Review

รีวิวอุปกรณ์บนโต๊ะทำงานฉบับคนทำ Course Online

By Arnon Puitrakul - 18 พฤศจิกายน 2021 - 4 min read min(s)

รีวิวอุปกรณ์บนโต๊ะทำงานฉบับคนทำ Course Online

ก่อนหน้านี้ เราเคยเอา Setup ของเราไปลงในกลุ่มจัดโต๊ะคอมมาแล้วไหน ๆ เราก็ถ่ายแล้ว เราเลยเอามาแชร์ใน Blog ของเราเองด้วยเลยละกัน โดยทั่ว ๆ ไป เราก็จะใช้งานพวกการเขียนบทความ, Research ข้อมูลต่าง ๆ, รันงานที่ประมวลผลหนัก ๆ, ทำรูปบน Lightroom, ตัดวีดีโอบน Final Cut Pro X และ หลัง ๆ เราเริ่มมาเล่นดนตรีใช้ MIDI Keyboard ต่อเข้ากับ Logic Pro X แต่งานที่ทำเป็นงานหลักก็จะเป็นการสอน Online Course ที่ต้องมีการอัดวีดีโอ และ หน้าจอต่าง ๆ เพื่อเอาไปตัดต่อและ Finalise ออกมาเป็นวีดีโอที่หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ดูแล้ว หรืออาจจะเป็นการสอนสด Setup นี้ก็ไม่หวั่น

iMac 27-inch 2019

รีวิว iMac 27-inch 2019 ที่เอาซะแทบล้มละลาย 💸
วันนี้เว็บเรา Upgrade Production ใหม่แล้ว เริ่มด้วย iMac 27-inch 2019 ที่สั่ง CTO จนเราแทบหมดตัว จะเป็นยังไงไปดูกัน ~

เริ่มจาก Core ของ Setup นี้เลยคือเครี่องคอมพิวเตอร์ Desktop ที่เราใช้งาน จะเป็นตัว iMac ขนาด 27 นิ้ว ที่ CTO ตัว CPU เป็น Intel Core i9-9900k และ RAM ซื้อเพิ่มเองขนาด 32 GB ตอนนั้นเราซื้อมาเพราะเราทำวีดีโอเยอะพอสมควร และ Macbook Pro 2018 ตอนนั้นมัน ใช้เวลาในการ Render นานมาก ๆ ทำให้ iMac เลยกลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหลักของเราเลยก็ว่าได้ เพราะมันทำให้เราทำงานได้เร็วมากขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากเปลี่ยนมาใช้ Macbook Air M1 ก็คือ iMac ตกกระป๋องไปเลย เพราะงานที่ใช้เวลาอย่างการ Render Video มันช้ากว่าแค่หลักไม่กี่นาที ที่เรารอได้ กินไฟน้อยกว่าเยอะ กับพกพาได้ง่ายอีก ทำให้หลัง ๆ iMac เลยเป็นม่ายไปอย่างรวดเร็ว วงวารเวอร์ หลัง ๆ ก็จะใช้แค่กับอุปกรณ์ที่เรา Setup ไว้แล้วเช่นกล้อง และ MIDI Keyboard นอกจากนั้นเราก็จะใช้ Macbook Air เป็นหลัก

Keychron K8

รีวิว Keychron K8 TKL Mechanical Keyboard ที่ดีที่สุดจาก Keychron
Keychron K8 เป็น Mechanical Keyboard ตัวใหม่จาก Keychron วันนี้มาใน Layout แบบ TKL (Tenkeyless) ที่ได้รับความนิยมมาก น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน

คอมมาแล้ว Keyboard ต้องมาเด้ เราเลือกใช้ Keychron K8 ที่ใช้ Blue Switch ไปเลย บอกเลยว่า เสียงมันใช้ได้เลย จนเราอัดสอน คนเรียนบอกว่า พี่ครับ พิมพ์เบา ๆ หน่อย ฮ่า ๆ เลยทำให้ตอนสอน บางครั้งที่ต้องการความเนียบหน่อย เราก็จะเอา Magic Keyboard ออกมาใช้ ก็จะทำให้ลดเสียงไปได้เยอะมาก ๆ

