รีวิว XNote ปากกามหัศจรรย์ เชื่อมต่อโลก Digital และกระดาษเข้าด้วยกัน
By Arnon Puitrakul - 29 สิงหาคม 2025
เมื่อเดือนก่อนหน้านี้ เราไปเจอ Product ตัวนึงน่าสนใจมาก ๆ มันน่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจดงานและบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีเลยคือ เราชอบใช้ปากกากับกระดาษ แต่ก็ต้องการให้เก็บเป็น Digital ด้วย วันนี้เราค้นพบทางออกแล้ว กับ XNote จะเป็นยังไง ลองดูได้ในรีวิวนี้เลย
แกะกล่อง

เริ่มจากมาแกะกล่องกันดีกว่า ตัวกล่องเขามีการซีลพลาสติกมาด้วย แกะออกมาเราจะพบว่าตัวกล่องเป็นกล่องกระดาษสีดำทั่ว ๆ ไป ด้านหน้ามีการปริ้น Logo XNote ลงไป

ด้านบนมีรอยบุบจากการขนส่งนิดหน่อย ซึ่งเรามองว่า ปากกาในราคาขนาดนี้ มันไม่ควรจะมีอะไรแบบนี้แล้ว แต่ก็เข้าใจได้ ว่าเขามาจากความเป็น Kickstarter ได้ไม่นาน เรื่อง Packaging และการขนส่ง ต่าง ๆ เขาอาจจะยังสู้พวกบริษัทใหญ่ ๆ ไม่ได้ ก็ต้องปรับปรุงกันต่อไป

ด้านหลัง จะมีเขียนบอกว่า มีอะไรมาในกล่องบ้าง ด้านขวาบน จะมี Logo ของ Digital Paper มันคืออะไร เดี๋ยวจะมาเล่าต่อไป และสุดท้ายด้านล่างเป็น App Xnote ให้เราดาวน์โหลดมาใช้งานร่วมกับตัวปากกา

เปิดกล่องออกมา ที่ฝาเขาเขียนเลยว่า มันจะทำให้การจด Note ของเราเปลี่ยนไปใหม่แบบสับ ๆ ไปเลย

ส่วนที่ตัวกล่องเอง เขาจะมีการเอากระดาษมาวางไว้ก่อน ซึ่ง.... ทำไมมันม้วนได้ขนาดนั้นก่อนนะ

เอากระดาษออกมา เราจะเจอกับ สมุด และ ตัว Xnote วางอยู่ในกล่องอย่างเรียบร้อย

โดยสมุดที่เขา Bundle มาในกล่อง จะเป็นสมุดขนาด Medium ขนาด 148 x 210 mm มีทั้งหมด 192 หน้า และตีเส้นบรรทัดมา ตามที่เห็นในภาพเลย

เปิดมาด้านล่างของสมุด เราจะเจอกับคู่มือการใช้งานของมัน แนะนำว่า ให้เก็บเอาไว้ เผื่อว่าปากกามันมีปัญหาอะไร มันจะคุยกับเราด้วยไฟสี ๆ และการกระพริบ คู่มือจะได้บอกเราได้ว่า น้องเป็นอะไร

ลงไปอีก เราจะเจอกับกล่องที่เสียบอยู่อย่างดี เขียนชัดเลยว่า เป็น สายชาร์จ และ หัวปากกาเพิ่มเติม

สายชาร์จที่เขาให้มา เป็นสาย Micro-USB to USB-A ไม่ยาวมากสัก 20cm ส่วนคุณภาพของสายก็คือ ทั่ว ๆ ไปออกไปทางแย่ด้วยซ้ำคิดว่า ถ้าไว้ในบ้านชั้น 2 ที่แอบร้อนนิดหน่อยสักปีนึง เราว่าน่าจะเริ่มมีเหนียว ๆ ละ

และสุดท้ายคือ ไส้ปากกา D1 สีดำ 0.8mm ทั้งหมด 5 อัน รวมอันที่ติดมากับปากกาด้วย ก็จะเป็น 6 อัน ก็คือ ใช้กันไปยาว ๆ เลย เราว่า อันนึง ถ้าเขียนกันทุกวันจริง ๆ ก็น่าจะมีหลักเดือน ๆ เลยละ แล้วถ้ามี 6 อัน คิดว่าเป็นปี ๆ สบาย ๆ
XNote Pen

มาดูกันที่ตัวปากกาบ้าง ตัวปากกาเองมันทำจากพลาสติกที่เมื่อเราจับแล้ว รู้สึกเลยว่ามันมีความเอี๊ยดนิด ๆ เหมือนงานประกอบไม่แน่นมีช่องว่างเล็ก ๆ พอจับแล้วเหมือนจะหลุดออกมาเลย ทำให้รู้สึกว่ามัน Cheap มาก ๆ เลยละ และกลางแท่งจะมี Logo ของ XNote เขียนอยู่

