Review

รีวิว Keychron K8 TKL Mechanical Keyboard ที่ดีที่สุดจาก Keychron

By Arnon Puitrakul - 07 August 2020 - 3 min read min(s)

รีวิว Keychron K8 TKL Mechanical Keyboard ที่ดีที่สุดจาก Keychron

หลังจากที่รอบก่อนเราได้รีวิว Mechanical Keyboard จาก Keychron ในรุ่น K6 ซึ่งเป็นตัวเล็ก ๆ น่ารัก วันนี้เรามาในรุ่นใหม่ที่พึ่งได้มาสด ๆ ในวันนี้เลยคือรุ่น K8 ที่ใช้ Layout แบบ TKL น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คนเลยละ คุ้นเคยกันดี

คำเตือนการนำ Mechanical Keyboard ไปใช้ทำงานนอกบ้าน อาจจะทำให้มีคนด่าบุพการีของท่านได้ หรือ อาจจะสาปแช่งท่านจากเสียงที่ดุดัน จากตัว Keyboard

Unboxing

เราสั่งแบบ Pre-Order จาก Kickstarter เลยน่าจะได้เป็นล๊อตแรก ๆ เลยก็ว่าได้ ที่เราได้มามันก็จะส่งมาจากต่างประเทศเลย ซึ่ง Packaging ที่เราได้มา มันไม่ได้มาเป็นกล่องนะ มันมาเป็นห่อ ๆ ตอนแรก ก็กลัวมากว่า มันจะไม่รอด พอแกะออกมา ถึงกับช๊อค เพราะมันหุ้มมาด้วยที่กันกระแทกอย่างดีเลยทีเดียว

ดูได้เลยว่า ที่กันกระแทกมันถือว่าหนามาก ๆ หนาจนเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ เลยทีเดียว น่าจะป้องกันได้ดี ไม่บุบสลายแน่นอน เพื่อความปลอดภัยเข้าไปอีกเขาก็ทำการซีลพลาสติกเอาไว้ที่กล่องด้วย อันนี้เขาใจว่า เวลาขายจริงก็ซีลพลาสติกแบบนี้แหละ

ด้านหน้าของกล่องก็มาตามสไตล์ของ Keychron เลยคือ มาเป็นกล่องสีดำ มีการพิมพ์บอกรุ่นไว้ว่าเป็น Keychron K8 และเป็น TKL Keyboard Mechanical Keyboard หรือก็คือ เป็น Keyboard ที่ไม่มี Numpad แต่ยังมีพวกลูกศร และ ปุ่ม Function ให้เราใช้งานอยู่ ซึ่งต่างจากรุ่น K6 ที่ตัดปุ่ม F1-12 และโซนพวกลูกศรออกไป ส่วนด้านล่าง พิมพ์มาเป็นรูป Keyboard เหมือนกับรุ่นอื่น ๆ ซึ่งการพิมพ์ของเขาไม่ได้แค่พิมพ์ลงไปนะ มีลูกเล่นคือ เหมือนแปะสติ๊กเกอร์ลงไป ทำให้ส่วนที่เป็นเส้น มันจะเงา ๆ

ที่ด้านบนของกล่องเป็นการพิมพ์บอกรุ่น ซึ่งมีแค่นั้นเลย ส่วนด้านยาวอีกด้านนึง มันจะเป็นเหมือนกัน แต่เพิ่มพวกสติ๊กเกอร์ที่บอก Serial Number ของตัว Keyboard อีกด้วยซึ่งเราไม่ได้ถ่ายมาให้ดู

ด้านหนังของ Keyboard เป็นการบอกคุณสมบัติของ Keyboard ตัวนี้เลย เช่น Layout แบบ TKL ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็น Layout ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ พร้อมทั้งยังรองรับทั้ง macOS และ Windows ได้เลย สิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือ มันสามารถเชื่อมต่อได้ 3 อุปกรณ์เลย ทำให้เราสามารถสลับอุปกรณ์การใช้งานได้อย่างสะดวกมาก ๆ โดยเฉพาะกับคนที่อาจจะมีคอมหลายเครื่อง หรืออาจจะเชื่อมต่อกับ iPad ด้วยก็ได้เหมือนกัน สุดท้ายแล้ว เมื่อเรารวมความสามารถในการใช้สายได้ด้วย มันจะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งหมด 4 อุปกรณ์ได้เลย

