Studying In University 101 : Let's go to Mahidol UniversityStudying In University 101 : Let's go to Mahidol University

Studying In University 101 : Let's go to Mahidol University

by arnondora on July 13, 2015

ตอนนี้ผมก็เรียนอยู่ที่ มหิดล มาปีนึงล่ะ เลยอยากจะเขียนถึงมหาลัยตัวเองสักครั้ง ตอนแรกที่เข้ามาที่นี่ เราก็มีคำถามว่า มันจะกันดารมากมั้ย จะมีอะไรกิน เที่ยว เยอะมั้ย แต่พอมาอยู่จริงปีนึงแล้ว บอกเลยว่า มันตรงกันข้ามกับกันดารเลย มันมีอะไรให้เดินเล่นและกินอยู่เยอะพอควรเลยล่ะ รูปทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่ว่าง และเดินร่อนไปถ่ายรูปอยู่อาทิตย์นึงเลยเชียว ก่อนอื่น เราก็จะเดินเข้าไปเรื่อย ๆ ล่ะกัน ก่อนอื่น เราก็ต้องเดินเข้า มหาลัย ก่อนซึ่งแน่นอนว่า เราจะเข้าทางประตูใหญ่นั่นคือ ประตู 3 นั่นเอง ถ้าใครเคยมาก็น่าจะสังเกตได้ว่า มหาลัย นี้ไม่มีรั้วด้วยล่ะ แต่ไม่ได้ไม่มีเพราะตังไม่มีนะ มันก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน เหมือนกับอาจารย์เคยเล่าให้ฟังมั้ง แต่จำไม่ได้เหมือนกัน lol เข้ามาที่ Landmark แรกกันก่อนเลยกับตึกอธิการบดี หรือที่เราชอบเรียกกันว่า ตึก OP สนามหญ้าตรงเสาธงนี่แหละ เห็นพี่บัณฑิตหลายๆ รุ่นชอบมาถ่ายกันตรงนี้เหมือนกัน เลยจัดว่าตรงนี้เป็น Landmark เลยล่ะกัน บรรยากาศภายในจัดว่า เขียวจริงๆ ครั้งแรกที่คิดถึงมหาลัยนี้สมัยก่อน ตอนนั้นจะบอกว่า มันต้องร้อนมากแน่ๆเลย แต่พอมาเรียนจริงๆ มันก็ไม่ร้อนมากเท่าไหร่นะ อีกอย่างเวลาเรา เดินทาง ในมหาลัย ส่วนใหญ่เราจะใช้จักรยาน หรือที่เราเรียกกันว่า จักก้า ในการเดินทางในมหาลัยมากกว่า เลยทำให้ ไม่ค่อยร้อนมาก บอกเลยว่า มหิดล น่าจะเป็นมหาลัยเดียวในประเทศแล้วล่ะ ที่ที่จอดจักรยานมีเท่าไหร่ก็ไม่พอจริงๆ ในรูปที่ดูน้อยๆ นี่คือเปิดเทอมแล้ว พอเปิดเทอมเท่านั้นล่ะครับ ยังกะไป Central World ที่ต้องไปแย่งที่จอดอันน้อยนิดกัน แต่จริงๆ ที่จอดมันเยอะมากเลยนะ แต่จักรยานมันเยอะจริงจังมาก ที่สำคัญมหาลัยนี้มีทางจักรยานด้วยนะเออ (ที่อื่นก็มีป่ะว่ะ!) แต่สำหรับใครที่มาใหม่ๆ และไม่มีจักรยานก็สามารถไปเช่าได้ที่ จักก้าเซ็นเตอร์ ได้เลยตั้งแต่เช้ากี่โมงจำไม่ได้ถึง 6 โมงเย็น ฟรีด้วยนะเออ แต่นอกจากที่เราจะใช้จักรยานกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ในมหาลัยก็ยังมี รถราง จะเรียกอะไรดีล่ะ ไม่รู้สิ คนในนี้เราจะเรียก รถแทม อะ (สะกดแบบนี้ถูกรึเปล่าหว่า??) แน่นอนว่า มหิดล เป็นมหาลัยที่ใหญ่? รถรางสายเดียวคงไปหมดไม่ไหว มันก็เลยมีสายแยกอีก ก็จะแบ่งเป็นสีๆ ไปเป็น สีฟ้า สีแดง สีเขียว สีเหลือง แล้วก็พวกสายพิเศษอีก มากมาย แต่รับประกันได้ว่า ไปได้ทั่วมหาลัยแน่นอนด้วยรถราง และทุกสายจะไปจบและเริ่มใหม่ที่เดียวกันหมด นั่นคือสถานีรถราง แบบในรูปข้างบน ในสถานนีก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของรถราง ก็จะมีเวลาบอกว่า สายนี้อีกกี่นาทีถึงจะออก และที่สำคัญนั่งฟรีนะจ๊ะ หลังจากที่เรานั่งรถรางจนสุดสายแล้ว เราก็เดินมาถึง MLC หรือ Mahidol Learning Center ตึกนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่เด็กมหิดลก็ต้องมาได้เกือบทุกวัน เพราะว่าในตึกนี้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างมากมาย เช่นพวก ห้องเล่นปิงปอง, fitness, ห้องซ้อมดนตรี หรือแม้กระทั่งห้องชมรมทั้งหมดก็อยู่ตึกนี้ด้วยเช่นกัน ตอนกลางวันเปิดเทอม โรงอาหารตึกนี้ คนก็เยอะอยู่เหมือนกัน ผมเลยไม่ค่อยได้มากินตอนกลางวันเท่าไหร่ ได้มากินช่วงเย็นๆ มืดๆ ที่ไม่ค่อยมีคน ไปกันอีก Landmark