รีวิว Hasselblad XCD 35-100E เลนส์ซูมที่เราจะกล้าพกเป็นตัวเดียว
By Arnon Puitrakul - 20 มกราคม 2026
ก่อนหน้านี้ เรารีวิว Hasselblad X2DII 100C ไปแล้วบอกว่า ไม่อยากได้เลนส์ซูมเพราะไม่ไว้ใจในคุณภาพของมันเท่ากับ Fixed Lens แต่หลังจากโดนป้ายยาด้วยการเอาไปลองถ่ายมา สุดท้าย ก็ไม่รอดแล้วครับ กับ Hasselblad XCD 35-100E เลนส์ซูมตัวเดียว เที่ยวรอบโลก
ทำไมถึงเลือกซื้อเลนส์ตัวนี้มา
จริง ๆ แล้ว เลนส์ตัวนี้ ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของเราเลย เพราะ เราเป็นคนนึงที่โอเคกับการแลกความสะดวกสบาย ไปเน้นคุณภาพจาก Fixed Lens มากกว่า อย่างในกล้อง Sony เรา เวลาเราออกไปถ่ายงานทีนึง เราจะถือ 35GM, 50GM, 85 GM และ 135GM ซึ่งบอกเลยว่า รวม ๆ กันน้ำหนักเยอะมาก ยังไม่นับว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนระยะ เราจะต้องเปลี่ยนเลนส์ ซึ่งมันเสียเวลามาก ๆ อีกเหมือนกัน
พอมาใช้ Hasselblad เราก็ยังคง Concept นี้อยู่ว่า ถ้าเป็นไปได้ เราอยากจะใช้ Fixed Lens เหมือนเดิมดีกว่า แต่ถ้าเราลองไปดูราคา Lens ของ Hasselblad ก็อาจจะต้องร้อง อื้อหือออ ได้เลยละ Fixed Lens ในตระกูล V ราคาก็เรียกว่า ทะลุแสนบาทไปเลย เช่น 38V ที่เราอยากได้ ราคาก็คือ 147,700 บาท ถ้าเกิด เราจะเอา Fixed Lens ให้ครบช่วงเลย เราจะต้องใช้ 38,55 และ 90 mm ซึ่ง ราคารวม ๆ กันจะตกราว ๆ 443,000 บาทได้เลย รวมกับกล้องอีก 2 แสนกว่า ก็คือ แทบจะครึ่งล้านแล้ว บอกเลยว่า อาจจะยังน้าาาา เราไม่พร้อมจะลงทุนกันขนาดนั้นเหมือนกัน
จนไปคุยกับพี่ที่รู้จักกัน ที่ใช้ Hasselblad แล้วเขาเอา 35-100 E ที่เปิดตัวพร้อมกับ Hasselblad X2DII 100C มาให้ลอง ที่ตอนนั้นเราปฏิเสธมันไป ปรากฏว่า เห้ย คุณภาพมันดีกว่าที่คิดมาก ๆ ส่วนนึงอาจเป็นเพราะมันทำงานอยู่บน Medium Format ด้วยมั้งนะ ประกอบกับระยะเท่านี้ มันจะเทียบได้ราว ๆ 28-80 mm บน Full Frame หรือถ้าเทียบกับเลนส์ที่เราคุ้นเคยกันก็คือ พวก 24-70mm ช่วงระยะนี้ ถือว่าเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลางถ่ายอะไรก็ได้ ช่วง 24-35 mm ก็จะมีความกว้างหน่อย เอามาถ่ายพวก Landscape ได้นิดหน่อย หรือขึ้นไปอีก 35-50 เอามาถ่าย Portrait มันจะเบลอหลังสวยดี หรือ 50 ขึ้นไป เป็น Tele เอามาถ่าย Landscape ฝั่ง Background ก็จะโดน Compress เข้ามา ให้มิติที่สวยดี เลยบอกว่า มันเป็นช่วงเลนส์ที่ถ่ายอะไรก็ได้กลาง ๆ ยอดฮิตมาก ๆ
การที่ Hasselblad ปล่อย Lens ตัวนี้ออกมา ถือว่าเป็นตัวเลือกที่โคตรน่าสนใจมาก ๆ ส่วนหนึ่งคือ ก่อนหน้านี้คนใช้ Hasselblad จะต้องพึ่งพา Fixed Lens อย่างเดียว หรือ ในช่วง Ultra-Wide ถึง Wide จะมี 20-35 mm อยู่ แต่หลังจากนั้น ต้องไป Fixed Lens พอตัว 35-100E ออกมา มันเลยเป็นช่วงต่อกันพอดี และเป็นช่วงยอดนิยมด้วย ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่มันจะขายดี
รอบ ๆ ตัวเลนส์