ก่อนหน้าที่จะใช้ K8 เราเคยใช้ K6 มาก่อนที่มันตัดพวก Function Keys ออกไป ตอนนั้นมันไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ เพราะเราใช้เยอะมาก ๆ จน K8 ออกมา เราเลยไปเอา K8 ดีกว่า ที่มันใช้ Layout แบบ TKL ซึ่งมันก็จะไปคล้าย ๆ กับ Magic Keyboard เลย แค่มีพวกปุ่ม Del อะไรพวกนั้นงอกออกมา ซึ่งเอาจริง ๆ ก็คือใช้อยู่เหมือนกัน เพราะชินกับ Keyboard ทั่ว ๆ ไปที่เคยใช้ตอนเรียน ป.ตรี ในห้อง Lab อะไรพวกนั้น

ส่วนสาเหตุที่เราเลือก Blue Switch เป็นเพราะเราเป็นคนที่พิมพ์เร็วมาก ๆ แต่ปัญหาคือ เราไม่สามารถมานั่งมองแป้นตลอดได้ เพราะเราจะมองจอตลอด แล้วถ้า Keyboard มันไม่มี Feedback ที่เยอะพอ บางทีมันจะทำให้เราหลงเลยว่า เอ๊ะ เราพิมพ์อะไรตกไปนะ เลยอยากได้อะไรที่มันมี Feedback โหด ๆ เลย เอาทั้งสัมผัส ทั้งเสียงมาให้หมด เลยเอา Blue Switch มาซะเลย โหด ๆ อีกอย่างเวลาปกติ เรานั่งทำงานอยู่ในห้องคนเดียวอยู่แล้ว ดังนั้น เราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครในบ้านเลยชิว ๆ

Logitech MX Master 2

รีวิว Logitech MX Master 2S เมาส์ที่ทำให้เรากลับไปใช้เมาส์ได้
วันนี้เราได้เมาส์ในตำนานอย่าง Logitech MX Master 2S มา จะเป็นยังไง จะทำให้เราลืม Trackpad ได้มั้ย ไปดูกัน

Mouse ที่เราใช้ ก็แน่นอนว่า จะเป็นรุ่นยอดนิยมอย่าง MX Master จาก Logitech แต่เราใช้รุ่น 2 นะ เพราะตอนนั้นที่เราซื้อ รุ่น  3 มันยังไม่ออก เอาจริง ๆ ตอนแรกที่ดูรีวิวคนไทยหลายคนมาก ๆ บอกว่า มันดี ๆ อย่างงั้นอย่างงี้ ตอนนั้นเราผู้ซึ่งใช้ Magic Mouse มาตลอดไม่เข้าใจ และ ด่าว่า อีเมาส์บ้านี่มันจะสบายไปกว่า Magic Mouse ได้อย่างไร !!!!!

จนไป Commart แล้วไปกดมา และได้ลองใช้เท่านั้นแหละ โอ้ว เชี้ย นี่แหละ ใช่ !!! โอ้ว ซาร่า มันสุดยอดไปเลย เพราะลักษณะการออกแบบรูปทรงที่มันเข้ามือเรามาก ๆ และ ตรงที่วางนิ้วโป้งมันกดได้ เราเซ็ตให้มันเปิดเป็น Mission Control ขึ้นมา เหมือนกับตอนที่เราเอานิ้วแตะ 2 ที ที่ Magic Mouse พอมาเป็นปุ่มที่นิ้วโป้งคือ ง่ายกว่าเดิมเยอะมาก

นอกจากนั้น มันยังเป็นหนึ่งในเมาส์ไม่กี่ตัวที่มี Horizontal Scroll ด้วย เมาส์ปกติ เราก็เลื่อนขึ้นลงได้ แต่ถ้าเราใช้ Magic Mouse ไปจนชิน เราจะชินกับการเลื่อนแนวนอนด้วย เช่น เราตัดวีดีโอใน Final Cut Pro X และ เราต้องการที่จะเลื่อน Timeline ซ้ายขวา หรือ Photoshop ที่เราต้องการเลื่อนหน้าจอไปมา การที่ Magic Mouse เราแค่เลื่อนนิ้วมันก็จบแล้ว แต่เมาส์ตัวอื่นไม่มีไง ยกเว้นนี่แหละ MX Master ที่เขามีเป็นลูกกลิ้งมา โอเค มันลำบากกว่า Magic Mouse เพราะถ้าเลื่อนเยอะ ๆ ปวดนิ้วโป้งมาก แต่อย่างน้อยมันก็มีไง

