รีวิว Steelseries Arctis Nova Pro Wireless หูฟังเล่นเกมสุดเจ๋ง
By Arnon Puitrakul - 30 พฤศจิกายน 2025
หูฟังเล่นเกมที่ใช้มานานกว่า 5 ปี ตอนนี้น้องแทบจะหมดลมหายใจเหือกสุดท้ายไปแล้ว ทำให้เราจะต้องหาของมาทดแทน จนเราได้ไปเจอกับ Steelseries Arctis Pro Wireless มา วันนี้เราได้ใช้มันมาสักพักแล้ว เราจะมาเล่าความเจ๋งของมัน และ ทำไมเราถึงเลือกซื้อรุ่นนี้มาใช้งาน
ทำไมถึงเลือกหูฟังรุ่นนี้มาใช้งาน
Requirement ของเราหลัก ๆ เลย คือ ความคงทนในการใช้งาน เราอยากได้หูฟังเล่นเกมที่ มันอยู่ได้ยาว ๆ หลัก 5-10 ปี เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะ เราไม่ได้เล่นเกมทุกวัน ไม่ได้ใช้งานมันบ่อยมากขนาดนั้น การที่เราจะเล่นอยู่ไม่เท่าไหร่แล้ววัสดุเสื่อมแล้วต้องเปลี่ยนเสียค่า Maintenance เยอะ เรามองว่ามันแอบสิ้นเปลืองสำหรับเราไปหน่อย เลยลองเอาสิ่งที่มีปัญหาจากหูฟังอันก่อนหน้ามาประเมินดูว่า หูฟังอันต่อไปน่าจะเป็นแบบไหน
ปัญหาแรก คือ สายหักใน ใช่ครับ เราใช้จนสายบริเวณที่ปรับเสียง มันหักใน จนเราขยับตัวทีออกแต่ข้างซ้าย ขยับตัวอีกทีย้ายไปออกขวาเฉย บางทีโชคดีออก 2 ข้าง ทำให้เรามองว่า ในเมื่อสายเป็นปัญหา งั้นเราเอาแบบ Wireless ไปเลยละกัน
อย่างที่ 2 คือ บริเวณ Head Rest ที่เป็นหนังสังเคราะห์ และอยู่ในห้องร้อน ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ มันก็เสื่อม หลุดเป็นเศษ ๆ ชิ้นเล็ก ๆ ตามกาลเวลา กับฝั่งที่เป็นฟองน้ำนุ่ม ๆ เป็นผง ๆ ออกมาแล้ว ซึ่งมันเป็นความเสื่อมที่เราห้ามไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น ในรอบนี้จึงอยากได้รุ่นที่ Head Rest และ Ear Cup สามารถถอดเปลี่ยนได้ หรือเป็นโลหะที่จะไม่ยุยเหมือนหนังสังเคราะห์
ซึ่งมันมีหลายรุ่นที่เข้าใน Requirement ที่อยากได้ แต่พอได้เอามานั่งคุยกับเพื่อนแล้ว หลาย ๆ คนแนะนำ Steelseries มา เพราะเพื่อนหลาย ๆ คนใกล้ตัวก็ใช้งานกันเยอะ บางคนใช้งานมันมาหลายปี มันก็ยังอยู่ดี ยิ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เราเลือกยี่ห้อนี้มาลองใช้เลยละ
แกะกล่อง

ตัวกล่องทำจากกระดาษอย่างดี จับแล้วรู้สึกหรูหรา ด้านหน้า จะมี Logo ของ Steelseries และ รูปภาพของตัวหูฟัง พร้อมกับ Base Station ที่เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงกัน

ด้านหลังไม่มีอะไรมากนอกจาก การอวดสรรพคุณต่าง ๆ ว่ามันทำอะไรได้บ้าง และเชื่อมต่อกับอะไรได้บ้างแค่นั้นเลย ซึ่ง เดี๋ยวเราจะมาเล่าในส่วนของการเชื่อมต่อกัน

ด้านข้างซ้ายของกล่องจะมีการบอกพวก คำชม จาก สื่อเจ้าต่าง ๆ ดูท่า Steelseries จะชอบขายด้วยอะไรแบบนี้เหมือนกันนะ หน้าก็มี ข้างก็มี

