รีวิว Lexar GO Portable SSD ขนาดเล็ก เสียบกับอะไรก็อร่อย
By Arnon Puitrakul - 10 เมษายน 2025
เมื่อหลายวันก่อนไปเดินงานกล้องที่พารากอน จะไปซื้อ Filter สำหรับเลนส์กล้อง แต่ดันไปสะดุดตากับ SSD ตัวเล็กปุกปิกน่ารักจาก Lexar ซะก่อน และคิดว่ามันน่าจะตอบโจทย์การทำงานหลาย ๆ อย่างของเราได้ดีมาก ๆ เลยกดมาใช้สักหน่อย วันนี้เราได้ใช้มันมานิด ๆ หน่อย ๆ ละ จะมารีวิวให้อ่านกันว่า เราชอบหรือไม่ชอบอะไรในตัวมัน
Unboxing

เริ่มจากการแกะกล่องกันก่อนเหมือนเดิม ตัวกล่องของ Lexar มาเหมือนกันหมดคือเป็นกล่องกระดาษที่มีเขียนพวกสเปกพื้นฐานของมัน และเห็นได้ชัด ๆ เลยว่า เราซื้อจาก Big Camera มาในราคา 6,850 บาท แต่เราซื้อในงานของเขา ลดแล้วมันเหลือ 5,500 นิด ๆ เท่านั้นเอง (เอาจริงปะ ถ้ากดใน App สีส้ม ตอนเวลาปกติ ก็ได้ราคาเท่านี้เหมือนกัน และ ยิ่งถ้าเป็น Double Sale ได้ลดหนักกว่านี้แน่นอน)

ด้านหลังกเป็นพวกการบรรยายสรรพคุณต่าง ๆ ที่แน่นอนว่า เราข้ามมันไปได้เลย อ่านหนังสือเยอะเกินเดี๋ยวหมดโควต้าพอดี

ด้านข้างกล่องเป็นการบอกขนาดของเจ้า SSD จิ๋วตัวนี้ เราจะเห็นได้เลยว่า น้องเขาเล็กมากจริง ๆ ยาวเท่านิ้วของเราเองมั้ง กับหนาไม่ถึง 10 mm เลย

เวลาใครไปซื้อของมือหนึ่ง ให้เราเช็คด้วยนะว่า ซีลที่ด้านท้ายกล้องจะต้องปิดอยู่ไม่ถูกกรีดดั่งในภาพด้านบนนี้นะ อันนี้คือ เรากรีดเปิดดูไปแล้ว

เปิดกล่องออกมา เราจะพบกับ กล่องพลาสติกที่มี SSD ใส่ วางอยู่ในกล่องอย่างเรียบร้อยสวยงาม

ตัวกล่องพลาสติกทำมาโอเคเลยนะ มันก็เป็นมาตรฐานเหมือนกับกล่องที่ใส่ Memory Card มาเลย เป็นพลาสติกที่จับแล้วไม่ได้รู้สึกแพงอะไรขนาดนั้น แต่รู้สึกได้ว่า มันน่าจะทนมือทนเท้าได้อยู่นะ ใช้ไปสัก 4-5 ปี น่าจะมีกรอบได้ง่าย ๆ

วิธีการเปิดของมันคือ มันจะเป็นเขี้ยวที่เป็นสลักให้เราดึงเพื่อเปิดออกมาได้เลย

เมื่อเปิดออกมา เราจะพบกับ SSD ที่อยู่ภายในกล่อง

เราจะเห็นว่า ด้านล่างมันมีอุปกรณ์ขนาดเล็กอะไรบางอย่าง ตัวของมันทำจากพลาสติกสีดำ ดู Premium มาก ๆ

หากเราหมุนช่องเสียบออกมาดู เราจะเห็นว่ามันเป็น USB-C ตัวเมียเป็นตัวผู้

ใช้สำหรับเสียบในลักษณะแบบภาพด้านบน สำหรับเสียบกับโทรศัพท์ที่อาจจะมีเคสหนา ไม่สามารถเสียบโดยตรงได้ เขาก็จะให้อุปกรณ์เสริมตัวนี้มาให้เราใช้งานได้โดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม

ของอีกชิ้นที่อยู่ในกล่องคือ Label สำหรับให้เราเขียน แล้วแปะกับ SSD ไว้ เขาทำมาสำหรับคนที่มีเจ้านี่หลาย ๆ อันแล้วต้อง Label ว่ามันคือ SSD ตัวไหน เช่นสมมุติว่า เราใช้ iPhone ถ่ายหลาย ๆ ตัว เราอาจจะ Label บอกไว้ว่ามันเป็นกล้องตัวไหน เวลาเราเอาเข้าไป Ingest สู่ระบบ เราก็จะได้ Label ในโปรแกรมถูกว่า มันมาจากกล้องตัวไหน และเราสามารถที่จะแกะ แล้วเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ได้ด้วย

ของอีกชิ้นที่มาในกล่องคือ สายคล้อง

เราสามารถห้อยเจ้าสายคล้องนี้กับตัวกล่องได้เลย ทำให้มันมีความสะดวกในการพกพาเพิ่มมากขึ้นไปอีก

และทั้งหมดนี้ ก็คือสิ่งที่ถูก Bundle ให้มาในกล่องทั้งหมดแล้วละ ไม่ได้มีอะไรมากเท่าไหร่
Lexar GO Portable SSD

Lexar GO Portable SSD ตัวของมันเมื่อแกะออกมาจากกล่อง แว่บแรกที่คิดคือ เข้ น้อง ~~~ ทำเสียงสิบ ทำไมน้องเล็กได้ขนาดนี้วะเนี่ย

ตอนแรกก็ งง ว่าทำไมมันเป็นยาง ๆ แปลก ๆ จนถึงบางอ้อ ว่า อ่ออออ ที่เขาใส่มาในกล่องเลยคือเป็นเคสยาง

ตัวเคส คือ ทำจากยาง มีความหนาไม่มากเท่าไหร่ แต่คิดว่า น่าจะเพียงพอสำหรับกันกระแทกเมื่อมันตกลงพื้นได้แล้วละ ที่สำคัญ มันไม่หนามากเกินไปจนทำให้เสียความคล่องตัวในการพกพาด้วย ส่วนตัวแนะนำว่า เวลาเราใช้งานจริง ก็ใส่ไว้ก็ได้นะ เผื่อตกมา จะได้ไม่เป็นรอย

เมื่อเราแกะออกมา เราจะพบกับหน้าของน้องตัวจริง ๆ ภายใต้หน้ากากกันละ โดยตัว Body นั้นทำจากพลาสติก ที่จับแล้วรู้สึกถึงความแข็งแรง และ Premium มาก ๆ เวลาเราเอานิ้วกด ๆ ก็ไม่รู้สึกถึงความเอี๊ยด ๆ เลย รู้สึกแน่น แข็งแรงมาก ๆ

ด้านหลัง จะเป็นแผงครีบ ๆ เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของ Design มากกว่า เพื่อให้มีความสวยงาม และด้านล่างมี Logo ของ Lexar สกรีนเอาไว้อยู่

ด้านบน เป็นส่วนที่เราจะเสียบเข้าไป โดยใช้ Port USB-C ที่ปัจจุบันอุปกรณ์เกือบทุกตัวรองรับหมดแล้ว และด้านข้าง ๆ ซ้าย เราจะเห็นว่า เขาสกรีน 1 TB สำหรับแสดงความจุไว้ด้วยว่า SSD ตัวนี้มีความจุ 1 TB และด้านล่างตัวเล็ก ๆ ที่เขียนว่า SN คือตัว Serial Number ของมัน แต่เรา Photoshop ปิดไว้
เสียบกับอะไรก็อร่อย

จริง ๆ Lexar GO ตัวนี้ เขาออกมาให้มีขนาดเล็ก สำหรับเสียบเข้ากับ iPhone ที่รองรับ USB-C สำหรับการอัดวีดีโอได้ยันระดับ ProRes RAW ใส่ External Storage โดยตรงได้ แต่สำหรับเราเองที่ไม่ได้ถ่ายอะไรพวกนั้น เราคิดถึง Use Case อื่นที่น่าสนใจกว่านี้เยอะมาก

