ทำไมเรียนมหาลัยแล้วต้องอยู่หอทำไมเรียนมหาลัยแล้วต้องอยู่หอ

ทำไมเรียนมหาลัยแล้วต้องอยู่หอ

by arnondora on August 17, 2019

ช่วง ณ ตอนที่เขียน ก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเปิดเทอมอีกแล้ว ทำให้เรานึกย้อนถึงตอนที่เราอยู่ ปี 1 ตอนนั้นยากมากเลยนะ ว่าจะอยู่หอมั้ย เอาเป็นว่าผ่านอะไรไปหลาย ๆ เรื่อง สุดท้ายเราก็อยู่หอ และจนตอนนี้เราเรียนจบมาแล้ว ถ้ามีคนถามเราว่าควรจะอยู่มั้ย เราก็บอกเลยว่า เออ ควร วันนี้เราเลยอยากจะมานำเสนอละกันว่า ทำไมเราถึงควรจะต้องอยู่หอ อยู่หอแล้วมันได้อะไร ?

ลดเวลาเดินทาง

เราว่าเหตุผลแรก ๆ ที่น่าจะทำให้ใครหลาย ๆ คนเลือกที่จะอยู่หอคือ การเดินทาง บางคนบ้านอาจจะอยู่ไกล หรือไม่ก็ต่างจังหวัดเลย การจะเดินทางจากบ้านไปเรียนทุกเช้า ก็น่าจะเป็นอะไรที่น่าปวดหัว และน่าปวดหัวยิ่งกว่ากับตอนเย็นที่รถติดชิบหาย

การที่เรารถติดอยู่บนถนน โอเคแหละ อย่างแรกที่เราเสียแน่ ๆ คือ เวลา แทนที่เราจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์กว่า เรากลับต้องเอาเวลาเหล่านั้น ไปอยู่บนท้องถนน เราว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องตลกสักเท่าไหร่

นอกจาก เวลาแล้ว ถ้าใครที่นั่งรถบ่อยก็น่าจะรู้นะว่า การที่เราเดินทางบ่อย ๆ เนี่ย ไม่รู้ว่าทำไม มันโคตรเหนื่อยเลย โดยเฉพาะ การนั่งจมอยู่ในรถท่ามกลางดงรถบนถนน มันเป็นอะไรที่โคตรจะเหนื่อย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ฮ่า ๆ พอกลับบ้านมา ก็น่าจะปั่นการบ้านใช่มะ กลายเป็นนอนตายซะงั้น เอ้า ชิบหาย ฮ่า ๆ

อีกเรื่องที่เราว่า มันเป็นปัญหาสำหรับเรามาก ๆ คือ การตรงต่อเวลา ไม่ใช่เรานะ แต่เป็นขนส่งสาธารณะมากกว่า ส่วนตัวเราเป็นคนที่ถ้านัด เราจะไปถึงแบบ on time เช่น เรียน 9 โมง เราจะไม่ไป 9 โมง แต่เราอาจจะถึงก่อนเรียนสัก 30-45 นาทีเลย เพื่อให้ได้พักเหนื่อยอะไรแบบนั้น (ไม่นับตอนปีหลัง ๆ ที่ไม่ฟื้น สุดท้ายไปสายนะ) การที่เราจะไปให้ทัน ด้วยรถขนส่งสาธารณะ มันเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยากมาก ว่าเราจะต้องออกกี่โมง เราจะไปถึงกี่โมง เราจะได้นั่งมั้ย เราจะโน้นนี่มั้ย มันเป็นความยากมาก ๆ เพื่อที่จะคาดเดาสิ่งเหล่านี้

เอาง่าย ๆ นะ ถ้าเราบอกว่า ก่อนเข้าเรียนเราจะไปปริ้นชีทเรียนสักหน่อย แต่รถเมล์และโชคชะตากับเล่นตลกที่ รถเมล์มาช้ากว่าที่ควรจะเป็นเช่นทุก 15 นาทีกลายเป็น 45 นาที เพราะรถเสีย หรือคนขับหาย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้จริง ๆ สุดท้าย เราก็จะไปสายอย่างน้อย 30 นาที เผลอ ๆ จะมากกว่านั้นอีก เพราะช่วงเช้านี่ ถ้าเราลอง Plot Graph ดูเวลาที่ใช้เดินทางมันจะขึ้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงช่วงนึงที่เราออก มันจะไปถึงเร็วมาก นั่นคือ ช่วงสาย ๆ แก่ ๆ หน่อย แต่ นั่นเราก็สายแล้วไง ยังไม่นับปัจจัยอย่าง รถชน รถเมล์เสีย หรือถ้าเราต่อรถหลายต่อ ก็ต้องมี Overhead ในการรอรถอีก สุดท้ายเผลอ ๆ กว่าเราจะไปถึง ก็เริ่มเรียนพอดี