อีกข้างนึงจะบอกว่าในกล่องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง และด้านล่างตัวเล็ก ๆ มันจะเป็นพวกสเปกโดยรวมของตัวหูฟัง

เมื่อเราเปิดกล่องออกมา เราจะพบกับ หูฟังนอนอยู่แบบสวย ๆ พร้อมกับ คู่มือ ที่แน่นอนว่า ผ่านไปปปป ไม่อ่านแล้วละ

เอาคู่มือออกไป มันจะเห็นกล่องเล็ก ๆ อันนึงสีส้มอยู่ระวังนะ อย่าทิ้งเลยนะ ตัวกล่อง เขาจะเขียนไว้เลยว่า ให้เปิด เพื่อชัยชนะ

เมื่อหยิบขึ้นมา ด้านหน้ากล่องเขาจะมีภาพที่บอกว่า เราควรจะจัด Microphone ไว้ตรงไหน จริง ๆ ก็ไว้ใกล้ ๆ ปากเรานี่ละ เพราะเสียงเราจะได้เข้าไมค์เยอะ เสียงรบกวนที่อยู่ไกลกว่ามันก็จะดังสู้เสียงเราไม่ได้นั่นเอง

เมื่อเปิดกล่องมาก็คือ ช๊อค ของเยอะมาก ๆ อัดกันอยู่ในกล่องนี่ละ

เอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ไล่จากด้านบนก่อน จะเป็นกลุ่มสาย โดยเขาจะให้สาย USB-C to USB-A มา 2 เส้น สำหรับเสียบจาก Wireless Base Station ไปที่อุปกรณ์อย่าง PC หรือ Playstation ได้ และเส้นตรงกลางเป็น Jack 3.5 mm สำหรับเสียบหูฟังตรงกับอุปกรณ์ตรงได้เลย ส่วนทางซ้ายล่างอยู่ในห่ออย่างดี คือ ฟองน้ำสำหรับ Microphone และขวาสุด จะเป็น Battery สำหรับตัวหูฟัง

ด้านล่างสุด เราจะเจอกับ Wireless Base Station วางอยู่อย่างสวยงามเลยละ และนี่ก็หมดแล้ว ให้ของมาเยอะเหมือนกันนะ
Steelseries Arctis Nova Pro Wireless

Steelseries Arctis Nova Pro Wireless เป็นหูฟังแบบไร้สาย ที่อยู่ในรุ่นบน ๆ ของ Steelseries แล้ว ตัวหูฟัง จะมาพร้อมกับถุงใส่ที่ทำออกมาค่อนข้างบางมาก ๆ จับแล้วไม่ได้รู้สึก Premium สักเท่าไหร่ แต่ก็แลกมากับ ความเบา และง่ายในการพกพา

ตัวหูฟัง ทำออกมาได้ ค่อนข้าง Premium มาก เน้นการใช้โลหะ และผ้าสีดำเป็นหลัก ซึ่งตอบโจทย์เรื่องของความที่น่าจะคงทนได้เป็นอย่างดีมาก ๆ

Headrest ตรงที่สัมผัสกับหัว มันจะเป็นผ้าที่ไม่ได้หนามาก แต่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เวลาใส่แล้ว น้ำหนักของตัวหูฟังที่กดลงมาเล็กน้อย มันทำให้ใส่แล้วรู้สึกกระชับเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนคิดว่า ถ้า Headrest เป็นฟองน้ำหนา ๆ นุ่ม ๆ แล้วมันจะกระชับกว่า แต่พอมาเจอผ้ายืดแบบนี้ ก็รู้สึกว่า เออ สบายกว่าจริง ที่สำคัญคือ ใส่ไปนาน ๆ แล้วมันไม่รู้สึกร้อน หรือ ถ้ามีเหงื่อ มันก็จะระบายออกได้เร็วมาก ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหมักอยู่ในฟองน้ำ ที่เคยเจออันนึงเป็นเชื้อรามาแล้ว

