Year In Review 2018 สวัสดี 2019Year In Review 2018 สวัสดี 2019

Year In Review 2018 สวัสดี 2019

by arnondora on December 31, 2018

น่าใจหายจริง ๆ ที่รู้ตัวอีกทีก็จะปีใหม่กันซะแล้ว ถ้าย้อนกลับไปดู ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่เรารู้สึกสนุก และได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่อยากทำสำเร็จไปได้ด้วยดี และก็เหมือนกับปีที่แล้ว เราก็ว่าเราก็เก่งนะ ฮ่า ๆ ที่กล้าออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เหมือนกับเป็นการเดินออกมาจาก Comfort Zone ของตัวเอง

Senior Project

สิ่งที่มากับการเรียนปี 4 ก็คือ Senior Project นั่นเอง ต้องบอกเลยว่าตอนนั้นก็มีการวางแผนไว้เยอะอยู่พอสมควร ที่ดีก็คือ ก็ทำได้ค่อนข้างจะตามแผน ตั้งแต่การล่าตัวคนมาทำด้วย ที่ไม่รู้จะเอาใครจนสุดท้ายอาจารย์ที่สนิทกันก็แนะนำมาให้คนนึง เลยทำให้ได้สมาชิกคนสุดท้ายมาเลย เพราะที่คณะ ICT ใน Senior Project ก็ให้ทำด้วยกัน 3 คน กว่าจะได้หัวเรื่องก็เล่นเอาปวดหัวอยู่พอสมควร จนอาจารย์เสนอหัวข้อมาให้มันก็น่าสนใจดีนะ

Year in Review 2018 YSTP Presentation

นอกจากนั้นงานนี้ก็ได้ทุนจาก สวทช ในโครงการ YSTP มาอีก จึงทำให้งานของเราเหมือนกับจริงจังขึ้นไปอีกขั้นมั่งนะฮ่า ๆ เพราะนอกจากเราจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่คณะแล้ว เราก็ยังมีที่ปรึกษาเพิ่มจากทุนเป็นนักวิจัยใน NECTEC ขึ้นมาอีกคน ที่พีคคือการต้องเดินทางจากศาลายาไปคุยที่ NECTEC ซึ่งอยู่ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ที่เหมือนกับเรานั่งรถตัดกรุงเทพไปเลย แบบออกสาย ๆ กลับมาถึงศาลายาคือเย็น ๆ กันไปเลย เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากเลยนะ

และเพราะการได้ทุน YSTP ตอนไปปฐมนิเทศทุน เราก็ได้เจอกับเพื่อน ๆ และพี่ ๆ มากมาย ทำให้เราได้เปิดโลกและรู้จักอะไรขึ้นอีกมากมาย สนุกมาก ๆ

กลับมาที่เรื่องงาน สิ่งนึงที่เราระลึกไว้เสมอเลยนะคือ โตไปด้วยกัน ทุกคนนั้นแหละ ถ้าใครที่อยู่กับเรามานาน ๆ จะรู้ว่า เราเป็น Perfectionist มาก ๆ และไม่ชอบงานช้า ๆ ถ้าช้าปุ๊บ เราจะลงไปโหมเองเลย ทำให้คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ทำ แล้วเราก็ทำคนเดียว สุดท้ายจบไปเพื่อน ๆ เราก็จะไม่ได้อะไรเลย มันก็ไม่ต่างกับการฆ่าเพื่อนทางอ้อมเลย แต่พอมาในงานนี้เราก็พยายามใจเย็นมากขึ้น คิดมากขึ้น อาจจะเพราะด้วยความที่เรารู้สึกว่ามันสนุกด้วยมั่ง เลยทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อกับงานนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

Year in Review 2018 Senior on fire after defence นี่คือสภาพหลัง Defence ที่รู้แล้วว่า ผ่านแหลว ก็ต้องถ่ายรูปข่ม ถถถถถ

ตอน Present Proposal ที่คณะ เราก็กลัวจนตัวสั่นไปหมด แต่ก็ดีแล้วแหละที่ผ่านไปได้ด้วยดีเลยละ ถึงแม้กว่าจะได้น้อยกว่าที่เราหวังไว้สักหน่อยนะ แต่สิ่งนึงที่ได้จากการ Present ครั้งนั้นคือ รู้ว่าข้อผิดพลาดของเราคืออะไร แล้วเอามาแก้ใหม่ในรอบ Defence ซึ่งในทั้ง 2 รอบ (Proposal และ Defence) ก็จะมี Comittee ที่เป็นคนกุมชะตาเรา และมีคนนึง ที่จากสถิติแล้ว ไม่เคยมีใครผ่านจากอาจารย์ท่านนี้ได้ในรอบเดียวเลยในช่วงปีที่แล้ว จนปีที่เรา Present ก็ไม่มีใครผ่านเลย ยกเว้น กลุ่มเรากลุ่มเดียว เข้ !!! มันเป็นไปได้ยังไง

