Review

Review Surface 3 กาก ๆ สไตล์ arnondora

By Arnon Puitrakul - 29 กุมภาพันธ์ 2016 - 2 min read min(s)

Review Surface 3 กาก ๆ สไตล์ arnondora

สวัสดี โอ๋เล้ หายไปนานเลย ช่วงนี้งานเยอะจริง ๆ เลยไม่ค่อยได้เขียนเลย แต่ก็ช่างมันก่อน วันนี้เรามีของเล่นใหม่ของเรามารีวิวให้อ่านกัน นั่นคือ Surface 3 เหตุที่ซื้อนี่เพราะว่า อยากได้ Tablet ที่เบา ๆ เบากว่า Macbook Pro ที่ใช้อยู่ ส่วนใหญ่ว่าจะเอามา เขียน Blog หรือดูหนังอะไรแบบนี้ เลยจัดมาซะเลย

Unboxing

Surface 3_Review_4

ลองมาเปิดกล่องดูกันดีกว่า ตัวกล่องก็จะเป็นกล่องกระดาษเรียบ ๆ เขียนว่า Surface แล้วก็มีเลข 3 เป็นมัน ๆ ตัวใหญ่ ๆ เพื่อบอกตัวเองอย่างเต็มปากว่านี่คือ Surface 3 นั่นเอง เปิดกล่องเข้ามาก็จะเจอตัวเครื่อง Surface อันใหญ่โตวางอยู่ในกล่องหุ้มด้วยพลาดติดกันรอยอย่างแน่นหนา

Surface3_Review_3

ไปดูหลังกล่องกันบ้าง ก็เป็นรายละเอียดของตัวเครื่อง ในหลาย ๆ ภาษามากมาย แต่ก็ช่างมันไป พร้อมกับเขียนรุ่น และความจุ SDD และแรม ไว้อย่างชัดเจน ตัวที่เอามารีวิวนี้เป็นรุ่นล่างสุด เป็น 64 GB SDD และ Ram 2 GB
ส่วน Processor จะใช้เป็น Intel Atom x7 เป็น Quad Core แบบประหยัดพลังงานสุด ๆ ทั้งในรุ่น 64 GB และ 128 GB แต่ในเรื่องของ Performance เองก็ไม่ได้ด้อยเท่าไหร่เลย กับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น เล่นเน็ต ดูวีดีโอ 1080p หรือทำงานเอกสาร แต่ถ้าเอามาทำงานหนัง ๆ อย่าง Photoshop ก็อาจจะมีหน่วงบ้าง (ไม่บ้างอะ เยอะเลย)
ด้วย Processor ประหยัดพลังงานอย่าง Intel Atom แล้ว จะเห็นได้ว่า ตัวเครื่อง ไม่จำเป็นต้องใช้พัดลมเลย (ถ้าใช้หนักมาก ๆ ก็แค่อุ่น ๆ)เพราะอัตราการปล่อยความร้อนอยู่ในระดับที่น้อยมาก ๆ

Surface3_Review_5

พอเอาเครื่องออกไป ก็จะเจอกับคู่มือพวก Quick Start วางอยู่ อ่าน ๆ ดูแล้วก็ไม่มีอะไร แค่บอกว่า ปุ่มอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง และจะ Getting Start ยังไง สำหรับมือใหม่ที่แม้แต่เปิดคอมยังไม่เป็นก็อ่านได้แน่นอน

Surface3_Review_10

นอกจากตัวเครื่อง และคู่มือแล้ว ในกล่องก็ยังมีสาย Micro USB พร้อม Adapter แปลงไฟมาด้วย (ถ้าซื้อแล้ว ไม่ได้ที่ชาร์จจะใช้อะไรเล่า โธ่ !!!!) โดย Adapter ที่ให้มาจะเป็น Adapter ขนาด 2.5 A ที่ชาร์จช้ามาก ๆ (อันนี้ความจริงจากใจ)