อีกความน่าสนใจของ Keychron คือ นางมาพร้อมกับ Battery ขนาดใหญ่มาก ๆ ถึง 4000 mAh ที่ทำให้เราสามารถใช้งานได้อย่างยาวนานมากขึ้นต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้ง นอกจากนั้นคือมันยังมีไฟหลายแบบให้เราใช้งานได้ด้วย เวลาเราซื้อเราสามารถเลือกได้ด้วยว่าเราจะเอาไฟสีขาวธรรมดา หรือเราจะเอาไป RGB ก็ได้ ตัวที่เราซื้อมาใช้ในวันนี้คือ ตัวที่เป็นไฟ RGB เอาให้สีกระแทกตาไปเลย

ที่ก่อนหน้านี้เราบอกว่า เขาใช้พวกที่กันกระแทกอันอลังการงานสร้างมาแล้ว แต่ก็ไม่รอด ฮ่า ๆ พอมาดูที่มุมกล่อง แงงง จะร้อง มันบุบอยู่หน่อยนึงเอง

ตัวกล่องเปิดได้ง่ายมาก เพียงแค่เรายกมันขึ้นมา เหมือนกับพวก iPhone อะไรแบบนั้น ฝาของเขา ข้างใต้ฝา ก็ไม่ได้มีการพิมพ์อะไรเป็นพิเศษ มีแค่สีดำเรียบ ๆ เฉย ๆ

เปิดกล่องออกมา เราจะเจอกับฟองน้ำแผ่นนึงบาง ๆ ปิดทั้งกล่องเลย คิดว่าเพื่อป้องกันของระหว่างเดินทางแหละ อันนี้ไม่ได้แปลกอะไร เป็น Packaging ที่เราเจอได้ทั่ว ๆ ไปอยู่แล้ว

เอาฟองน้ำสีดำเมื่อครู่ออกมา เราก็จะเจอกับ Quick Start Guide ที่มีการบอกรุ่นเรียบร้อยเลย บอกเลยว่า ใครที่ไม่เคยใช้แนะนำให้อ่านก่อนจะดีมาก

เพราะตรงนั้นมันจะบอกพวกการใช้งานเบื้องต้น เช่น ถ้าเราต้องการที่จะเชื่อมต่อ Keyboard กับเครื่องของเราผ่าน Bluetooth เราจะทำยังไง หรือพวกการใช้งานเบื้องต้นที่จำเป็นต่อการใช้งาน

อันนี้คือเราไม่ได้เจอตอน K6 คือ ตรง Keyboard นางจะมีที่ครอบพลาสติกมาด้วย

มันเป็นพลาสติกใส ๆ ที่เอามาครอบ Keyboard ได้พอดีเลย แต่ถ้าจะคาดหวังว่าเอามาครอบเพื่อป้องกันฝุ่นเวลาเราใช้งาน เราจะบอกว่ามันทำไม่ได้นะ ฮ่า ๆ มันตื้นมา สุดท้ายเราจะพิมพ์ไม่ได้แหละ

ด้านขวาของกล่อง เป็นพวกอุปกรณ์เสริมที่มากับตัวกล่อง โดยมันจะมี Keycap สำหรับเป็นเพื่อใช้งานกับ Windows, สาย USB สำหรับเสียบชาร์จ หรือเสียบเพื่อใช้งานผ่านสาย และ ที่เปลี่ยน Keycap

Keycap ที่แถมมา 2 ปุ่มแรกจากซ้ายมือ คือ ปุ่มไฟ และ ESC อันนี้เขามีมาให้เปลี่ยนเพราะ Default ที่ใส่มาให้เรา ปุ่ม ESC มันเป็นสีส้ม มันจะดีมาก ถ้าปุ่มไฟที่อยู่มุมอีกด้านนึงมันจะเป็นสีส้มเหมือนกัน หรือ เราอาจจะอยากได้ปุ่มสีเทาเหมือนกันหมด เราก็เอาปุ่ม ESC ไปเปลี่ยนได้ และ อีก 4 ปุ่มที่แถมมา จะเป็นปุ่มสำหรับเปลี่ยน ถ้าเราใช้งานกับ Windows

สาย USB ที่แถมมา ก็ถือว่าทำออกมาได้ดูดีเลยทีเดียว มาเป็นสายถัก โดยที่หัวจะทำมาจากพลาสติก เราว่าถ้าเขาทำหัวที่เป็นโลหะมา น่าจะสวยกว่านี้

อีกส่วนที่นางดีงามมาก ๆ คือ หัว USB-C ด้านที่เสียบเข้า Keyboard เขาทำมาเป็นหัวแบบ 90 องศา ทำให้เวลาเราเสียบใช้งานมันไม่รกกินพื้นที่โต๊ะมากนัก

