Review

รีวิว inCharge X โคตรพ่อทุกสถาบันของสายชาร์จ

By Arnon Puitrakul - 01 มีนาคม 2021 - 3 min read min(s)

รีวิว inCharge X โคตรพ่อทุกสถาบันของสายชาร์จ

จากเมื่อหลายเดือนก่อน เราได้รีวิวของ inCharge 6 ที่เป็นโคตรของสายชาร์จ ที่สายเดียวมันล่อมีหมดทุกหัวให้เราใช้เลย เรียกได้ว่า พกเส้นเดียว เสียบได้ทุกอุปกรณ์ วันนี้ RollingSquare ก็ได้ออกรุ่นถัดไปของสายชาร์จสุดเทพนี้แล้วคือ InChargeX

แกะกล่อง inChargeX และ inChargeX Max

สำหรับกล่องของ inChargeX ทั้งหมด จะแตกต่างกับ inCharge 6 โดยสิ้นเชิงเลย จากเดิมที่ใช้กล่องพลาสติกอ่อน ที่ทำให้ดู Premium กว่าเยอะ กลายเป็นกล่องแบบกระดาษ Recycle ที่รักษ์โลกมาก ในตัว inChargeX Max จะเป็นกล่องขนาดใหญ่พอตัว ที่ด้านหน้าไม่มีอะไรมากนอกจาก Logo ของ inChargeX Max

ด้านหลังจะเป็นพวกเรื่องของ หัวต่าง ๆ ที่สามารถเสียบใช้งานได้ แต่ถ้าเราอยากรู้ข้อมูลละเอียดเราก็สามารถสแกน QR Code เข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้

ด้านข้างของกล่องก็จะเป็น Logo ของ RollingSquare ที่เป็นบริษัทที่ทำ Product ตัวนี้ขึ้นมานั่นเอง

ส่วนตัว inChargeX ธรรมดา ตัวสั้นก็ทำกล่องมาเล็กน่ารักมาก วัสดุและการพิมพ์ทั้งหมดจะเหมือนรุ่นพี่ของนางอย่าง inChargeX Max เลย โดยด้านหน้าจะเป็นโลโก้ของ inChargeX

หมุนไปอีกด้านจะเป็นโลโก้ของ RollingSquare

และสุดท้ายจะเป็นการบอกสรรพคุณของสาย แต่ด้วยความที่กล่องเล็กจัด บอกสรรพคุณไม่ได้ ก็สแกน QR Code เข้าไปอ่านดูละกัน

ด้านในกล่องของทั้ง 2 รุ่น จะไม่มีอะไรเลย นอกจากสายเท่านั้น ไม่มีคู่มือ หรือหนังสือรับประกันอะไรทั้งสิ้น เอาง่าย ๆ แบบนี้เลย เออชอบนะ ไม่ต้องทำมาให้เป็นขยะเลย เอาของที่ต้องใช้มาพอ พวกคู่มือ ไปอ่านในเว็บเอาก็ได้

inCharge X

inCharge X เป็นสายที่เรียกได้ว่า เล็กพริกขี้หนูมาก เพราะมันเล็กมาก ๆ จนเราสามารถเอาไปห้อยกับพวงกุญแจ แล้วหยิบออกมาใช้งานได้เลย รอบนี้สิ่งแรกที่เพิ่มเข้ามาแบบสังเกตุได้คือ เขามีฝาปิด Port มาให้ด้วย โดยที่ฝา จะทำจากพลาสติก ด้านหน้าจะมีการปั้มโลโก้ของ RollingSquare มาให้ด้วย

ด้านในของฝา เราจะเห็นว่ามันมี 2 รูที่ขนาดไม่เท่ากัน ทำให้เวลาเราใส่ฝาคืน เราจะใส่ได้ด้านเดียว ใส่สลับด้านกันไม่ได้นะ

ตัวหัว ทำมาจากโลหะรมดำด้าน ที่เมื่อเราจับแล้วจะทิ้งลายนิ้วมือของเราไว้น้อยมาก ๆ แต่ถ้าใครมีเหงื่อเยอะ ๆ หน่อยก็อาจจะต้องเช็ดหน่อยไม่งั้นเราอาจจะได้เจอกับคราบเหงื่อได้