ฟองน้ำบริเวณ Earcup สัมผัสแรก ก็คือ นุ่มม๊ากกกกกก กดลงไปนุ่มสุด ๆ แต่ก็ยังพอมีความ Firm อยู่เล็กน้อย เข้าใจว่า ที่ทำแบบนี้ เพื่อทำให้เวลาเราใส่มันเข้ากับหู มันจะมีความให้ตัวมากพอที่จะไม่รู้สึกยวบไป แต่ก็ยังซีลเสียงภายนอกได้อยู่ แต่พูดเลยว่า ใส่แล้วตรงนี้คือ รู้สึกดีชิบหาย !!! แต่ข้อเสียคือ ตัวหนังหุ้มของมัน เราคิดว่า เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ เข้า ชะตากรรมของ หนังสังเคราะห์อันนี้ น่าจะเหมือนกับ หนังสังเคราะห์อื่น ๆ ที่เราเจอมาคือ มันจะหลุดเป็นชิ้น ๆ เล็ก ๆ

แต่เรื่องนั้นก็ไม่ต้องกลัวไป เพราะ เมื่อถึงเหตุนั้นขึ้นมาจริง ๆ เราสามารถเปลี่ยน Earcup ได้ แต่ยังไม่แน่ใจนะว่า ถึงเวลานั้น เราจะหาซื้อจากไหน Steelseries จะมีขายเปลี่ยนมั้ย หรือ เราจะต้องไปหา 3rd Party มาเปลี่ยนเอาอีก

ในแต่ละข้างของหูฟัง มันจะทำจากแผ่นโลหะที่มีความเงา และสลัก Logo ของ Steelseries เอาไว้ คือสวยเลยละ และถ้าเราดูดี ๆ เราจะเห็นว่า มันมีช่องเล็ก ๆ อยู่ ที่เราสามารถแงะเปิดออกมาได้

ข้างซ้ายเปิดออกมามันจะเป็นช่อง USB-C ให้เราเสียบชาร์จตัวหูฟังตรง ๆ ได้เลย

และอีกข้าง เปิดออกมา จะเป็นช่องสำหรับใส่ Battery โดยที่ ถ้าเราแกะออกมาครั้งแรก มันจะมีแบตใส่ไว้อยู่ในนี้แล้วก้อนนึง รวมกับที่อยู่ในซองอีกก้อน มีมาให้เราทั้งหมด 2 ก้อนด้วยกัน

สำหรับปุ่มควบคุม ด้านซ้าย จะเป็นส่วนควบคุมหลัก หากดูจากภาพฝั่งขวาสุด จะเป็นปุ่มสำหรับเปิด/ปิด ถัดลงมาเป็น Switch สำหรับการเปิด/ไมค์ และสุดท้ายเป็นส่วนสำหรับการปรับเสียง โดยที่เราสามารถปรับได้จาก Wireless Base Station ก็ได้ หรือ จะปรับจากหูฟังก็จะเป็นตัวเดียวกันหมด

ที่ด้านหน้าของหูข้างซ้าย เราจะเห็นว่า มันมีเหมือนรูลำโพงอยู่ ที่จริงแล้ว มันเป็นรูสำหรับ Microphone หลัก ที่เราสามารถดึงมันออกมาได้

เมื่อดึงออกมา สายของมันจะสามารถอยู่ตัวในรูปแบบที่เราต้องการได้ โดยปกติเวลาใช้งาน เราก็จะดึงออกมา และดันมาให้ใกล้ปากเราที่สุด เพื่อให้เสียงพูดเราชัดที่สุด แต่เรื่องที่กังวลมาก ๆ คือ เมื่อเวลาผ่านไป สายส่วนนี้มันจะเลื่อมแล้วหักเป็นชิ้น ๆ มั้ยเนี่ย แอบกลัวเหมือนกันนะ และจากที่เห็นในภาพ เราสามารถเอาฟองน้ำที่เขาให้มาเสียบเข้าไปได้

ปัญหาคือ เวลาเราดัน Microphone กลับเข้าไป มันจะดันเข้าไปได้ไม่สุด และตัวฟองน้ำมันไม่มีกลไกอะไรล๊อคเลย เวลาเราดัน Microphone กลับเข้าไป หรือเก็บลงถุง ฟองน้ำก็มักจะหลุด ดีว่าตอนนี้ เราใช้งานในบ้าน หล่นก็หาเจอ แต่ถ้าออกไปข้างนอก คือหล่นหายได้เลยนะ ดังนั้น ส่วนตัวเราเลยไม่ใส่ละกัน