และของชิ้นสุดท้าย คือที่คีบสำหรับเปลี่ยน Keycap เราเชื่อเลยว่า ถ้าใครที่ไม่เคยใช้มาก่อน แล้วมาเจอของชิ้นนี้จะ งง มากว่า มันเอามาทำอะไรกันแน่ ฮ่า ๆ

วิธีใช้ของมันก็คือ เอาแง่งเหล็กใส่เข้าไปที่ปุ่มที่เราต้องการเอาออก แล้วดึงออกมาได้เลย ช่วยได้เยอะเวลาเรา ต้องเอาปุ่มที่อยู่ตรงกลางหน่อยออก เช่นพวก ปุ่ม S ละ G ที่อยู่แถวที่ 2 ของตัวอักษรเลย ถ้าเราจะเอานิ้วดึงออกมา มันน่าจะยากน่าดู ก็ใช้ที่คีบนี่ก็ทำให้เราเอาปุ่มไหนออกมาก็ได้อย่างง่ายดาย และ ไม่ทำให้ปุ่มพังด้วย ถ้าเราใช้มันอย่างถูกวิธี

กลับมาที่ Keyboard กันต่อ คือนอกจากแผ่นพลาสติกแล้ว เมื่อเราแกะออกมา Keyboard มันจะถูกห่ออยู่ในถึงอีกชั้นนึง มันก็มีการเขียนชื่อรุ่นไว้เสร็จหมดเรียบร้อย

เมื่อเราเอา Keyboard ออกมา เราก็จะพบกับคู่มือการใช้งานอย่างละเอียดอยู่ข้างใต้สุดเลย ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่อ่านก็ข้ามไป

Keychron K8

Keychron K8 เป็น Keyboard แบบ Mechanical ที่ใช้ Layout แบบ TKL (Tenkeyless) ถ้าเอาบ้าน ๆ คือ มันเป็นแบบท่ีตัด Numpad ออกไปนั่นแหละ ซึ่งเราว่ามันเป็น Layout ที่เราใช้งานแล้วชอบที่สุดแล้ว ตอนที่ใช้ K6 เราเอามาใช้งานจริง ๆ แล้วเราเจอปัญหาหลายอย่างมาก ๆ เช่น เราต้องการปุ่ม Function สำหรับการเพิ่ม ลด เสียง และ แสงหน้าจอ มันก็ต้องกด Fn แล้วตามด้วยปุ่มที่ใช้ปรับ ซึ่งมันอยู่กับปุ่มตัวเลข มันรู้สึกแปลก ๆ นอกจากนั้น พวกลูกศรที่ไม่ได้ชิดติดกับพวกตัวอักษร ทำให้การกดมันทำได้ง่ายขึ้น ไม่ค่อยพลาดเท่าไหร่ และ ที่เราชอบมาก ๆ คือ การที่มันมีพวกปุ่ม Home และ Delete

ในส่วนของ Keycap เอง Keychron ทำมาได้ดีตลอดไม่เว้นแม้แต่ K8 ที่ทำ Keycap ออกมาได้สวยมาก ๆ ถึงจะเป็นพลาสติกเหมือนกับยี่ห้ออื่น ๆ จับแล้วรู้สึกหรูหรา พร้อมกับ การพิมพ์อักษรที่เรารู้สึกว่า ทำไมมันชัดจังอะ ดูแล้วคม สบายตา เพราะ Keyboard บางยี่ห้อเวลาเขาพิมพ์มา จะรู้เลยว่ามันคุณภาพไม่ดี Font มันก็จะผิดรูปแปลก ๆ หรือไม่ชัดไปเลย มองแล้วมันไม่สวยเลย

การเว้นช่องถือว่าทำออกมาได้พอดีกับการใช้งานของคนทั่ว ๆ ไป ถือว่าไม่ได้ปรับตัวยากอะไร จริง ๆ รีวิวนี้ เราก็พึ่งใช้ Keychron K8 พิมพ์ครั้งแรกเลยนะ พิมพ์มาถึงตอนนี้เราเริ่มจะชินกับมัน พิมพ์ไม่ค่อยพลาดแล้ว ถือว่าทำได้ดีมาก ๆ ชินเร็วกว่า K6 มาก

