รีวิวระบบ Sigenergy ระบบจัดการพลังงานที่โคตรฉลาด ตอน 1
By Arnon Puitrakul - 13 กุมภาพันธ์ 2026
หลังจากเมื่อ 3 ปีก่อน บ้านอีกหลังของเราได้ติดตั้ง Tesla Powerwall ไป ทีนี้ถึงคิวของบ้านที่เราอยู่เป็นหลักกันแล้ว แต่ในปี 2026 นี้ Landscape ของของ Home ESS เปลี่ยนไปแล้ว วันนี้เราจะมารีวิวกันว่า ระบบนี้มันดียังไง มันฉลาดกว่าเจ้าอื่นยังไง
ทำไมไม่ติด Tesla Powerwall เหมือนอีกบ้านละ ?
จริง ๆ ต้องบอกว่า Technology ของ Home ESS ในช่วงปี 2025-2026 มันพัฒนาไปไกลมาก ๆ เมื่อ 3 ปีก่อน เราเลือกติด Tesla Powerwall เพราะ มันเป็นเจ้าเดียวที่สามารถสลับไฟได้เร็วสุด ณ เวลานั้น ตอนนั้น ขนาดว่า Huawei ต้องใช้เวลาเกือบ ๆ 3 วินาทีในการสลับ
ข้ามเวลามาอีก 3 ปีให้หลัง เรื่องการตัดสลับไฟแทบทุกเจ้าทำได้ในระดับใกล้เคียง หรือดีกว่า Tesla Powerwall หลายขุมมาก ๆ พอมีตัวเลือกเยอะขึ้น ราคามันก็ถูกลงกว่าเดิม และเทคโนโลยีที่ดีขึ้น มันก็ทำให้หลาย ๆ เจ้าทำได้ฉลาดมากกว่าเดิมอีก
ทำให้ตัวเลือกต่อไป กลายเป็นของ Huawei เพราะระบบเดิม เราใช้ Huawei Inverter 2 ตัว ที่รองรับการต่อ Battery เชื่อมต่อ Cascade กันอยู่ ประกอบกับ Huawei ออก Backup Box รุ่นใหม่ที่สลับไฟได้เร็วจนเครื่องใช้ไฟฟ้าแทบไม่รู้ตัว การจะใช้ Battery และ Backup Box ของ Huawei ดูจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์การใช้งานเรามาก ๆ เลยทีเดียว
แต่ปัญหาคือระบบของ Huawei สามารถให้เราเชื่อมต่อ Battery ได้เข้ากับแค่ Inverter ลูกเดียว ทำให้ เราที่มี Huawei Inverter กำลัง 5 kW 2 ลูก เราจะสามารถชาร์จ และ จ่ายไฟออกจาก Battery ได้เพียงแค่ 5 kWp เท่านั้น ไม่ใช่ 10 kWp ที่เกิดจาก Inverter 2 ลูกรวมพลังกัน ซึ่งพูดกันตรง ๆ คือ มันไม่พอใช้งานทั้งบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีเครื่องชาร์จ EV แบบ AC 7 kW ด้วย หากเลือกติดตั้ง Solution นี้ เราจะทำได้แค่ Partial Home Backup เท่านั้น ไม่สามารถทำ Whole Home Backup ได้ ซึ่งเป็น Goal ที่เราอยากได้ เลยทำให้ตัดตัวเลือกนี้ไปเลย
Sigenergy ระบบแบบ 5-in-1 ประหยัดพื้นที่เวอร์

จนช่วงกลางปี 2025 เราเริ่มเห็นผู้ผลิตเจ้าใหม่อย่าง Sigenergy เข้ามาทำการตลาดในประเทศไทย ระบบเขาคือ น่าสนใจมาก ๆ เขาบอกว่า มันเป็นระบบแบบ 5-in-1 หมายความว่า มันมี Solar Inverter, Battery PCS, Batter Pack, EMS และ EV DC Charger ไว้อยู่ใน Tower เดียวเลย
คือลองคิดภาพดูนะว่า เมื่อก่อน ถ้าเราอยากจะติดตั้งระบบ Solar + Battery + Backup + EV Charger เราแทบจะต้องแยกกล่องแต่ละส่วนประกอบออกมา ซึ่งถ้ามันติดตั้งในโรงงานที่มีพื้นที่เยอะมันก็ไม่เท่าไหร่ แต่การติดตั้งในบ้านมันอีกเรื่องเลย มันมีพื้นที่น้อย ประกอบกับ ถ้ามันดู Industrial ไป ก็ไม่เข้ากับการออกแบบบ้านอีก ทำให้การออกแบบพวก Home ESS มันจะไม่เหมือนกับฝั่ง Industrial โดยสิ้นเชิงเลยละ

Sigenergy เลือก Design ให้ทุกอย่างอยู่ใน Tower เดียวกันทั้งหมด ในแบบ Modular Design โดยในการออกแบบระบบ เราสามารถเลือก Custom ให้เหมาะกับการใช้งานได้เลย อย่าง Battery เขามีหลายขนาดความจุให้เราเลือก และดีกว่านั้นคือ เราสามารถ Mix & Match Battery ที่ความจุต่างกันใส่เข้าไปใน Tower เดียวกันได้
มันยังออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคตอีกว่า หากสมมุติวันนี้เราติดตั้งไป 3 ก้อนแล้ว ใช้ไป 4-5 ปี เริ่มไม่พอแล้ว เราสามารถซื้ออีกก้อนมาใส่เพิ่มได้เลย โดยความจุไม่ต้องเท่ากับก้อนเดิม และไม่ต้องกลัวเรื่องความเสื่อมไม่เท่ากันอีก เพราะภายใน Battery แต่ละก้อน เขามีหน่วยควบคุมของตัวเอง แตกต่างจากบางเจ้าที่ เขาจะใช้ BMS อยู่ใน Inverter