Surface3_Review_12
และที่หัว Micro USB ก็จะมีไฟแสดงสถานะในการชาร์จบอกด้วย ซึ่งก็ยัง งง ว่ามันบอกอะไร เพราะเมื่อเช้าชาร์จไปทั้งคืน เช้ามาไฟมันยังติดอยู่เลย เลยแอบ งง นิด ๆ จริง ๆ การที่ Surface ธรรมดาใช้ที่ชาร์จเป็นหัว Micro USB ก็ดีอย่าง เพราะเคยไปใช้ Surface Pro มาแล้วพบว่า ในระยะยาวหัวชาร์จที่เป็นแม่เหล็กมันจะหลวมและชาร์จเข้าบ้าง ไม่เข้าบ้าง อีกประโยชน์คือ สามารถใช้สายชาร์จโทรศัพท์ชาร์จได้เลย (เฉพาะโทรศัพท์ที่ใช้ Micro USB) เท่านั้นนะ

Surface3_Review_16
ไปที่ Port การเชื่อมต่อกันบ้าง Tablet ปกติ จะมีแค่ Port ที่เสียบชาร์จไฟอย่างเดียว แต่ Surface มีมากกว่านั้นเยอะ ไล่จากบนลงล่างก็จะเป็น Display Port ที่สามารถต่อออกจอ 4k ได้สบาย ๆ ถัดไปเป็น USB 3.0 ที่สามารถเอา Flash Drive หรือ Ex.HDD มาเสียบได้ด้วย Micro USB สำหรับการชาร์จ และสุดท้ายก็เป็น Jack หูฟัง 3.5 ไว้เสียบหูฟังรวมทั้งไมค์ใน Port เดียว และด้านหลังก็มีช่องเสียบ Micro SD มาให้ด้วยนะ

Surface3_Review_13
ไปที่อีกฝั่งนึง ก็โล่งเตียน ไม่มีอะไรเลย ลืมบอกไปว่า มันมีกล้องด้วยนะ กล้องหน้าจะเป็น 3.5 ล้านพิเซล และกล้องหลังเป็น 8 ล้านพิเซล

Surface3_Review_2
ถัดไปจะเป็นอุปกรณ์เสริมต่อกันเลย ในที่นี้ซื้อมาเป็น ปากกา และ Keyboard เรามาเริ่มกันที่ Keyboard กันก่อนดีกว่า

Surface3_Review_8
Keyboard ที่ซื้อมา จะเป็นสีดำ จริง ๆ อยากได้สีฟ้า แต่มันหมดแล้ว เลยอดไป โดยตัว Keyboard ก็รองรับภาษาไทยได้ตามปกติ มีปุ่ม Function ต่าง ๆ ในการเพิ่มลดแสง หน้าจอ หรือปิดเสียงอะไรทำนองนั้น นอกจากนั้น มันยังมีไฟด้วยนะเออ เท่ป่ะล่ะ ! สำหรับคนที่ต้องพิมพ์งานในที่ที่ มีแสงสว่างน้อย
วิธีการต่อ ง่าย ๆ มาก ๆ แค่เอาไปใกล้ ๆ กันมันก็จะดูติดกันเอง เพราะมันเป็นแม่เหล็ก ที่โคตรแรง ไปดูรีวิวต่างประเทศมาก บอกว่ามันสามารถที่จะหยิบแค่ Keyboard ขึ้นมาได้เลย โดยที่เครื่องไม่ตกด้วยไง สะพรึ่งไปเลย ไม่กล้าทำจริง ๆ
นอกจากนั้นเวลาเราใช้งาน ถ้าเป็น Surface รุ่นก่อน ๆ เวลาเราต่อ Keyboard มันก็จะราบไปกับพื้นเลย ทำให้เราเมื่อยมาก ๆ เวลาเราพิมพ์ไปนาน ๆ ในรุ่นนี้เขาเลยทำให้มันสามารถยกขึ้นมาได้นิดนึง เพื่อความสบายในการพิมพ์ และสุขภาพของคุณนะครับ
ข้อสังเกต ปุ่มมันติดกันไปหน่อย โดยปกติ ผมจะใช้ Macbook Pro ในการพิมพ์ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ใช้มาสักพักแล้ว ก็รู้สึกว่า มันทำให้เราพิมพ์ผิดเยอะมาก ๆ แต่ถ้าใช้ไปมันคงชินล่ะ แต่ใน Surface Pro 4 Keyboard มันมีช่องไฟ แล้วนะ ทำให้พิมพ์ง่ายขึ้นเยอะเลย อีกอย่างนั่นคือ ขนาดของ Trackpad คือจะบอกว่า มันเล็กไปหน่อยนะ แนะนำถ้าต้องใช้จริง ๆ ให้เอาเมาส์จริง ๆ มาต่อดีกว่า เพื่อสุขภาพจิตที่ดีในการใช้งาน