นอกจากนั้น ระยะห่างระหว่างส่วนที่เป็นตัวอักษร กับโซนลูกศร และ Function ทำมาได้ดี เว้นไม่ไกลเกิน เวลาพิมพ์แล้วปกติเราจะเอื้อมนิ้วก้อยไปกดพวกลูกศร เวลาเราจะเลื่อน Cursor สำหรับการพิมพ์ มันพอดีกับนิ้วของเราเลย ไม่ได้ไกลไป ประกอบกับ พอมันเป็นการวาง Layout แบบนี้ด้วย ทำให้เวลาเราจะกดลูกศร เราไม่จำเป็นต้องมอง Keyboard เยอะเท่ากับแบบ K6 เลย มั่นใจมากขึ้นเยอะ

เรายอมรับเลยว่า ก่อนหน้านี้เราใช้ Mac มาทั้งหมด เราไม่เคยได้ใช้พวกปุ่ม Home และ End หรือจะเป็น Page Up หรือ Down เลย เพราะ Mac มันไม่มีไง แต่เราได้ไปใช้ตอนไปแข่งที่ต้องใช้เครื่องของเขาซึ่งมันมีมา พบว่า มันทำให้เราสามารถเคลื่อน Cursor ได้ง่ายขึ้นมากจริง ๆ รวม ๆ แล้ว มันทำให้เราสามารถเขียน Code ได้เร็วขึ้นจนน่าตกใจ หรือแม้กระทั่ง เราสามารถเอาไปใช้ใน Vim สำหรับเรา การมีปุ่ม Delete และ End ถือเป็น Game Changer ของเราเลยก็ว่าได้ เรามองว่า เรื่องพวกนี้มันอยู่ที่ลักษณะการใช้งานของเรามากกว่า

ด้านบนสุด ที่เป็น 3 ปุ่ม อันนี้ถือว่าเด็ด เพราะเราหาจาก Keyboard ตัวอื่นไม่ค่อยได้ หรือมีก็ไม่ได้เก่ง ไล่จากขวาไปละกัน ปุ่มแรกคือปุ่มสำหรับปรับ Effect ของไฟ ที่เราจะมาเล่าเรื่อง Effect ไฟอีกที ถัดไปอีก เป็นปุ่มสำหรับเรียก Voice Command ที่อันนี้เราหาในรุ่นอื่น ๆ พอได้อยู่ แต่หาไม่เจอใน Mechanical Keyboard ถือว่าดีเลย โดยเฉพาะกับคนที่ใช้ Voice Assistant บ่อย ๆ แต่สำหรับ macOS User อย่างพวกเราแล้ว เราสามารถเข้าไปเปิดใช้งาน "Hey Siri" ทำให้เราเรียก Siri ได้จากที่ไหนก็ได้ โดยที่เราไม่ต้องกดปุ่มก็ได้

และปุ่มสุดท้าย อันนี้ไม่เคยเจอจริง ๆ ตอนแรกก็ งง ว่ามันคือปุ่มอะไร เลยลองกดดู มันกลายเป็นการ Capture หน้าจอ โดยที่ใน macOS มันขึ้นเป็นให้เราลากเมาส์เพื่อ Capture ส่วนที่เราต้องการเหมือนกับตอนที่เรากด Command + Shift + 4 ทั่ว ๆ ไปเลย แต่อันนี้มันทำมาเป็นปุ่มที่กดแค่อันเดียวเลย โคตรสะดวกเลย ยิ่งกับเราเองที่จำเป็นจะต้องทำสื่อการสอนบ่อย ๆ ช่วยได้เยอะแน่ ๆ

สำหรับไฟแสดงสถานะ จะมีอยู่ทั้งหมด 3 ดวงด้วยกัน คือไฟแสดงการชาร์จ, Bluetooth และ Caps Lock โดยที่ไฟแสดงการชาร์จจะขึ้นส้มเมื่อเราเสียบสายชาร์จเข้าไป และ เปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อแบตเต็มแล้ว

ไฟแสดง Bluetooth จะติดเป็นสีฟ้า เมื่อเราเข้า Pairing Mode หรือกำลังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มันก็จะกระพริบ ๆ และสุดท้ายไฟแสดง Caps Lock ที่กดแล้วมันจะเป็นสีฟ้า

ปุ่ม Caps Lock เราว่ามันไม่โง่เลยนะ ปกติถ้าเราใช้ Keyboard ทั่ว ๆ ไป ถ้าเราเอานิ้วไปโดนหน่อยนึงมันก็กด Caps Lock ไปแล้ว อันนี้คือ การที่เราจะกดให้มันติดได้ มันต้องกดลงไปแว่บนึงเลย ไม่ใช่กดเฉย ๆ แล้วได้เลยนะ ทำมาดีเลยอันนี้ชอบ

