เมื่อผมเลิกใส่แว่นแล้วสักที !
By Arnon Puitrakul - 08 มิถุนายน 2025
ใครที่ติดตามเราใน Youtube น่าจะสังเกตได้ว่า อ้าว เราไม่ได้ใส่แว่นแล้ว แน่นอนว่า เราไม่ได้ใส่ Contact Lens ด้วย แต่เราไปทำเลสิกมา วันนี้เราจะมาเล่าประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนทำ จนถึงปัจจุบันผ่านไป 1 เดือนกันว่า เราต้องเจออะไรบ้าง และ ค่าใช้จ่ายที่เราโดนไปทั้งหมดเท่าไหร่
จุดเริ่มต้น ที่ไม่ได้เกี่ยวกับชั้นเลยจริง ๆ
เรื่องของเรื่องมันเกิดจาก เมื่อเกือบ 7-8 เดือนก่อน แม่ชั้นเองนี่แหละ นางมีปัญหากับตา เลยชวนไปหาหมอ ก็นะ แม่นางคือ อายุจะ 60 ละ กลัวจะเป็นต้อหิน ต้อกระจก แล้วดันชอบอ่านนิยายฉ่ำด้วยไง สรุป อ่อ แค่ตาแห้งน่ะ แล้วแม่ก็เลยถามเรื่องเลสิก สุดท้ายคือ อ่อ เก็บตาไว้ลอกต้อเนอะ นี่ก็เลยเริ่มคิด ๆ ละ หรือว่า กรูจะทำเลสิกดีน้าาาาา
หลังจากนั้นอยู่ 6 เดือนได้ เราก็มานั่งคิดว่า เราจะทำดีมั้ย ค่าเปลี่ยนแว่นทีนึงแมร่งก็แพงอยู่นะ ถ้าเรายอมจ่ายก้อนนี้ก้อนเดียวจบ อย่างน้อยอยู่ได้อีกหลายปี อะ โอเคเริ่มน่าสนใจละ งั้นเราไป Research หน่อยว่า กระบวนการคืออะไรบ้าง ผลข้างเคียง ผลลัพธ์ที่ต้องการมันเป็นยังไง ตอนนั้นคือนั่งอ่าน Paper กับ Case เยอะมาก หลักร้อยฉบับ กับถามเพื่อนที่เป็นจักษุเยอะมาก จนแมร่งรำคาญไปเลย ฮา ๆๆๆๆ กรูขอโทษษษษษษ
เรารู้สึกว่า เวลาถ้าเราจะทำหัตถการอะไรสักอย่างนึงที่มัน Optional ก่อนทำเราอยากจะรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อ่านกับนึกภาพดูวีดีโออะไรจน เห็นเป็นภาพ 3D แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในระดับเซลล์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีกระบวนการซ่อมแซมอย่างไรนั่นนี่ คือเอาละเอียดระดับนั้นไปเลย อารมณ์ตอนนั้นจะทำ Ulthera ก็แบบเดียวกันคือนั่งอ่านอยู่ 6 เดือนได้กว่าจะยอมทำ จนนี่แหละ ได้เวลาละ ดีว่า โรงพยาบาลที่ทำ เราก็เลือกไว้แล้ว คือ ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เพราะ 2 เหตุผลคือ ตอนแรกที่แม่ไปหาหมอ ก็ไปหาที่นั่น และ ชั้นจบที่นั่นมา เอาที่ ๆ ไว้ใจและคุ้นเคยก็ต้องเป็นที่นี่แหละนะ
หลังจากทำใจมานาน ก็โทรไปนัดที่ศูนย์ตาเลยว่า ต้องการ ทำ Examination กับ Consult เพื่อจะทำเลสิก ซึ่งดีว่าคนไม่ได้เยอะมาก จนเราแทบจะเลือกคิวเข้าไปได้เลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คิวแพทย์ละ อยู่ที่กรูละ...... อะ จัดไป 15 มีนาคม 2025
มาตรวจตา + Consultation
ก่อนวันนัด 1 สัปดาห์กับ 1 วัน ก่อนวันนัด จะมีพยาบาลจากศูนย์ตา โทรมาเพื่อ Confirm นัดอีกครั้ง กับมีถามเรื่องว่า เราใส่ Contact Lens หรือไม่ ถ้าใส่ ให้เราเว้นการใส่ 1 สัปดาห์ก่อนมาตรวจ ซึ่ง เราก็ไม่ได้ใส่เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ชิว ๆ ไป