เราเล่าประสบการณ์ตรงจากตัวเองละกัน เราอยู่ศาลายา แต่เราต้องไปเรียนที่คณะสาธารณสุข ตรงแถวอนุ การเดินทางที่น่าจะง่ายที่สุด เพียงต่อเดียวคือ รถเมล์สาย 515 บอกเลยว่า ช่วงเช้าเป็นอะไรที่หายนะมาก เพราะเราใช้เวลาถึง 2.30 ชั่วโมงในการเดินทางจากปากซอยหอ จนถึงตรงข้ามคณะเลย ยังไม่นับว่า วันไหนรถติดอีก เราก็จะใช้เวลาขึ้นอีก บางวันก้าวขึ้นรถเมล์ตอน 6.45 ถึงคณะราว ๆ 9.45 วิ่งสิเอ๋ วิ่ง !!!!

จะเห็นได้ว่า การเดินทาง ทุกวันมันไม่ตลกเลย (หรือเราชินกับการอยู่หอไปแล้ว) อย่างเราอยู่หอใช่มะ วิธีการเดินทางของเราคือ การปั่นจักรยาน ใช่ฮ่ะ ปั่นจักรยาน ที่ม.มหิดล เขาก็ปั่นกันเป็นเรื่องปกติแล้วล่ะ ปั่นจากหอไปคณะก็ราว ๆ 10 นาที หรือ 15 นาทีถ้าค่อย ๆ เปื่อย ๆ แล้วก็เอาไปจอด แล้วเดินเข้าคณะไป

ความพีคมันจะอยู่ที่ความเป็น ม.มหิดล นี่แหละ เพราะทุกคนก็ปั่นจักรยานไง นึกภาพเหมือนเวลาเราไป Central World อะ ห้างเปิด 10 โมง สัก 9.30 ที่จอดก็เต็มแล้ว อันนี้ก็เหมือนกัน คณะอื่นเริ่มเรียน 8.30 แต่เราเริ่ม 9.00 ดังนั้น ถ้าเราไปเกิน 8.30 เราจะประสบปัญหาที่จอดจักรยานไม่มี แต่ก็เออ มันก็พอจอดได้แหละ

เห็นมะ ชิวกว่ากันเยอะเลย ใช้เวลาน้อยกว่ากันเยอะ แถมยังคาดเดาได้อีกว่า เราจะถึงกี่โมง อะไรพวกนั้น ยังไม่นับเด็กกิจกรรมอีก ที่บางงานอาจจะต้องมามหาลัยตอนเช้ามาก ๆ รถเมล์ก็ไม่มีแน่ ๆ ก็จะซวยไปใช่มะ แถมยังได้ออกกำลังกายอีกด้วย

ได้เพื่อน

อีกหนึ่งเรื่องที่หลาย ๆ คนบ้างก็บ่น บ้างก็ฮ่า ก็คือ เพื่อนนี่เอง บางคนก็เลือกที่จะเลือกอยู่หอกับ Roommate ตั้งแต่ 2 คนยันอยู่กันหลาย ๆ คนก็มี ยิ่งอยู่กันเยอะก็ยิ่งคึกคัก ไม่เหงากันเลยล่ะ

สำหรับบางคน การที่เราต้องห่างบ้านมาอยู่ที่ใหม่ ๆ ก็อาจจะทำให้มีเหงากันบ้างแหละ ดังนั้นการมี Roomate ก็ช่วยทำให้เราไม่เหงาได้เป็นอย่างดี

หรือบางที ถ้าเราอยู่หออะ แนะนำให้อยู่กระจุกตัวกัน หรือหอเดียวกันซะเลย อันนี้มันจะมันส์มาก เพราะหลังเลิกเรียน ก็มานั่งทำการบ้านหอเดียวกัน หรือแม้แต่ปาร์ตี้ด้วยกันก็สนุกไปอีกแบบ