ด้านข้างของ Keyboard เราสั่งแบบ Aluminium ที่ทำออกมาได้ดูแข็งแรง และ ดูเรียบหรูมาก ๆ เลยทีเดียว ถ้าใช้ในห้องแอร์ มันก็จะเย็น ๆ หน่อยอันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ด้านซ้ายเป็นส่วนที่เราใช้ในการควบคุมการทำงาน โดยที่อันแรกซ้ายมือเป็น Port USB-C สำหรับเสียบชาร์จ และ ใช้งานผ่านสาย หลังกล่องมันบอกว่า มันรองรับทั้ง Windows และ macOS นั่ทำให้เขาต้องมี Switch สำหรับสลับไปมาระหว่าง OS โดยที่ Linux สามารถใช้ของ Windows ได้เลย และ Switch สุดท้ายเป็น Power Switch และสามารถสลับโหมดเป็นการเชื่อมต่อแบบสาย หรือผ่าน Bluetooth

ด้านหลังของตัว Keyboard มันจะมีพวกยางกันลื่นไว้ตามมุมต่าง เพื่อให้เวลาเราเอาไปวางแล้วพิมพ์มันก็จะไม่ขยับไปมา บางยี่ห้อมีมาจริง ๆ นะ แต่มันก็ใช้งานไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่ Keychron K8 คือวางแล้วเหนียวไม่ขยับไปมาเลย ตรงกลางเป็นพวก Detail ของรุ่น และ Serial ต่าง ๆ ก็ข้ามไป

และสุดท้ายที่ Keyboard เกือบทุกอันต้องมีคือ ตัวยก เพื่อเพิ่มความสะดวกเวลาเราพิมพ์ ซึ่งมันก็แล้วแต่คนอีกเหมือนกันว่า เราจะเปิดใช้หรือวางมันเรียบ ๆ เฉย ๆ เลย กางขึ้นมามันก็ช่วยเรื่องข้อมือเราได้ แต่ด้วยความสูงของ Keyboard ตัวนี้อาจจะทำให้หลาย ๆ คนอาจจะเลือกที่จะปิดมันไว้ละกัน แค่นี้ก็สูงจะแย่แล้ว แต่เราว่าถ้าใช้คู่กับที่วางมือของมันน่าจะดีกว่านี้เยอะเลย

Switch

สิ่งที่จะขาดไม่ได้กับ Mechanical Keyboard คือ Switch นั่นเอง ซึ่งใน Keychron K8 ก็มีมาให้เลือกเหมือนกับรุ่นก่อน ๆ เลย นั่นคือ เป็นของ Gateron สำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป หรือจะเป็นแบบ Optical ที่เน้นเรื่อง Respond ในการกดที่ต่ำมาก ๆ พวกที่เล่นเกมจะได้ประโยชน์จากมันค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ตอน K6 เราได้ตัว Red Switch ที่เป็นตัวที่เงียบที่สุด แต่มันก็ไม่ได้เงียบแบบ เงียบเลยนะ มันก็มีเสียงอยู่แหละ แต่เบาที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ ของมันแล้ว แต่ต้องบอกเลยว่า บางทีมันไม่สะใจจริง ๆ ต้องการความรู้สึกที่ Clicky กว่านี้ รอบนี้เราเลยเอา Brown Switch มาแทน เสียงมันก็จะดังกว่า แต่มันเป็น Switch ที่จะกึ่ง ๆ Linear คล้าย ๆ กับ Red แหละ คือมันกดแบบจังหวะเดียว ไม่ได้กดแล้วเหมือนมันมี 2 จังหวะ แบบชัด ๆ คล้ายกับปุ่ม Shutter กล้องอะไรแบบนั้น แต่มันก็ยังคงให้เสียง และ น้ำหนักที่ทำให้พิมพ์แล้วมัน Clicky กว่า คือ มันแจ๊ะ ๆ อะ เราก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน

ง่าย ๆ ก็คือ มันได้ฟิล Linear ไม่เรื่องเยอะ เหมือน Red และก็ได้ความเสียงแจ๊ะ ๆ ที่ดัง คล้าย ๆ กับ Blue แต่เบากว่า Blue เยอะ อันนี้ยืนยัน

ความดีงามอีกอย่างของ Brown คือ เราว่าน้ำหนักที่ใช้ในการกดมันดีมาก ๆ เลยนะ คือ ถ้ามันเบาไป บางทีนิ้วเราพลาดไปโดนมันก็ไปแล้วไง แต่ถ้ามันหนักไป เวลาเราพิมพ์มันก็จะล้าไว ยิ่งถ้าเราต้องพิมพ์เยอะ ๆ ด้วย การเลือกใช้ Switch ที่มีน้ำหนักเยอะมันอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ หรือถ้าใครชินแบบนั้นแล้วก็ได้เหมือนกัน อยู่ที่ความชอบของแต่ละคนด้วยแหละ