มาถึงวันนัด เราก็มาตามเวลานัด หลัก ๆ เขาจะตรวจตาเราค่อนข้างละเอียดมาก ๆ ตั้งแต่พื้นฐานสุด ๆ อย่างค่าสายตา การวัดความดันตา การวัดความหนาของกระจกตา และที่สำคัญมาก ๆ คือ การตรวจพวกสิ่งที่อยู่ด้านหลังตา อย่างพวก จอประสาทตา เป็นต้น ซึ่งจุดสำคัญคือ การจะตรวจสิ่งที่อยู่ด้านหลังนั้น เราจำเป็นต้อง ขยายม่านตา ด้วยยาซะก่อน ผลก็คือ ทำให้เรามองเห็นได้ยากขึ้น และไม่ควรขับรถ ทำให้วันนั้น เราเลยต้องพาแม่ไปนั่งรอเป็นเพื่อนด้วย หยอดยาขยายม่านตาครั้งแรก แมร่งสนุกชิบหาย เริ่มเข้าใจแล้วว่า คนสายตายาว เวลาไม่ได้ใส่แว่นรู้สึกยังไง ฮา ๆๆๆๆๆ ระหว่างนั้นจะมีพี่เจ้าหน้าที่มา Consult และให้ข้อมูลการผ่าตัดวิธีต่าง ๆ ด้วยว่า แต่ละวิธีการเขาทำยังไงกันบ้าง มีวีดีโอด้วยนะ ซึ่งเราก็ไม่ได้ถามอะไรมากเท่าไหร่ เพราะก็นั่งอ่านมา 6 เดือนแล้ว
ตอนนั้นคือ ไม่ได้กลัวว่าจะผ่าไม่ได้นะ แต่แมร่งกลัวว่า เราจะเป็นพวกจอประสาทตาเสื่อมมั้ยเนี่ย หรือมีความผิดปกติอะไรที่ชิบหายกว่านี้มั้ย เพราะส่วนตัวเราตอนตรวจสุขภาพประจำปี เราไม่ได้ตรวจสุขภาพของตาเราเลย ทั้ง ๆ เป็นคนที่ทำงานที่ต้องใช้สายตาอยู่ตลอดเวลาด้วย หลังจากหยอดยาไปไม่นาน ก็ได้ไป Consult กับหมอ ก็เรียกว่า โชคดีไป ที่ผลตรวจตอนนั้น เราไม่มีปัญหาเกี่ยวกับตาใด ๆ จะมีแค่ว่า ม่านตาของเรา มีสามารถ หด และ ขยาย ได้มากกว่าคนปกตินิ๊ดเดียว ซึ่งก็ยังอยู่ในระดับที่ปกติอยู่ ไม่ได้มีปัญหา หรือมีภาวะใด ๆ รอดไปนะเจ้าอานนท์
แล้วหมอก็ Consult เสนอวิธีการว่า เราจะทำการผ่าตัดด้วยวิธีไหนได้บ้าง ซึ่ง ก็คือกระจกตาเราเหลือ ๆ ทำได้หมดเลย ตั้งแต่ PRK, Femto Laser และ ReLEX ซึ่งแน่นอนว่า ชั้นเลือกวิธีที่ Invasive น้อยสุด เลือก ReLEX อย่างแน่นอน หมอก็จะแจ้งพวก วิธีการขั้นตอนต่าง ๆ, Complication ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และ ระยะเวลาในการ Recover ถามได้หมด ตอนนั้นเราก็แอบถามลึกเหมือนกัน เพราะแอบกลัว ยิ่งไม่รู้ยิ่งกลัว เลยยิ่งถาม แต่ก็ไม่กล้าถามเยอะ ฮา ๆๆๆๆๆๆ สุดท้ายจะต้องนัดวันเพื่อเข้ามาผ่าตัด ตอนแรกก็คิดเหมือนเดิมว่า จะมีคิวมั้ยว๊าาาา สุดท้าย คือ อ่อ ศุกร์ กับ เสาร์ ตอนนั้นคือ ได้หมด อะ เหลือกรูเหมือนเดิมแล้วสินะที่จะไม่ได้เองเนี่ย !!!
ทำเสร็จมันต้องพัก มีช่วงเวลาในการ Recover ด้วย งั้นเราเลือกช่วงวันหยุดยาว ๆ หน่อย ซึ่งตอนนั้นใกล้สุด ก็คือช่วงสงกรานต์ไปเลยจ้าาา ตอนแรกคิดว่า เขาจะไม่หยุดสงกรานต์กันเหรอวะ สรุป ไม่หยุด งั้น Choose เลย 12 เมษายน 2025 ระหว่างทางกลับบ้าน ด้วยฤทธิ์ของยาขยายม่านตาก็คือแสบตามาก ๆ จำได้ว่าหยอดไปตอนบ่ายโมงกว่า ๆ สักบ่าย 3 กลับบ้านโดนแสงเยอะ ๆ ก็ยังแสบตาอยู่ กลับมาบ้าน นั่ง ๆ นอน ๆ ถึงสัก 6 โมงกว่าก็หายจนเกือบปกติละ พีคกว่านั้นคือ สัก 4 ทุ่มต้องขับรถไปรับเพื่อนที่สุวรรณภูมิจ้าาา ดีนะที่ยามันหมดฤทธิ์ไปแล้วแบบ 100% เลยกลับมาขับรถได้ปกติ

ยังไม่ได้ผ่า แต่ความบรรลัยชิงเริ่มก่อน มีวันนึงทำงาน ๆ ไป แว่นมันก็จะร่วง ๆ เหมือนไม่พอดีอยู่นั่นแหละ ก็ดันมันเข้าไปที่หน้า ดันไปดันมา ปรากฏว่า ไอ้สัส ! หักครึ่ง อิเหี้ย !!!!!!!! แมร่งตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้วนะ ที่ตอนนั้นบอกว่าจะทำเลสิก อีกอาทิตย์นึงทำแว่นตกในห้องน้ำ Panpuri เลนส์บิ่น พอมารอบนี้ อีก 1 อาทิตย์กรูจะผ่าอยู่ละ แว่นหักครึ่ง !!!! เหตุการณ์แว่นหักครึ่งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกนะ อีแว่น Linberg เนี่ย สวย เบา ยอดเยี่ยมมาก แต่เ_ย ตรงหักครึ่งนี่แหละ อันก่อนหน้านี้ก็หักครึ่ง มาอันนี้ก็เหมือนเดิม อิผี !! โชคดีว่า แว่นอันก่อนหน้าที่หักครึ่ง เราเอาไปร้านให้เขาเชื่อมได้ แต่มันก็จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ก็ต้องทนใส่ไป แว่นเก่าคือ ใส่แล้วจะอ้วก ๆ เอาวะ อาทิตย์กว่า ๆ จะได้รอดพ้นแล้ว ระหว่างนั้นคือ พอใส่ ๆ ไป แมร่งทำท่าเหมือนจะหัก ๆ เรื่อย ๆ ตอนนั้นคือ เรียกว่า ภาวนาว่า มึง อย่า พึ่ง หัก คา มือ ตอนนี้ นะเว้ย !!!! ถ้าหักอีก กรูหมด Stock แล้วนะ แค่นี้ก็จะอ้วกแล้ว
วันทำจริง ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

วันทำจริง ก็เหมือนเดิมไปตามเวลานัด ถึงจะรู้ว่าขั้นตอนมันต้องทำอะไรบ้าง แต่แอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกันนะ ก่อนหน้านั้น คือ มัวแต่คิดว่า หลังผ่า จะต้องเจออะไรบ้าง จนลืมว่า... ชั้นต้องตรวจ COVID-19 แล้วเอาผล ATK ถ่ายรูปมาส่งให้พยาบาลก่อน สุดท้าย เลยต้องวิ่งลงไปซื้อ ATK แล้วตรวจกันตรงนั้นเลย พีคเกิ้น

ความตลกคือ นี่ไม่แน่ใจว่า ทำออกมาแล้วมันจะมองเห็นได้แค่ไหน แย่สุด ๆ คือมองเห็นมัว ๆ จนเดินไม่ได้ เขาน่าจะช่วยเข็นเรามาส่งที่ทางออกให้ เลยต้อง Brief แม่ว่าถ้าเกิดแบบนั้นจริง ๆ แม่จะต้องไปเอารถขึ้นมารอหน้าประตูนะ แน่นอนว่า แม่ชั้นความจำเรื่องเส้นทางสั้นเท่าปลาทอง นางจำไม่ได้ว่าขามาเนี่ย เดินขึ้นมาทางไหน และถ้าต้องออกจะต้องเดินไปทางไหน อีนี่ก็กลัวเหลือเกิน ก็ต้อง Brief ว่าเดินไปทางไหนก่อน เผื่อ Worst Case

จากนั้นเราก็ไปวัดสายตา และตรวจวัดค่าต่าง ๆ อีกครั้งคล้าย ๆ กับวันที่เรามาตรวจตาครั้งแรก จากนั้น ก็เตรียมโดนเรียกไปขึ้นเขียง อย่างแรกคือ เขามี Locker ให้เราเอาของ พวกโทรศัพท์ กับของที่เอามา เข้าไปเก็บให้เรียบร้อย เอากุญแจคล้องไว้ที่ข้อมือได้เลย จากนั้นพยาบาล เขาจะให้เราไปล้างหน้ากับเปลี่ยนชุด ซึ่งในห้องน้ำเขาจะมีสบู่ให้มาแล้วละ ไม่ต้องเอาไปก็ได้ (นี่เอาไปเลยจ้า เอาไปทำไมก่อน) ส่วนชุดก็ใส่ทับชุดที่เราใส่มาได้เลย

หลังจากนั้น ก็เริ่มหยอดยาชา กับยาฆ่าเชื้อสลับ ๆ กันไปเรื่อย ๆ จำไม่ได้ว่ากี่รอบเหมือนกัน ก่อนเข้าห้องผ่า หมอก็จะมาคุยอีกรอบนึง เช็ดอะไรนิด ๆ หน่อย กับถามว่าเรากังวลเรื่องไหนอะไรมั้ยแค่นั้น ซึ่งตอนนั้นเราก็แอบกังวลว่า เราจะหลุกหลิกนิด ๆ ทำให้เลเซอร์มันไม่โดนเป๊ะ ๆ รึเปล่าหว่า ซึ่งหมอก็บอกว่า มันจะมีเครื่องมือวางอยู่บนตาเราอยู่แล้ว ถ้าแค่กระพริบนิด ๆ ไม่ได้ไปฝืน มันจะไม่หลุดแน่นอน สบายใจได้ เลยโอเค ก็จัดเลย เข้าห้องนอนขึ้นเขียง

หลังจากนั้นเขาจะเริ่มเตรียมเราละ ด้วยการคลุมผ้า ฆ่าเชื้อโดยรอบด้วยการทาพวกยาฆ่าเชื้อลงไป และใส่เครื่องมือสำหรับถ่างตา ระหว่างนั้นเขาจะหยอดยาเรื่อย ๆ บอกเลยว่า ตอนนั้นคือ มือเย็นมาก กลัวจัด ๆ ตอนใส่เครื่องถ่างตา มันตึง ๆ แปลก ๆ เหมือนกันนะ เรากระพริบตาตามปกติ มันกระพริบไม่ได้ เพราะโดนเครื่องมือวางอยู่ แต่มันไม่ได้แสบตาอะไร อาจจะเป็นเพราะยาชามันยังอยู่ โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้ เรายังมีสติ และมองเห็นทุกอย่างเหมือนเดิมนะ แต่ด้วยความที่เราถอดแว่นแล้วมันก็จะมองเห็นไม่เยอะเท่าไหร่ กับพยาบาลให้เราอยู่นิ่ง ๆ นอนเฉย ๆ อย่าขยับหัวไปมา