เจ๋งกว่านั้นคือ การขยาย หรือเปลี่ยนแปลงระบบทำได้ง่ายมาก ๆ เพราะเขาออกแบบมาให้เราไม่ต้องเดินสายที่ตัวแบตเลย เป็นลักษณะของการ ยกเสียบ หรือถ้าจะเปลี่ยนออก ก็แค่ยกออกได้ทันที ไม่มีพวกสกรู หรือสายไฟอะไรให้วุ่นวายทั้งสิ้น เผลอ ๆ ถ้ามีคนช่วย อยากเพิ่มแบต เราสามารถซื้อแบตมาทำเองเลยก็ยังได้ ไม่ได้ยากขนาดนั้น วิธีการนี้ยังช่วยลดโอกาสอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการติดตั้ง เช่น สายไฟต่อไม่แน่น ใช้ไปนาน ๆ สกรูหลวม Arc ขึ้นมา หรือต่อผิดได้อีกด้วย

ด้านบนสุด จะเป็น Controller เจ้านี่จะเป็นหลายอย่างมาก หลัก ๆ ที่ผู้ใช้จะต้องเลือกคือ มันเป็น Inverter ด้วย โดยมันมีหลายขนาดให้เราเลือก ทั้งในรุ่น 1-Phase และ 3-Phase โดยแต่ละรุ่น นางจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เช่น จำนวนชุด MPPT และกำลังที่มันทำได้สูงสุด

ที่เราชอบมาก ๆ คือ ไฟแสดงสถานะของมัน ที่ทำได้ค่อนข้างเข้าใจง่ายมาก ๆ แบ่งเป็น กระแสตรงจากแผง, กระแสกลับจาก Grid, EV Charger และ Battery โดยที่เขาจะแทนส่วนประกอบต่าง ๆ ด้วยสีไฟ แทนที่จะเป็นจอแสดงผล เท่าที่ประสบมา พวกเครื่องที่มีจอหน้าเครื่องใช้ไปนาน ๆ โดนแดด และความร้อนมาก ๆ จอมันจะพังใช้ไม่ได้อยู่ดี การใช้เป็น LED Light เป็นตัวเลือกที่ทนทาน และง่ายกว่ากันเยอะมาก แถมรอบ ๆ กลม ๆ นี้ เราสามารถตั้งค่าให้มันแสดงไฟในแบบที่เราต้องการได้ด้วย เช่นสถานะของ Battery ว่ากำลัง Charge หรือ Discharge หรือจะเป็นสีที่เราเลือกเองก็ได้

พูดถึงไฟ ข้าง ๆ เครื่องมันก็มีไฟที่เราสามารถเซ็ตค่าได้อีกว่า เราอยากให้มันแสดงเป็นอะไร โดยเราจะเซ็ตให้เป็นปริมาณของ Battery ที่เหลืออยู่ จะเห็นได้เลยว่า มันเหลือน้อยมาก ๆ ก็เล่นผลาญไฟ เปิดแอร์ แทบจะ 24/7 แล้ว

โดยตัวที่เราเลือกมาใช้งานในวันนี้เป็นรุ่น 1-Phase 10 kW ที่มาพร้อมกับ MPPT 4 ชุด (ช่างบอกว่า มี 2 แต่เราดู Datasheet มี 4 งง ๆ นะ หรือว่าพึ่งออก Model ใหม่) ซึ่งถ้าอยากไปสุดกว่านี้มันจะมีรุ่น 12 kW อีกตัว สนุกกว่านั้น Inverter เราสามารถปรับเปลี่ยนได้เหมือนแบต คือ วันนี้เราใช้รุ่นนึงอยู่ อนาคตบอกว่า บ้านเรากินไฟเยอะขึ้น อยากเปลี่ยนเป็น 3-Phase เราสามารถซื้อแค่ก้อนบนสุด มาเปลี่ยนเสียบกับแบตเดิมได้เลย ไม่ต้องทำอะไรเยอะ แค่เดินสายไฟเป็น 3-Phase แค่นั้นเลย

ถ้าเราดูที่ข้างของ Inverter เราจะเห็นว่า มันมีช่อง MC4 มาให้เรา 4 ชุด นั่นทำให้แว่บแรกเราคิดว่า มันมี MPPT ทั้งหมด 4 ชุด แต่ช่างบอกว่าไม่ใช่

ช่างบอกว่า ช่อง PV1 และ 2 เป็น MPPT ชุดแรก และ PV3 กับ 4 เป็น MPPT ชุดที่ 2 ทำให้ถ้าเราต้องการใช้ MPPT ทั้งสองชุด เราจะต้องเสียบแผง String นึงเข้ากับ PV1 และอีก String เข้ากับ PV3 อนาคตหากเรามีแผงที่อยู่ในด้านเดียวกันกับ String 1 หรือ String 2 เราก็แค่เสียบช่องข้าง ๆ ที่เหลือเท่านั้นเอง

EV DC Charger เป็นอีกหนึ่ง ที่โคตรน่าสนใจมาก ๆ ใครจะคิดว่า เราจะสามารถมีเครื่องชาร์จ DC กำลัง 25 kW อยู่ในบ้านของเราได้ ทำให้เราชาร์จรถได้เร็วกว่าเดิมถึง 3 เท่ากว่า ๆ เมื่อเทียบกับเครื่องชาร์จ AC 7 kW ที่เราใช้อยู่เดิม
แต่มันจะมีข้อจำกัดอยู่ว่า ใน 1 Tower เราสามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้เพียงแค่ 6 ชิ้นเท่านั้น เช่น เราสามารถติดตั้ง Battery 6 ก้อน หรือ Battery 5 ก้อน กับ DC EV Charger 1 ตัวเท่านั้น หากเราต้องการ Scale มากกว่านั้น เราสามารถซื้อ Inverter กับ Battery มาเปิด Tower ใหม่ได้เลย โดยใน Datasheet บอกว่า เราสามารถ Cascade ได้สูงสุดถึง 20 Tower ลองคิดดูนะว่า ถ้าใส่แบต 9.04 kWh ทั้งหมด 6 ก้อน เราจะได้ Tower ละ 54.24 kWh และถ้าเรา Scale สูงสุด 20 Tower เราจะมีไฟใช้ 488.16 kWh นั่นเป็น Scale พวก Mansion หรือบริษัท โรงงานขนาดกลางแล้วละมั้งเนี่ย ส่วนถ้ามากกว่านั้นมันจะมีรุ่นที่ใหญ่โตกว่านี้ อันนั้นเล่นได้ในระดับ Utility Scale แล้วละ