Surface3_Review_6
ถัดจาก Keyboard ก็เป็น ปากกาและ อย่างที่รู้กันมาจากที่อื่นว่า หน้าจอของ Surface สามารถรับแรงกดได้หลาย ๆ ระดับคล้าย ๆ กับ Galaxy Note ที่สามารถเอาปากกามาวาดรูป หรือเขียนอะไรได้ กดเข้มก็จะเข้ม หรือร่าง ๆ เบา ๆ มันก็จะอ่อน ๆ เหมือนวาดกระดาษจริง ๆ เลย เมื่อก่อนเคยใช้ Galaxy Note มันก็ยังไม่สามารถทำให้เราสะดวกได้เลย พอลองไปเล่น Galaxy Note 10.1 ก็ยังไม่โออยู่ดี Surface เป็นเครื่องแรกเลย ที่ทำให้ลืมกระดาษปกติไปเลย มันลื่นเขียนสบายมาก ๆ

Surface3_Review_9
ที่แหล่มมาก ๆ เลยคือที่หัวปากกามันเป็นยางลบด้วยนะ (เฉพาะ App ที่รองรับ) เราสามารถเอาหัวปากกามาขีด ๆ มันเราใช้ยางลบก้นดินสอลบได้เลย นอกจากนั้น มันยังเป็นปุ่มด้วย พอกดปุ๊บ One Note ซึ่งเป็นโปรแกรมจด Note ของ Microsoft ก็จะเด้งขึ้นมา พร้อมให้เราจดทันทีเลย เหมาะมากสำหรับคนที่เร่งรีบ
ที่มันกดได้ เพราะว่า ในตัวปากกามันเชื่อมต่อกับตัวเครื่องผ่านทาง Bluetooth อยู่ และแน่นอนว่า ในปากกา ก็ต้องมีแหล่งพลังงานด้วย นั่นคือถ่าน AAA 1 ก้อนนั่นเอง

Surface3_Review_7

น้ำหนักของมันก็กำลังดีมาก ๆ ไม่หนักไป ไม่เบาไป ให้อารมณ์เหมือนเราถือดินสออยู่จริง ๆ เลย
นอกจากนี้ตัวปากกา ก็ยังมีหัวมาให้เปลี่ยนหลาย ๆ ไซส์ด้วยนะ แต่ที่แอบ งง คือ ไซส์ของมันเป็น HB B 2B อะไรแบบนี้ เลยแอบ งง ว่า มันต่างกันยังไง แต่ไส้ที่มันใส่มาให้จะเป็น HB นะ

Screen & Sound

Surface3_Review_15
มาที่เรื่องจอกันบ้าง โดยจะเป็นจอ 10.8 นิ้ว Full HD 1080p ClearType เลยนะ เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องความชัดแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ชัดคมกริบแน่นอน จากที่ได้ใช้มา ก็ได้อยู่นะ คมใกล้ ๆ กับ Macbook Pro เลย ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ อาจจะเพราะว่า Surface จอมันเล็กด้วย เลยแยกไม่ค่อยออกเท่าไหร่ รวม ๆ เรื่องของจอถือว่า ผ่านเลยจริง ๆ