ก่อนจะเริ่ม หมอจะเช็คว่า ตามันชาจริง ๆ แล้วด้วยการเอาเครื่องมือมาเขี่ยบริเวณตาของเรา แล้วถามว่า รู้สึกอะไรมั้ย โหววว หยอดยาชาไปขนาดนั้น จะเหลือเหรอ ชาแบบ..... ไม่รู้สึกอะไรแล้ว เขาก็จะเริ่ม โดยการเอาหมุนหัวเลเซอร์ลงมา ตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวนะ แค่เห็นลาง ๆ เหมือนว่ามีแขนกลอะไรวิ่ง ๆ ผ่านตาเราไปเฉย ๆ แล้วอีหัวนี่แหละมันจะค่อย ๆ เลื่อนลงมา สิ่งที่เราเห็นคือ เป็นไฟกระพริบ ๆ สีเขียว ๆ หมอจะบอกว่า ให้เรามองไฟเขียวเอาไว้นะ แล้วหมอจะค่อย ๆ ขยับหัวที่มีไฟเขียว ๆ เข้ามาใกล้ตาเราเรื่อย ๆๆๆ ลงไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นคือ กำมือแน่น กลัวชิบหาย !!!
ยิ่งพอมันใกล้ถึงตาเรา มันจะยิ่งเสียว อยากจะหยุกหยิกฟิล ๆ เหมือนต้องหลบ แต่ก็ฮึบไว้ ๆ อยู่นิ่ง ๆ พอหัวมันมาถึงตาปุ๊บ มันจะมืดเลย เห็นแค่ไฟเขียวลาง ๆ กับความรู้สึกตึง ๆ เหมือนอะไรมันมาจุ๊บ ดูดลูกตาเราไว้เบา ๆ แล้วหมอก็จะบอกว่า เริ่มละนะ ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น ภาพที่เห็นคือ มันค่อย ๆ เป็นฝ้า เป็นวง ๆ จากภายนอกเข้ามาด้านใน ระหว่างนั้นหมอก็นับถอยหลัง 8... 7.... 6.... ก็คือ พอเป็น ReLEx SMILE Pro มันจะล่นเวลาในการยิงเลเซอร์เหลือเพียง 8 วินาทีเท่านั้น พอยิงเสร็จ หมอก็จะเอาเครื่องที่มีไฟเขียว ๆ ออกไป สิ่งที่เราเห็นคือเหมือนเดิม แต่มันลาง ๆ เป็นฝ้า ๆ ไปหมด
หลังจากนี้คือขั้นตอนที่สนุก และอาศัยความร่วมมือของเราและหมอละ นั่นคือ การเอาชิ้นเลนส์ที่เครื่องตัดไว้ออกมา หมอจะใช้ที่เขี่ย ค่อย ๆ เลาะชิ้นเลนส์ที่เครื่องตัด แล้วต้องดึงออกมา มันไม่ได้เจ็บเลยนะ แค่ว่ามันรู้สึก ตึง ๆ เหมือนมีขี้ตา หรืออะไรสักอย่างอยู่ในตาแค่นั้นเลย หมอก็จะบอกว่า ให้กลอกตาไปทางซ้าย ทางขวาอะไร ก็คือ ช่วย ๆ กันหมุน ช่วย ๆ กันดึง จนสุดท้ายก็หลุดออกมา แล้วก็ค่อยมาเริ่มทำข้างต่อไปเป็นอันเสร็จ
พอเสร็จทั้งสองข้าง ก็เก็บเครื่อง ค่อยโล่งหน่อย เห้อออ เกือบแล้วกรู ตอนนั้นไม่รู้สึกเจ็บอะไรทั้งสิ้น ความเจ็บเป็น 0/10 เลย ไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งสิ้น ทั้งนั้น ไม่มีอะไรเลย แค่ว่า ตามันเหมือนมัว ๆ แต่ภาพเกือบชัด แค่นั้น มันไม่เห็น 100% แต่มันสามารถใช้ชีวิตได้ เดินไปไหนมาไหนได้อยู่ พยายาบาลจะช่วยพยุงเราเดินออกมาจากห้องผ่าตัด มาที่หน้าห้อง ตรงที่เราหยอดยาชากับยาฆ่าเชื้อตอนแรก แต่มานั่งตรงที่มีกล้องสำหรับส่องตา ให้หมอเช็คความเรียบร้อยอีกทีนึง แล้วให้เรามานั่งที่เดิมที่เราหยอดยาก่อนเข้า

พยาบาลจะเอาเพื่อนใหม่มานำเสนอ นั่นคือ ที่ครอบตา นั่นเอง !! พี่เขาก็จะครอบตาให้เรา แล้วบอกว่า วันนี้คือห้ามแกะเลย จากนั้นก็ออกมา เจอแม่รออยู่ข้างนอก แล้วก็รอรับใบนัด จ่ายเงินเอาใบเสร็จ ก็กลับบ้านได้เลย
1 สัปดาห์อันแสนยาวนาน นานชิบหาย !
