้ต่อไปคือ รบกวนเลิกทำตัวเหมือนลุงแก่ ๆ สักที กับยังสลัดกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และ เสื้อ Uniquo ไม่ได้สักที มันสบายอ่าาา

นอกจากนั้นบอกเลยว่า เริ่มเข้าวงการรองพื้น และ Consealer เต็มตัวแล้วละ เมื่อก่อนก็มีความคิดนะว่า เห้ย ผู้ชายที่ไหนมันแต่งหน้ากันฟร๊ะ แต่เอาจริง ๆ เราว่ามันก็ไม่ผิดนะที่จะแต่ง มันเป็นเรื่องของความมั่นใจมากกว่า และนี่ก็คือผลงานที่ทารองพื้นเอง

Keep Learning New Things

ปีนี้เป็นอีกปีที่เราเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ เยอะมาก โดยเฉพาะหลังเรียนจบที่มีเวลาเยอะขึ้น เลยทำให้เราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ เรียนรู้เรื่องใหม่เรื่อย ๆ จนบางครั้งทำให้สร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องบอกเลยว่า การเจอปัญหาของเรามันไม่ได้ทำให้เราเบื่อ หรือท้ออะไรเลย จริง ๆ มันเรียกได้ว่า อุปกรณ์สร้างความสนุกในชีวิตเลยก็ว่าได้ อยากจะเป็นคนที่ทำมันได้หมดทุกอย่างจริง ๆ จนในค่าย New Founder ล่าสุด เราเลยใส่ Hashtag ให้ตัวเองว่า #รันทุกวงการ ก็คือ ทำแมร่งทุกอย่างจริง ๆ ตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ

การเป็นเป็ดที่ทำได้ทุกอย่างในสมัยก่อน อาจจะมองว่า มันเป็นอะไรที่ไม่เข้ากับสมัยเลย แต่ต้องยอมรับว่า ปัญหาในปัจจุบัน การใช้เพียงความรู้จากด้านเดียวมันไม่สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว ทำให้ในปัจจุบัน เราค่อนข้าง Value เรื่องของการเป็นเป็ดมาก ๆ มองมันเป็นข้อดีเลยด้วยซ้ำ ทำให้เราเลือกที่จะสนุกกับการหัดทำอะไรหลาย ๆ อย่างต่อไปเรื่อย ๆ ประกอบกับเป็นคนชอบ Remix มีไอเดียบ้า ๆ บอ ๆ เช่น พอเรียน เรื่องนึง มันจะเริ่มกลับไปคิดแล้วว่า มันจะเอาไปผสม หรือเอาไปใช้กับสิ่งที่เราเคยเห็นมาได้ยังไง จนบางอย่างมันก็มีประโยชน์ บางอย่างก็..... เอ่ออ อย่า หา ทำ เลย ดีกว่า

บางเรื่องที่เราหัด หลาย ๆ คนอาจจะมองว่า มันไร้สาระด้วยซ้ำ อย่างการที่เราบอกเพื่อนว่า เออ กู อยาก เข้า วงการ Dota2 หว่ะ !!! แต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้เป็นแค่การเล่นเกมไง มันทำให้เรามองอะไรลึกขึ้น ระมัดระวังตัวเองเวลาจะทำอะไรแบบ Step-by-step เลยทีเดียว และที่สำคัญ.... ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ? หัวร้อนน้อยลง ? คอไม่แตกอยู่ววว....

กลับมาเล่นดนตรีจริง ๆ จัง ๆ ละ

เมื่อหลายเดือนก่อน ไปกินข้าวกับเพื่อนปกติแหละ อยู่ ๆ ก็บอกว่า เออ เรียนจบแล้วมันจะมีเวลาเยอะขึ้น อยากเรียน Piano หว่ะ !! แน่นอนว่า เพื่อนมันก็ตอบสนองความต้องการเป็นอย่างดี โดยการบอกว่า ได้ดิ เดี๋ยวสอน อะได้  !!!!! นั่นแหละ นั่นคือจุดเริ่มต้นของทาสการตลาดโดยสมบูรณ์ ฮ่า ๆๆๆๆๆ

ตอนแรกเราเริ่มต้นด้วย MIDI Keyboard เล็ก ๆ ก่อน เพราะเผื่อ เราไม่อินกับการทำอะไรแบบนี้ 25-Keys เล็ก ๆ ตัวละพันกว่าบาท แล้วก็ใช้ Logic Pro X ที่เราซื้อมาพร้อมกับ Education Bundle เมื่อนานมาแล้ว จนเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน เรามาเล่นตัว Native Instrument Komplete Kontrol S88 (เรียกมันว่า น้องบ้านชุบแป้งทอด) ได้ยังไง มิหน่ำซ้ำคือ ยังกด Komplete Untimate มาอีก !! นี่มันอะไรกันฟร๊ะเนี่ย มูลค่าเท่าไหร่ไปคำนวณกันเอาเองละกัน