จนตอนที่เราได้ไปเจอกับอาจารย์ที่ปรึกษาตอน ป.โท ของเราบอกว่า วันแรกที่ทำมันก็เป็นงานของอาจารย์ แต่วันที่เราจบมันจะเป็นงานของเรา ตอนนั้นคือเราเข้าใจประโยคนี้เป็นอย่างดีเลย ใช่ฮ่ะ ถ้าย้อนกลับไปเรายอมรับเลยว่า เราไม่รู้เรื่องที่เราทำเลย อาจารย์รู้เยอะกว่าแน่ ๆ แต่พอวันสุดท้าย ที่เราจบ เราว่าเราน่าจะรู้เรื่องที่เราทำเยอะกว่าอาจารย์แน่นอน ก็แหงแหละถ้าศิษย์ก้าวข้ามอาจารย์ไปไม่ได้ แล้วอนาคตมันจะเป็นยังไงกันละเนอะ

จากเรื่องนี้ทำให้เราเรียนรู้วิธีที่จะทำให้เรารู้อะไรสักอย่างด้วยตัวเองให้ได้ เรื่องบนโลกมันมีหลายอย่างมากมาย ถ้าจะมานั่งเรียนทั้งหมดมันก็ไม่มีใครมานั่งสอนหรอกนะ ก็มีแต่เรานี่แหละที่ต้องมานั่งเรียนเอง ดังนั้นความสามารถใน การเรียนรู้ด้วยตัวเอง และ การเอาตัวรอด จึงเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่เราต้องรู้

นอกจากนั้น ในกลุ่มเราก็เหมือนกับเป็นคนคุมงาน หัวกลุ่มนั่นแหละ แต่การมาทำตรงนี้ มันไม่ได้แค่สักแต่สั่ง ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร ทำแบบนั้นมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก แต่การเป็นหัวที่ดีคือการเดินทางไปพร้อม ๆ กันต่างหาก บางครั้งอาจจะมีคนช้า เราก็ต้องรอแล้วก็ช่วยดึงให้ไปพร้อม ๆ กัน บางครั้งมันก็เป็นเวลาของเขาที่เขาต้องเรียนรู้ เราก็ควรจะอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง และให้เขาพัฒนาตามเรามาให้ทัน

แต่การที่จะทำแบบนั้นได้ เราก็ต้องรู้ด้วยว่า คนในกลุ่มเราเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ยอมรับว่าบางครั้งมันก็ยากนะ แต่เอาจริง ๆ สิ่งที่ Senior Project มันต่างจากงานจริง ๆ คือ มันทำกับเพื่อน มันก็เล่นได้ และในจุดเดียวกัน มันก็เป็นข้อเสียร้ายแรงเลยละ เพราะเป็นเพื่อนกันไง มันเลยอ่อนข้อได้ สิ่งนึงที่เราทำคือ เวลาทำงานก็ทำงาน เวลาเล่นเราก็เล่น

Year in Review 2018 Finished

เอาจริง ๆ จนตอนนี้งานเสร็จเราก็ยังแอบอินกับงาน และยังอยากทำต่ออยู่เลยอะ ต้องขอขอบคุณอาจารย์, นักวิจัย และ เพื่อน ๆ อีก 2 คน ที่เข้ามาทำให้เราได้ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปในอนาคต

Year in Review 2018 Senior on fire the gang กราบบบบ Senior on fire the gang 🔥 ที่อยู่กันมาตั้งแต่เริ่ม Project จนมันจบไปได้ด้วยดี

สุดท้ายกว่างานมันจะออกมาได้ มันก็ไม่ได้มีแค่พวกเรา 3 คนที่เดินทางมาด้วยกันอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายคนที่อยู่เบื้อหลังความสำเร็จนี้ ก็ต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านที่มาทำให้งานเป็นจริง และสำคัญมาก ๆ คือ เพื่อนอีก 2 คนที่มาจับกลุ่มกันจนได้งานที่ดีแบบนี้ออกมาได้

ยกเครื่องปากตัวเอง

สิ่งนึงที่เราโคตรกลัวเลยคือ หมอฟัน บางคนอาจจะไม่เคยประสบหมอฟันมาก่อน เวลาเราเดินเข้าไปในร้านทำฟันนะ สิ่งที่เราจะสัมผัสได้อย่างแรกเลยคือ เสียง ที่มันดัง วี๊ดดดดดดดดดดดดดด เข้ นั่นมันเสียงเครื่องที่ฟังแล้วมันก็ขนลุกจนไปถึงโสดประสาทกันเลยทีเดียว แต่ตอนนั้นก็เหมือนกับพยายามหาที่เรียนต่อต่างประเทศแหละ ก็คิดว่าถ้าเราไปเรียนแล้ว ต้องมาโดนค่าทำฟันที่โน้นเนี่ยน่าจะชิบหายอยู่ ทำซะที่ไทยซะก็จบแล้ว แถมมีสิทธินักศึกษามันก็ถูกลงอีกเยอะ เลยทำให้เราตัดสินใจมาทำฟัน