ส่วนหูด้านขวา ไม่มีอะไรเลย นอกจาก ปุ่มรูป Bluetooth ที่ เมื่อเรากดค้าง มันจะเป็นการเข้า Pairing Mode ของ Bluetooth ที่เราใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้
การเชื่อมต่อ

การเชื่อมต่อเป็นอะไรที่เราค่อนข้างชอบจากหูฟังตัวนี้มา อย่างแรกคือ เราสามารถเชื่อมต่อกับ Wireless Base Station ที่มาในกล่อง ถึงจะเป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านย่านความถี่ 2.4 GHz แต่ มันเป็นแบบพิเศษของ Steelseries ที่ทำให้เราได้คุณภาพเสียง 48 kHz/24-bits ที่ถือว่า สูงมาก ๆ สำหรับการเล่นเกม หากต้องการระดับ 96 kHz/24-bits จริง ๆ จะต้องกระโดดไปเล่นรุ่น Top สุดอย่าง Nova Elite ซึ่งราคามันจะโดดไปไกลเหมือนกัน

อีกตัวเลือกที่เป็น Wireless เหมือนกันคือ Bluetooth นั่นทำให้เราสามารถเชื่อมต่อมันเป็นหูฟัง Bluetooth ทั่ว ๆ ไป กับโทรศัพท์, Tablet และ เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่าน Bluetooth ได้เลย โดยการกดปุ่ม Bluetooth ค้างไว้ มันจะเป็นการเข้าสู่ Pairing Mode เราแค่เอาอุปกรณ์เชื่อมต่อเข้าไปก็เรียบร้อยแล้ว แต่ข้อเสียของการใช้ Bluetooth คือ ตัวมันรองรับ SBC ที่ให้คุณภาพเสียงระดับ 48 kHz/ 16-bits เท่านั้น

และสุดท้าย เราสามารถเชื่อมต่อผ่าน Jack 3.5 ที่อยู่บริเวณด้านซ้ายของตัวหูฟัง เข้ากับอุปกรณ์ได้โดยตรง ตัวนี้เราไม่แน่ใจว่า มันจะ Bypass DAC แล้วพึ่งพลังขับของ Amp ที่เราต่อเข้าไปโดยตรง หรือมันเอา Analog Signal มาแปลงเป็น Digital ผ่าน DAC กลับเป็น Analog อีกทีเหมือนกัน ส่วนคุณภาพที่ได้เท่าไหร่นั้น ก็ไม่มีข้อมูลในหน้าเว็บเหมือนกัน
ในเรื่องของการเชื่อมต่อ ต้องบอกเลยว่า มันเป็นหูฟังที่ อเนกประสงค์มาก ๆ มันไม่ได้เป็นแค่หูฟังที่เราเสียบคาไว้กับคอมเล่นเกมของเรา แต่เราสามารถใช้มันในหลากหลายสถานการณ์มากกว่านั้นได้ เช่น เราสามารถเอาไปเป็นหูฟังสำหรับเดินทาง หรือ ใช้งานทั่วไปได้ ผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth หรือ Jack 3.5 เข้ากับโทรศัพท์
Wireless Base Station

มาถึงของเล่นที่โคตรน่าสนใจสำหรับเรามาก ๆ คือ Wireless Base Station หรือพูดง่าย ๆ มันคือ Wireless DAC ที่รับสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ Playstation เข้ามา และปล่อยออกไปแบบ Wireless แล้วค่อยเข้าหูฟังอีกที
เมื่อเราแกะออกมาใช้งานครั้งแรก เขาจะมีสติ๊กเกอร์แปะไว้ที่หน้าจอว่า ให้เราจะต้องดาวน์โหลด Sonar ที่เป็น Software ของมันมาใช้งาน โดยมันจะทำให้เราสามารถใช้งาน Feature เพิ่มเติมได้