ซึ่งแน่นอนว่า เราทำอะไรเรามีเป้าหมาย เราบอกว่า เราอยากที่จะหัด เพื่อให้เราสามารถทำ Cover เพลงเองได้ แบบ อยากเล่นเองซะเยอะ ก็คือแบบเริ่มจากพื้นฐานสุด ๆ เลยแต่สิ่งที่เราว่าดนตรีมันไม่เหมือนกับ Field อื่น ๆ คือ การใช้ Muscle Memory ที่เยอะมาก ๆ เราเรียนคอมมา เราว่าเรายังไม่ได้ใช้พวกนี้เท่าไหร่เลย

อารมณ์มันจะเหมือนกับเราพิมพ์สัมผัสบน Keyboard ได้เลย ถึง Keyboard เราจะไม่มีภาษาไทย แต่เราก็ยังสามารถที่จะพิมพ์บทความนี้ออกมาได้ มันเป็นแบบนั้นเลย แทนที่จะเป็น Key หลาย ๆ แถว มันก็จะมีแถวเดียว แต่หลาย ๆ ปุ่มแทน มันก็จะต้องคิดว่า โอเค เราจะกดแล้วตัวต่อไปมันจะไปไหนต่อ แล้วเราจะไปยังไง มือก็ต้องกด เท้าก็ต้องเหยียบ ที่สุดแห่งการแยกประสาทเลย ซูฮกนักดนตรีจริง ๆ

แต่เราก็ไม่เชื่อนะว่า เราจะทำไม่ได้เลย เพราะแรก ๆ เราก็คุยกับเพื่อนว่า เห้ยยย บ้า เหรอคนเรามันจะจำได้ยังไงว่ากดตรงนี้แล้วบอกได้เลยว่ามันคือ CDEFGAB จนหัด ๆ ไปสักพักมันก็จำได้ เลยทำให้เราเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ๆ ว่า สุดท้าย เราก็จะทำได้แน่ ๆ แต่การที่จะทำได้ มันจะต้องเกิดจากการซ้อมไปเรื่อย ๆ ลองเล่นไปเรื่อย ๆ ทำให้เราชินกับมัน ด้วยความที่เราจัดเวลาในการทำงาน และ พักผ่อน เราก็จะแบ่งเวลาวันละชั่วโมงนึงนี่แหละ พยายามมาค่อย ๆ นั่งเล่น และพยายามกับมัน จนตอนนี้เราว่า เรามาไกลกว่าตอนแรกเยอะมาก ๆ แล้ว และก็หวังว่าปีหน้าเราจะมี Channel Cover เพลงของตัวเองละ ชื่อ เดือนละเพลง ดีม่ะ ฮ่า ๆ ออกเดือนละคลิป เพราะแกะไม่ทัน 😂

จริง ๆ แล้ว ชั้น เป็น ประธาน บริษัท

จริง ๆ แล้ว น่ะ ชั้น เป็น ประธานบริษัท....

ปีนี้ก็อย่างที่บอกว่า เราเรียนจบมาแล้ว อื้ม... ก็ออกมาทำงานก่อนละกัน เอาเป็นว่า ตอนแรกก็อยากจะเรียนต่อเลย แต่โอกาสในเรื่องของการเปิดบริษัทมันมาก่อนที่เราจะเรียนจบซะอีก เลยตบปากรับมา แล้วหลาย ๆ เรื่องก็เกิดขึ้น เยอะมาก ๆ จนทำให้ตอนนี้เราจะต้องรับบท ประธานบริษัท หนึ่งงงง ก็ออกมาทำอะไรที่เรายังสนุกกับมันอยู่ คือการสอนพวก Programming แต่แน่นอนว่า โหหหห บริษัทที่เปิดสอน Programming ในไทยเพียบเลยนะ หรือในต่างชาติเองก็คือล้านแปด ทำไมต้องเลือกเราละ