อีกสิ่งที่ทำให้เราสนุกกับมันมาก ๆ คือ ตัว Vertical Scoller ลูกกลิ้งตรงกลางน่ะ เมาส์ปกติ มันก็แค่กลิ้งขึ้นลง แต่ MX Master มันพีคกว่านั้นอีก ถ้าเราเลื่อนปกติ มันก็จะเป็นล๊อค ๆ เหมือนปกติ แต่ถ้าเราเลื่อนเร็ว ๆ มันจะเอาล๊อคออก ทำให้เราเลื่อนได้แบบ ลื่น ๆ ไม่มีอะไรมาขัดเลย ทำให้เราเลื่อนไปที่ไกล ๆ ได้เร็วขึ้นมาก ๆ คือโคตรชอบเลย

อวยสุดท้ายและ คือ Software ของมันคือ Logitech Options คือเจ๋งมาก ๆ เพราะมันทำให้เราสามารถ Custom ปุ่มต่าง ๆ ได้หมดเลย อยากให้ปุ่มนี้ทำอะไร เราก็เลือกได้เลย หรือกระทั่งว่า ในแต่ละ App แยกไปเลย เช่นถ้าเราอยู่ใน Spotify ถ้าเรากด Back และ Forward ก็จะให้มันเพิ่ม/ลดเสียงได้เลย เออ เจ๋ง ๆ จริง ๆ

Apple Trackpad

Apple Trackpad

ตั้งแต่ใช้ Macbook Pro 2011 มา ไอเท็มที่เราว่า เราขาดไม่ได้ในการใช้ Mac เลยคือ Trackpad พอเรามาใช้ iMac ที่เป็น Desktop อย่างเดียว คิดว่าเราจะพลาดไม่สั่ง Trackpad มาด้วยเหรอ แน่นอน ไม่พลาดอยู่แล้ว

ถามว่ามีเมาส์แล้วต้องใช้ Trackpad ด้วยเหรอ.... จะบอกว่า เห้ยยย มันไม่เหมือนกันเว้ย ตัว Trackpad มันมี Gesture หลาย ๆ อย่างที่เมาส์มันทำไม่ได้ ถ้าใครที่ใช้ Mac จะรู้ดีเลยว่า Apple ทำ Trackpad ดีมาก ๆ ทั้งแต่ใช้คอมพิวเตอร์มา เราไม่เคยเห็นเจ้าไหนทำ Trackpad ได้ดีเท่า Apple มาก่อนเลย การใช้งานที่ลื่นไหล และ Gesture ที่ทำออกมาได้ธรรมชาติมาก ๆ ทำให้เราติดได้ไม่ยากเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังติดงอมแงม

Xiaomi Mijia Monitor Hanging Lamp

รีวิว Xiaomi Mijia Monitor Hanging Lamp ไฟแขวนจอคอมสุดฮิต
อีกหนึ่ง Item สุดฮิตในช่วง COVID-19 นี้ก็คงหนีไม่พ้นโคมไฟสำหรับตั้งบนจอแน่นอน วันนี้เราเอาตัวที่กำลังเป็นที่สนใจของใครหลาย ๆ คนเลยกับ Xiaomi Mijia Monitor Hanging Lamp ที่สวย และมี Remote ที่เรียบหรูมาก ๆ มาให้เราด้วย

แน่นอนว่า ตั้งแต่ WFH กลุ่มจัดโต๊ะคอม ล่อกันได้ทุกวัน ล่อไอเท็มใหม่ ๆ ได้ทุกวัน แต่หนึ่งในไอเท็มที่ล่อกันจนโดนกันทั้งกลุ่มคือ Monitor Hanging Lamp หรือก็คือไฟที่ติดบนหน้าจอนั่นเอง ที่ทำให้พื้นที่ในการทำงานของเราสว่างเหมาะสมกับการทำงานมากขึ้น หนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมาก ๆ คือจาก Xiaomi

ตัวมันบอกเลยว่า มันไม่ได้หวือหวาเท่าไหร่ในแง่ของตัวหลอด เพราะตัวหลอดก็เป็นแค่หลอด LED สีส้ม กับสีขาว เปิดพร้อมกันเพื่อให้เราเลือกอุณหภูมิสีที่เหมาะกับห้องทำงานของเราได้ แต่สิ่งที่ทำให้มันเหนือกว่าคนอื่นเขาคือ การที่มีตัวควบคุมที่เป็นตัวหมุน ๆ คล้าย ๆ กับ Surface Dial เลย ทำออกมาได้ดีมาก ๆ วางยังไงก็สวยว่าไปแบบนั้นเลยก็ได้ แนะนำเลยว่า ถ้าใครช่วงนี้ยังต้อง WFH อยู่ต้องโดนสักตัวแน่ ๆ