หรือถ้าเราเลือกไม่ได้ อยากจะเก็บเธอไว้ทั้ง 3 คนเลย Keychron K8 ก็มาพร้อมกับ Option ในการสั่งซื้อที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยน Switch เองได้ด้วย เช่นปุ่ม W,A,S,D เราก็อาจจะใช้เป็น Blue Switch ก็ได้ เวลาเล่นเกมมันจะได้แจ๊ะ ๆ ดัง ๆ หน่อย กดแล้วรู้ว่าเข้า ส่วนที่เหลือก็อาจจะใช้เป็น Red Switch ก็ได้เพื่อเสียงที่เบาลง อะไรแบบนั้น แต่มันก็แพงกว่าแบบที่มันฟิคมาแล้วแหละ

และสำหรับใครที่คิดว่า เออ ขนาดมันก็ไม่ใหญ่ ขนเอาไปใช้ทำงานข้างนอกดีกว่ามั้ย ขอให้เลิกความคิดนั้นไปซะ จะบอกเลยว่าถึงจะเอาตัวที่เป็น Red Switch ที่ว่าเงียบที่สุดไปแล้ว ก็สามารถทำให้ Barista เอาแก้วกาแฟปาหัวเราได้ ถ้าเรานั่งทำงานในร้านกาแฟ

RGB Light

Keychron K8 ทุกตัวมีไฟใต้ Keyboard หมด แต่จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ๆ คือ ตัวที่เป็นไฟสีขาวธรรมดา และ ไฟแบบ RGB ในรุ่นที่เราเอามารีวิวในวันนี้เป็นรุ่นที่มีไฟแบบ RGB หรือก็คือไฟสี ๆ ที่หลาย ๆ คนชอบกันนั่นเอง โดยที่มันมาพร้อมกับไฟถึง 15 แบบด้วยกัน

เราสามารถเปลี่ยนรูปแบบของไฟได้โดยการกดปุ่มรูปไฟที่อยู่ทางด้านขวาบนของ Keyboard ได้เลย ส่วนรุ่นที่เป็น RGB ในบาง Pattern เราสามารถเปลี่ยนสีได้ด้วย โดยการกด Fn และลูกศร เพื่อเปลี่ยนสีไปมาได้ด้วย

เอาจริง ๆ การใช้งาน ปรับไฟไปมา เรามองว่า มันแอบยากไปหน่อย อย่างที่บอกคือ มันใช้พวกปุ่มใน Keyboard เลย ซึ่งแตกต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ อย่างพวก Gaming ทั้งหลายเช่น Razer เป็นต้น ที่เขามี Software สำหรับการเปลี่ยนสีได้ในเครื่องเลย ทำให้การปรับแต่งมันทำได้ง่าย และ ละเอียด มากกว่า

แต่ถามว่า มันใช่ปัญหามั้ย เราว่ามันไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายมันเป็น Keyboard ที่ออกแบบมาใช้ทำงาน ซึ่งเราก็ไม่ได้เปลี่ยนมันทุกวัน หรือต้องการอะไรจากมันมากเท่าไหร่ นอกจากความสวยงามเท่านั้นแหละ แต่จริง ๆ มันจะดีกว่า ถ้าเขามี Software สำหรับการปรับสีไฟไปตามโปรแกรมที่ทำงานได้จะดีมาก เช่น ใช้ Final Cut มันก็อาจจะมีไฟสีเหลืองขึ้นที่ตัว B หรือก็คือ Blade สำหรับตัดวีดีโอ ออกจากกันอะไรแบบนั้นเราว่ามันช่วยได้เยอะมากสำหรับการทำงานเลยทีเดียว

ส่วนคุณภาพของไฟ เราบอกเลยว่า มันดีกว่าพวก Keyboard Gaming ที่มีไฟมาอีกนะ เวลาเรามองมันไม่ได้แสงพุ่ง จนทำให้เราแสบตา มันทำมาพอดี ๆ ผู้ดี ๆ หน่อย ส่วนนึงเราว่ามันเป็นเพราะ Keycap ที่ปริ้นมาละเอียดมาก ทำให้แสงผ่านออกมาได้อย่างสวยงามมาก ๆ หรือแม้แต่เราจะมองด้านข้างแล้วมันก็ยังไม่ได้ลอดออกมาให้เราเห็นแสงจ้า ๆ เลย ชื่นชมเลย แต่ถ้าเราเอาไปใช้กับที่ ๆ แสงจ้าหน่อย ไฟก็หมดสวยเลยนะ เจอแดดยามเช้า 8 โมงสาดเข้าไป ก็ จอบอ เลยนะ แทบไม่เห็นแสงแล้ว นี่คือเร่งแสงสุดแล้วด้วยนะ