เรื่องนึงที่เราได้จากการไปเรียนโท มาคือ การได้ลองไปอยู่กับคนใน Field อื่น ๆ แล้วเขาต้องเรียน Programming เราจะเห็นเลยว่าวิธีการคิด เขาจะไม่เหมือนกับเราที่เรียนคอมมา ดูเหมือนจะบอกว่า เห้ยย นี่แก Bully เหรอ แต่เอาจริง ๆ เราสัมผัสได้แบบนั้นจริง ๆ ทำให้การสอน Programming เหมือนกันกับที่เราเรียน มันไม่เวิร์ค เราเลยพยายามลองเข้าไปอยู่ ศึกษาวิธีการคิดของคนในแต่ละสายอาชีพ หาว่าทำไมเขาถึงเลือกตัดสินใจแบบนั้น ทำไมถึงเลือกแบบนี้ แล้วพยายามมานั่งคิดว่า ทำไมละ ? ทำไมการที่อยู่ในสายงานอื่น ๆ พยายามเข้ามาเรียนเขียน Programming แล้วมันไม่ตอบโจทย์ ทำไมเรามักจะเจอคำถามแปลก ๆ ตลอด ทำยังไงละ เขาถึงจะเขียนโปรแกรมได้

ทำให้เราตกผลึกอยู่นานเหมือนกัน เพราะจริง ๆ แล้ว การเขียนโปรแกรม มันไม่ใช่การที่เรามานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ แล้วพิมพ์ภาษาอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่รู้เรื่องออกมา แล้วเครื่องทำงานแล้วก็ได้ แต่มันเป็นเรื่องของ การแก้ปัญหา ทำให้ ถึงเราจะเรียนภาษา Programming ไปสักกี่ร้อยภาษา ทักษะการแก้ปัญหาของเรามันก็จะไม่ได้ใช้งานเลย จนบางครั้งคนที่เรียนมาแล้ว คิดว่าตัวเองเขียนได้แล้ว ก็ไปทำงาน แล้วพอติดอะไรบางอย่างก็จะแก้ไขมันไม่ได้ ทำให้สุดท้ายเขาก็จะมาลงเรียน Course ใหม่เพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ ใส่ฮ่ะ ในมุมของเราที่เป็นบริษัททำ Training เราชอบมาก ๆ คนเรียนกลับมาเรียนกับเราอีก มันก็ดูจะเป็นอะไรที่ยั่งยืนกับเรา? แต่ไม่ยั่งยืนกับคนเรียนเลย หรือ เรามองภาพกลับกันเราบอกว่า เราจะหา Programmer ถ้าเราทำแบบนั้น โอกาสที่เราจะได้ Programmer ที่แก้ปัญหาไม่เป็นเลยเข้ามาทำงานก็เยอะ ทำให้มันไม่ยั่งยืนกับเราเท่าไหร่ เพราะเราต้องมานั่งหากลไกในการกรองอีก ยุ่งยากมาก ๆ มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง Programmer ที่แก้ปัญหาเป็นจริง ๆ ที่ไม่ใช่แค่เขียน Code ตามได้ออกมาเยอะ ๆ เราเห็นว่า วิธีนี้ น่าจะเป็นวิธีที่ยั่งยืนกับทั้งเรา และ คนเรียนไปด้วยกัน เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราชอบคือการสอน และคนเรียนก็สามารถเอาสิ่งที่เรียนไปใช้กับงานจริง ๆ อาจจะเพราะ Reskill หรือ Upskill ตัวเอง

แต่ก็นะ Concept มันสวยหรูเสมอครับ การ Implement มันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่เรามองภาพหรอก การทำบริษัทเอง มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะมาก พอเราเข้ามาทำเอง เราต้องเรียนรู้เรื่องเยอะมาก ๆ เช่น การดีลขออนุญาติต่าง ๆ การจัดการเงิน ระบบบัญชีต่าง ๆ  และภาษี (ที่เก็บไปแล้ว ไม่เห็นมีบ้าอะไรดีขึ้นสักเรื่อง หรือบอกว่า สรรพากรมีแบบฟอร์มออนไลน์ แต่ถ้ายื่นครั้งแรกต้องไปที่สรรพากรนะ คืออิหยัง ???) โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ราชการติดต่อยากกว่าเดิมเยอะมาก ก็ทำให้เราไม่สามารถโฟกัสกับตัว Core Operation ได้อย่างเต็มที่เท่าไหร่ ถึงจะมีหุ้นส่วนเราช่วยแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่า มันก็ลำบากกว่าปกติเยอะอยู่ ยังไม่นับเรื่องประหลาด จากคนประหลาด ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ก็คือหัวหมุนได้เลย จนต้องร้องว่า WUT DA HELL! ก็หวังว่า ปีหน้าหลาย ๆ เรื่องมันจะดีขึ้น เรามี Plan เยอะมาก ๆ ที่จะปล่อยออกมา