ตอนเราปี 1 หอที่เราอยู่ก็คือ มีแต่เด็ก ICT อยู่กัน ก็คือมันส์เลยแจ้ ลงมานั่งเล่นห้อง Common Room กันแทบทุกคืน คือ มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกมากเลยนะ

หัดทำงานบ้าน

ต้องบอกเลยว่า เราเองก็ทำงานบ้านไม่ได้เก่งเท่าไหร่เลย แต่พอเรามาอยู่หอ มันก็นะ มีเรากะ Roomate ลำพังจะให้นางทำให้มันก็ดูเชี้ยไปใช่มะ ดังนั้น เราก็ต้องมาหัดทำงานบ้านเอง อย่างเช่น กวาดห้อง ถูห้อง เปลี่ยนหลอดไฟ อะไรพวกนั้น

จากเมื่อก่อนที่เราทำไม่เป็นเลย ผ่านไป 4 ปีก็คือ ตอนนี้ทำได้หมดทุกอย่างแล้ว ตอนนี้เรียน ป.โท แล้วก็ย้ายออกมาอยู่คนเดียว ก็ต้องทำทุกอย่างเองหมด ตอนนี้ก็เลยทำเป็นหมดละ สบายไปเลย

ดูแลตัวเอง

ความยากอีกอย่างของการอยู่หอคือ การดูแลตัวเอง มีคืนนึงที่วันถัดไปมีเรียน แล้วเสื้อเหลือตัวเดียว ที่กระดุมหลุด !!! ชิท !!! ทำให้คืนนั้น เราก็ต้องมาเย็บกระดุมเอง ซึ่งแน่นอนว่า ตอนเรียนการงานอาชีพในมัธยม เราก็ให้เพื่อนทำให้ (ชู่ววววส์) ตอนนั้นก็เลยทำไม่เป็นเลย

แต่นาทีนั้นมันก็นะ ถ้าไม่เย็บคืนนี้ พรุ่งนี้จะใส่อะไรไปเรียนล่ะ งั้นเปิด Youtube และ ฝึกความเป็นแม่บ้านในค่ำคืนนั้นซะเลย สุดท้าย เราก็เย็บได้จนได้ ถึงไม่สวย แต่ก็เป็นครั้งแรก เราก็แอบภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน

นอกจากเรื่องภายนอกแล้ว เรื่องสุขภาพ มันก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญเช่นกัน ถ้าเราอยู่บ้าน เวลาเราไม่สบาย เราก็มีคนในบ้านช่วยดูแล ช่วยพาเราไปหาหมอ หาข้าว หายาให้เรากิน แต่พอเรามาอยู่คนเดียวแล้วเนี่ย ความหายนะ มันเริ่มมาละ ใครล่ะจะพาเราไปหาหมอ ใครละจะหาข้าวให้กิน

4 ปีที่ผ่านมา เราก็ป่วยอยู่หลายรอบเหมือนกัน ซึ่งหลาย ๆ ครั้งมักจะเกิดในช่วงที่ Roommate เราไม่อยู่ ไม่รู้ทำไม​ ไม่รู้ทำไมอ่าาห๊าาา เราก็ต้องแบกร่างของเราไปหาหมอเอง เอาจริง ๆ โชคดีนะที่เราอยู่มหิดลศาลายา เพราะถ้าเราป่วย เราก็สามารถไปที่ศูนย์การแพทย์กาญจนา ฯ ซึ่งก็ปั่นจักรยานไปก็ได้ หรือจะเปย์ Taxi ก็ไม่ว่ากัน

สรุป

การอยู่หอมันก็ให้อะไรเราหลาย ๆ เรื่องที่มากกว่าการลดเวลาในการเดินทาง แต่มันให้สกิลการใช้ชีวิตได้อย่างดี ถ้าถามเราว่า เราควรจะอยู่หอมั้ย เราก็คงตอบว่า ก็น่าอยู่นะ ถ้าไม่ได้ติดเรื่องทุนทรัพย์ เราจะได้อะไรจากมันหลายเรื่องมาก ๆ

ส่วนหอนอกหรือหอใน ก็แล้วแต่ใจเลยละกัน ถ้าชอบความอิสระหน่อย ก็เชิญหอนอกเลย หรือถ้าผู้ปกครองกลัวเรื่องการหนีเที่ยว ก็เชิญหอใน สวัสดี

Share this article to social network?
FacebookTwitterGoogle+Email
© 2014-2019 Arnon Puitrakul all right reserved.Code with by @arnondora