ระหว่างทางกลับบ้าน ยังชิวมาก ๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย มันรู้สึกว่า มองเห็นแล้วชัดเกือบ ๆ เท่าใส่แว่น ชัดจนยิ้มออกมาเลยว่า เชี้ย นี่เราจะต้องไม่ใส่แว่นแล้วเหรอวะ ที่จะมองไม่เห็นเยอะ ก็เพราะไอ้ที่ครอบตานี่แหละ มันต้องมองผ่านรู ๆ ของมัน ซึ่งรำคาญมาก ๆ กลับบ้านไป เขาให้นอนพักผ่อนไปเลย แต่นี่พยายามนอนแล้ว แต่มันไม่หลับสักที สรุป จบที่นั่งดูซีรีย์เฉย มันก็พอมองเห็นจากรู ๆ ของที่ครอบ แต่มันก็ไม่เห็นซับ ก็ไม่เป็นไร ฟังอังกฤษ กับญี่ปุ่นได้ ไม่ต้องอ่านซับก็ได้วะ ตกเย็นมาจะอาบน้ำ มันไม่ยากเท่าไหร่ ห้ามใช้ Rain Shower แล้วไปใช้ฝักบัวธรรมดาแทน แล้วนี่กลัวโดนน้ำ ก่อนเปิดเราจะต้องหันฝักบัวออกตัวเสมอ แล้วค่อยเปิดน้ำ แล้วค่อยหยิบมันออกมาราดตัว
ความยากเรื่องแรกเกิดขึ้นในคืนแรก คือ เรานอนไม่หลับ ไอ้ที่ครอบตามันน่ารำคาญจริง ๆ จนนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ สุดท้ายก็หลับไปแบบ งง ๆ เช้าตื่นมา เชี้ยยยยยยยยย ความรู้สึกใหม่ล่าสุด กรู มอง เห็น เพดาน ห้อง ตัว เอง เว้ย !!!!! ตอนนั้นคือ ตื่นเต้นจนยิ้มออกมาเหมือนคนบ้าอะ กับเรื่องความเจ็บอะไร เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ตาปกติดี แค่แอบแห้งเล็ก ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ทน ๆ ไป
หลังจากนั้น เราก็อาบน้ำ แล้วไปโรงพยาบาลอีกครั้ง วันนี้เราจะได้แกะที่ครอบตาแล้ว เชื่อปะ แกะออกมา แมร่งคือ โลกใหม่เลย ชัดแจ๋วเลย เราที่สายตาสั้นกับเอียงแต่มัธยมต้นอะ ตอนนี้อายุ 29 กลับมามองเห็นโดยไม่ใส่แว่นอีกครั้ง มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก ๆ หลังจากนั้นก็จะไปเจอคุณหมอ เพื่อ Post-Op Follow-up ดูพวกแผล ซึ่งก็เรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไร

หลังจากนั้น พยาบาล เขาจะเอาเซ็ตสำหรับเช็ดตาต่าง ๆ มาเป็นกระเป๋าเลย ในนั้นจะมี Sterile Cotton Ball, น้ำเกลือ และเทปสำหรับแปะที่ครอบตา สำหรับใช้งาน 1 อาทิตย์

และมี TobraDex ที่เป็น Mix ของยาปฏิชีวนะ และ Corticosteroids โดยพยาบาล เขาก็จะสอนวิธีการเช็ดตา เพราะเราผ่าตัดมา การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เราคงไม่อยากให้แผลของเราติดเชื้อแน่นอน ดังนั้น การเช็ดมันจะไม่ใช่ว่า เราใช้สำลีอันเดียว เช็ดทั้งตาแน่นอน เขาจะมีวิธีการเช็ดที่ลดโอกาสการติดเชื้อนั่นนี่ แนะนำว่า ใครที่ไปทำมาแล้วก็ฟังตรงนี้ดี ๆ มันสำคัญมากนะ ซึ่งหลังจากนี้ เราไม่ต้องใส่ที่ครอบตาตลอดเวลาแล้ว ใส่แค่ตอนนอนอย่างเดียวพอ เพื่อลดโอกาสที่เราจะขยี้ตาตอนหลับอยู่นั่นเอง