มันก็เริ่มตั้งแต่ ไปตรวจฟันเลยละ ว่าตอนนี้มีซี่ไหนเป็นอย่างไรบ้างแล้วก็ค่อย ๆ ไปจัดการทีละเรื่องไปเรื่อย ๆ เราก็เขียนเป็น Blog แล้วละ ลองอ่านได้ ที่นี่ เลย บอกเลยว่า แก !!! มันน่ากลัวมาก จัดว่าเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวชิบหายเลยละ

ลงเรียนวิชา Data Science

ปกติตอนปี 4 เทอม 2 ของคณะ ICT เนี่ย ถ้าไม่ได้ติดวิชาอะไร ก็จะไม่มีวิชาที่ต้องเข้าเรียนละ ก็มีแค่ Senior Project เท่านั้นแหละ แต่พอดีมันดันมีวิชา Special Topic in Computer Science เปิดเป็นครั้งแรกพอดี และมันคือเรียนพวก Data Science นี่แหละ ก็เออน่าสนใจดี ก็ลงเรียนไป ยอมรับนะว่า มันไม่ได้ใช้เวลาแค่การเข้ามานั่งเรียน เพราะการเรียนจริง ๆ มันก็มีอะไรที่มากกว่านั้นเช่น การบ้าน และการทบทวนอะไรแบบนั้น

Year in Review 2018 Data Sci Midterm Exam

โดยการสอบ Midterm ของวิชานี้จัดว่าเป็นอะไรที่จี๊ดมาก เพราะทำจากที่ไหนก็ได้ เอาโจทย์กับ Dataset ไป ให้เวลาทั้งวัน แล้วส่งตอนเย็น จะนั่งทำกับใครก็นั่งไป นั่งที่ไหนก็นั่งสอบไป โหดชิบหาย ในใจตอนนั้นคือ ฉันมาทำอะไรที่นี่ และข้อสอบของอาจารย์ท่านนี้สุดที่เด็ดและเรารอดูคือ หัวกระดาษ !! เด็ดทุกอัน ฮ่าทุกอัน และก็ทำไม่ได้เช่นกัน ถถถถถถถ โดยอันที่โดนในวิชานี้เขียนไว้ว่า The Mother of all ICT’s midterm exam เชี้ยยยยยยยย ชิบหายยยยยย ให้คิดยังงายยยยยยย !!!!! แน่นอนว่า ออกมาคือ พัง พัง และ พัง ตอนส่งข้อสอบคือ เรียกได้ว่าตีนก่ายหน้าผากเลย นี่แหละจุดจบ !

Year in Review 2018 Data Sci Project

อีกจุดที่พีคของวิชานี้คือ Project จัดว่าเด็ดอีกเหมือนกัน ต้องเล่าก่อนว่า Project ของวิชานี้คือ จะให้จับคู่กัน ซึ่งเพื่อนที่เราเลือกจับคู่ด้วยก็ชื่อ เจน เอาละ เพื่อนก็โอเค สนิทมานานละ ทำงานสะดวกไร้ปัญหาแน่นอน แต่ที่เด็ดคือหัวข้อ Project นี่แหละ เพราะเขาไปจับมือเอา Dataset มาจาก คณะเวชศาสตร์เขตร้อน และอาจารย์ท่านนั้นก็ไปแจมกับฝั่งคณะแพทยศาสตร์ที่จุฬามา

ตอนไปเจออาจารย์ที่นั่นครั้งแรก เหมือนเจนนัดมั่ง พอถึงวันนัด เราก็ออกเดินทางจากศาลายา ขึ้น 515 ไปลงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และต่อ BTS ไปลงศาลายาแดง จนเดินเข้าโรงพยาบาลที่จุฬา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลงทาง เป็นเด็กหลงโดยสมบูรณ์ท่ามกลางดงคนไข้และโรงพยาบาลที่กว้างใหญ่ดั่งป่าร้อยเอเคอร์ของหมีพู จนสุดท้ายเราก็ใช้สกิลการหา Google จนไปถึงห้องอาจารย์ แต่อาจารย์ก็ไม่อยู่ อ้าววว ลืมนัดเราเหรอออ จนพี่หน้าห้องแถวนั้นก็โทรไปหาอาจารย์ สรุปคือ อาจารย์รออยู่ที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อนตรงแถวอนุสาวรีย์แล้ว โว้ยยยย สุดท้ายก็คือ ขึ้น BTS กลับไป จัดว่าเป็นการเดินทางที่ฮ่ามาก ๆ แน่นอนว่า บ้งขนาดนี้ ไปถึงอาจารย์ขำเลยละ