อีกความเจ๋งของระบบนี้คือ เจ้าตัว Sigen Gateway ภาพด้านบนที่เห็นคือ ช่างเปิดฝาสำหรับติดตั้ง เราจะเห็นว่า ข้างในมันคือ Breaker หลาย ๆ ชุดต่ออยู่ด้วยกัน มันทำหน้าที่ในการสับตัวเองออกจาก Grid เมื่อ Grid หายไป เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟจาก Inverter ไหลย้อนกลับไป Highlight ของมันคือ ระบบการสลับไฟแบบ 0 ms ที่แม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าเอง ก็จะไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำว่า ไฟดับ ตัดต่อเร็ว ระดับ UPS เรียกพ่อได้เลยทีเดียว

โดย Key Component ดูจากภาพคือตัว KM1 มันเป็น Magnetic ATS ที่เมื่อไฟจาก Grid ดับ แม่เหล็กมันจะดีดตัวเองออกจาก Grid ทันทีแบบเร็วมาก ๆ ถามว่าของพวกนี้มันมีขายในร้านไฟฟ้ามั้ย ตอบเลยว่า มี และเราสามารถซื้อมาต่อเองได้นะ แต่... จะต่อเองเพื่ออออ ถ้าเขามีสำเร็จรูปขนาดนี้

หากเราดูจาก Schematic เราจะเห็นว่า Gateway รุ่นนี้จะรองรับ Inverter Input 2 ตัว เราไม่แน่ใจว่า มันแปลว่า เราสามารถต่อได้ 2 Tower หรือ สามารถ Cascade Tower เข้าช่องเดียวได้เลย อันนี้ไม่ชัวร์เหมือนกัน
ความเจ๋งคือระบบแบบ DC Couple

ส่วนที่เราคิดว่า เจ๋งมาก ๆ ของระบบนี้คือ การที่ส่วนประกอบต่าง ๆ นั้นทำงานแบบ DC Couple หมายความว่า ส่วนประกอบต่าง ๆ เชื่อมต่อกันโดยใช้ไฟกระแสตรงทั้งหมด
หากเป็นในระบบเก่า ที่เป็นแบบ AC Couple ไฟจากแผงที่เป็น DC จะวิ่งผ่าน Inverter เพื่อแปลงเป็น AC จากนั้นค่อยวิ่งไปตามอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น ไปลง Battery มันก็จะต้องแปลงจาก AC กลับไปเป็น DC เพื่อชาร์จลง Battery อีกครั้ง หรือ หากลง Battery ของ EV มันก็จะต้องผ่าน On-Board Charger แปลงเป็น DC และ BMS ตรงเข้า Battery อีก
การแปลงไปจาก AC ไปเป็น DC หรือกลับด้านกัน มันจะมีการสูญเสียพลังงาน (Energy Loss) เกิดขึ้นออกมาในรูปของความร้อน ยิ่งแปลงไปกลับเยอะขึ้นก็จะยิ่งเสียพลังงานมากขึ้น พอความร้อนเยอะขึ้น ระบบระบายความร้อนก็จะต้องทำงานหนักขึ้น กินไฟมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ระบบของ Sigenergy อย่างที่บอกว่า มันเชื่อมต่อกันผ่านช่องเสียบที่อยู่ภายในของแต่ละ Module ที่มันเป็นการเชื่อมด้วย DC ทั้งหมด นั่นแปลว่า หากไฟวิ่งลงมาจากแผง Solar มันสามารถจ่ายเข้าไปที่ Battery แล้วทำการ Step up Voltage จ่ายเข้า BMS ได้ โดยไม่ต้องแปลงเป็นไฟ AC ไปกลับมาเลย กลับกัน หากต้องการจ่ายไฟไปที่ EV DC Charger ก็สามารถดึงจาก Battery แล้วแปลง Voltage จ่ายเข้ารถได้เลย ทำให้มันมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าระบบที่เป็น AC Couple แบบมหาศาลมาก ๆ โดยเฉพาะ การชาร์จ DC เข้าไปใน EV ที่ OBC เขาเล็กมากประสิทธิภาพยังไง ก็สู้พวก DC Charger ที่อยู่ภายนอก และมีขนาดใหญ่ไม่ได้แน่ ๆ
EV DC Charger