บอกเลยว่า หลังจากนี้ 1 สัปดาห์ แมร่งคือ หายนะของเราที่จริงเลย เรื่องแรก และสำคัญมาก ๆ คือ เราเป็นคนที่สระผมทุกเช้าเย็น ปัญหาคือ ถ้าตาเราโดนน้ำไม่ได้ เท่ากับว่า เราสระผมเองไม่ได้สิวะ ต้องไปร้านทำผมเพื่อใช้เตียงสระให้เขาสระให้ แต่การจะไปร้านทำผมทุกเช้าเย็นจะบ้าเหรอ ถูกมะ !! สรุปคือ เราไปสระ 2 วันครั้ง หนักกว่านั้นนะคือ อีนี่เรื่องมาก เม็ดเยอะ คือ รู้สึกว่าถ้าสระผมจากนอกบ้านแล้วกลับมาบ้าน แมร่งก็ Contaminate แล้ว นอนไม่ได้ บอกเลยว่า ช่วง 1-2 วันแรก นอนไม่หลับเลย มันหนักหัวไปหมด ยิ่งวันที่ 2 ตอนเช้า ๆ หัวเริ่มมันนิด ๆ แล้ว ยิ่งหงุดหงิด ช่วงนั้นบอกเลยว่า ขี้วีนมากกว่าเดิม (จากเดิมที่ขี้วีนอยู่แล้ว)
จนวันที่ 4-6 ที่มันต้องกลับมาทำงาน อันนั้นคือ ยอมสระทุกวันเลย ออกไปข้างนอกตลอด กับเหงื่อออกด้วย แค่เดินออกไปข้างนอกในเดือนเมษาก็ละลายแล้ว ยังไงก็ต้องสระทุกวัน ไม่รู้ละ กรูต้องไปหาร้านให้ได้ ตอนแรกไม่รู้ว่าแถวบ้านจะไปสระที่ไหนดี ก็เลยไป Central ศาลายา เชื่อปะ แมร่งมีร้านทำผมร้านเดียว ที่เม็ดเยอะว่า คิวเต็มแล้วตอน 1 ทุ่ม กรูจะบ้า เหลือเชื่อ ! แล้วคือ ตอนนั้นต้องไปหาร้านอื่น สรุปดีที่แมร่งไปเจอร้านหน้ามหาลัยมหิดลที่เปิดอยู่พอดีรอดตายไปหนึ่งวัน ทำให้อีกวัน แมร่งเกิด Advanture Time ด้วยการออกไปตามหาร้านสระผมอีกครั้ง เริ่ม Rating ร้านทำผมในระแวกศาลายาเลย จนไปเจอร้านที่ The Forth สายสี่ ที่พี่เขาทำดีมาก ๆ บริการก็ดีน่ารัก ก็ขอบคุณพี่เขามากจริง ๆ ที่เป็นที่พึ่งพายามยากของเรา
อีกปัญหาที่พบคือ ชิบหายเราล้างหน้าไม่ได้นิหว่า...... ตอนแรกคือ ไม่คิดอะไร ก็เอาน้ำเกลือที่เช็ดตานี่แหละ เทใส่ลำลีแผ่น แล้วเช็ดหน้า แต่เห๋..... แค่นั้นกันแดดมันจะหลุดหมดเหรอวะ ไหนจะฝุ่นอะไรอีก เกิดไอเดียโง่ ๆ ขึ้นมา งั้นเราเอา Micellar Water เช็ดเลยมั้ยวะ กันแดดออกแน่ กับมันสามารถละลายเอาไขมันออกไปได้ ไขมันบนหน้าเราก็น่าจะหลุดออกไปด้วยเหมือนกัน นี่เลยกดมาเลย Bioderma Sensibio H2O ขวดเล็กมันจะพอมั้ยวะ ขวดใหญ่ไปเลยสิวะ ใหญ่จับใจจู กลับมาจัดเลย เอา Micellar Water เทใส่ลำลีแผ่นสัก 3-4 แผ่น รูดไปบนหน้าเว้นรอบตากับคิ้ว ผลออกมาลำลีมีสีคล้ำ ๆ ออกมา แล้วพอทิ้งไว้ หน้ามันลื่น ๆ สบาย ไม่มัน รอดละ
นอกจากปัญหาที่เราเล่าไป ในเรื่องของการมองเห็น เรียกว่า 95% ใช้งานได้เลย ขับรถได้ ทำงานได้ อ่านหนังสือได้ อ่านนิยายเกย์ได้ คุยกับผัวได้ แค่ว่า ตาของเราจะแห้งมาก ๆ ช่วงประมาณ 1-3 วันแรก ตื่นมา ตาเราแห้งมาก ๆๆๆๆๆๆๆ ลืมตามา มันแสบตามาก ๆๆ จนลืมตาไม่ขึ้นน้ำตาไหลเต็มไปหมด กว่าน้ำตามันจะไหลจนหายแสบตา คือมันใช้เวลาสักพักเลยละ อันนี้แหละ ทรมานชิบหาย หลัง ๆ สู้ชีวิต ตื่นมารีบแกะที่ครอบตาออก แล้วหยอดน้ำตาเทียมสู้มันไปเลย ก็ทำให้หายแสบตาตอนเช้าเร็วขึ้นหน่อยนึง แค่เช้าจะตื่นนอนลุกมา ก็หมดไปแล้ว 1 หลอด และอีกอาการที่เจอหนักมาก ๆ คือ อยู่ ๆ มันจะแสบตาเหมือนช่วงเช้า มาเป็น Episode มา ๆ ไป ๆ ทำให้ช่วงแรก หมดน้ำตาเทียมวันละ 8 หยอด พยายามหาสาเหตุ แต่ก็ไม่เจอ พอเวลาผ่านไปมันดีขึ้น เกิดน้อยลง จนวันที่ 6 ก่อนไป Follow-up วันนึง มันไม่เกิดอีกเลย ซึ่งเราไม่แน่ใจว่า มันเกิดจากการที่ไขมันบนหน้าเรามันละลาย Micellar Water เข้าตา เหมือนเวลากันแดดเข้าตามั้ย เพราะจังหวะที่เราเลิกใช้ไปสักพัก มันก็ค่อย ๆ ดีขึ้น เลยไม่ชัวร์ว่า มันดีขึ้นเพราะเราหยุด Micellar Water หรือเพราะตาค่อย ๆ ดีขึ้นกันแน่