แต่เรื่องที่เราอยากจะติ เลยคือ เราอยากให้มันเปิดปิดเองได้ เพราะบางที เราเดินออกไปแล้ว เราลืมปิด มันก็จะเปิดไว้แบบนั้นเปลืองไฟอยู่นะ 15W น่ะ กับโต๊ะทำงานเราอยู่ในห้องนอนด้วย พอเราลืมปิด เดินขึ้นเตียงไปปิดไฟปุ๊บชิท !! ลืมปิดนังโคมหน้าจอ คือกำลังเคลิ้ม ๆ ง่วง ๆ แล้วลุกไปเปิดอีกที ตื่นเลย เห้อออออ

Orico USB Type-C Hub

เราว่าปัญหานึงของคนที่ใช้ iMac น่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อต่าง ๆ คือเราเข้าใจนะว่า หลาย ๆ อย่างพวกนี้เวลาเรา Setup แล้วเราก็ไม่น่าจะเสียบอะไรเพิ่มแล้ว แต่พวก SD Card งี้ หรือพวก USB นิด ๆ หน่อย ๆ บางทีเราก็ต้องเสียบ ๆ ถอด ๆ เรื่อย ๆ ไง จะเอาไว้ข้างหลังหมด จะเสียบมันก็ลำบาก เราเลยลองหา USB Hub ที่มันมีพวก SD Card Reader และ USB-C และ USB-A มาให้เลย

เราเลยลองไปหาของ Orico ก่อน เพราะก่อนหน้านี้พวกอุปกรณ์ต่อพ่วงเราใช้ของ Orico แล้วเราไม่เจอปัญหาเลย ทำให้เราไว้ใจยี่ห้อนี้มาก ๆ จนเราไปเจอ Hub ตัวนึงที่มี USB-C, SD Card Reader, Micro-SD Card Reader และ USB-A 2 Port เห้ยนี่แหละ ใช่เลย และสายมันก็ไม่ยาวด้วย ไม่รก กดมาเลย ตัวละพันนิด ๆ แต่เราจำชื่อรุ่นไม่ได้

แล้วเราก็ Mount กับตัว iMac ด้วยเทปกาวยึดติดสูงของ 3M มันบอกว่าติดโลหะได้ แน่นอนว่าตัว Body ของ Hub และ iMac เป็นโลหะอยู่แล้ว ทำให้ของสองชิ้นนี้ติดกันได้อย่างแน่นหนา โดยง่ายเลยละ นี่น่ะเหรอ ประสิทธิภาพของ ของที่เราใช้มันอย่างถูกวิธี ฮ่า ๆ เวลาเราเสียบอุปกรณ์เข้าออก ก็ไม่มีปัญหาเรื่องกาวหลุดอะไรเลย แม้แต่จะแกะออกมายังยากเลย แต่ก็นั่นแหละ เราก็ไม่จำเป็นต้องแกะไง

ส่วนในแง่ของการใช้งานเอาจริง ๆ ถ้าใครที่ใช้ iMac เราแนะนำเลย เพราะมันทำให้เราสะดวกมากจริง ๆ ไม่ต้องเอื้อมไปด้านหลังเลยอะไรที่เสียบ ๆ ถอด ๆ เราก็เอามาเสียบกับ Hub นี่แหละ ส่วนความเร็ว เท่าที่ลองใช้ เราก็ไม่เจอปัญหาอะไรนะ มันก็วิ่งของมันได้เต็มประสิทธิภาพ ยกเว้นเราเอา NVMe Enclosure มาเสียบเราไม่แนะนำเท่าไหร่ ยอมเอื้อมไปเสียบด้านหลังดีกว่า จะได้ความเร็วที่สูงกว่า

Orico NVMe Thunderbolt Enclosure

Orico NVMe Thunderbolt Enclosure

ไหน ๆ พูดถึง Orico เราก็ใช้ NVMe Enclosure ด้วยสำหรับใส่ NVMe SSD ในการทำงานต่าง ๆ เช่นการตัดวีดีโอ และ งานที่ต้องอาศัย I/O เยอะ ๆ อย่างการรันโปรแกรมบางประเภท ซึ่งในท้องตลาด เราจะเจอ NVMe Enclosure เยอะมาก ๆ เลยละ แต่ถ้าเราไปมองหาตัวที่เป็น Thunderbolt เราจะพบว่ามันมีไม่เยอะเลย ส่วนใหญ่ราคาเดือดมาก ไม่มีงบขนาดนั้นเลย จนไปเจอของ Orico ที่ราคาถูกที่สุดในวงของมันแล้ว เลยลองซื้อมาดู