ส่วนที่เราว้าวที่สุดของระบบนี้ หนีไม่พ้นระบบ EV DC Charger 25 kW ที่เราว่า ณ วันที่เราติดตั้ง เราไม่สามารถหาระบบที่มี Hardware ตัวนี้ Integrate รวมมากับระบบ Solar Cell ในบ้านได้เลย จะมีก็แค่ระบบที่เราต้องซื้อแยกที่ราคา ก็ไม่ได้เล่น ๆ และการติดตั้งก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ส่วนใหญ่รองรับไฟแบบ 3-Phase ทั้งนั้นเลย
แต่ของ Sigenergy เขามาเป็น Module ที่เราสามารถเสียบเข้าไปใน Tower รวมไปกับระบบที่เหลือ เป็นกล่องเดียวกันหมดได้ แค่มีเงื่อนไขว่า ใน 1 Tower สามารถเสียบ DC EV Charger ได้ 1 ตัวเท่านั้น หากต้องการมากกว่านั้น เราจะต้องมี Tower เพิ่มขึ้นมา แต่สำหรับบ้านเราที่จอดรถได้คันเดียว เครื่องชาร์จเครื่องเดียวก็พอแล้วละ โดยเวลาเราไปซื้อ เราสามารถเลือกได้นะว่า เราจะเอารุ่นที่เป็น 12.5 kW หรือ 25 kW ราคา ณ วันที่เราขอใบเสนอราคาอยู่ที่ 78,000 บาท และ 96,200 บาท ตามลำดับ ส่วนตัวเราคิดว่า ด้วยราคาห่างกันเกือบ 2 หมื่น เราคิดว่า ถ้าไหว การโดดไปใช้ 25 kW เลย น่าจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่ากันมาก ๆ
อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่าง 2 รุ่นคือ รุ่น 12.5 kW มาพร้อมกับสาย 7.5 เมตร และ รุ่น 25 kW จะได้สาย 10 เมตรแทน คิดว่า น่าจะมีผลกับบ้านที่พื้นที่จอดรถ กับพื้นที่วางแบตมันอยู่ไกลกัน บ้านเรายังไงก็ได้ เล็กนิดเดียวสบาย ๆ

ถ้าเราดูที่สเปก เราจะเห็นว่า เครื่องชาร์จนี้ สามารถจ่ายได้ทั้งรถ EV ที่ใช้ระบบ 400V ยัน 1000V ได้เลย โดยจะให้กระแสสูงสุดที่ 80A แต่กำลังสูงสุดได้แค่ 25 kW เท่านั้น และยังเป็น IP66 ที่กันฝุ่นกันน้ำได้ประมาณนึง แต่ก็ไม่แนะนำให้วางกลางแจ้งขนาดนั้น มีหลังคาให้น้องเขาหน่อยจะดีกว่า

แน่นอนว่า พอมันเป็น DC Charger หัวชาร์จ ก็จะเป็นหัวแบบที่เราเห็นได้ตามเครื่องชาร์จในปั้ม ที่เขามีช่องอีก 2 ช่อง สำหรับไฟขั้วบวก และ ลบ เพิ่มขึ้นมา ทำให้หัวมีขนาดที่ใหญ่ และหนักกว่าสายแบบ AC พอสมควร แต่ถามว่า หนักเท่ากับพวกสายที่อยู่ตามปั้มมั้ย ก็ไม่เลย เพราะกำลังสูงสุดมันแค่ 25 kW เท่านั้น แต่พวกปั้มมันสุดที่ 100 kW หรือมากกว่านั้น ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องของการยกเลย

นอกจากนั้น ในกล่อง เขายังมีที่เก็บสาย และ หัวชาร์จ มาให้เราด้วย เราอาจจะให้ช่างเลือก Mounting มันเข้ากับเสาที่ยึดกับพื้นก็ได้ หรือ เคสบ้านเรา คือให้ยึดกับกำแพงไปเลยก็ได้แล้วแต่จะเลือกเลย

ข้อเสียที่ไม่ชอบมาก ๆ คือ ที่เก็บหัวมัน เวลาเสียบเข้าไปมันเอียง ๆ ดูไม่มั่นคงมากเท่าไหร่ แต่มันก็มีเขี้ยวล๊อคเล็ก ๆ ที่ล๊อคได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่แน่นหนาเลย และน่าจะหักในเวลาอันสั้นไม่กี่ปีเท่านั้น แล้วเวลาจะเอาหัวออกมา เราจะต้องยกขึ้นแล้วดึง เพื่อให้เขี้ยวมันออกจากช่องในหัวชาร์จ ถึงจะดึงออกมาได้ ถ้าฝืน เขี้ยวข้างในอาจจะหักแล้วจะล๊อคไม่อยู่เลยทีนี้ คิดว่าถ้าให้ดี ควรจะเป็นเขี้ยวแบบสปริงที่เราเห็นตามปั้ม ที่เวลาเราจะเอาออก เราต้องกดปุ่มค้างไว้ แล้วดึงหัวชาร์จออกมา น่าจะทนทานกว่ากันเยอะ

ด้านหลังของตัวเครื่องนางจะมีพัดลมสำหรับระบายความร้อนมาด้วย ตอนแรกแอบกลัวเรื่องเสียง เพราะ DC Charger ที่เราเคยเห็นในปั้มกำลังสูง ๆ เวลามันทำงานพัดลมทำงานเสียงดังมาก ๆๆๆ กลัวจะไปรบกวนข้างบ้านเวลาเราชาร์จกลางคืน แต่พอใช้งานเข้าจริง มันทำได้ค่อนข้างเงียบมาก ๆ บางครั้งพัดลมไม่ทำงานเลยด้วยซ้ำ หรือในช่วงที่พัดลมเดิน มันก็ไม่ได้เสียงดังขนาดนั้นเลย ไม่รบกวนข้างบ้านอย่างแน่นอน ที่ตกใจ น่าจะเป็นตอนที่มันเริ่มทำงาน มันจะมีเสียง ดี๊ดดดด เสียงดังมาก ๆ ออกมา คิดว่า ถ้าข้างบ้านนั่งกินหมูกะทะอยู่แล้วเจอเสียงนี้เข้าไปน่าจะมีตกใจนิดนึงเหมือนกัน เสียงอะไรวะ

การใช้งานเครื่องชาร์จ เราสามารถ Activate ผ่าน บัตรที่มีมาให้ในกล่อง ก็ได้ เราแค่เสียบสาย แล้วแตะบัตรตรงที่เป็นรูปบัตรที่อยู่หน้าเครื่อง มันจะเริ่มชาร์จให้เรา