กันเลยนั่นคือ ลานพระบิดา นั่นเอง ลานนี้ก็เป็นที่โล่งๆ ที่นึง บางทีเราก็จะใช้จัดกิจกรรมต่างๆ ตอนสอบเสร็จก็จะมีคนมาสัน ตีกลองกันสะหนั่นเลยทีเดียว สงสัยจะเครียดไปหน่อยนะ หรือใช้จัดกิจกรรมหลายๆอย่างอีกเยอะเลยล่ะ แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราเรียกลานนี้ว่า ลานพระบิดา นั่นก็เพราะว่า ลานนี้เป็นที่ตั้งของรูปปั้นของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ตั้งอยู่ซึ่งคนในมหิดล ก็จะเรียกท่านสั้นๆ ว่า พระบิดา นั่นเองเลยเป็นที่มาของชื่อลานนี้นั่นเอง มาอีกที่ที่เป็น Landmark ที่พี่ๆที่จบแทบทุกคนเลยจะต้องมาถ่ายรูปกันที่ลานนี้ นั่นคือ ลาน ม หรือ ลานมหิดล แถวๆ นั้นก็จะมีที่นั่ง เล่นมีต้นไม้ ลมเย็นสบายมาก แต่คนมาถ่ายรูปจะได้ตรงกันข้ามเลย เพราะตรงลาน ม ก็ตากแดดเต็มๆเลยทีเดียว จริงๆแล้วที่เราเรียกว่าลาน ม นั้นก็มาจากคำว่า มหิดล ที่รัชกาลที่ 9 ได้ประทานไว้ ในวันที่เท่าไหร่นี่แหละ (จำไม่ได้จริงๆ) แต่วันนั้นเราจะเรียกว่า วันมหิดล ที่คณะคณะส่วนใหญ่ในมหาลัยก็จะได้หยุดกัน ซึ่งแน่ว่าคณะของผมนั้น ไม่หยุด (ตอนปี 1 นะ) มาอีกที่นึงเลยครับ สำหรับใครที่เรียนทีนี่ถือว่า พีค สุดๆเลยล่ะ ตอนเช้าๆ สัก 8.15 จะมีจักรยานแว๊นเต็มไปหมด เพราะว่าทางเดินนี้จะเชื่อมไปตึกเรียนรวม ตอนเช้าๆ ก็เลยมีนักศึกษา ปั่นจักรยานเพื่อที่จะไปเรียนให้ทันทุกวัน เดินๆแถวนั้นตอนเช้าทีนี้แบบรับรองโดนคาบไปแดกแน่ แว๊นกันเร็วมาก มาถึงอภิมหา Landmark ของมหิดลกันแล้ว นั่นคือ มหิดลสิทธาคาร หรือเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า Prince Mahidol Hall นั่นเองง หอนี้ก็เป็นหอประชุมแรกของมหิดลเลย ชื่อของมันมีความหมายว่า ความสำเร็จของมหิดล สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่เด็กมหิดลหลายๆคนก็จะได้เข้ากันก่อนที่จะได้เข้ามาเรียนกันซะอีก นั่นคือตอนปฐมนิเทศ และตอนจบนั้นคือตอนรับปริญญาบัตร แต่นอกจากนั้น ยังมีการแสดงดนตรีตลอดปีเลยล่ะ มาที่หมวดกินกันบ้าง เริ่มที่ร้าน Music Square เป็นร้านอาหารอยู่ใน MS หรือวิทยาลัยดุริยางค์ ตอนแรกนึกว่าราคามันจะเถื่อน พอได้ลองไปเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ขนาดนั้น ราคาก็อยู่ในระดับที่รับได้ และก็อร่อยอยู่นะ ตอนเย็นๆ นอกจากที่เราจะได้กินข้าวแล้ว ก็ยังมีดนตรีเล่นให้เราฟังสดๆด้วย เจ๋งมากๆ นอกจากที่จะมีร้านอาหารอย่าง Music Square และโรงอาหารตามตึกหลายๆตึกให้เรากินข้าวกันแล้ว แต่ในทุกวันศุกร์ก็จะมีตลาดนัดในมหาลัยเรา เราจะเรียกกันส่วนใหญ่ว่า ตลาดนัดวันศุกร์ ก็จะมีอะไรขายเยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะ แน่นอนว่าวันศุกร์ทั้งที กินแหลก แน่นอน วันนั้นเลยเสียตังเยอะกว่าวันอื่นๆ เลยทีเดียว แต่เอาจริงๆแล้วกินมาปีนึงก็เริ่มเบื่อๆ แล้วเหมือนกัน เลยกำลังคิดว่า อีก 3 ปีที่เหลือนี่จะเบื่อได้แค่ไหนกัน ถ้าเขาไม่เปลี่ยนคนขายใหม่ สุดท้ายก็อยากจะบอกว่า มหาลัยนี้ไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่ยังให้อะไรเราหลายๆอย่างมากมาย เกินกว่าที่เราจะประเมินค่าได้ซะอีก แรกๆก็อาจจะยังไม่เห็นอะไร แต่พออยู่ๆไปล่ะครับ เราจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ดีมากๆเลยล่ะ ที่ได้อยู่มหาลัยนี้ สำหรับน้องๆที่เข้ามาใหม่ในปีนี้และกำลังอ่านก็อยากจะบอกให้โชคดีนะครับ

Share this article to social network?

Leave a comment?

Name :
Comment :
Post a comment
Loading Comment(s)
FacebookTwitterGoogle+Email
© 2014-2019 Arnon Puitrakul all right reserved.Code with by @arnondora