กลับมาเปิด Dataset ดู ก็ต้องพบกับความบรรลัยเต็มขั้นเมื่อ Field ที่เปิดมาเจอ ไม่รู้เรื่องเลยมันคืออะไร ศัพท์แพทย์เพียว ๆ ตอนนั้นก็รอดมาด้วย เจนไปถามเพื่อน เราหา Google และอาจารย์เล่าให้ฟังมา เฮ้อออออ

สุดท้ายงานนี้ก็รอดไปได้ด้วยดี เพราะแรงบ้าของเรา และ ความเจน ฮ่า ๆ ตอนนี้นางก็หนีไปเรียนที่เกาหลีละ บ้างก็กลับมาปรับทุกข์บ้างเป็นกิจไป ถ้าแกอ่านอยู่ก็กลับมาปรับทุกข์ได้นะ ตรูก็มีทุกข์เซมฮ่า ๆ

จำ Moment ที่เกรดวิชานี้ออกได้เลย มันคือวันที่เราไปหาคุยกับอาจารย์ที่ตอนนั้นกำลังจะเป็นที่ปรึกษาตอนป.โท ของเรา ตอนนั้นอากาศร้อน ๆ พึ่งขึ้น 515 เตรียมกลับศาลายายามเย็นมาก ๆ ละ เปิดโทรศัพท์มาก็พบอีเมล์บอกว่า เกรดออกแล้ว !!! เปิดมาผ่างงงง ผิดคาดดดด A ได้ยังไงงงงงง

เรียนจบแล้วโว้ยยยย

Year in Review 2018 Arnon's Graduation

งาน Event ใหญ่สุดในปีนี้ของเราน่าจะเป็น เราเรียนจบจาก ICT มหิดล แล้วแจ้ ดีใจเวอร์ในที่สุด เราก็เรียนจบสักที ตอนเราอยู่ปี 1 เราไปงานรับปริญญาของพี่ ๆ ตอนนั้น เราก็ไม่เคยคิดเวลาที่ตัวเองจะอยู่จุดนั้นเลยนะ เรารู้สึกว่า เรายังไม่คู่ควรเท่าไหร่ แต่เมื่อเราเรียน ๆ ไป ผ่านหลาย ๆ เรื่องมามากขึ้น มันก็สอนให้เราเป็นเราเหมือนทุกวันนี้ ที่อารมณ์อาจจะยังร้อนบ้าง โน้นนี่นั่นแบบความเป็นเรานั่นแหละ ถ้ารู้จักเราดี ๆ ก็น่าจะเข้าใจ

4 ปีที่ผ่านมา มันเปลี่ยนคนได้จริง ๆ ต้องขอบคุณหลาย ๆ คนที่เป็นเบื้องหลังที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ ทั้งเพื่อน ๆ ที่คอยให้ลอกการบ้าน เฮ้ยบ้า ไม่ใช่ เพื่อนที่ ๆ คอยช่วยเรายามที่เราไปแข่ง จนไม่ได้เรียนและทำการบ้านต่าง ๆ นา ๆ ก็ช่วยติวให้เราเข้าไปสอบจนรอดมาได้ อาจารย์หลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่ยังสอนเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และครอบครัวที่คอย Support อยู่ข้างหลัง ทั้งหมดนี้ ทำให้เราผ่าน 4 ปีนี้มาได้แบบไม่ตาย และครบ 32 ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ จากใจ

Year in Review 2018

และก็ถึงเวลาจบแบบทางการละ คือการรับปริญญานั่นเอง ซึ่งก็บอกเลยว่า ร้อนชิบ !!!! และก็โคตรเหนื่อยเลย แบบว่ากลับมาของยังไม่เก็บ อาบน้ำเสร็จนี่แทบจะวาร์ปเลย ต้องขอบคุณมหาลัยด้วยนะที่ให้ซ้อมแบบวันเว้นวัน ถ้าติด ๆ กันนี่ตายแน่ ๆ แต่ในช่วงนั้นเนี่ย เราก็สามารถมาหลงระเรอไปกับช่วงเวลาที่น่ายินดีนี้ได้อย่างเต็มที่มากนัก เพราะวันที่มหาลัยหยุดให้เราพัก เราต้องมานั่งปั่น Report ของวิชา Molecular Biology Techniques ที่กำลังเรียนอยู่ในของป.โท จำได้เลยว่า ช่วงนั้นคือ ร่างแตก ปกติไม่ใช่คนที่จะฝืนเอาตัวเองลุกขึ้นมาทำงานได้มากขนาดนี้ แต่จังหวะนั้นคือ ต้องขุดแรงสุดท้ายขึ้นมา คือถ้าเห็นเราตอนรับปริญญาไม่ค่อยยิ้มมากเท่าไหร่ ก็ไม่ต้องสงสัยนะ เราพยายามที่สุดละ มันได้เท่านี้จริง ๆ เราเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วละ ถ้าใครที่กำลังจะรับปริญญาในปีต่อ ๆ ไปเราเขียนไว้หมดละ ทั้งเรื่อง ชุด และพิธีการต่าง ๆ ไว้ ที่นี่ และแน่นอนว่า ฮื่ออออ เราก็อยากรับของ ป.โท แล้วนะะะะะะะะะ