เราแนะนำว่า ให้หยอดน้ำตาเทียมแบบเยอะ ๆ เลย นึกได้หยอด ๆ เวลาปกติ 15 นาทีหยอดครั้งนึงเลย หรือช่วงที่นั่งเล่นเกม เรารู้ตัวว่า เราไม่ค่อยกระพริบตาเท่าไหร่ จบเกมนึง 5-6 นาทีคือหยอดรัว ๆ เลยเอาให้เหมือนคนร้องไห้ไปเลย นึกภาพดูนะว่า ตอนนั้นในตาเรามันมีแผลอยู่ ทำให้กระบวนการสร้างน้ำตา และน้ำมัน มันทำงานไม่ปกติ ทำให้ตาแห้ง พอมันแห้ง แผลมันก็จะไปครูดกับพนัง ทำให้ยิ่งเจ็บและเคืองตา ดังนั้น การหยอดน้ำตาเทียมบ่อย ๆ ช่วยได้เยอะมาก

สุดท้าย ครบจบ 1 อาทิตย์อันยาวนาน เราไป Follow-up กับคุณหมออีกครั้ง แผลทุกอย่างปิดสนิทหมดแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่หมอยังแนะนำให้หยอดน้ำตาเทียมบ่อย ๆ อยู่ กับสามารถกลับมาโดนน้ำ ล้างหน้า และสระผมได้ตามปกติ และที่สำคัญ ไม่ต้องใส่ที่ครอบตอนนอนแล้ว โหวววว เชี้ย นี่แหละ ชีวิตที่ไม่ต้องใส่แว่นโดยสมบูรณ์แล้วเว้ย !!! ชีวิตใหม่กรูได้เริ่มขึ้นแล้ว !! เปิดด้วยการกลับบ้านมา อาบน้ำ ล้างหน้า สระผมเลย แมร่งไม่เคยคิดเลยว่า การสระผมที่บ้าน มันจะทำให้รู้สึกดีได้ขนาดนี้จริง ๆ
1 เดือน เป็นยังไงบ้าง

หลังจากผ่านไป 1 เดือนเต็ม เรียกได้ว่าใช้ตาได้อย่างเต็มตัวตามปกติ เผลอ ๆ จะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ หลังจากที่ไป Follow-up มา พบว่า สายตาดีกว่าเส้นมาตรฐานลงไปอีกนิดนึง ซึ่งผลนี้อาจจะขึ้น ๆ ลง ๆ นิดหน่อย ความเร็วในการ Focus เปลี่ยนระยะไว ๆ ค่อย ๆ เร็วขึ้นจนเกือบปกติมากขึ้น อาการตาแห้งก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้ เราเริ่มกลับไปใช้น้ำตาเทียมยี่ห้อ Cellufresh ที่ราคาถูกกว่าตัวเดิมที่ใช้ก่อนหน้านี้เยอะมาก และกลับสู่ปกติในเวลาอีกไม่นานมากนัก
เรื่องที่แปลกมาก ๆ คือ รู้สึกว่า Field of View กว้างขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก อาจจะเพราะเมื่อก่อน เราใส่แว่น การจะมองลอดออกโดยไม่ผ่านเลนส์มันมองไม่เห็น แต่พอมองเห็นด้วยตาเนื้อได้แล้ว ก็คือชัดมาก ชัดจน บางทีนั่งทำงานเห็นคนเดินผ่านหางตาไปก็ตกใจแล้ว กับการมองเห็นตอนกลางคืนกลับดีมากกว่าเดิมเยอะมาก เราขับรถกลางคืนสบายตากว่าเดิม คาดว่าน่าจะเป็นเพราะ แว่นเดิมมันไม่เข้ากับสายตาขาด ๆ ไปหน่อย พอมันกลับมาที่ปกติเลยทำให้ดีกว่าเดิมมาก ๆ
พอมองเห็นชัดขึ้น หลาย ๆ อย่างในชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะมาก อย่างแรกคือ เราไม่ต้องมานั่งเรียงขวดแชมพู และสบู่ในห้องน้ำละ เมื่อก่อนจะอาบน้ำมันต้องถอดแว่นมองไม่เห็น เคยโดนแม่บ้านสลับขวด นี่ไม่รู้เรื่องเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ก็คือเอาสบู่ไปสระผมเฉยเลย แต่พอตอนนี้เรามองเห็นตอนอาบน้ำได้แล้ว ไม่ต้องเรียงขวดอะไรแล้ว จะใช้ก็อ่านได้สบาย ๆ กับตอนที่ได้เห็นฟองที่ล้างพวกสบู่ลอยลงท่อไป ให้ความแปลกใหม่เหมือนกันนะ ไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มานานแล้ว