อ่อ สำหรับคนที่อาจจะ งง ว่า บริษัทเราทำอะไร บริษัทเราทำเกี่ยวกับการ Training และ Consult ทางด้าน Computer Programming, Cyber Security และ AI กับมีส่วนของ Web Development ถ้าใครสนใจก็ติดต่อมาได้เด้อออ กับปีหน้าเราจะมี Course อีกหลาย ๆ ตัวปล่อยออกมาด้วยนะ รอติดตามได้ในเพจ arnondora จบช่วงขายของ

ก้าวสู่การเป็น Content Creator 70%

อีกหนึ่งงานของเรา ก็คือการเป็น Content Creator เรียกได้ว่า เป็นงานหลักของเราเลยก็ว่าได้ เมื่อปีก่อน เรา Plan ไว้หลายเรื่องมาก ๆ ว่าปีนี้จะทำ Content นั่นนี่ แต่ก็โดนเจ้า COVID-19 ขวางไว้ซะก่อน เลยทำให้เราจะต้องเปลี่ยน Content Plan ทั้งหมดใหม่เยอะมาก ๆ ในปีนี้ก็เป็นอีกปีที่เราพยายามค้นหาแนวทาง Content ของตัวเอง อยากให้ Content ของตัวเองสดใหม่เสมอ จากที่หลาย ๆ คนอาจจะได้เห็นมาในช่วงปีนี้ ที่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาฮ่า ๆ

กับอีกเรื่องคือ ความถี่ เมื่อก่อน ยอมรับเลยว่ามันอาจจะไม่ใช่งานหลักของเรา ทำให้เราจะลง เมื่อ เรามีเวลาในการนั่งทำ นั่งเขียน เลยทำให้เราไม่สามารถบอกได้ว่า เราจะลงวันไหนอะไรยังไง แต่พอมาช่วงกลาง ๆ ถึงท้าย ๆ ปีนี้ เราก็ลงทุกวันเลย ดูเหมือนจะเออ แค่เขียน Content แล้วลง มันจะอะไรนักหนา แต่จริง ๆ แล้วกว่าที่เราจะได้ Content หรือบทความมาสักอัน มันต้องคิดเยอะ และ ใช้เวลาเยอะมาก ๆ กว่าจะได้ออกมา มากกว่าเวลาที่เราจัดการบริษัทอีกมั้ง เมื่อก่อน การทำแบบนี้อาจจะยาก แต่พอเรามีเวลามากขึ้น เราก็สามารถมาโฟกัสกับอะไรพวกนี้ได้ง่ายขึ้น ดีขึ้นเยอะมาก จนตอนนี้ เราใช้เวลากับ 1 บทความน้อยลงเยอะมาก ๆ ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ดี

ในปีที่ผ่านมา จำนวนคนอ่านก็เยอะขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน ถึงมันจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบพรวดพราดอะไร แต่ก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน และทำให้เว็บนี้เดินต่อไปได้ เราก็สัญญาว่า เราจะไม่หยุดที่จะพัฒนา และสร้างสรรค์ Content ใหม่ ๆ เพื่อเป็นฟันเฟื่องนึงในการสร้าง Ecosystem ของ Content Creator ที่ดีต่อไป

ปล. อาจจะงง ว่าทำไม 70% เพราะเราจะใช้เวลาแค่ 70% ของเวลาที่เราทำงาน ทำงานส่วนนี้แหละ

ปีแห่งการกระโดด (ที่ไกลขึ้นอีก)

โดยรวมปีนี้ ก็เป็นอีกปีที่เราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ลองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ตัวเองเยอะมาก กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และการแก้ปัญหาของตัวเอง และเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน บ้างก็มีประโยชน์ บ้างก็ อย่า หา ทำ (ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์นะ ทุกอย่างมันมีประโยชน์หมดแหละ แต่หนูทำผิดที่ ผิดเวลา ลู๊กกกกก) แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ออกนอกกรอบของความเป็นตัวเองมากเท่าไหร่ กลับกันด้วยซ้ำคือ เราอยู่ในกรอบของความเป็นเรา แต่เราเลือกที่จะขยายกรอบออกไปให้มันกว้างขึ้นอีก มันต่างจากเมื่อ 3 ปีก่อนเลยที่เราเลือกที่จะออกไป แล้วสร้างกรอบใหม่ วันนี้มันเป็นการเอากรอบที่เคยแยก เอามันกลับมารวมกันเป็นอันที่ใหญ่โตขึ้น และก็ยังจะไม่หยุดที่จะขยายมันออกไปเรื่อย ๆ หรือถ้าจะต้องโดดออกไปเพื่อสร้างอะไรใหม่ ๆ เราก็พร้อมที่จะโดดออกไป เพราะเรายอมรับเลยว่า ตอนนี้เรา 25 แล้ว แต่เราก็ยังสนุกกับชีวิตอยู่ ถึงจะมีความคิดที่จะสร้างตัวอะไรบ้างก็ตามเถอะ

ปีหน้าทำอะไรต่อดี ?