หาที่เรียนต่อ

เคยมีอารมณ์นี้กันมั้ยครับ “เชี้ยยย จะเรียนต่อที่ไหนดี” เราว่าอารมณ์แบบนี้มันก็น่าจะเกิดขึ้นกับหลาย ๆ คนมาแล้วละ แต่อาจจะต่างกันในระดับการศึกษา บ้างก็อาจจะ เครียดเรื่องเรียนต่อ ม.ปลาย บ้างก็ระดับปริญญาตรี

ก่อนอื่น เราจะเรียนด้านไหนดีนะ ช่วงที่ทำ Senior Project เรารู้สึกหลงรักเรื่องที่เราทำมาก ๆ เลยคิดว่าถ้าเราไปเรียนต่อด้าน Computer Science ก็น่าจะสบายในที่นี้หมายถึงว่ามันลำบากน้อยกว่าอีกทางเลือกนึงอะนะ แถมหัวข้อ Thesis เราว่าเราน่าจะหาได้ไม่ยากเลย ที่เรียนถ้าเราสมัครไป เราว่าโอกาสที่เราจะติดก็สูง ทั้งคะแนน IELTS 8 ก็ไม่แย่เลยนะเรียนต่อต่างประเทศได้สบาย ๆ รางวัลก็มี งานที่เคยทำมาก็เยอะ ประสบการณ์สูงเลยละเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่งอายุมากกว่าเราสัก 10-20 ปี แทบจะเสกงานออกมาเลยก็ยังได้

แต่ ๆ เราว่ามันไม่ได้เติมเต็ม Life Goal ของเราเลย และเราคิดต่อไปอีกว่า ถ้าเราต้องเรียนสาขานี้ไปทั้ง ป.โท และ เอก เราว่า เราน่าจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ ตอนที่เราคุยกับรุ่นพี่คนนึงตอนไปปฐมนิเทศทุน YSTP พี่เขาบอกว่า การเรียนต่อ มันคือ การค้นหาตัวเอง ค้นหาว่าตัวเราชอบด้านนี้จริง ๆ และพร้อมที่จะทำมันไปตลอดรึเปล่า พอเรามานั่งคิดดี ๆ แล้ว มันก็มาลงข้อสรุปได้ว่า ที่เราดูชอบคอมพิวเตอร์มันเป็นเพราะ เราทำมันได้ไง เหมือนกับการเล่นเกม ที่เวลาเราเล่นแล้วชนะเกมตลอด ตอนแรกมันก็สนุกนะ แต่พอเวลาผ่านไป พอเราชนะบ่อย ๆ เข้าความรู้สึกสนุกเหมือนตอนแรกมันก็เริ่มหายไป จนทำให้เรามีเวลากลับมาคิดถึง Life Goal ของเรา

นั่นเองทำให้เราอยากที่จะลุกขึ้นมาทำฝันของเราให้เป็นจริงให้ได้ ทำให้เราลุกขึ้นมาออกจากกรอบของตัวเอง ที่เล่นเกมยังไงก็ชนะไปหาเกมที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ไม่รู้ด้วยนะว่าจะตายเมื่อไหร่ ไม่รู้ด้วยนะว่าจะเล่นผ่านไปได้มั้ย แต่เราก็กลับมานั่งคิดนะว่า ที่ผ่านมาทั้งชีวิต เราไม่เคยเลือกทางเลือกที่ง่ายให้ตัวเองสักครั้ง สู้มันมาทุกครั้ง ก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง แล้วทำไม การที่เราจะทำฝันเราให้เป็นจริงมันจะไม่ชนะวะ สิ่งที่ความคิดนี้มันปลุกขึ้นมาคือ Passion นั่นเอง ที่เป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนทำให้เราอยากที่จะไปต่อ และไม่ยอมตายที่นี่ตอนนี้แน่นอน