Hasselblad XCD 35-100E ผ่าน ๆ เห็นได้เลยว่า มันใหญ่มาก ๆ วางเทียบกับ 55V ที่เรามีอยู่เดิมก็คือ 55V ดูเล็กไปเลย

Hood ที่ให้มา จะเป็น Hood กลีบดอกไม้ Standard ทั่ว ๆ ไป แต่มันมี Detail เล็ก ๆ อยู่คือมีการเขียนรุ่นของ Lens เอาไว้ด้วยคือ XCD35-100 ทำให้ ถ้าเรามี Lens ของ Hasselblad ที่หน้าเลนส์ 86mm เหมือนกัน จะหยิบมาใส่ มันจะแปลก ๆ หน่อย

เปิดฝาออกมา หน้า Lens มีขนาด 86mm ใหญ่แบบชิบหายมาก ๆ ขนาด Sigma 28-45mm ที่ว่าใหญ่แล้ว อันนี้คืออีกเรื่องเลย บอกเลยว่า Filter โคตรจะแพงแสนแพง ถ้ากดของ Hasselblad เอง ก็คืออันละ 10,000 บาท
สุดท้ายหลังจากคุยกับพี่ที่ร้านกล้องมา คิดว่า B+W Master ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว ไม่ทำให้คุณภาพลดลง หรือถ้าลด เอาจริง ๆ เราดูไม่ออกเลย

ด้านบนสุด จะมีการสลักรุ่นตามสไตล์ Hasselbald ในที่นี้คือ XCD 35-100 เพื่อให้เราเห็นแล้วรู้เลยว่า มันคือระยะอะไร หยิบใช้งานง่าย ๆ
แต่ปัญหาคือ ถ้าเราใส่ Hood อยู่ มันจะบัง มองไม่เห็นอีก ถ้าจะไปดูที่ Hood เราว่า มันตัวเล็กไปหน่อย และปกติ เวลาเราเอาเลนส์ใส่กระเป๋า เราก็จะเก็บ Hood เข้า ไม่หงายออกมาเหมือนตอนใช้งาน เพราะมันจะเปลืองพื้นที่ในกระเป๋า สุดท้ายเราก็จะมองไม่เห็นว่า Lens ตัวนี้ระยะเท่าไหร่ ต้องหยิบขึ้นมาดู เสียดายเรื่องนี้มาก ๆ

อีกด้านมี Badge ของ Hasselblad อยู่ด้วย
เลื่อนลงมาอีก Lens ตัวนี้จะมีวงแหวนมาให้เรา 3 อัน วงแหวนที่อยู่ บนสุดกับล่างสุด เราสามารถตั้งค่าในตัวกล้องให้เมื่อหมุนเป็นการปรับค่าต่าง ๆ ได้ เช่น อันบนสุด เราจะเอาไว้หมุน Focus เมื่อใช้ Manual Focus และด้านล่างสุด อันนี้มันจะไม่สามารถหมุนฟรีได้ มันจะเป็น Click ทำให้เราจะเอาไว้ปรับ Aperture หรือ รูรับแสง สะดวกดี

และสุดท้ายวงแหวนตรงกลางจะเป็นการปรับระยะของ Lens จะมีขีดสีส้มที่จะบอกระยะอยู่ว่า มันอยู่ที่เท่าไหร่แล้ว มันมีตัวเลขบอกระยะ 35, 45, 60, 75 และ 100 เป็นระยะที่เราใช้งานทั้งนั้นเลย ถือว่าคิดมาดีอยู่
โดยสิ่งที่หายไป เมื่อเทียบกับ Lens ใน V Series คือ ตัวมันจะไม่มีวงแหวนสำหรับ สลับ Autofocus และ Manual Focus โดยเฉพาะ ถ้าอยากจะเปลี่ยนไปใช้ Manual Focus เราจะต้องเข้าไปในเมนูปรับแทน แต่ถามว่าใช้งานจริง เราจะใช้ Manual Focus กับ Lens ช่วงขนาดนี้จริง ๆ บ่อย ๆ เหรอ ก็อาจจะยังน้าาา