อย่างที่เราบอกในตอนต้นแล้ว ว่าปีนี้เป็นปีที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเราเลยคือการที่เรารู้แล้วว่าชีวิตเราต้องการจะทำอะไร ถือว่าเป็น Lifetime Goal ซึ่งมันก็จะ Reflect มาที่ Short Term Goals ด้วยเช่นกัน

ในปีหน้า เรื่องของบริษัท เราก็ยังคงตั้งเป้าที่จะเป็นบริษัทที่ให้การเรียนรู้ และ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไปเรื่อย ๆ หวังว่าบริษัทจะเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น มี Concept มีการบริหารงานที่เรียบร้อยกว่าตอนนี้มาก ๆ เลยละ

อีกเรื่องคือ เว็บนี้ ตอนนี้เรื่องของเวลามันได้แล้วละ แต่อีกเรื่องที่เรายังคิดอยู่คือ เรื่องของแนวทางที่มันยังไม่ถูกใจเรา และคนอ่านเท่าที่ควร และ คุณภาพที่เรามองว่า มันยังไม่ได้ดีที่สุดสำหรับเรา ถ้าวันนึงมันมีลูกค้าเข้าจริง ๆ เราก็อาจจะต้องจ้างคนเข้ามาช่วยทำ ก็อาจจะทำให้เราสามารถโฟกัสกับ Content เพิ่มขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

และสุดท้ายคือ Work Life Balance ที่เราจะต้องมีเวลาพักผ่อนให้กับตัวเอง ไม่ใช่นั่งทำงานเป็นบ้าเป็นหลังอะไรขนาดนั้น ถึงหลาย ๆ คนจะเชื่อว่ามันไม่มีจริงหรอก แต่สำหรับเรา เราก็ยังเชื่ออยู่นะ ว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะมันทำให้เมื่อเรากลับมา เราก็จะมีไอเดียที่สดใหม่ และ ทำงานด้วย Productivity ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นการพักผ่อนจึงเป็นเหมือนหน้าที่นึงของงานที่เราต้องทำนั่นเอง

สรุป : ปีแห่งการขยาย Comfort Zone

การอยู่ใน Comfort Zone เรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดเลย แต่มันเป็นกลไกในการปกป้องตัวเองของเรา แต่สิ่งที่สำคัญ เรามองว่ามันคือการที่เรากล้าที่จะออกไปบ้าง แล้ววิ่งกลับเข้ามามันก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลย สิ่งที่เราทำคือ ปกติเราก็อยู่ในนั้นแหละ แต่ถ้าใน Zone ของเรามันไม่สามารถจะแก้ปัญหาให้เราได้ เราก็พร้อมที่จะคิดออกจากกรอบที่เราถืออยู่แล้วไปหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แล้วสุดท้าย กรอบตรงนั้นแหละ มันก็จะขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเยอะมาก ๆ ในปีนี้ มันทำให้เรามองโลกที่กว้างขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และเพิ่มความเป็นมนุษย์เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่างที่จะบอกในทุก ๆ ปีว่า เราอยากให้หลาย ๆ คนลองเขียน Year in Review ของตัวเองก็ดีเหมือนกัน อาจจะไม่ต้องเขียนเป็นบทความยาว ๆ แต่ลอง List ออกมาดูก็ได้ว่า ในปีนี้ เราผ่านอะไรมาแล้วบ้าง อะไรที่เราทำมันสำเร็จ อะไรที่เรายังทำมันไม่สำเร็จ เป็นเหมือนบันทึกของเราที่เมื่อเราย้อนกลับมาอ่าน เราจะเห็นเลยว่า เห้ย ที่ผ่านมาเราโตขึ้นมากขนาดไหน สุดท้ายจริง ๆ ก็สวัสดีปีใหม่ 2022 นะครับขอให้เป็นปีที่มีความสุข และ ปลอดภัย สำหรับทุกคนนะครับ ✨