หรือ เราสามารถใช้งานผ่าน mySigen App ได้เหมือนกัน หรือถ้าคิดว่า ไม่น่าจะมีใครเข้าถึงที่ชาร์จได้ เราสามารถติ๊กปิด Authorisation ทำให้ เมื่อเสียบปุ๊บ มันจะเริ่มทำงานได้เลย คิดว่าน่าจะสะดวกสำหรับคนแก่ที่ไม่อยากจะต้องเปิด App หรือพกบัตร เน้นเสียบแล้วสะบัดตูดเดินเข้าบ้านไปเลย และเรายังสามารถเข้าไปดู ประวัติการชาร์จได้ผ่าน mySigen App มันจะบอกหมดเลยว่า ในแต่ละ Session เราชาร์จไปเท่าไหร่ รวมเป็นสถิติต่อเดือนให้เราหมด

การชาร์จ เรายังสามารถเข้าไปตั้งค่าได้อีกเยอะมาก เช่น Max Power หรือ กำลังสูงสุดที่อนุญาติให้จ่ายเข้าได้ โดยปกติ เราอาจจะคิดว่า เราอยากให้มันจ่ายเร็วที่สุดเท่าที่เครื่องจะทำได้ แต่ถ้าเราทำแบบนั้น บางเคส มันอาจจะต้องดึงไฟจาก Grid ร่วมด้วย ซึ่งเราคงไม่อยากทำแบบนั้นเท่าไหร่ มันจะเริ่มดึงจาก Grid เมื่อ กำลังที่แบต บวก Solar Cell ทำได้น้อยกว่ากำลังชาร์จ มันจะเริ่มดึง Grid เข้ามาช่วย แต่ Grid มันจะช่วยได้สูงสุดเท่ากับกำลังของ Inverter ที่เราใส่เข้าไป
เช่น เราตั้ง Max Power ไว้ 25 kW และแบตเราความจุ 27 kWh จ่ายได้ 0.5C เท่ากับว่า แบตจ่ายไฟได้ 13.5 kW เท่ากับว่า เราเหลือกำลังอีก 11.5 kW หากไม่มี Solar เข้ามาช่วย มันจะดึงกำลังที่เหลือจาก Grid หากเราใช้ Inverter 10 kW มันจะดึงได้เข้ามาอีก 10 kW เท่ากับว่า กำลังชาร์จรวมมันจะทำได้เพียง 23.5 kW เท่านั้น ไม่ใช่ 25 kW แต่ถ้ากลางวันเรามี Solar เข้ามาช่วยอีก 1.5 kW มันถึงจะดึงได้เต็ม 25 kW ดังนั้น เวลาเรา Design ระบบ อาจจะต้องดูเรื่องนี้ด้วย ว่า ถ้าเราอยากได้กำลังสูงสุด 25 kW เราจะต้องใช้แบตขนาดเท่าไหร่ กี่ก้อนบ้าง กลับกัน ถ้าเราไม่อยากดึง Grid เข้ามา แก้สมการ ๆๆ เราจะต้องตั้ง Max Power ให้ Solar บวก Battery ไม่เกิน Limit นั่นเอง

ตัวมันเก่งกว่านั้นอีก นอกจากที่จะยิงชาร์จเต็มความเร็วสูงสุดแล้ว มันยังมี PV Surplus Mode มาให้อีก เป็นโหมดที่มันจะโยกไฟส่วนเกินที่ผลิตมาแล้วไม่ได้ใช้ เก็บลงแบตรถให้เราเอง หน้าที่เราแค่ กลับบ้านมาเสียบรถ และกด Activate Charger ใน PV Surplus Mode ทิ้งไว้ ช่วงบ่าย ๆ ที่แบตบ้านเราเต็มแล้ว หักส่วนที่บ้านใช้แล้วเดิมที ไม่ขาย ก็ทิ้งไป มันก็จะชาร์จเข้าไปในรถ เสมือนว่า รถเราเป็นแบตอีกก้อนนั่นเอง ก็จะทำให้เราสามารถใช้พลังงานได้คุ้มค่ามากขึ้น เหมาะกับชาวออฟฟิศ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่นอนตีพุงอยู่บ้านยิ่งนัก
ระบบ V2X