Connectivity

ในเรื่องของการเชื่อมต่อ Keychron K8 มาเหมือนกับรุ่นอื่น ๆ คือ สามารถเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ได้ถึง 3 อุปกรณ์พร้อม ๆ กันได้เลย เราสามารถสลับอุปกรณ์ได้ด้วยการกด Fn และปุ่ม 1,2,3 เพื่อเลือกอุปกรณ์ หรือนอกจากนั้น เรายังสามารถที่จะใช้สายในการเชื่อมต่อได้เช่นกัน

สำหรับเราเองที่เราใช้กับ iMac เราแนะนำให้ใช้สายดีกว่า เพราะถ้าเราต่อ Bluetooth เวลาเรา Sleep ไว้แล้วจะ Wake ขึ้นมา มันจะต้องกด เพื่อให้ Keyboard ตื่น แล้วกดอีกทีเพื่อให้มันเชื่อมต่อกับเครื่องเราซึ่งมันจะต่างจาก Magic Keyboard ไปเลย อันนั้นเหมือนมันจะเชื่อมต่อตลอดเลยมั่ง ไม่รู้ แต่มันกดทีเดียวแล้วมาเลย และเร็วมากด้วย อันนี้มันช้าอะ แต่ถ้าเราเสียบสายเลย ปัญหานี้จะหมดไปเลย Wake ได้เร็วกว่า Magic Keyboard แน่นอน

นอกจากนั้น ถ้า Mac ของเราลง Bootcamp ด้วย ถ้าเราใช้งานผ่าน Bluetooth เวลาเราสลับไปใช้ Windows มันจะมีปัญหาที่ว่า เราจะต้องมาเชื่อมต่อใหม่ซึ่งเสียเวลามาก ๆ และเราจะเสียช่องอุปกรณ์ของเราไปเลยอีก 1 ช่องสำหรับ Windows เพิ่มเข้าไป อันนี้เซ็งมาก ๆ แต่ถ้าเราใช้สายก็จบเลย และ การกด Option ที่ทำให้เราเลือก Boot Drive ได้ ถ้าเราเชื่อมผ่าน Bluetooth มันจะไม่ขึ้น แต่ถ้าเสียบสายกดแล้วจะขึ้น ซึ่งก็เออ งง เพราะ Magic Keyboard นางก็ต่อ Bluetooth เหมือนกันอะ นางก็ขึ้น แต่ทำไมเอาอันนี้มามันไม่ขึ้น เสียใจ

Experience

เรายอมรับเลยว่า เราถูกใจกับ Keychron K8 มาก ส่วนใหญ่ ๆ ของมันเลยเป็นเพราะมันใช้ Layout ในแบบที่เราคุ้นเคย ทำให้การปรับตัวไม่ยาก ใช้เวลาสั้น ๆ ก็ทำให้เราสามารถกลับมาพิมพ์ด้วยความเร็วสูงได้เหมือนเดิมเลย ต่างจากตอน K6 ที่มันแอบงง ๆ แปลก ๆ

ปุ่ม F1-12 ที่เข้ามาช่วยให้การทำงานหลาย ๆ อย่างมันทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะพวก Command Line ในบางโปรแกรมที่มันบังคับให้เราใช้ Shortcut ที่อยู่ในปุ่ม F1-12 แถมพวก Multimedia Control มันก็อยู่ตรงปุ่มแถวนั้นเลย ซึ่งมันก็ไม่ต่างจาก Apple Magic Kyboard แถมตำแหน่งของแต่ละ Function ก็เหมือนกันด้วย ยิ่งทำให้ไม่ต้องปรับตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ ตามจาก K6 ที่น้องเข้าอันเล็กไง เวลาเราจะควบคุมพวกเสียง และ แสง ของหน้าจอ หรือจะเป็น Multimedia Controller เองก็ตาม มันแอบยากกว่า เพราะเราต้องกด Fn พร้อมกับคำสั่งที่เราต้องการ ซึ่งมันยาก และเผลอ ๆ ต้องใช้ทั้งหมด 2 มือในการกดอีกด้วย อาจจะไกลเกินเอื้อมสำหรับบางคนที่มือเล็ก อย่างเราเองก็มีปัญหาเรื่องนั้นแหละ เลยขายออกไปเลย มันใช้ลำบากไป