ส่วนตัวสายยังคงลักษณะเดิมที่เป็นสายแบนแบบถักมาเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต่างกันเยอะ ๆ น่าจะเป็นเรื่องของโทนสีมากกว่า ที่ตัวใหม่จะถักด้วยสีเทา และ ดำ สลับกัน ให้ Texture ที่หยาบกว่ารุ่นก่อนหน้า ที่ใช้สีดำล้วนและ Texture ละเอียดกว่ามาก

ด้านข้างของหัว ก็ยังคงมาด้วยโลโก้ของ inCharge เหมือนเดิม แต่ทำมาเป็นสีที่อ่อนกว่าหน่อย ไม่ได้เป็นสีขาวซะทีเดียว ก็จะดูกลืน ๆ ไปกับตัวหัวมากขึ้น ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรมากขนาดนั้น อันนี้เราว่าดีนะ เราชอบแบบนี้มากกว่า พอมาดูดี ๆ เราว่าเหมือนมันจะบางกว่ารุ่นที่แล้วอยู่หน่อยด้วยละ

ที่หัว ก็ไม่ธรรมดา ปกติเขาก็จะมีสีที่เป็นมาตรฐานกัน อันนี้ไม่เอาจ้าาา มาเป็นสีเขียวสว่าง ๆ กับทุกหัวเลย ตั้งแต่ USB-A และ USB-C

หัวด้านที่เสียบกับอุปกรณ์ จะเริ่มต้นมาเป็นหัวแบบ Lighting และ Micro-USB แล้ว จากรุ่นก่อนจะเริ่มต้นเป็น USB-C ก็น่าจะทำให้แฟน ๆ Apple Device อย่าง iPhone และ iPad มีดีใจกันหน่อย ไม่ต้องถอดหัวออกมาแล้ว

สลับกัน พอดึงออกมา ก็จะเป็นหัวแบบ USB Type-C แทน จริง ๆ เรื่องนี้เราว่าน่าจะอธิบายได้ด้วยเรื่องของการจ่ายไฟ ที่ Lighting มันจ่ายไฟได้น้อยกว่า USB-C ถ้าเราเอาไฟเข้า Lighting แล้วไปต่อ Type C มันก็จะได้ไฟเท่ากับ Maximum Load ของ Lighting เท่านั้น เลยน่าจะทำให้ RollingSquare เลือกที่จะเอาหัว Type-C ขึ้นก่อน แล้วค่อยเอา Lighting เสียบเข้าไปนั่นเอง

ตอนเราดึงหัวออกมา หัวที่ดึงออก เราก็จะสามารถหมุนขึ้นลงได้หมดเลย ตามการใช้งานของเราว่าอยากจะให้มันอยู่ด้านบนหรือด้านล่าง

ไปที่อีกด้าน เป็นหัว USB-A สำหรับการเสียบเข้ากับอุปกรณ์อีกด้านนึง ก็ทำมาได้ดูแข็งแรงดี ไม่น่ามีปัญหาหลวมหลังจากใช้ไปนาน ๆ

เมื่อดึงหัว USB-A ออกมา เราก็จะเจอกับ USB-C ที่อยู่ด้านในอีกแล้ว การเรียงหัว เราว่าน่าจะเหตุผลเดียวกันกับ Lighting กับ Type C นั่นแหละ

และแน่นอนว่า ก็ยังคงมีสีพิเศษอีกเช่นเคย รอบก่อนเป็น Matellic ทั้งตัว อันนี้มาเหมือนเดิม แต่เพิ่มสีเขียวสว่าง ๆ เข้าไป เราว่าวาง ๆ ก็คือ เห็นตั้งแต่ปากซอยอะ มันเป็นเขียวที่สว่างมาก ๆ

ที่ตัวสาย เราจะเห็นว่า สีจะไม่เหมือนกันอีก จากเทากับดำ ก็จะเป็นเขียวกับดำแทน แกะมาตอนแรกคือตกใจเลย นึกว่างู 🐍 สีเหมือนจริงงงงง