ท้ายของปากกาจะมีช่องเสียบ Micro-USB สำหรับการเสียบชาร์จไฟได้ และด้านบนเป็นน๊อต เดาว่าน่าจะเป็นส่วนที่แกะออกมาเพื่อเปลี่ยน Battery ซึ่งแน่นอนว่า พวกนี้เขาไม่น่าจะมีบริการแบบนี้แน่นอน คงไม่พ้นให้เราแกะ และไปหา Spec ของ Battery แล้วเอามาเปลี่ยนเองแน่ ๆ

ที่ปลายด้าม เราจะเห็นสีขาว ๆ อันนั้นจะเป็นไฟแสดงสถานะการทำงาน ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าสี และการกระพริบมันแปลว่าอะไร ก็ต้องไปอ่านที่คู่มือ ดังนั้น เราแนะนำให้เก็บคู่มือเอาไว้ด้วยจะดีมาก ๆ เราไม่รู้ว่า ใช้งานไปแล้วสักพัก เราจะเจอปัญหาอะไรอีก

และด้านหลังของไฟแสดงสถานะ มันจะมีร่องอยู่ อันนี้เราเดาว่า มันเป็นที่สำหรับให้ฝาปากกาล๊อค และเป็น Sensor สำหรับ Detect ตัวฝาด้วย

เวลาเราถอดฝาและเอาฝาเสียบไว้ที่ท้ายด้าม มันจะถูกบังคับให้สามารถเสียบได้เพียงด้านเดียวเท่านั้น ก็คือ ด้านที่ฝามีช่องว่างจะพอดีกับไฟแสดงสถานะเสมอ เพื่อให้เราสามารถเห็นไฟได้ทุกเวลาที่เราเขียนนั่นเอง

และที่ส่วนหัวของปากกา แน่นอนว่าเป็นหัวปากกาทั่ว ๆ ไป จะเห็นจากภาพได้ว่า มันจะมีจุกยางเล็ก ๆ อยู่ เพราะหัวปากกานี้เรายังไม่ได้เปิดใช้ ก็เหมือนปากกาทั่ว ๆ ไปคือแกะออกแล้วก็ใช้งานได้เหมือนปากกาปกติเลย

การเปลี่ยนไส้ปากกานั้นง่ายมาก ๆ ให้เราเอานิ้วดึงหัวปากกาออกมา ไส้มันก็จะหลุดออกมา แล้วเราก็แค่เอาไส้อันใหม่เสียบกลับเข้าไปก็เป็นอันเรียบร้อย มันไม่ได้มีกลไกในการตรวจสอบสี หรือหัวปากกาอะไรทั้งนั้น

แต่ความเจ๋งของปากกานี้อยู่ที่รูบริเวณหัวปากกาอันนี้แหละ เราเข้าใจว่า มันน่าจะเป็นกล้องบางอย่างอยู่ภายในรูนี้ มันจะอ่านสิ่งที่เราเขียน และบันทึกลงปากกา หรือส่งเข้าไปที่ App ได้เลย ที่เดาว่ามันเป็นกล้อง เพราะมันมีเขียนคำเตือนอยู่ว่า อย่าเอาหัวปากกาหันโดนแสง เพราะมันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับการ Detect การเขียนได้ คิดว่ากล้องบางอย่างชัวร์
การใช้งาน

การใช้งานมันง่ายมาก ๆ ให้เราโหลด App จาก QR Code ที่เขาให้มา และทำการ Register สร้าง Account ใหม่ จากนั้นให้เราเปิดฝาปากกาออกมา มันจะทำการเชื่อมต่อปากกา กับตัว App ให้เราเองเลย

ภายใน App เราสามารถจัดการสมุดของเราได้ สำหรับคนที่มีสมุดหลาย ๆ เล่ม แต่เราไม่ต้องกังวลว่า ถ้าเราไม่มี App แล้วมันจะไม่ Digitise เพราะภายในปากกามันจะมี Memory อยู่แล้ว พอมันเชื่อมต่อ App ได้อีกครั้ง มันก็จะ Transfer สิ่งที่เราเขียนลงไปใน App ให้เราเอง และ App มันก็จะเชื่อมต่อกับ Cloud อีกทีนึง

การเขียนจริง ๆ มันง่ายมาก เราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เราเปิดฝาปากกา แล้วจรดปากกาเขียนลงไปในสมุดเล่มไหนก็ได้ มันจะบันทึกเก็บไว้ให้เราหมดเลย ดีกว่านั้นอีกคือ แค่เราจรดปากกาลงไปในหน้าไหน มันก็จะรู้ทันทีว่า หน้านั้นคือหน้าไหนแล้วแยก Content ของแต่ละหน้าให้เราเองทั้งหมด ไม่ต้องมานั่งบอก App ว่าอันนี้คือหน้าเดียวกัน หรือคนละหน้าเลย เรียกว่า เราไม่ต้องทำอะไรเลยจริง ๆ มัน Seamless แบบสุด ๆ