อีก Highlight ของ Sigenergy คือ EV DC Charger เขารองรับระบบ V2X ได้หมด คือ ได้ทั้ง V2H และ V2G เลย แต่สำหรับ Grid Code ของประเทศไทย ณ วันที่เขียน เขายังไม่รองรับ V2G เด้อ ดังนั้น เราจะสามารถทำได้เพียง V2H เท่านั้น
V2H หรือ Vehicle to Home หมายความว่า มันเป็นระบบที่เราสามารถดึงพลังงานที่อยู่ในแบตรถ EV กลับเข้ามาจ่ายในบ้านของเราได้ โดยเราสามารถเสียบสาย และ Activate Charger ในหมด V2X หากบ้านต้องการไฟ มันก็จะจ่ายไฟนั้นกลับเข้าไปในบ้านของเราให้เอง
สถานการณ์ที่เราว่า V2H มันเจ๋งมาก ๆ คือ เวลาไฟดับนานมาก ๆ แบตบ้านเราไม่ได้ติดเยอะ จะหมดละ ไม่พอละ เราสามารถเดินลงมาเสียบรถจ่ายไฟเข้าบ้าน ทำให้เราสามารถใช้งานไฟฟ้าเปิดแอร์ในบ้านต่อไปได้อีก และอย่าลืมว่าพวก BEV สมัยนี้ แบตเขาไม่ได้เล็ก ๆ เลยนะ เช่น ORA Good Cat เราเอง แบตความจุ 63 kWh กว่า ๆ มากกว่าแบตบ้านเรา 2 เท่ากว่า ๆ ก็คือ น่าจะจ่ายไฟเปิดแอร์ได้อีกหลายชั่วโมง ถึงจะดับทั้งคืน เปิดแอร์ 2 ตัวนอนอยู่ในบ้านยังไงมันก็ไม่หมดก่อนจะพระอาทิตย์ขึ้นแล้วจ่ายไฟจาก Solar ได้หรอก เท่ากับว่า เราสามารถเปิดแอร์อยู่ในบ้านไปเรื่อย ๆ ได้เลย ตราบใดที่ พระอาทิตย์ขึ้น หรืออีกสถานการณ์คือ สมมุติว่า เราอยากประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และประหยัดค่าไฟด้วยการใช้ TOU เราสามารถติดแบตไม่ต้องใหญ่มาก ก้อนเดียว 6 kWh พอละ แต่มันไม่พอที่จะใช้ช่วง 6 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม เราก็แค่เอารถเข้ามาช่วยจ่ายในช่วงสั้น ๆ นี้ จากนั้น พ้น 4 ทุ่มเข้า Off-Peak เราค่อยชาร์จไฟกลับเข้าไปได้
เราจะเห็นได้ว่า ระบบ V2X มันทำให้เราสามารถจัดการพลังงานได้ยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก ๆ และยังลด Cost ในการติดตั้ง Battery ขนาดใหญ่ เราแค่เอา Battery EV เข้ามาช่วยชั่วคราวได้ ส่งผลโดยตรงถึงจุดคุ้มทุนที่ลดลงได้มหาศาล เพราะทุกคนรู้ โลกรู้ว่า ตอนนี้ปี 2026 ถึงแบตราคาถูกลงแล้ว มันก็ยังแพงอยู่ดี
การติดตั้ง
การติดตั้ง ต้องบอกเลยว่า มันจะยากกว่าตอนที่เราติดตั้งแบบ On-Grid ธรรมดาค่อนข้างมาก พวกนั้นคือ ช่างจะต่อแผงเข้ามาที่ Inverter จากนั้น จะขนานไฟจาก Inverter เข้า Consumer Box ในบ้านของเราเป็นอันเสร็จ
แต่สำหรับการติดตั้งระบบที่มี Backup Gateway ด้วย ช่างจะต้องตัดต่อสาย Main ของเรา ให้วิ่งผ่านตัว Backup Gateway ก่อน แล้วถึงจะเข้าไปที่ Consumer Box ของเราอีกรอบ หากเป็นระบบแบบ Partial Backup หรือสำรองไฟแค่บางวงจร ช่างต้องแยก วงจรที่สำรองไฟ และ ไม่สำรองไฟออกจากกันอีก

จากภาพด้านบน เราจะเห็นว่า มันมี MCB 2 ตัว ตัวแรกซ้ายมือสุดคือ เป็นสายที่เดินมาจากมิเตอร์หน้าบ้าน ตัดต่อสายมา ถ้าสับลง ก็จะเป็นการตัดตัวเองออกจาก Grid ของการไฟฟ้าจริง ๆ และอีกตัว เขียนว่า Home Load คือ ต่อจาก Gateway กลับมาจะไปที่ Main Consumer Box ในบ้าน ถ้าสับก็คือ ไฟดับทั้งบ้านของจริงแน่ อย่าไปยุ่งกับมันเชียว
แต่ข้อดีของระบบอย่าง Sigenergy คือ ตัว Gateway และ Battery สามารถรองรับการจ่ายโหลดได้ในกำลังที่สูงมาก ๆ ขึ้นกับ Inverter กันเลย เช่น เราใช้ขนาด 10 kW เท่ากับว่า สูงสุดที่เราจะ Backup ได้คือ 10 kW หรือ ถ้าแบตเราน้อยมันจ่ายได้ไม่ถึงนั่นก็อีกเรื่องนะ ทำให้ส่วนใหญ่สำหรับบ้านเราสามารถทำ Whole-Home Backup ได้เลย จะได้ไม่ต้องเดินโหลดที่ไม่ Backup แยกอีกตัวนึง ถามว่า เราสามารถแยกโหลดที่ไม่ Backup ได้อยู่มั้ย คำตอบคือ ก็ยังทำได้อยู่ แค่บ้านเราไม่ทำ

โดยบ้านเราเอง จะมี 2 หลัง หลังแรกเป็นระบบที่ลง Sigenergy ปกติแบบ ตรงไปตรงมาเลยคือ เราเอาแผงต่อเข้า Sigenergy แล้วค่อยต่อเข้า Gateway ส่วน Grid กับ Load ก็ต่อเข้าด้วยเช่นกัน ให้ Gateway เป็นศูนย์กลางการทำงาน ตามปกติทุกอย่าง อันนี้คือเคสที่เราคิดว่า คนที่เลือกติดตั้ง Sigenergy น่าจะได้เจอ

แต่อีกเคสที่เราอยากจะพูดถึงคือ เคสที่มีระบบ Solar Cell เดิมอยู่แล้ว ที่จำเป็นต้องทำ Retrofitting ตัว Sigenergy สามารถตั้งร่วมกับระบบยี่ห้อใดก็ได้ เพราะเขาไม่ได้สื่อสารดึงข้อมูลจากเครื่องโดยตรง แต่เป็นการวัด Output ที่ออกมาจากระบบ Solar Cell เดิม Output ของ Inverter เดิม ก็จะต่อเข้า Gateway ซึ่ง ถ้าเป็นรุ่น 3-Phase เขาจะมีช่อง Smart Port ให้เราเสียบ มันเป็นช่องที่ Monitor กำลังไฟได้ และแค่บอกว่า ช่องนี้คือ Solar Cell อีกระบบแค่นั้นเลย หรือ ถ้าบ้านใครมี Generator พวก Diesel Generator เราสามารถต่อมันเข้ากับ Smart Port ได้เช่นกัน

สำหรับบ้านเรา ใช้ Gateway รุ่น 1-Phase นางไม่มี Smart Port มาให้ เราจะต้องใช้ CT Clamp เพิ่มเติม แล้วต่อผ่าน RS485 เข้าไปที่ Inverter แล้วมันถึงจะไปบอก Gateway อีกทอดนึง