ตอนแรกที่เห็นในภาพบนหน้าเว็บทั้งหลาย เข้าใจว่า มันเล็กมาก ๆ แต่พอมาเจอจริง ๆ อันใหญ่เหมือนกันนะ อันเท่ามือเลย และเคยเข้าใจว่า มันทำจากโลหะ แต่จริง ๆ แล้วโครงมันเป็นพลาสติกสีดำธรรมดานี่แหละ จับแล้วรู้สึกมัน Cheap ไปหน่อย ไม่ค่อยไปทางเดียวกันกับตัวหูฟังเท่าไหร่ ถ้าเป็นโลหะ หรือทำออกมาดู Premium อีกหน่อยน่าจะดีกว่านี้

ด้านหน้า หากเราเสียบใช้งานแล้ว มันจะเป็นหน้าจอขาวดำแบบที่เห็นในภาพเลย จะแสดงผล ปริมาณ Battery ของตัวหูฟัง รวมไปถึง Source และคุณภาพเสียงที่ได้รับอยู่ตอนนี้ ซึ่งเวลาเราใช้งานจริง เราสามารถปรับเสียงดังเบาได้จาก Knob ด้านขวาสีเทา ๆ ด้วย

ด้านหลังจะเป็นช่องสำหรับเช่ือมต่อ หลัก ๆ เราจะใช้งานแค่ส่วนที่เป็น USB-C เท่านั้น เวลาใช้งานจริง ง่ายมาก เราแค่เอาสาย USB-C to USB-A เสียบเข้ากับ Wireless Base Station และอุปกรณ์ของเรา เท่านี้ เสียงแบบ Digital จากอุปกรณ์ก็จะถูกส่งมาที่ Wireless Base Station เรียบร้อยแล้ว

ด้านข้าง เราเห็นมันมีรูใหญ่ ๆ จริง ๆ นอกจากที่เจ้านี่มันจะส่งเสียงแบบ Wireless ไปที่หูฟังได้แล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นแท่นชาร์จแบตให้เราได้ด้วย

เราแค่เอาแบตเสียบเข้าไป มันก็จะชาร์จให้เราทันทีแบบง่าย ๆ แต่ข้อสังเกตคือ ตัวมันไม่มีกลไกการล๊อคแบตที่ดีเท่าไหร่ มันอาศัยว่า เราเสียบแบตเข้าไปแล้วขอบมันจะเข้ามาดันที่ขอบของช่อง ทำให้ล๊อคแบตเข้ากับช่องได้ และเมื่อเราจะเอาแบตออกมา ด้านล่างที่เขาทำเว้าเข้าไป ให้เราเอานิ้เขี่ยทีนึง แบตก็จะเด้งหลุดออก ให้เราหยิบออกมาได้แค่นั้นเลย ถ้ามันทำมาเป็นสปริง น่าจะทำให้ใช้งานง่ายกว่านี้เยอะ

และเมื่อเราเสียบแบตเข้าไป ปริมาณแบตด้านขวาจะโผล่ขึ้นมา เป็นปริมาณแบตที่เรากำลังชาร์จอยู่ว่าตอนนี้ชาร์จถึงไหนแล้ว ที่สำคัญมันแสดงพร้อมกับแบตที่ใส่อยู่ในหูฟังตลอดเวลาด้วย ทำให้เราประมาณได้เลยว่า เราควรจะเปลี่ยนแบตเมื่อไหร่
การชาร์จ และ Infinity Power System
การชาร์จ ตัวมันรองรับ Fast Charge ผ่านช่อง USB-C ที่อยู่ภายในฝาด้านซ้าย ที่เราชาร์จเพียงแค่ 15 นาที ก็จะสามารถใช้งานต่อได้อีก 3 ชั่วโมง เรื่องที่เราไม่เข้าใจเลยคือ ทำไมจะต้องเอาช่อง USB-C ไว้ในฝาด้วย ถ้าสมมุติว่า เราใช้งานอยู่แล้ว ต้องการชาร์จไปด้วย เราจะต้องเปิดฝาออกมา แล้วถึงจะเสียบเข้าไปได้ เล่นเกมไปนาน ๆ เสร็จออกมา ฝาไปไหนวะ ?? ชิบหาย ฝาหาย คือ หมดหล่อเลยนะ