และสำหรับคนที่ซื้อพร้อม AI Subscription เราสามารถเรียกใช้งาน AI Feature ได้หลากหลายอย่างมาก ๆ เช่น เราจดงานออกมา เราสามารถให้มันช่วยสรุปสิ่งที่เราจด หรือ ถ้าเราจดพวกคำศัพท์ หรืออะไรที่เราจะต้องจำเราก็สามารถให้มันแปลงเป็น Flash Card ได้ หรือกระทั่ง การแปลภาษา (อันนี้เราไม่ค่อยใช้เท่าไหร่)
ปัญหาใหญ่ คือ ราคา (ของสมุด)
หลังจากการใช้งานมา เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่อยากใช้มันสักเท่าไหร่คือ ราคาของสมุด สมุดเล่มนึง เอาเล่มใหญ่สุด ราคาเล่มละ 1,281 บาท มี 192 หน้า ยังไม่รวมค่าส่งและภาษีอีกนะ คำนวณขำ ๆ ดูมันจะตกหน้าละ 6.67 บาทไปแล้วนะ ถือว่าไม่ถูกสักเท่าไหร่ และอย่าลืมว่ามันส่งจากต่างประเทศ ทำให้ถ้าเรากดซื้อวันนี้ กว่าจะส่งมาถึงเราก็เรียกว่าหลักอาทิตย์กันได้เลย
และคิดว่า ถ้าเราจะใช้งานจริง ๆ เช่น เราเอามาจดเรียน ส่วนใหญ่ เราก็จะต้องมีวิชาละเล่ม มหาลัยเรียนกันสมมุติว่า เทอมละ 6-10 วิชา ก็คือแค่เปิดเทอมมา เรากดกันไปแล้ว 6-10 เล่ม เล่มใหญ่เลย ราคามันไปหลัก 12,810 บาทแล้ว ยังไม่นับว่า ในระหว่างเทอมยังไง เราก็ใช้มันหมดแน่นอน เล่มเดียวไม่พอหรอก ราคาก็แอบแพงไปหน่อย แต่สำหรับเราเอง เราไม่ได้ใช้จดเยอะขนาดนั้น และ เราก็ไม่ได้อยากลงทุนซื้อหลาย ๆ เล่ม เล่มละเรื่องเหมือนกัน ตอนนี้เราเลยใช้วิธีจดในหน้าว่างต่อไปเรียงไปเรื่อย ๆ แล้วเราค่อย Export หน้าที่เราจดเป็น PDF แล้วใส่ Goodnotes ข้อเสียของวิชานี้คือ เวลาเราเปิดสมุดมา มันจะเป็นแค่ Sketchpad ที่มีทุกเรื่องทุกวิชารวม ๆ กันเต็มไปหมดเลย ส่งผลถึงเวลาเราจะกลับมาหางานนี้แหละ ยุ่งยากมาก ๆ ยังไม่นับว่า ณ ตอนนี้สมุดมีให้เราเลือกแค่ 3 ขนาดเท่านั้น และในทุก ๆ ขนาด จะเป็นสมุดที่ตีเส้นด้วย ซึ่งเราไม่ชอบสมุดที่มีเส้นสักเท่าไหร่ และเราไม่สามารถใช้สมุดอื่นได้ด้วย แต่ถามว่า ถ้าเราเอาไปเขียนกับสมุดอื่นมันจะมีปัญหามั้ย ก็ตอบเลยว่า ไม่มี แค่มันจะไม่เก็บข้อมูล ก็คือเป็นแค่ปากกาทั่ว ๆ ไปเท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องไส้ปากกา เราไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นมากเท่าไหร่ เพราะมันเป็นไส้ปากกา D1 ที่เราสามารถหาซื้อตามร้านเครื่องเขียนทั่วไปได้หมดเลย หรือจะสั่งซื้อมาพร้อมกับ XNote เลยก็ได้
สรุป

เรารู้สึกว่า XNote มันเป็น Product ที่ดีมาก ๆ มันเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างโลก Analog และ Digital เข้าด้วยกัน จากเดิมที่เราจะเขียนลงกระดาษแล้วไล่ผ่าน Scanner ตอนนี้เราสามารถเขียนลงไปบนสมุดแล้วมันจะ Digitise เก็บลงให้เราเลย ที่สำคัญมันทำงานแบบ Seamless มาก ๆ มันรู้หมดเลยว่า เราจรดปากกกาลงไปที่หน้าไหน ล่นเวลาการทำงานของเราได้มหาศาล ไหนจะมีการต่อกับ AI เพื่อ Detect สิ่งที่เราเขียน เก็บเป็น To-Do List และ สามารถถาม Content ที่เราเขียนลงไปได้อีก ช่วยได้เยอะมากจริง ๆ แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ การใช้ Digital Paper มันยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่ ประกอบกับยังไม่มีขายในไทยต้องสั่งเข้ามาอีก ค่าส่งและภาษีก็คือน่ากลัวมาก ๆ ทำให้เรามองว่ามันเป็น Product ที่ดี แต่อาจจะยังไม่เหมาะกับคนทั่ว ๆ ไปสักเท่าไหร่