ด้วยความที่มันเป็น USB-C ทำให้เราสามารถเสียบมันเข้ากับอุปกรณ์อะไรก็ได้ ตั้งแต่ iPhone,iPad และ Mac ทุกอย่างเลย กลายเป็นว่าเราเอามาใช้มันเป็น SSD สำหรับทำงานตัวหลักเลย คล้าย ๆ กับใช้ Flash Drive แต่เป็น Flash Drive ที่ On-Steroid มาก ๆ เร็วกว่า และความจุสูงกว่าด้วย

แต่เรื่องที่เราจะกังวลเวลาเราเสียบมันเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์คือ มันไม่มีสาย มัน Built-in USB-C เข้ากับตัวมันเลย พอเราไปเสียบในอุปกรณ์บางอย่างที่มันมีพื้นที่เล็ก ๆ มันอาจจะเสียบไม่เข้า หรือบางครั้งมันอาจจะไปกินพื้นที่ของ Port ข้าง ๆ ทำให้เราเสีย Port ข้าง ๆ ไปเลย เช่นภาพด้านบน เราเสียบเข้ากับ Macbook Pro ก็จะเห็นได้เลยว่า ขนาดของมันไปบัง Port ข้าง ๆ จนเสียบไฟผ่าน Magsafe ไม่ได้เลย ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการซื้อสาย USB-C ตัวเมียเป็นตัวผู้เสียบก็ใช้งานได้แล้วละ แต่มันจะทำให้ความคล่องตัวในการพกพานั้นเสียไปนิดหน่อย ส่วนตัวเราเลยคิดว่า เราก็เสียบแบบนี้แหละ ไม่ต้องพกสายหรอก ยังไง เราก็ทำงานไม่น่านานจนแบตหมดก่อนหรอกมั้ง

เทียบกับ SSD ตัวเก่าที่เราพกอย่างการซื้อ Thunderbolt Enclosure มาใส่ WD SN750 1 TB เข้าไป เราจะเห็นได้เลยว่า ขนาดมันต่างกันมาก ๆ และน้ำหนักเองก็ยังต่างกันแบบสุดยอดด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่เท่ากันคือ ความจุ 1 TB เท่ากัน ใครจะคิดละว่า อุปกรณ์ 2 อันนี้ มีความจุ 1 TB เท่ากัน แต่ถึงแม้ว่า Thunderbolt Enclosure จะให้ความเร็วได้สูงกว่า หลัก 2,000 - 3,000 MB/s หรือเทียบกับ Lexar GO SSD ห่างกัน 2-3 เท่าตัวได้เลย แต่สำหรับการใช้งานเราที่ไม่ได้ต้องการความเร็วสูงมากขนาดนั้น 1,000 MB/s ถือว่าเพียงพอกับเราแล้ว ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสำหรับการใช้งานของเราเลย เพราะทุกกรัม มีผลกับการพกพามากจริง ๆเรื่องเดียวที่จะกลัวคือ เล็กเกิน กลัวหายมากกว่า ดีที่มีกล่อง
Performance ของแทร่