ส่วนตัวเรามองว่า Passion และ Perspective เป็นเรื่องสำคัญกับการทำทุกอย่างบนโลกเลยนะ ถ้าเรามี Passion มันก็ทำให้เราอยากที่จะผลักตัวเองให้ไปได้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ และอีกแรงที่ทำให้เราไปได้ไกลขึ้นคือ Perspective หรือมุมมองนั่นเอง ที่บางครั้ง เราเห็นบางคนมี Passion นะ แต่ไม่ไปไม่ได้ไกล เพราะมุมมองของเขามันบังเส้นทางอยู่ทำให้ไปไหนไม่ได้สักที ย่ำอยู่กับที่เป็นเวลานาน ไม่รู้ว่าจะได้ก้าวเดินต่อไปอีกเมื่อไหร่

กับอีกสิ่งที่ทำให้เราเลือกทางที่ยากคือเรา กระหายความท้าทาย เมื่อก่อนก็อาจจะไม่เป็นนะ ไม่รู้ว่าเริ่มเป็นอีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้เลยทำให้ไม่ค่อยชอบเลือกทางที่ง่ายเท่าไหร่ฮ่า ๆ

เรื่องของที่เรียนตอนนั้นเราบอกเลยนะว่า เราประเมินตัวเองไว้ต่ำมาก ๆ เลยนะ เหมือนกับเราไม่รู้จักตัวเองเลย เราไม่ได้ว่ามหาลัยนะ แต่ตอนนั้นเราก็จะไปเรียนที่ บางมด ละ เพราะทั้งค่าเทอม และ หลาย ๆ เรื่องดูจะเป็นตัวเลือกที่ดี (ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักสาขาที่ตัวเองเรียนอยู่นะ คือไม่รู้ว่ามี) ก็เกือบจะมุ่งไปทางนั้นละ แต่พอไปคุยกับอาจารย์หลาย ๆ ท่านก็แนะนำไปเรียนต่างประเทศเลย เขาบอกเราว่า Profile ระดับเราต้องไปเรียนต่างประเทศแล้วละ ถ้าจะเรียนถึง ป.เอก ก็ลองสมัคร ป.เอก ไปเลยมั้ย เราก็เลย โอเค น่าสนอยู่นะ เลยลองสมัครเข้าไปดู แต่เราก็ต้องบอกเลยนะว่า ตอนเราหาทุนมันก็ค่อนข้างมีข้อจำกัดหลายอย่างอยู่ เพราะอย่างที่รู้กันว่า การเรียนต่อมันใช้เงินเยอะมาก ๆ ยิ่งไปเรียนต่างประเทศด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เราเลยพยายามหาทุนเต็มทั้งหมดเลย

ตอนสมัครก็ต้องพบกับการจัดการใบสมัครที่ยากมาก ๆ แอบปวดหัวหน่อย ยอมรับเลยว่าไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนด้วยแหละ เลยรู้สึกว่ายุ่งยากมาก นอกจากที่เราจะต้องกรอกข้อมูลของเราแล้ว เรายังต้องหาอาจารย์มาเป็น Reference ให้เราอีกด้วย โดยที่ เราไม่สามารถให้อาจารย์เราเขียนแล้วเราส่งเองนะ ระบบจะส่งลิงค์ผ่านอีเมล์ให้อาจารย์ไปกรอกเอง เข้าใจได้แหละเรื่องนี้

นอกจากนั้นกระบวนการการคัดเลือกก็บอกได้เลยว่า มันส์มาก เพราะมันเริ่มตั้งแต่เราส่งใบสมัครไป และถ้าผ่านเขาก็จะสัมภาษณ์เราแบบออนไลน์ และถ้าผ่านไปได้รอบสุดท้ายก็คือไปที่มหาลัยที่โน้นเลยเพื่อไปสัมภาษณ์อีกทีนึง รอบที่เราไปได้ไกลสุดคือรอบสัมภาษณ์ออนไลน์ แต่เราก็เข้าใจได้นะ ว่าทำไมเราไม่ผ่าน

ได๊ถี๊เหรี๋ยญแหล้ว

Year in Review 2018

จนสุดท้ายด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง อาจารย์ท่านนึงก็พาไปแนะนำอาจารย์อีกท่านที่ตอนนี้ดูแลเราอยู่ให้ ก็คุย ๆ กันแล้วสุดท้ายอาจารย์ท่านนั้นก็รับเรามา ตอนแรกก็หาที่เรียนให้อยู่ว่าจะเรียนที่ไหนดี สุดท้ายก็กลับมาที่แรก ๆ เลยนั่นก็คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จริง ๆ ตอนแรก ๆ ก็ได้เจอกับอาจารย์อีกท่านที่เป็นคนดูแลหลักสูตรแล้วละ ก็โดนชวนไปเรียนแล้วละ แต่ตอนนั้นก็บอกไปว่าอยากเรียนที่ต่างประเทศ ถ้ามีโอกาสอะนะ ฮ่า ๆ เหมือนในเดี่ยวไมโครโฟนของลุงโน๊ตเลยเนอะ ตอนที่ถามผู้หญิงว่าจะกินอะไร แล้วสุดท้ายก็กลับมาที่ร้านแรก ๆ