ปุ่ม End และ Home ที่เราชอบมาก ๆ มันก็มาใน Layout แบบนี้เลย ยิ่งทำให้การทำงานของเรามันสะดวกอย่างไม่น่าเชื่อมาก่อน การจัดวาง การเว้นช่องไฟก็ทำได้ไม่ได้กว้างจนเอื้อมไม่ถึง หรือใกล้จนเผลอไปกดโดนปุ่มข้าง ๆ เลย มันทำมาใช้ได้เลย หรือ ปุ่มลูกศรเอง เข้าใจว่ามันตามมาตรฐานของ Layout แบบนี้ แต่เราก็ยังชม Keychron ในการออกแบบอยู่

ณ ตอนที่เราเขียน มันยังไม่มี Keycaps ภาษาไทยออกมานะ แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน น่าจะมีตัวที่เป็นภาษาไทยออกมาเหมือนรุ่นอื่น ๆ ซึ่งคนที่ซื้อเป็นภาษาอังกฤษไปแล้วแบบเราก็สามารถที่จะสั่ง Keycaps ภาษาไทยมาเปลี่ยนใหม่ได้เมื่อมันออก หรือสำหรับเราเอง เราพิมพ์สัมผัสได้ และการมีภาษาไทยมันทำให้แป้นมันดูรกไปหมด เราก็จะใช้แค่ภาษาอังกฤษแหละ สุดท้ายก็ไม่ได้มองอยู่ดี

ข้อเสียนึง จริง ๆ จะเรียกว่าเป็นข้อเสียได้มั้ยไม่รู้ คือ มันสูงเกินไป ถ้าเราไม่ได้ซื้อที่วางมือของมันมาด้วย เวลาเราพิมพ์ เราจะต้องงอข้อมือเรามากขึ้น ทำให้เวลาเราพิมพ์นาน ๆ ไปมันทำให้โคตรเมื่อยเลย ถ้าให้ดีเวลาสั่งซื้อสั่งที่วางมือของมันมาด้วย

สรุป: Keychron K8 ซื้อเหอะ ของเขาดีจริง

ต้องบอกเลยว่า Keychron K8 เป็น Keyboard ที่ทำให้เราพึงพอใจมาก ๆ จาก TKL Layout ที่ไม่ค่อยต่างจาก Keyboard ของ Apple สักเท่าไหร่ (จริง ๆ มันคือลูกครึ่งระหว่าง K6 และ K8) ทำให้เราปรับตัวได้ง่ายมาก ๆ พร้อมกับงานประกอบทำออกมาดีโคตร ๆ แข็งแรงแน่นอนด้วย Body ที่ทำจาก Aluminium (สำหรับรุ่น Aluminium) พร้อมกับ Switch จาก Gateron ที่มีมาทั้งหมด 3 แบบให้เราเลือกตามความชอบได้เลย หรือจะเลือกเป็น Optical Switch ที่เด่นเรื่อง Latency ในการกดมาก ๆ ก็ลองไปเลือกกันได้ และยังมาพร้อมกับไฟ RGB (สำหรับรุ่น RGB) ที่มาพร้อมกับไฟถึง 15 แบบให้เราเลือกได้เลย แต่จะต้องติเรื่องของการเปลี่ยนไฟที่เราว่ามันยากไปหน่อยเราจะเปลี่ยน Pattern เยอะมาก ด้วยปุ่มเพียงไม่กี่ปุ่มมันยาก ต้องยอมรับเลยว่า มันออกแบบมาทำให้เราทำงานได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่แปลกเลย ที่ Keyboard ยี่ห้อนี้มันจะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามได้ขนาดนี้

สำหรับใครที่สนใจตอนนี้ ณ ตอนที่เขียนรุ่น K8 ก็ยังคงต้อง Pre-Order อยู่นะ แต่เราว่าอีกไม่นานก็น่าจะกลับมาขายปกติ และ สำหรับใครที่อาจจะยังต้องการ Keycaps ภาษาไทยอยู่ ก็อาจจะรอสักพักก็ได้ เราว่า Keychron Thailand น่าจะเอาเข้ามาขายให้เรากัน หรือ ๆๆ สำหรับใครที่อาจจะกดไปแล้ว ก็สามารถรอ Keycaps ภาษาไทยได้ด้วย ถ้ามีเข้ามา น่าจะมีขายแยกให้แหละ