เพื่อให้ไปสุด ๆ เราเลยเลือกใช้ SSD ที่มีความเร็วสูงหน่อยอย่าง WD Black SN750 ขนาด 2 TB ไปเลย เมื่อ Combination นี้มารวมกันคือ เราใช้แทน Internal SSD ได้เลย ทำให้เราประหยัดงบไปเยอะมาก ๆ เมื่อเทียบกับ ถ้าเรา Upgrade Internal SSD จาก Apple เอง (ถูกกว่าโคตรเยอะ) ถึงจะบอกว่า External SSD พวกนี้มันช้ากว่า Internal SSD ของ Apple ก็ตาม แต่ถามเถอะ พวกแกใช้กันถึงเหรอ นั่นสิ เราใช้ตัดวีดีโอ 4K เอง เราจะไปเสียเงินแพง ๆ เอา SSD ความเร็วสูง ๆ ขนาดนั้นมาทำมะเขืออะไร เราก็เอาตัวที่เราใช้งานได้พอ ในราคาที่เรารับได้มาใช้ดีกว่าเยอะ ประหยัดงบไปได้เป็นหมื่น

อีกอย่างพอเป็น External SSD นั่นแปลว่า เราสามารถเอาออกไปเสียบใช้งานกับเครื่องอื่นได้ ถ้าเกิดเราต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ใช้ Macbook เราก็แค่ดึงสายออก และเอาสายเสียบกับ Macbook เราก็ใช้งานต่อได้เลย โดยที่เราไม่ต้องนั่งหา Media มาโอนไฟล์ ยังไม่นับว่าไฟล์ใหญ่ใช้เวลาในการโอนอีก ตัดปัญหาไปได้เลย เพราะเราทำงานอยู่บนนั้นอยู่แล้ว

WD My Book

รีวิว WD My Book External Hard Disk ตั้งโต๊ะหน้าตาดีย์
วันนี้มีของมารีวิวกัน หลังจากหายไปนานเลย วันนี้เรากลับมาพร้อมกับ WD My Book ที่เป็น External HDD ตั้งโต๊ะ

พูดถึง Storage นอกจาก NVMe Drive เรายังมี HDD แยกอีกตัว เป็น Desktop External HDD จาก WD ในรุ่น My Book ขนาด 4TB แต่จากรูปอาจจะไม่เห็นสินะว่ามันอยู่ไหน

เพราะเราซ่อนไว้ใต้โต๊ะเลย เพราะมันไม่มีที่วางจริง ๆ อีกอย่างมันใกล้กับปลั๊กไฟมากกว่าด้วย ทำให้เราเดินสายง่ายกว่าเดิมมาก มีแค่สาย USB ที่ขึ้นไปเสียบบนคอมแค่นั้นเลย

WD My Book

ถามว่าทำไมเราไม่ใช้ External HDD แบบพกพาเอามาเสียบละ เอาแบบ Desktop ทำไม เหตุผลง่าย ๆ เลยคือ แบบ Desktop มันมี Adapter จ่ายไฟ ทำให้การจ่ายไฟทำได้นิ่งกว่า การเสียบผ่าน USB มาก นอกจากนั้น HDD ที่มันใส่มาจะเป็น HDD แบบ 7,200 RPM ด้วย ทำให้ได้ความเร็วที่สูงกว่า Portable External HDD ที่ใช้ HDD แบบ 5,400 RPM มากพอสมควร

โดยข้อมูลหลัก ๆ ที่เราเก็บใน External HDD จะเป็นพวกไฟล์ที่มีขนาดใหญ่อย่าง Lightroom Library ใหญ่จริงอะไรจริง ไหนจะไฟล์รูปที่เป็น RAW File ต่าง ๆ และ เราเริ่มหันมาใช้งานพวก MIDI Keyboard นั่นแปลว่า เราจะต้องมีพวก Software Instrument File ด้วย พวกนี้ขนาดบอกเลยไม่ตลก ใหญ่มาก ๆ เข้าวงการแล้วคือ ซื้อ HDD เพิ่มอย่างเดียว ลดไม่ได้เลยจริง ๆ เดือดจัด