Year in Review 2018 ทำ Lab โหลด Gel ครั้งแรกนี่แหละ เห็นมันใส ๆ จิ้มเข้าไปครั้งแรกเท่านั้นแหละ เฮ้ย ทำไมเอาไม่ออก เกือบพังทั้งแถบแล้วฮ่า ๆ

ด้วยความที่สาขาที่เราเรียนบอกเลยว่า ไม่มีพื้นฐานเลย ในเรื่องของชีววิทยาอะนะทำให้เวลาไปเจอบางวิชาที่มันเป็นชีวะแบบเพียว ๆ เลยเราจะตายแบบไม่เห็นซากเลย ตายไปอย่างเงียบ ๆ แต่นั่นแหละ ความกลัวแพ้ และความกระหายของเรา ก็ทำให้เราฮึดขึ้นมา นั่งอ่านไปเรื่อยจนรู้อะไรเยอะขึ้นมาก ๆ ในเวลาแค่เทอมเดียว จากก่อนเปิดเทอมเราเข้าไปฟัง Present ของพี่ใน Lab ไม่รู้เรื่องเลย เขาคุยอะไรกัน ผ่านไปเทอมเดียว เราไปนั่งฟังกลายเป็นว่ารู้เรื่องราว ๆ 80-90% เลยละ แถมยังเอาไอเดียมาคิดเป็นสมมุติฐานใหม่ ๆ ได้เหมือนตอนที่ทำคอมขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้ว ก็คิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป มันก็น่าจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนตอนที่เราเขียนโปรแกรมครั้งแรกนั่นแหละ ที่เรากระหายความรู้ ลองผิดลองถูกมาจนเป็นเราเหมือนวันนี้ได้ เราว่าการเรียนสายใหม่ก็ไม่น่าใช่เรื่องยากสำหรับเราเท่าไหร่หรอก

ปีแห่งการเริ่มต้น

Year in Review 2018

มันต้องกล้าแค่ไหน ที่เรากระโดดออกจากรังที่สร้างไว้อย่างแข็งแรงระเบิดยังไม่พัง เราว่ามันอยู่ที่ตอนแรกเท่านั้นแหละ ที่เราตัดสินใจว่าเราจะกระโดดออกมามั้ย บอกเลยนะว่าหลังจากนั้นแมร่งโคตรง่าย ไม่ได้เพราะเราเก่งนะ แต่เป็นเพราะสถานการณ์มันพาไปต่างหาก ฮ่า ๆ แต่เพราะด้วยความกล้านั้นเองแหละ เราทำให้เราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้ผ่านอารมณ์ที่ไม่เคยโดนมาก่อน ได้โดนกดดันจนต้องเครียด (ปกติตอนเรียน ป.ตรี จัดกว่าเป็นคนชิวกับการเรียนมาตลอด) ได้เจอผู้คนมากมาย ตั้งแต่คนในสาขาคอมเอง หรือจะชีววิทยาเอง เราก็จะเห็นได้ว่า ต่างสาขาก็ต่างมีวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหาที่ต่างกัน การที่เราเหมือนไปอยู่ตรงกลาง มันก็ทำให้เราซึมซับวิธีคิดของทั้งสองด้านเข้ามา เพื่อให้เราพัฒนาขึ้น เก่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน

ทุก ๆ วันในปีนี้ เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ เสมอ ทำให้เราผู้กระหายความท้าทายได้รับอาหารทุก ๆ วัน Passion ที่พอมาเห็นคนที่ไม่สบาย มันก็ยิ่งเพิ่มไฟในตัวขึ้นไปทุกวัน ทำให้เรากระหายความรู้มากขึ้นไปอีก อยากเก่งขึ้นในทุก ๆ วันที่ตื่นมา

จากปีที่แล้ว ต่อไปถึงปีนี้ทำอะไรดี

Year in Review 2018

ปีก่อนจะจากไปแล้ว เราได้เขียน Year in Review ไว้ เราก็ได้ตั้ง Goal ในปีนี้ไว้ว่า อยากจะทำอะไร บอกเลยนะว่า เรารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เรากลับไปอ่าน มันทำให้เรามีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองทุกวัน เพราะเรารู้สึกดีใจที่ได้เห็นความสำเร็จ และการพัฒนาของตัวเองไปเรื่อย ๆ ปีที่แล้วเราตั้ง Goal อะไรไว้ เท่าที่ดูนะ เราทำมันได้หมด เฮ้ยยยยย สุดยอดด เลยนะ ตอนที่ตั้งก็ไม่คิดนะว่า เราจะทำมันได้หมดเลย