จากเมื่อกี้ที่บอกว่าตัวใหม่มันบางกว่า เทียบกับรุ่นก่อนหน้า ก็เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ และตัวสายจะแอบสั้นกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย ทำให้สายมันจะไม่บวมออกมา รวม ๆ คือมันดูเรียบขึ้น

รุ่นที่เป็น Limited Edition ที่หัวมันจะเป็นเงา ๆ แน่นอนว่า แค่จับก็ได้รอยนิ้วมือมาแล้ว อันนี้ก็ต้องระวังนิดนึง โดยเฉพาะรอยขนแมวที่อาจจะเกิดขึ้นได้

inChargeX Max

inChargeX Max จะเหมือนกับตัว inChargeX ธรรมดา แต่เพียงเพิ่มความยาวของสายให้ยาวขึ้นเป็น 1.5M น่าจะเหมาะกับที่ ๆ เราต้องการความยาวมากขึ้นหน่อย เช่นการเสียบ Laptop กับ Power Source ต่าง ๆ แกะออกมาอันสีดำ นึกว่าปลาไหลญี่ปุ่น ฮ่า ๆ มันมาซะดำ ๆ เป็นขด ๆ เลย

ส่วนตัวสีเขียว อันนี้กลัวจริง อย่างที่บอกว่ามันเหมือนงู พอแกะอันยาวออกมามันเหมือนกว่าเดิมอีก กลัวมากจริง ๆ อันนี้ แต่ดู ๆ ไป เราว่ามันก็สวยดีนะ แต่มันอาจจะไม่ Match กับเซ็ตของที่เราใช้งานสักเท่าไหร่ อาจจะต้องเปลี่ยน Case iPhone เป็นสีที่ใกล้เคียงกัน น่าจะ Match ได้บ้างแหละ

ปัญหาที่เจอเฉพาะใน inCharge X Max คือ การเก็บสายที่บอกได้เลยว่าปวดหัวมาก ถ้าเราต้องการพับให้ได้แบบเขา มันทำยากมาก ๆ นอกจากเพราะเป็นสายแบนแล้ว เรายังต้องตะหวัดหัวอีกด้านให้มันมาติดกับหลังของหัวอีกด้านด้วย มันเลยยากมาก ๆ สุดท้ายเราก็ม้วน ๆ ปล่อยเซ่อ ๆ เอา

การชาร์จไฟระดับ 100W ชาร์จ Laptop ยังได้

จาก inCharge 6 ตัวก่อนหน้า เรื่องที่เราปวดหัว และเศร้าสุด ๆ ของมันคือการรองรับการจ่ายไฟเพียงแค่ 15W เท่านั้น ทำให้เราไม่สามารถใช้สายนี้ชาร์จอุปกรณ์ใหญ่ ๆ เช่น Nintendo Switch จนถึง Macbook Pro ได้เลย เสียบก็คือชาร์จแทบไม่เข้าเลย แต่พอใน inCharge X ก็ได้รับการปรับปรุงให้สามารถจ่ายไฟได้ถึง 100 Watts กันไปเลย ซึ่งเพียงพอกับการชาร์จ Macbook Pro 16-inches ได้เลย

นั่นทำให้ inCharge X เป็นสายที่เรียกได้ว่า เส้นเดียวจบจริง พกเส้นเดียว เราสามารถเสียบชาร์จอะไรก็ได้ ตั้งแต่ iPhone, iPad จนไปถึง Macbook Pro เลยทีเดียว ประหยัดพื้นที่กระเป๋าไปได้เยอะมาก

ส่งข้อมูลก็ได้เหมือนกัน แต่.....