Harman Kardon Aura Studio 2

รีวิว Harman Kardon Aura Studio 2 ลำโพงสุด Iconic เสียงโหด
หายกับการรีวิวเรื่องเสียงมานาน ไปสะดุดตากับลำโพงที่เรียกได้ว่ามี Design อันเป็น Iconic ของนางเลยคือรุ่น Aura Studio 2 สิ่งที่ช๊อคคือ เขาขายในราคา 4,990 วันนี้เราเอามารีวิวกันว่า ลำโพงสุดหรูจากจะทำได้ดีแค่ไหน และ ให้เสียงได้ดีขนาดไหน ลองไปดูกัน

ถัดไปคือ ลำโพง ถึงเราจะบอกว่า เราทำงานพวกตัดวีดีโอ แต่เราก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ขนาด Monitor Speaker อะไรขนาดนั้น เราแค่อัดคลิปสอน Production ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น แต่ที่เราต้องการลำโพงเพราะเราอยากได้คุณภาพเสียงเวลาเรานั่งฟังเพลงไป ทำงานไปที่ดีขึ้น ตัวลำโพงของ iMac เอาจริง ๆ มันไม่ได้ดีขนาดที่เราจะฟังมันทุกวัน ๆ ได้ เลยต้องไปหาลำโพงมา

หนึ่งในยี่ห้องลำโพงที่เราชอบคือ Harman Kardon ด้วยสไตล์เสียงที่มันหล่อ เลยทำให้เราชอบมาก ๆ หนึ่งในรุ่นที่อยากได้มานานคือ Aura Studio เพราะ Design ของมันที่เมื่อก่อนเราเดินผ่าน เราก็จะต้องมองมันตลอด มันไม่เหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ จนช่วง Flash Sale เราเห็นมันลดราคาอยู่ ถึงจะเป็นรุ่น 2 ก็ไม่เป็นไร ไม่เอารุ่น 3 ก็ได้ ราคาต่างเยอะมาก ๆ เลยกดมาแบบไม่คิดเลย

และแน่นอนว่าคุณภาพเสียง อยู่ในระดับที่เรา Happy มาก ๆ ด้วยเสียงที่ชัดมาก ๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของห้อง เราก็ยังได้ยินเสียงในลักษณะเดียวกันหมด เขาบอกว่า ลำโพงตัวนี้วางตรงของห้องก็ได้ เราจะอยู่ตรงไหนมันก็จะได้ยินเสียงเหมือนกันหมด เออ เจ๋งหว่ะ

ข้อเสียคือ เราจะต้องมานั่งกดปุ่มเปิดเองตลอด ถ้ามันไม่มีเสียงเล่นออกมาสักเวลานึง มันก็จะเข้าสู่ Mode Standby และไม่นานจากนั้นมันก็จะปิดตัวเอง ทำให้ถ้าเราต้องการกลับมาฟังต่อ เราก็ต้องเปิดใหม่ เราทดลองซื้อสาย AUX ต่อ iMac เข้ากับ Harman Kardon Aura Studio 2 แล้วนะ แต่มันก็ไม่ออก จนเรากดเปิดเสียงถึงมา จริง ๆ คือมันควรที่จะเปิดตัวเองได้เมื่อเสียงเข้า แต่เราก็เข้าใจได้ เพราะมันถูกออกแบบมาให้เป็น Bluetooth Speaker เป็นหลัก

แต่การใช้ Bluetooth ก็ไม่ได้แปลว่า เสียงจะ Delay เลยนะ เท่าที่เราใช้งาน เราไม่เจอปัญหาแปลก ๆ จากมันเลย โดยเฉพาะเรื่องของระบบการเชื่อมต่อต่าง ๆ แม้จะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ก็ไม่เจอเลย สำหรับใครที่จะซื้อ เราว่าตอนนี้ไปซื้อรุ่น 3 ตัวใหม่ไปเลยก็ได้ รุ่น 2 มันออกมานานแล้ว

Dyson Lightcycle Desk

Dyson Lightcycle Desk

มาถึงโคมไฟในตำนานที่หลาย ๆ คนถามว่ามันคือยี่ห้ออะไร เพราะหน้าตาที่แปลกของมันจริง ๆ เราไม่เคยเจอโคมไฟตัวไหนที่หน้าตาประมาณนี้มาก่อน มันทำมาได้ดู Industral Look มาก ๆ แต่ก็ยังคงความ Modern ไว้ในบ้านส่วนใหญ่ยังไงก็ยังสวย ไม่นับข้าง ๆ เก้าอี้ไม้สุด Minimal ที่ไม่ Minimal อะนะ