Surface3_Review_14
มาที่เรื่องของเสียงกันบ้าง ฝั่งเสียงก็ถือว่า ทำได้ดีไม่แพ้กัน เป็นลำโพง Stereo อยู่ที่จอทั้ง 2 ข้าง เสียงที่ขับออกมาถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ๆ เลย ชอบมาก ๆ เสียงใสมาก ๆ เบสก็ใช้ได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้หนักอะไรขนาดนั้น ถ้าเอามาใช้ดูหนังหรือฟังเพลงคนเดียวก็ได้อยู่นะ แต่ถ้าอยู่หลาย ๆ คนอาจจะต้องใช้ลำโพง เพราะว่าเสียงที่มันขับออกมาได้ ไม่ได้ดังมากขนาดนั้น

Software

Surface3_Review_17

ทางฝั่งของ Software เองก็ไม่น้อยหน้ามาพร้อมกับระบบปฏิบัติการล่าสุดอย่าง Windows 10 แน่นอน และนอกจากนั้น ถ้าเราเปิดเข้าเครื่องไป จะเห็นว่า เราจะได้ Office 365 Personal ให้ใช้ฟรี ๆ เป็นเวลา 1 ปีด้วย
และที่ชอบที่สุดคือมันมี App Drawboard ซึ่งเป็น App ที่ทำให้เราสามารถจด Note ได้อย่างง่ายดายจริง ๆ และพร้อมแปลงเป็น PDF ได้ด้วยนะ มาให้ด้วยซึ่งถ้าเราซื้อจาก Store ปกติมันจะตกประมาณ 300-400 บาท ไม่มั่นใจ แต่ถ้าซื้อ Surface มันจะมาพร้อมกับเครื่องเลย (App นี้เดี๋ยวไว้คุยกันลึก ๆ ในตอนหน้าอีกที พร้อมกับ พาร์ท User Experience)

Battery

เท่าที่ลองใช้มา 1 วันเต็ม ใช้ทั้งวันจริง ๆ ในคายเรียนก็ใช้จดงาน เวลาว่างก็ใช้ดู Youtube แก้งานใน Microsoft Word กลับมาห้องก็เหลือสัก 30 กว่าเปอร์เซ็นเลย ถ้าเทียบกับ Tablet เจ้าอื่น ๆ จะพบว่า มันประหยัดกว่า Surface ซะอีก แต่เราสามารถเปิดยิดอายุการใช้งานได้โดย ปิดพวก Wifi และ Bluetooth และเปิด Power Saving Mode

สรุป

Surface3_Review_11

โดยรวม ๆ แล้ว Surface 3 ก็ถือว่าเป็น Tablet ที่ไม่เลวเลย ด้วย Form Factor ที่พกพาสะดวก และยังมี Keyboard และปากกาเพื่อช่วยเพิ่ม Productivity ในการทำงานที่ Tablet อื่น ๆ ไม่มีได้แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Ex.HDD หรือ Flashdrive ผ่านทาง USB 3.0 ได้อีก ก็ทำให้การทำงานพื้นฐาน ง่าย ๆ เป็นไปได้สะดวกมากจริง ๆ แต่มันก็มีข้อเสียในเรื่องของราคาอยู่เหมือนกัน ถ้านับแค่ตัวเครื่องอย่างเดียวก็ถือว่า ราคาไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ แต่ Keyboard กับปากกานี่น่าจะแพงไปหน่อยนะ และการทำตลาด ก็เหมือนกับเป็นการบังคับกาย ๆ แล้วว่า ต้องซื้อนะ อะไรแบบนั้น สำหรับคนที่จะซื้อ ก็ต้องบอกเลยว่า มันไม่ได้เหมาะกับทุกคนจริง ๆ ต้องลองดู ๆ หน่อย เพราะมันไม่เหมือนกับ Tablet จากทางฝั่ง Android หรือ iPad จาก Apple เลย สำหรับวันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน ส่วนเรื่องของ User Experience ไว้จะมาเล่าในตอนหน้านะครับ เพราะพึ่งซื้อมาใช้เหมือนกัน เลยยังไม่กล้าตอบอะไรเท่าไหร่ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