แต่แน่นอนว่า เขาคิดเรื่องนี้มาดีแล้ว เพราะมันมาพร้อมกับ Infinity Power System ที่ตัวมันจะมีแบตให้เราสามารถเปลี่ยนสลับได้หากมันจะหมด ในกล่องจะมาพร้อมกับแบต 2 ก้อนด้วยกัน เราอาจจะคิดว่า อ้าว ถ้าเกิดเราถอดแบตออกมา ตัวมันจะต้องดับ เสียงหายมี Downtime อะสิ แต่ๆๆๆๆๆๆ Steelseries เขาคิดมาแล้ว หากเราถอดแบตออกมา เราจะมีเวลาอีกประมาณ 8 วินาที เพื่อให้เสียบแบตใหม่เข้าไป การใช้งานเราจะไม่สะดุดเลย ส่วนแบตที่ใช้หมดแล้ว เราแค่เอาไปเสียบเข้ากับ Wireless Base Station มันก็จะทำการชาร์จไฟเข้าไปให้เราเอง ดังนั้น ถ้าเราสลับแบตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็จะไม่มีจังหวะ Downtime ที่เสียงจะหาย หรือหูฟังจะหลุดการเชื่อมต่อเลย เขาถึงเรียกว่า Infinity ยังไงละ
Sonar App
หูฟังตัวนี้ มันจะเจ๋งขึ้นได้ ถ้ามี Application อย่าง Sonar ที่ทำให้เราสามารถตั้งค่า การทำงานต่าง ๆ ของหูฟังเราได้ง่าย ๆ หลัก ๆ ที่เราใช้งานจะมี 3 อย่างด้วยกัน

อย่างแรกคือ EQ เราสามารถปรับจูนเสียงได้ตามแบบที่เราชอบ แต่สิ่งที่เจ๋งคือ มันมี Preset ที่เหมาะสมกับแต่ละเกมไม่เหมือนกันด้วย เราสามารถเข้าไปกดเลือกเกมที่เรากำลังจะเล่น เช่น ปรับไปเป็น Call of Duty เรารู้สึกเลยว่า เสียงฝีเท้า มันชัดมากขึ้นกว่าเดิมมาก และที่ชอบมาก ๆ คือ เสียงปืนที่แน่นมากขึ้น ดูสมจริงมากกว่าเดิม หูฟังจากที่เหมือนอาหารรสจืด กลายเป็นเหมือนส้มตำใส่พริก 5 เม็ดอะไรแบบนั้นเลย มันทำให้การเล่นเกมสนุกมากกว่าเดิมมาก ๆ แต่ Preset มันไม่ได้มีทุกเกมนะ คิดว่า พวกเกมยอดนิยมใหญ่ ๆ น่าจะมีหมด แต่ถ้าเกมที่เราเล่นมันไม่มี Profile เฉพาะ เราสามารถไปเลือก Profile ของเกมในแนวเดียวกัน หรือใกล้เคียงมาใช้ได้ มันไม่ได้ Block อะไร เป็นเพียง EQ ทั่ว ๆ ไปเท่านั้นเอง

อย่างที่ 2 คือ AI Noise Cancelling มันไม่ได้ใช้กับเสียงที่เราได้ยิน แต่เป็นจากไมค์ เพราะบางที ห้องที่เรานั่งอาจจะไม่ได้เงียบ มีเสียงรบกวนหลายอย่าง เพื่อนร่วมทีมเราคงรำคาญแย่ แต่ไม่เป็นไร เราสามารถเปิด Noise Cancelling ให้กับไมค์ของเราได้ ซึ่งบอกเลยว่า มันทำงานได้ดีมาก ๆ ในหน้าเว็บเขาสาธิตเป็นการตัดเสียงไดร์เป่าผมที่อยู่ข้าง ๆ และมันเจ๋งมากแล้ว เราเอาไปใช้ที่บ้าน วันนั้นมีเสียงหมาเห่าดังอยู่นะ เพื่อนบอกว่า ไม่ได้ยินเลย เออ เริ่ดมาก ๆ