ใครจะคิดว่าโคมไฟมันจะมี Feature อะไรได้เยอะแยะ กับราคาล่อไป 20k กว่าได้นี่อะไร๊ แต่อย่าลืมนี่คือ Dyson เจ้าพ่อแห่งของแพงอยู่แล้ว แต่ของเขาดีจริงไง อย่างหลอด LED เขาบอกว่า เขาใช้ระบบระบายความร้อนที่จะทำให้โคมมันอยู่กับเราได้นานมาก ๆ ถึง 60 ปี ++ กันเลยทีเดียว ก็คือแก่ตายแล้ว มันก็ยังไม่หมดอายุ ซึ่งเอาจริง ๆ คือ เรื่องของความร้อนกับอายุของ LED มันก็มีผลกันจริง ๆ แหละ เราใช้งานมาแค่ 2 ปีกว่าเลยยังไม่รู้ว่ามันจะอยู่ถึง 60 ปีมั้ย เหมือนกันนะ ไว้ถ้าอยู่ถึงแล้วเรายังมีชีวิตอยู่จะมาบอกละกัน

อีก Feature ที่เราว่ามันเจ๋ง และ หลาย ๆ เจ้าควรทำตามมาก ๆ คือการเอา PIR Sensor มาติด ทำให้เวลาเราเดินเข้าใกล้ตัวโคมไฟมันก็จะเปิดเอง และเมื่อเราไม่ได้อยู่ที่โต๊ะมันก็จะปิดเอง ทำให้เป็นการบังคับเราไปเลยว่า เห้ย ถ้าเราจะทำงานบนโต๊ะ เราจะต้องเปิดไฟนะอะไรแบบนั้น กับอีกเหตุผลคือ การประหยัดพลังงาน ยอมรับเลยว่าหลาย ๆ ครั้ง เรามีโคมไฟ เวลาลุกไปแล้ว เราชอบลืมปิดเป็นประจำเลย คือดูเหมือนจะกินไฟไม่เยอะนะ แต่สุดท้ายพอรวม ๆ กัน มันก็ไม่น้อยไง และเหตุสุดท้ายคือเรื่องของอายุของหลอดด้วย

และสิ่งที่ทำให้ Dyson ตั้งชื่อโคมไฟรุ่นนี้ว่า Lightcycle เพราะมันจะปรับอุณหภูมิของสีตามช่วงเวลาของวันด้วย เพราะมนุษย์เรารับรู้เวลาด้วยแสงยังไงละ การที่เราได้แสงที่เหมาะสมกับช่วงเวลาของวันทำให้เราได้ประโยชน์หลายอย่างมาก ๆ เช่น การนอนหลับที่ดีขึ้น อะไรพวกนั้น ลองไปหาเรื่องของ Circadian Rhythm ได้

Elgato Wave:3

รีวิว Elgato Wave 3 ไมค์คู่หู Streamer
Microphone เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญในการ Streaming เลยก็ว่าได้ วันนี้เราจัด Microphone ตัวที่น่าสนใจมาก ๆ มาคือ Elgato Wave 3 ที่ออกแบบมาเพื่อการ Stream เลย วันนี้เราจะมาดูกันว่ามันทำอะไรได้บ้าง

2 ชิ้นสุดท้ายเป็นของที่เราซื้อมาเพื่อสอนเป็นหลักละ อย่างชิ้นนี้คือ Elgato Wave:3 เป็น Microphone ที่น่าสนใจมาก ๆ โดยเฉพาะที่ Software ของมันอย่าง Wavelink ที่ทำให้เรา Mix เสียงจากในเครื่องของเราออกเป็นเสียงไมค์ปกติได้เลย มันทำให้เราเอาไปประยุกต์ใช้งานกับอะไรได้หลายอย่างมาก ๆ เช่นการที่เราสามารถที่จะ Mix พวกเสียงเพลง เสียง Effect ลงไปใน Zoom หรือ Application ในการทำ Video Conference ขนาดใหญ่ได้เลยง่าย ๆ เลย มันสะดวกจริงอะไรจริง