เวลามันแสดงผลในระบบ มันจะเห็นเป็น Solar Cell ของ Sigenergy และ 3rd Party Solar แยกออกจากกัน

อีกส่วนที่เราอยากให้ดูคือ การ Mount Tower เขามีตัวเลือกให้เรา 2 แบบคือ Wall-Mount และ Ground-Mount โดยที่ ถ้าใช้งาน Wall-Mount เราสามารถใส่ Module ได้สูงสุดแค่ 2 ตัวเท่านั้น เพราะมันจะรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้ตัวเลือกเดียวสำหรับคนที่ใส่มากกว่านั้นคือ การใช้ Ground-Mount ตัวของมันจะเป็นขาที่มารับน้ำหนักของทั้ง Tower ไว้ แล้วมีเท้าที่เป็นยาง ติดกับพื้น

ด้านหลัง เขาจะมีการยึดขา กับพื้นเพื่อความมั่นคงเข้าไปอีก ไม่ให้เสี่ยงล้มมาทับเราได้ นอกจากนั้น ขาทั้ง 4 ข้าง สามารถปรับระดับแยกกันได้หมดเลย เพื่อปรับให้เข้ากับความเอียงของพื้น โดยที่ตัว Ground Mount เขามี Water Level ใส่มาด้วย ทำให้ Installer ทำงานง่ายขึ้นเยอะ

กับด้านหลัง จะมีรูสกรูสำหรับ Mount ตัวแบตกับกำแพงอีกที ถึงเราจะใช้ Ground Mount แล้ว แต่เพื่อความมั่นคงที่สุด ช่างควรเจาะยึดกำแพงอีกชั้น โดยเฉพาะหากต่อเต็ม 6 ชั้นเลย มันอาจจะโยกเยกได้ ถึงแบต และอุปกรณ์มันจะหนักก็เถอะ แต่ปลอดภัยไว้ก่อนก็ดีกว่าเยอะ

แต่สำหรับบ้านเราไม่ได้ Mount เพิ่ม เพราะจากภาพด้านบน จะเห็นว่า เราตั้ง Tower เลยออกมาจากกำแพงพอสมควร ประกอบกับ ด้านหลังส่วนนึงเป็นกระจกด้วย ทำให้มันไม่สามารถเจาะยึดได้ แต่ทีมช่างบอกว่า เราไม่ได้ต่อสูงมาก เท่านี้มันก็มั่นคงแล้ว อย่างน้อยลมพัด หรือ เราไปโยก หรือ ปีนเล่น มันก็ยังไม่เป็นไร (กรูจะปีนทำไมวะ ???)
โดยรวม บ้านเราใช้เวลาติดตั้งอยู่ 4-5 วันได้เลย คือเอาจริง ๆ การติดตั้งอุปกรณ์ไม่ได้ใช้เวลานานมาก ประมาณ 2 วันก็เสร็จ โดยใช้ช่าง 2 คน แต่ที่นานที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของการ Wiring หรือเดินสายไฟต่าง ๆ เพราะรอบนี้ เราติดตั้งกับ EV Power Energy เขาเก็บสายเข้าท่อเหล็กอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่า ท่อเหล็กมันใช้เวลาในการติดตั้งที่มากกว่าพวก Flex เป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องตัดท่ออีก กับอีกส่วนที่ใช้เวลาหลายวันมาก ๆ คือ การเอา Huawei Inverter เข้ามาโชว์ใน mySigen App
จริง ๆ ทางเทคนิคมันก็อย่างที่เราบอกไปแหละว่า เราจะต้องเอา Power Metre ที่เป็น CT Clamp มาคล้องที่ Output ของ Inverter แต่ ก็นั่นแหละครับ ว่า Installer ก็ไม่ทราบ นึกว่าเสียบเข้า Smart Port เหมือนเรานี่แหละ จนเข้ากลับไปถาม Engineer ที่บริษัท ก็บอกว่า มันต้องใช้ CT Clamp ก็ต้องกลับไปเอาแล้วมาติดตั้งอีกวัน พอมาติดตั้งเสร็จ หยิบมาผิด Model คือหน้าตาเหมือนกันเลยนะ แต่อันนึงสื่อสารด้วย WiFi กับอันที่ถูกต้องเป็นสื่อสารผ่าน RS485 มันไม่เหมือนกันอีก ก็เสียเวลาไปอีกวันนึง รวม ๆ แค่เรื่อง Power Metre นี้ ก็เสียเวลาไป 3 วันเต็ม ๆ คิดว่าพี่เขาเจอรอบหน้าก็น่าจะรู้แล้วละว่า ถ้า Retrofitting ต้องทำแบบนี้ เรียนรู้ไปพร้อมกันเวอร์
กับอีกเรื่องที่ ประหลาดสุด ๆ แบบหยุดไม่อยู่คือ เรามี 2 บ้าน ติดตั้งกันคนละระบบ ระบบที่ติดตั้งเพียว ๆ เลยต่อผ่าน WiFi ไปก่อน เพราะยังไม่ได้เดิน Network ข้ามไป กับอีกระบบนึงอยู่บ้านเดิม เราก็เดินสายแลนเสียบเข้าไปเลย เพื่อความเสถียร ปรากฏว่า พอระบบที่ติดตั้งเพียว ๆ มันเชื่อมต่อผ่าน WiFi เข้ามาใน Network มันทำให้ทั้งสอง 2 ระบบ Offline ไปดื้อ ๆ เลย เราเลยลองดีดระบบที่ต่อ WiFi ออก ปรากฏว่า ระบบที่ต่อสายแลนกลับมา Online เลยลองทำสลับกัน ดีดสายแลนออก แล้วเอา WiFi เข้ามา ปรากฏว่า ระบบที่ต่อ WiFi Online ขึ้นมา คืออะไร๊ เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้งี้เหรอ จน Installer เข้ามาดูอีกวัน เขาบอกว่า สัญญาณ WiFi น่าจะอ่อน นี่ก็เอ๊ะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต่อเข้ามาระบบที่เดินสายแลนมันก็ไม่ควรจะ Offline ด้วยมั้ย ทำไมมัน Offline คู่เลยละ เขาบอกว่า เนี่ย พอเอาระบบที่ต่อ WiFi มาต่อ Personal Hotspot เขา ระบบก็ Online ทั้งคู่ใช้งานได้ปกติเลยนะ น่าจะเป็นที่สัญญาณ WiFi อ่อนมากเกินไป
แต่การใช้ Personal Hotspot มันคือ การแยกทั้งสองระบบออกไปคนละ Network มันก็บอกอะไรเกี่ยวกับปัญหาที่เจอไม่ได้อยู่ดี เลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวรอเดิน Network ข้ามมาบ้านใหม่แล้วจะลองเสียบเข้าสายแลน แล้วค่อยว่ากันละกัน ส่วนตอนนี้ เพื่อให้ระบบออนไลน์ได้ เราจะใช้ Mesh WiFi ที่สร้าง Sub-Network ต่อเข้าไปก่อน พวกนี้ยังไง ๆ 2 ระบบ ไม่เห็นกันและกันอย่างแน่นอน เพราะอีกระบบที่ต่อ WiFi มันวิ่งผ่าน NAT อีกชั้น ก็รอดูว่า ปัญหาจะเกิด เมื่อเราเสียบสายมันเข้ามาใน Network เดียวกันหรือไม่
Home Assistant Integration
ในเมื่อมันเชื่อมต่อออก App ได้แล้ว ทำไม Home Assistant จะดึงข้อมูลไม่ได้ ใช่แล้ว !! มันทำได้แบบ Local ด้วย ผ่าน Feature อย่าง Modbus TCP และ Sigenergy ESS Integration