อย่างที่เคลมกันหน้ากล่องว่าอ่านเขียนได้ระดับ 1,000 MB/s ตอนแรกคิดว่า พอเอามาใช้งานจริง เราจะได้กัน 900 MB/s ต้น ๆ เท่านั้น แต่หลังจากการทดสอบโดยการเสียบมันเข้ากับช่อง USB-C บน Macbook Pro M4 Max แล้วทำการทดสอบผ่านโปรแกรม Blackmagic Disk Speed Test เห็นได้จากภาพด้านบนเลยว่า ทำได้เกือบ ๆ เท่ากับที่เคลมเอาไว้เลย ซึ่งถือว่าดีมาก ๆ
ความเร็วระดับนี้บอกเลยว่า เร็วมาก ๆ มันรองรับการทำงานแทบจะทุกอย่างที่เราจะคิดได้กันแล้ว ตั้งแต่การทำงานเอกสารพื้นฐาน จนไปถึงการใช้ตัดต่อวีดีโอ RAW 8K หลาย ๆ Stream พร้อม ๆ กัน ก็ยังอ่านได้เร็วแบบสบาย ๆ เลยละ
และเรื่องที่เรากังวลมาก ๆ กับ SSD ขนาดเล็ก ๆ คือ Sustiained Performance หรือ ความเร็วเมื่อเรามีการอ่านเขียนหนัก ๆ เพราะส่วนใหญ่ พวก SSD ขนาดเล็ก พอเราโหลดมันหนัก ๆ ใช้งานมันหนัก ๆ อย่างต่อเนื่อง มันจะร้อนจนทำให้ SSD เรามีความเร็วต่ำลง บางตัวอาจจะลงไปเหลือเพียงครึ่งเดียวของสภาวะปกติเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับ Lexar GO ตัวนี้ หลังจากเราลองเอามันมา Sequential Read อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมงพอดี จับ ๆ ดูพบว่าตัว SSD ไม่ได้ร้อนขนาดนั้น เพียงแค่อุ่น ๆ แบบจับได้เฉย ๆ เลย และ Sequential Performance ของมันลดลงเพียงแค่ 15% เมื่อเทียบกับการทดสอบ Sequential Read ครั้งแรกเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ ดังนั้น ใครที่เอามันมาอ่านเขียนหนัก ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้เลย
Built-in Encryption Software

พอตัวมันเป็น SSD สำหรับพกพา ย่อมมีโอกาสที่มันอาจจะหาย สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ตัว SSD หรอก แต่เป็นข้อมูลที่อยู่ภายในนั้นมากกว่า ตัว Lexar GO เขามาพร้อมกับ Lexar DataShield ที่เป็นโปรแกรมสำหรับการเข้ารหัสข้อมูลที่อยู่ภายใน SSD ทำให้ถึงแม้ว่า เราจะทำ SSD หายไป มีคนเก็บได้ แต่คนพวกนั้นก็จะไม่สามารถเปิดข้อมูลที่อยู่ภายใน SSD ของเราแน่นอน

จากการลองใช้งานมา พบว่า มันแอบใช้งานยากอยู่พอสมควร ยี่ห้ออื่น เขาจะใช้การเปิดโปรแกรม แล้วใส่รหัส ไฟล์ทั้งหมด ก็จะถูกปลดล๊อค และแสดงผลขึ้นมาใน Finder ของเราเลย แต่ตัวนี้คือ เราจะต้องเข้าใช้งานไฟล์ผ่าน DataShield เท่านั้น ก็อาจจะต้องรอเขาปรับปรุงแหละ ส่วนตัว ก็ขอผ่านละกัน แต่ไปใช้ Encrypted File System ของฝั่ง Apple แทนละกัน ง่ายกว่าเสียบ แล้วใส่รหัสก็ใช้งานได้เลย
สรุป

Lexar GO Portable SSD เป็น External SSD ที่มีขนาดเล็ก เหมาะกับการพกพามาก ๆ เผลอ ๆ เหมาะเกินไปจนกลัวหายเลยละ ประกอบกับ Standard ความ Lexar ที่ออกของมา ไม่ใช่แค่ Gimmick เท่านั้นแต่มันใช้งานได้จริง เห็นอันเล็ก ๆ ขนาดนี้ สามารถรองรับการอ่านเขียนที่โหดร้ายได้สบาย ๆ เหมาะกับเอาไปใช้งานได้ตั้งแต่งานทั่ว ๆ ไปจนถึงงานระดับ Professional ก็ไว้ใจได้เลย และราคาหลัก 5-6 พัน ที่ต้องยอมรับว่า แอบสูงไปสักหน่อยสำหรับ External SSD ความจุ 1 TB แต่ถ้ามองเรื่อง Portability และ Versatility แล้วเราคิดว่า ราคา Premium ที่งอกขึ้นมา เป็นอะไรที่คุ้มมาก ๆ เลยละ หากใครกำลังมองหา SSD ขนาดเล็ก สำหรับเก็บข้อมูล เราคิดว่า Lexar GO Portable SSD เป็นอีกตัวเลือกที่อยากให้เก็บมาลองพิจารณาดูเลย