และสุดท้ายคือ Spatial Audio ที่โปรแกรมมันจะจำลองเสียงให้ออกมาเหมือนเรามีลำโพงรอบทิศทาง มันทำให้เราได้ยินพวกเสียงที่มาจากทิศทางต่าง ๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น ความเจ๋งคือ เราสามารถปรับการตั้งค่าได้อีกว่า เราอยากให้เสียงแยกออกมาชัดมาก ๆ ทำให้เราได้เปรียบเวลาเล่นเกม FPS หรือ จะต้องการให้มัน Enhance เสียงพวกสภาพแวดล้อมต่าง ๆ มันจะดี เวลาเราใช้ดูหนังเป็นต้น
Feature ทั้งสามอย่างที่เราเล่ามา เราสามารถใช้กับหูฟังตัวไหนก็ได้ ขอแค่โหลด Sonar App มาติดตั้งและใช้งานเท่านั้นเอง เออ เขาก็ให้เหมือนเยอะกันนะ นึกว่าจะใช้งานได้แค่กับหูฟังของ Steelseries เท่านั้นซะอีก
คุณภาพเสียง

มาถึงส่วนที่สำคัญคือ คุณภาพเสียง ต้องบอกเลยว่า ถ้าเอา Default EQ ตรง ๆ เลย มันเป็นหูฟังที่เสียงแห้งมาก ๆ เอามาเล่นเกม เสียงหนัก ๆ อย่าง FPS เราเล่น Call of Duty Modern Warfare II เสียงปืนแห้งมาก ดูไม่มีพลังเอาซะเลย เหมือนปืนของเล่นมากกว่า แต่พอปรับ EQ บน Sonar App เท่านั้นแหละ เหมือนคนละเรื่องเลย เสียงปืนแน่นโคตร ๆ พลังมาเต็ม ลูกซองก็คือ เยสสสสสส กระเด็นไปเลย กับรู้สึกว่า หากเราเปิด Noise Cancelling เวลาเล่นเกมอีก ไม่แน่ใจว่ามันทำอะไรกับเสียง เพราะเสียงปืนมันแน่นขึ้น นวลขึ้นแบบ งง ๆ เหมือนกัน
มันยังรองรับ Spatial Audio ทำให้เราสามารถได้ยินศัตรูเดินมาจากทุกทิศทาง ที่สำคัญคือ ตัวหูฟังเอง มันสามารถแยกเสียงตามทิศทางต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากเสียงเดิน ยังได้ยินยันเสียง Reload ปืนเลยละ คือ มันทำได้ดีโคตร ๆ อันนี้ประทับใจของแทร่