นอกจากที่จะเป็นสายชาร์จที่โคตรอเนกประสงค์แล้ว ก็ยังรองรับการส่งข้อมูลในสายอีกด้วย แต่ส่งได้ในความเร็วแค่ 480 Mbps เท่านั้น ซึ่งถือว่าช้ามาก ๆ เอามาใช้แก้ขัดได้อยู่ อาจจะเอามาเปิดไฟล์อะไรฉุกเฉิน แต่ถ้าเอามาทำงานเลย ไม่น่าจะไหว

ในการทดลองนี้ เราเอา SSD เป็นรุ่น WD Blue NVMe ขนาด 1 TB มาใส่ใน Enclosure ของ Orico ที่วิ่งผ่าน USB-C บน Bandwidth 10 Gbps ภาพด้านบนเป็นการเสียบผ่านสาย USB-C ที่มากับตัว Enclosure เลย เราจะเห็นว่ามันทำความเร็วได้น่าจะสุดของ SSD ตัวนี้แล้วที่ 400 MB/s กว่า ๆ

แต่พอเราเอา SSD ตัวเดิมเลยมาเสียบผ่าน inCharge X เราจะเห็นเลยว่า ความเร็วมันหายไป 10 เท่าตัวเลย ซึ่งความเร็วระดับนี้ ถ้าเราเอามาเสียบกับ SSD แล้วใช้งานจริง ๆ เลยก็คงจะเสียดายแย่ ดังนั้นเราไม่แนะนำเลยถ้าจะเอามาเสียบพวก SSD ทำงาน อันที่เสียบได้ ก็น่าจะเป็นพวกโทรศัพท์ต่าง ๆ ที่เราอาจจะต้องการก๊อปไฟล์จากโทรศัพท์เข้าเครื่องอะไรแบบนั้น ก็ได้อยู่

ประสบการณ์การใช้งาน

การใช้งานแรก น่าจะเป็นอะไรที่ Common สำหรับหลาย ๆ คนอยู่เหมือนกัน คือการเสียบโทรศัพท์เรากับ Power Bank ด้วยความที่ inCharge X มันเล็ก และ สั้น ทำให้เราสามารถเอามาเสียบแบบนี้ได้โดยที่สายไม่รกรุงรัง เวลาเราถือเดินเลย อันนี้เราชอบมาก ๆ

เรื่องนึงที่เราว่ามันได้รับการปรับปรุงมาให้ทำงานได้ดีขึ้นมาก ๆ คือความแน่นเวลาเราเสียบ ตัวก่อน เวลาเราเสียบเข้าไป เราว่ามันแอบไม่แข็งแรงเท่าไหร่ บางทีขยับทีมันก็หลุด ๆ ติด ๆ ซึ่งอันนี้ไม่โอเคมาก ๆ อันนี้คือเสียบเข้าแล้วเข้าเลยจริง ๆ ขยับก็ไม่มีการหลุด เวลาเราดึงออกมาจริง ๆ ก็ใช้แรงเยอะขึ้นนิดหน่อยก็ออกแล้วไม่ต้องกลัวมันคาในรูนั้นตลอดไปนะ ฮ่า ๆ

หรือจะเป็นการชาร์จ iPad ด้วย inCharge X Max ก็ทำได้ดีเลย เราอาจจะซ่อนหัว USB-A ไว้ด้านหลัง ทำให้มันไม่รบกวนสายตาเวลาเราทำงานก็มองไม่ค่อยเห็นแล้ว ถ้าเราไม่ไปขยับมันเล่น

เคสสุดท้ายเลย อันนี้สิ ความฝันเรา ต้องการ Feature นี้ตั้งแต่ inCharge 6 แล้วคือการจ่ายไฟผ่าน USB PD ระดับ 100 Watts ซึ่งอันนี้เราเสียบกับ Macbook Pro 13-inches ทำให้มันก็จะจ่ายไฟสูงสุดได้ที่ 60 Watts เท่านั้น อันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สาย แต่เป็นที่ Laptop ที่มันรับได้แค่นั้น พอมันชาร์จ Laptop ได้ ก็แทนที่เราจะพกสายเส้นนึงเสียบไฟ เส้นนึงเสียบ โทรศัพท์ เราก็พกไปเลยเส้นเดียวก็ได้ หรือจะพกเส้นยาวไว้เสียบ Laptop และเส้นสั้นกับ Power Bank ไปก็ทำให้การพกพาของเราสะดวกขึ้นมาก ๆ เลย