หรืออีกเหตุการณ์ที่ชอบมาก ๆ คือ เราสามารถ นอนดูทีวีที่ปลายเตียงได้แล้ว !! ถ้าใครใส่แว่นจะเข้าใจ ถ้าเรานอนดูทีวีแล้วต้องใส่แว่นด้วย มันจะไม่สะดวกเท่าไหร่ จะกลิ้ง ๆ อะไรแว่นจะหนีบหน้าไป ๆ มา ๆ เละไปหมด
และสุดท้ายสำคัญมาก ๆ คือ มันทำให้รอยแว่นบนหน้าของเราดีขึ้นเยอะมาก ก่อนหน้านี้ ถ้าเราไม่ใส่แว่น มันจะมีรอยแว่นที่ต้องเอาพวก Consealer กลบ พอมันอยู่ตรงดั้งด้วย ก็ยิ่งกลบยาก ตอนนี้เราไป Pico Laser รอยก็ค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ คาดว่า น่าจะใช้เวลาอีกไม่กี่เดือนน่าจะจางหายจนเกือบเหมือนเดิมแล้ว
ค่าใช้จ่าย
หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายในการทำ มันคือแค่ที่เราเห็นจากในสื่อต่าง ๆ เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วมันมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงมากเพิ่มเติมกว่านั้นอีกหน่อย
เริ่มจากก่อนเราจะผ่าตัด เราจะต้องมีค่าสำหรับการตรวจตา โดยในบิลนั้นเราเสียอยู่ที่ 4,100 บาท มันจะเป็นค่าตรวจตาจริง ๆ 2,500 บาท ค่าตรวจ HIV Screening อีก 600 บาท และค่า Consult หมออีก 1,000 บาท
พอมาถึงวันผ่าตัด เราเลือกเป็น ReLEX ราคาที่อยู่ใน Ads คือ 100,000 บาท โดยที่บิลออกมา เป็นค่าผ่าทั้งหมด 80,000 บาท และค่าแพทย์อีก 20,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาทพอดีเป๊ะ และมันยังมีค่ายาอีก 621 บาท รวมเป็น 100,621 บาท
หลังจากนั้น เป็น Post-Op วันแรกโดนไป 1,455 บาท และหลังจากนั้นมี Follow-Up 1 Wk และ 1 Mo อีกครั้งละ 1,750 บาท และหลังจากนั้นจะมี 2 Mo F/U ที่นัดแล้วแต่ยังไม่ถึงเวลา และ 6,12 Mo F/U อีก เดาว่า น่าจะครั้งละ 1,750 บาทเหมือนกัน ดังนั้น ค่า Follow-Up รวมกันน่าจะอยู่ที่ 8,455 บาท ทำให้รวม ๆ กัน ก็เรียกว่าจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 113,176 บาท
สรุป

การทำเลสิกแรก ๆ อาจจะดูน่ากลัวนะ แต่เชื่อเราเถอะว่า มันเปลี่ยนชีวิตไปมากจริง ๆ กิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เมื่อก่อนไม่ค่อยอยากทำเพราะต้องใส่แว่น อย่างการไปเล่นน้ำ ตอนนี้มันเหมือนปลดล๊อค เหมือนตัวละครในเกมที่ได้รับสกิลเลย ดังนั้นมีทุน แล้วสายตาสั้นและเอียงเยอะ ๆ หน่อย ไม่มีโรคทางตาอื่น ๆ ส่วนตัวเรามองว่าเป็นอะไรที่น่าทำมาก ๆ มันเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเราไปเยอะอย่างไม่น่าเชื่อเลย การไม่มีแว่น การไม่สายตาสั้น การไม่สายตาเอียงมันเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ จริง ๆ ถ้าใครสนใจก็ลองไปปรึกษาหมอได้