แต่การจะใช้งานได้นั้น เราจะต้องเข้าไปเปิด Modbus TCP ที่ Inverter เพื่อให้มันสามารถพ่นข้อมูลออกมาผ่าน Network ได้ โดยที่เราจะต้องใช้ Installer Account ในการเข้าไปเปิด ถ้าต้องการใช้งาน จะต้องบอกให้ Installer ที่เขาทำให้เราเป็นคนเข้าไปเปิดให้ มันจะอยู่ในเมนู SigenStore Settings แล้วให้เข้าไปเปิด Modbus TCP Server Enable จากนั้นใน Home Assistant เราแค่ Add Integration เป็น Sigenergy ESS และใส่ IP Address เข้าไปก็เรียบร้อยแล้ว

เมื่อเราเพิ่มเข้ามาแล้ว เราจะเห็นข้อมูลได้เยอะมาก ๆ ตั้งแต่ Inverter, DC Charger และ ข้อมูลโดยรวมของ Plant รวมไปถึงข้อมูลแต่ละ String ทั้งหมดเลย เราก็สามารถเอามาทำเป็นหน้าจอสำหรับแสดงผลการทำงานของระบบได้ละเอียดมาก ๆ

จากตัวอย่างด้านบน เป็นหน้าของ Battery ล้วน ๆ เราสามารถบอกได้ตั้งแต่ Battery SoC เหลือเท่าไหร่, Power, SoH และอุณหภูมิ รวมไปถึงการตั้งค่าต่าง ๆ ได้อีกเยอะมาก
หรือ ถ้าเราอยากไปสุดกว่านี้ เราสามารถสร้างเป็น Automation ออกมาได้อีก เช่น ถ้าเกิดแบตเต็ม (SoC = 100%) แทนที่จะขายไฟออกการไฟฟ้า หรือไม่ผลิตหากเปิดกันย้อน เราอาจจะให้มันเปิดแอร์ เพื่อดึงกำลังไฟมาใช้งานให้ได้เต็มที่สุด หรือเมื่อเสียบสายชาร์จ เราทำ Image Recognition จากกล้องวงจรปิดเลยว่า ใครเป็นคนเสียบ ถ้าคนที่ได้รับอนุญาติเสียบก็ให้ Activate Charger เลย เราว่า มันขึ้นกับการใช้งานและจินตนาการของเราเลยว่า เราจะไปสุดที่ตรงไหน
แต่เรื่องที่เราอยากให้มันทำได้ แต่ยังทำไม่ได้ ณ วันนี้คือ การตั้งค่า DC EV Charger เช่น กำลังสูงสุดที่ให้ชาร์จได้ และโหมดการชาร์จผ่าน Home Assistant สุดท้าย เราเลยจะต้องเข้าไปใน mySigen App เพื่อตั้งค่าอยู่ดี หากอนาคตคนพัฒนา Integration ทำให้มันตั้งค่าพวกนี้ได้ บอกเลยว่ามันจะ สนุกกว่าเดิมมาก ๆ
สรุป

ในรีวิว Part แรก เราเล่าถึง Solution ที่เราได้ติดตั้ง โดยใช้ Hardware ของ Sigenergy ที่เป็นทั้งระบบ Home ESS, Power Backup และ DC EV Charger ในตัวเดียวหมดเลย การรวมกันขนาดนี้ มันทำให้เราสามารถจัดการพลังงานได้มีประสิทธิภาพมาก ๆ มากกว่าระบบเดิมที่เป็นแบบ On-Grid มาก ๆ นอกจากนั้น เรายังประทับใจงานติดตั้งที่ EV Power Energy ทำไว้มาก ๆ การเดินสายในท่อ การจัดวาง Layout ของอุปกรณ์ ทำออกมาได้ตรงตาม Requirement มาก ๆ ส่วนในตอนหน้า เราจะมาเจาะลึกการใช้งานกันว่า ใช้งานจริงเป็นอย่างไร และยุ่งยากมากมั้ย