พอเอามาฟังเพลง อันนี้ต้องบอกเลยว่า ถึงจะปรับ EQ เป็นฟังเพลงแล้วก็เถอะ เราว่ารายละเอียดแอบน้อยไปหน่อย เหมือนมันเอาไปลงกับย่านเสียงต่ำค่อนข้างเยอะ แยกเครื่องดนตรีได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Sound Stage ที่ก็กว้าง แต่ถ้าเทียบกับขนาดของ Driver และ Form Factor ก็ยังทำไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ถามว่า แย่สำหรับการฟังเพลงเลยมั้ย ก็บอกเลยว่า ไม่แย่เลยนะ แค่มันอาจจะไม่ได้เหมาะสมกับการเอามาฟังเพลงที่สุดแค่นั้นเอง อย่าลืมว่า มันเป็นหูฟังเล่นเกมที่บังเอิญฟังเพลงได้นิดหน่อยแค่นั้นเอง
สุดท้าย ท้าทาย เอามันมาดูหนังเลย ผลที่ได้คือ เห้ยยยยยย ดีกว่าที่คิด ลองของเอามาดู Top Gun: Mavarick ซะเลย โอ้โห้ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงเครื่องยนต์เจ็ท ก็คือ สุดทรีนเลยละ เสียงเบสของมันกระหึ่มมาก ๆ โอเคเรื่องความรอบทิศต่าง ๆ การถอดรหัส Dolby Atmos ยังไงมันก็ทำไม่ได้ดีเท่าพวกเครื่องเสียงที่รองรับโดยเฉพาะหรอก แต่ถ้าเอาว่า เทียบกับหูฟังอื่น ๆ เราว่า มันเป็นอะไรที่โอเคเลยนะ
เรื่องของ Noise Cancelling เราสามารถเปิดปิด ได้จากการกด Power ทีนึง ผลที่ได้ เอาจริง ๆ มันกลบเสียงได้ไม่มากเท่าไหร่ คุณภาพของการตัดเสียงอยู่ในระดับ พอใจ ถึง ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เสียงที่มันตัดได้อย่างมาก น่าจะเป็น เสียงแอร์ แค่นั้นเลย เอาว่า ขนาดขึ้นเครื่องบิน เป็น Headphone เสียงเครื่องยนต์ก็ยังเล็ดรอดเข้ามาได้อยู่เลย แต่เราต้องเข้าใจนะว่า มันเป็นหูฟังเล่นเกมที่ Noise Cancelling ได้นิดหน่อย ไม่ใช่หูฟังสำหรับเดินทาง ทำได้เท่านี้ ก็เก่งมากแล้ว
ใส่แล้วเป็นยังไง
เมื่อก่อน เราไม่ชอบการใช้พวก Headphone สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อก่อนใส่แว่น แล้วมันหนีบแว่น ทำให้เป็นรอยแว่นหนักขึ้น แต่ตอนนี้เลสิกมาละ เลยหันกลับมาลองดู ปรากฏว่า Steelseries Arctis Pro Wireless ทำได้ดีมาก ตัว Head Rest ที่มีความยืดหยุ่น แต่ระบายอากาศได้ดี ใส่ไปนาน ๆ แล้วไม่รู้สึกร้อนหัว หรืออึดอัดอะไรเลย ส่วนฟองน้ำบริเวณ Ear Cup ก็นุ่มมาก ๆ และยังซีลเสียงได้อยู่ในระดับพอใช้ เมื่อรวมกับระบบ Noise Cancelling ของตัวมันเอง ทำให้สามารถกลบเสียงได้ประมาณนึงเลย
ที่สำคัญ นำ้หนักของทั้งสองข้างมันใกล้เคียงกัน ทำให้เวลาใส่ คอเราจะไม่เอียงไปอีกข้าง เคยเจอหูฟังบางตัว น้ำหนักของข้างซ้ายหนักกว่าข้างขวา เวลาใส่คอมันจะเอียงไปทางซ้ายนิดหน่อย ใช้ไปนาน ๆ ปวดคอด้านขวาเฉยเลยละ
สรุป

Steelseries Arctis Pro Wireless เป็นหูฟังเล่นเกมที่เจ๋งมาก ๆ ตัวนึง ตั้งแต่การเชื่อมต่อที่ง่ายแสนง่ายด้วยการเชื่อมต่อผ่าน Wireless Base Station ที่ทำให้เราได้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ๆ ได้รับเสียงรอบทิศทางจนสามารถแยกทิศได้ชัดเจนมาก ๆ ถึงแม้ว่า เราจะเชื่อมต่อผ่านระบบ Wireless ก็ตาม คุณภาพสัญญาณก็ถือว่า ยอดเยี่ยม นั่งเล่นเกมใกล้ ๆ กับตัวส่ง ก็ไม่เจออาการหลุด หรือหน่วงใด ๆ ทั้งสิ้น เล่น FPS ที่ต้องเน้น Latency ก็แทบไม่รู้สึกหน่วงใด ๆ ทั้งนั้น ตัวหูฟังเองก็ยังใส่สบายมาก ๆ ขนาดเราเป็นคนที่ไม่ชอบ Headphone แต่ก็ยังสามารถใส่ได้หลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เมื่อรวมกับ Sonar App บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี EQ Preset ของแต่ละเกม เหมือนเป็นการปรับ Character ของหูฟังตัวนี้ให้เข้ากับเกมนั้น ๆ แบบเห็นผลได้จริง ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ประกอบกับ เมื่อเราเล่นเกมนาน ๆ แบตจะหมด ก็ไม่เป็นไร เราแค่สลับแบตจาก Base Station ก็สามารถใช้งานต่อได้ยาว ๆ แล้ว โดยรวม เราคิดว่า หากใครอยากได้หูฟังสำหรับเล่นเกมดี ๆ Premium สักตัว เจ้านี่ถือว่าเป็นอะไรที่อยากให้เอามาพิจารณามาก ๆ มันดีจริง ๆ