แต่ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ และเราไม่แน่ใจว่าเขาจะแก้ได้มั้ยคือหัวมันมีความกว้างเลยสายออกมาเยอะ ตัวอย่างเช่น เราเสียบเข้า Macbook Pro แล้วรูข้าง ๆ มันก็จะใช้ไม่ได้เลย เพราะหัวของ inCharge X มันก็จะไปเกยช่องข้าง ๆ หน่อยนึง เลยทำให้เราเสียช่องนั้นไปเลย หรือแม้กระทั่ง เราเสียบเข้ากับอุปกรณ์ที่มีเคสหนาสักหน่อย ด้วยความที่ช่องมันเล็กจัดเลยทำให้มันติดขอบของหัวไปอี๊ก ซึ่งก็พูดยาก เพราะมันก็ต้องมีพื้นที่สำหรับกลไลในการถอดเปลี่ยนหัวอะไรอีกเลยทำให้ใหญ่ขึ้น

พอเพิ่มของก็เพิ่มปัญหาคือ ฝา เราไม่รู้ว่าเขาเอามาให้เราใช้เสร็จก็ใส่คืน หรือ มาเป็น Packaging เฉย ๆ เวลาเราจะใช้ เราก็ต้องเอาฝาออก แล้วเราจะเอาไปไว้ไหนให้ไม่หาย นั่นแหละประเด็น เพราะฝานางก็เล็กใช้ได้เลยนะ โอกาสหายสูงมาก ๆ

Defect จากล๊อตแรก ๆ

เห็นอะไรแปลก ๆ ที่สายสีดำมั้ยครับ ใช่แล้ว มันมีเหล็กอันนึงเหมือนมันเกินมาจริง ๆ แล้วมันไม่ได้เกิน แต่มันเกิดจากโรงงานที่อาจจะติดกาวที่แม่เหล็กกับตัวหัวเสียบไม่ดี ทำให้พอเจอแรงแม่เหล็กดูดเข้าไป กาวมันแน่นไม่พอ มันก็เลยหลุดไปติดที่อีกด้านเลย ทำให้เราไม่สามารถที่จะเก็บสายสั้นได้ วิธีตอนนี้คือ เราต้องดึงแม่เหล็กออกมา และเอาไปวางกลับที่เดิมแล้วปิดลงไปเร็ว มันก็จะปิดได้ กับโชคดีที่มีฝามาอีก เราก็เอามาครอบไว้ กันหลุด

สรุป : inCharge X สายเดียวจบ ครบเรื่องชาร์จ

inCharge X และ inCharge X Max เป็นสายชาร์จที่ยังคง Concept ของการเป็น Swiss Knife Army ของ Port การเชื่อมต่อ เส้นเดียวครบ จบทุกอุปกรณ์ ด้วยหัวที่เสียบได้ทั้ง USB-A, USB-C, Micro-USB และ Lighting ที่เรียกได้ว่าน่าจะเป็นเกือบทั้งหมดของ Port การเชื่อมต่อที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้วก็ว่าได้ พร้อมกับการปรับปรุงความสามารถในการจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 100W ที่ทำให้เราสามารถนำมาชาร์จ Laptop ที่รองรับได้ด้วย แต่ก็ยังติดในเรื่องของความเร็วในการขนส่งข้อมูลที่อาจจะช้าไปหน่อยแค่ 480 Mbps เดี๋ยวนี้มันไม่พอแล้ว น่าจะเหมาะกับคนที่อาจจะมีหลายอุปกรณ์แล้วพกไปข้างนอกตลอด ก็ทำให้เราพกสายแค่เส้นเดียว หรืออาจจะเอา inCharge X ใส่ไว้กับพวงกุญแจก็เท่ ๆ อรรถประโยชน์ดีเวลาสาว ๆ มาขอสาย เราก็หยิบขึ้นมายื่นให้ได้เลย ฮ่า ๆ ถ้าใครสนใจ ก็สามารถเข้าไป Pre-Order ได้ที่เว็บของ RollingSquare ได้เลย (จะบอกว่าสีเขียว มันจะไม่มีนะ เพราะมันเป็น Special สำหรับ Indigogo เท่านั้น)