แถมสเปกของตัวไมค์เรามองว่ามันไม่ได้แย่เลย ก็พอ ๆ กับเพื่อน ๆ ในราคาเดียวกันด้วยซ้ำ ทำให้เราเลยเลือกที่จะซื้อไมค์ตัวนี้มาทำ Course สอน หลังจากเอามาสอนจริง เราบอกเลยว่า เสียงต่างมาก ๆ หลังจากสอน เราเอาที่อัดไว้มาตัดเพื่อจะ Upload ก็คือโหหหห เสียงอย่างต่างเลย คุณภาพไม่ได้แย่เลย ขนาดเราวางไว้บนโต๊ะ ไม่ได้ใช้ขาจับหรืออะไรเลยที่ทำให้มันใกล้ปากเราตรง ๆ ถ้าใกล้จริง ๆ เราว่าน่าจะดีกว่านี้เยอะมากพวก Noise น่าจะแทบไม่มีเลยก็ว่าได้

รีวิว Elgato CamLink 4K
วันนี้มารีวิว Elgato CamLink 4K เป็น Capture Device ที่น่าจะเหมาะกับการเริ่มต้นทำ Online Course เป็นที่สุด จะเป็นยังไงลองไปดูกัน

มาที่อย่างสุดท้าย อันนี้ก็ไม่น่าจะเห็นจากในรูปอีกเช่นกัน เพราะมันอยู่ข้างหลังเลย ก่อนหน้านี้เราเคยคิดที่จะใช้ Webcam ในการอัดวีดีโอ และ Video Conference อะไรหลาย ๆ อย่าง พวก Effect Blur หลังอะไรมันก็ดี แต่พอกลายเป็นว่าเราจะต้องอัดงานที่มันจริงจังขึ้น การใช้ Webcam เฉย ๆ มันก็ไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่โดยเฉพาะ Webcam ของ Mac เองที่ห่วยยังไงก็ห่วยอยู่อย่างงั้น (จน Macbook Pro 2021 ออกมาค่อยดีหน่อย) อยู่ที่ 720p ไม่ไปไหนสักที เลยทำให้ไปมองหาพวก Webcam ดี ๆ มาใช้แต่ราคามันก็แรงใช้ได้อยู่เหมือนกันเลยหันมาดูที่ตัวเอง เออ เรามีกล้องอยู่นิหว่า ถ้าเราเอาภาพจากกล้องเสียบเข้าเครื่องได้เลยมันน่าจะดีมาก ๆ เลยละ คุณภาพที่ได้คือโหดจัดแน่นอน

โดยกล้องที่เราใช้เป็น Sony A7II คู่กับเลนส์ 35mm F/1.8 ทำให้เราได้ Effect ของการทำหน้าชัดหลังเบลอจริง ๆ เลย นอกจากนั้น ยังทำให้เราได้เรื่องของพวกแสงที่เยอะขึ้น ก่อนหน้านี้ที่เราอัดได้เฉพาะกลางวันเพราะเราเปิดหน้าต่างเอาแสงธรรมชาติช่วย ตอนนี้กลางคืนเราก็อัดได้แล้ว และพอมันเป็นกล้องใหญ่จริง ๆ ระบบการจัดการ Noise อะไรมันก็ดีกว่ามาก ๆ ทำให้ภาพที่เราได้ออกมามีคุณภาพสูงมาก ๆ เลยละ

ส่วนถ้าถามว่าทำไมต้องเป็น Elgato ก็เพราะเราใช้ Capture Card ยี่ห้อนี้อยู่แล้ว และใช้งานแล้วเราก็ไม่ได้เจอปัญหาอะไร เลยทำให้เราไว้ใจในการเอามาทำงานจริงเลยเลือกใช้ยี่ห้อนี้

สรุป

และนี่ก็คือของที่อยู่บนโต๊ะทำงานเรา จริง ๆ จะลงนานแล้วละ แต่ก็ไม่ว่างเขียนสักที มันยาวมาก ๆ ช่วงนี้จริง ๆ หลาย ๆ คนก็เริ่มกลับไปทำงานที่บริษัทกันบ้างแล้วละ เลยทำให้พวกการจัดโต๊ะมันก็แอบซาลงไปหน่อย ๆ แต่แน่นอนฮ่ะว่า การทำให้โต๊ะทำงานของเราน่าทำงาน มันก็ทำให้เราตื่นเช้ามาทำงานที่เรารักอย่างมีความสุขแน่นอนฮ่ะ