ส่วนของปีหน้า ปี 2019 เราก็มาตั้ง Goal ใหม่ มีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ เราอยากที่จะเป็นคนสร้าง Content ที่จริงจังมากขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงหลัง ๆ เราก็เริ่มก้าวออกมาเริ่มเปิด Facebook Page และก็ยังจะกระโดดไปทำ Youtube เพิ่มอีก บอกตามตรงถ้าเป็นเมื่อก่อนเราไม่กล้าทำหรอก ฮ่า ๆ อาย ก็รอดูปีหน้าได้เลยฮ่ะ น่าจะมี Content ใหม่ ๆ จากเรามากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มาแน่นอน

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่คนเรียนต่อทุกคนต้องหวั่นเกรงนั่นคือ Thesis โอ้ยยย แม่มมมม อย่างน้อยปีหน้าเราก็อยากให้เราได้หัวเรื่องที่เรารู้สึกสนุกเหมือนตอนป.ตรี ถ้าเราหาหัวข้อแบบนั้นเจอ เราว่าเราก็ไม่กลัวอะไรแล้ว เพราะตอนป.ตรี ที่ไม่มีกลุ่มไหนผ่านเลยในรอบ 2 ปีแล้วกลุ่มเราผ่าน และการแข่งอื่น ๆ ที่ผ่านมาเนี่ย เราว่ามันคือที่สุดละ ป.โท เรามองว่ามันจิ๊บ ๆ มากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ตัวเองผ่านมา เราว่าหลัก ๆ มันก็คือตามชื่ออะ Master นั่นคือ เราจะต้อง Master ในเรื่อง ๆ นึงนั่นเอง

และเรื่องสุดท้ายที่เราไม่เคยเอามาเป็น Goal เลยคือ การรู้จักตัวเอง เรามองว่าตอนนี้เราก็ค่อนข้างโตจะเป็นผู้ใหญ่แล้วมั่ง แต่เราก็ยังรู้สึกว่า เราไม่รู้จักตัวเองเท่าที่ควร เรามองโลกข้างนอกมากเกินไป จนมีเวลาน้อยมากที่ได้กลับมาคุยกับตัวเองจริง ๆ ว่าตัวเองกำลังขาดอะไร ตัวเองรู้สึกยังไง (ที่ผ่านมาบางคนก็คิดว่าเราเป็นคนดุ และเย็นชามาก) เราเชื่อว่า การที่เรารู้จักตัวเองมากขึ้น มันจะทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ที่ดีขึ้นในอนาคต เรามีความเชื่ออยู่ว่า ถ้าเราชอบผู้ใหญ่แบบไหนก็จงเป็นผู้ใหญ่แบบนั้น

สรุป : ปีที่กระโดดข้ามกำแพง

Year in Review 2018

ปี 2018 เป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเราเลยก็ว่าได้ มันทำให้เรากระโดดข้ามกำแพงที่เราสร้างไว้ออกมา ทำให้เรากลายเป็นคนเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ง่ายกว่าเก่าโคตร ๆ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคย ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ สุดท้าย เหมือนทุกปีฮ่ะ เราก็ยังแนะนำให้ทุกคนเขียน Year in Review ของแต่ละคนเก็บไว้อ่านนะครับ ณ วันที่เราเขียนมันก็แอบเฉย ๆ นะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับมาอ่านมัน เราก็น่าจะยิ้มได้ในทุกครั้งที่เราคิดถึงทั้งความสุข และความทุกข์ที่เราผ่านมันมาได้ จะได้เห็นว่า เรื่องแค่นี้เอง เราก็ผ่านมันมาได้นี่หว่า แล้วทำไมเรื่องที่เรากำลังเจออยู่ เราถึงจะผ่านมันไปไม่ได้ สิ่งใดที่ผิดพลาด ปีหน้าก็แก้ไข สิ่งใดที่ดีอยู่แล้ว ปีหน้าก็ทำให้มันดีขึ้นไปอีก ก่อนจะไปสุดท้ายจริง ๆ ก็สวัสดีปีใหม่ 2019 ล่วงหน้า ขอให้เป็นปีที่สมหวังกันทุกคนนะครับ

และตอนนี้เรามีเพจแล้วนะ ถ้าอยากติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และ Lifestyle ก็สามารถเข้าไปติดตามเราผ่านเพจ arnondora ได้เลยนะฮ่ะ 😁

Share this article to social network?

Leave a comment?

Name :
Comment :
Post a comment
Loading Comment(s)
FacebookTwitterGoogle+Email
© 2014-2019 Arnon Puitrakul all right reserved.Code with by @arnondora