ข้อสังเกตคือ Lens ตัวนี้ไม่ใช่เป็น Internal Zoom Lens หมายความว่า เมื่อเราหมุน Zoom ความยาวของ Lens จะเปลี่ยนไป และตัวมันเป็น Internal Focus คือ เมื่อเรากด Focus ความยาวของ Lens จะไม่เปลี่ยนแปลง หากเป็น Lens สำหรับงานวีดีโอจะมีปัญหา เนื่องจากทำให้ Balance ของ Gimbal เปลี่ยน ต้อง Balance ใหม่ แต่อย่าลืมนะว่า Hasselblad มันเป็นถ่ายได้แค่ภาพนิ่งเท่านั้น ดังนั้น กระบอก Lens จะยื่น หรืออะไร ก็ไม่สำคัญ

อีกข้อสังเกต อยู่ที่วงแหวน พื้นผิวมันจะไม่เรียบ จะมีการทำเป็นรูปตัว H ที่เป็น Logo ของ Hasselblad ตอนแรกคิดว่า มันก็น่าจะได้แค่ความสวยงาม ใช้จริงน่าจะลื่น ไม่เหมือนพวกที่เป็นขีด ๆ ที่ทำจากยาง พอใช้งานจริง เออ มันได้แฮะ ไม่ลื่น แถมยังให้สัมผัสที่หรูหรามากกว่าเดิมเยอะ ถูกใจจริง ๆ
Inside the Barrel : ข้างในของดีเยอะมาก
หลังจากเราได้ลองใช้ และพบว่า Performance มันดีมาก ๆ ทำให้เราสงสัยต่อว่า มันใส่อะไรเข้าไป ถึงทำให้ได้ Performance ทั้งในแง่ของการ Focus ที่เร็วมาก ๆ แต่ยังได้ความคมชัดแบบโคตร ๆ แต่ยังนุ่มนวล มีเสน่ห์แบบ Hasselblad อยู่
พอเข้าไปดู ก็คือ ร้องเหี้ย !! เลยละ ไส้ในมันคืองาน Engineer โหดมาก ๆ โหดอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับเลนส์หลาย ๆ ตัวที่เราเคยเห็นมาเลย โดยพื้นฐาน Lens ตัวนี้ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 16 ชิ้น แบ่งเป็น 13 กลุ่ม ที่ด้านในมี 3 Aspherical และ 5 ED
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะรู้สึกว่า แล้วไง เลนส์ในฝั่ง Pro Grade อย่าง Sony 24-70mm f/2.8 GM II ยังใส่ Lens มาให้ตั้ง 20 ชิ้นเลย Hasselblad งกชิ้นเลนส์หรือเปล่า แต่ๆๆๆ จริง ๆ แล้วเราจะต้องมองในบริบทของ Image Circle ด้วย
อย่างแรกคือ Sony Lens ตัวนั้น สร้างภาพวงกลม เพื่อรองรับ Sensor ขนาด 36x24mm แต่ Hasselblad ต้องสร้างภาพเพื่อรองรับ Sensor 44x33mm ซึ่งถ้าเอาพื้นที่มาเทียบกัน ก็คือ Hasselblad ใหญ่กว่า เกือบ 70% เลยละ และ การที่ Engineer สามารถออกแบบ Optical Formula โดยใช้ Lens แค่ 16 ชิ้น ที่เป็นชิ้นยักษ์ ยัดลงไปในกระบอกที่มีน้ำหนักเพียงแค่ 894g ได้ (หนักกว่า Sony 24-70 GM II ขีดเดียว) มันคืองานวิศวกรรมที่โหดสัสมาก ๆ
อย่างที่ 2 คือ เราบอกไปว่า ทั้งหมดมีชิ้น Lens 16 ชิ้น แต่เขาไม่ได้ใส่กระจกธรรมดามาถมที่ เพราะมันประกอบด้วย ชิ้น Lens พิเศษ 8 ชิ้น เท่ากับว่า ครึ่งนึงของ Lens กระบอกนี้คือ ทำจากชิ้นแก้วพิเศษแล้ว
ลองคิดดูดี ๆ นะว่า ในความเป็นจริง เราไม่สามารถสร้างชิ้นแก้วที่มีความใส 100% หรือพูดง่าย ๆ แสงส่องผ่านได้ 100% มันจะต้องมีแสงบางส่วนที่โดนสะท้อน หรือกระเจิง ไม่ได้ผ่านชิ้นแก้วนั้นไป พอเรามีชิ้นแก้วภายในเยอะ ๆ เท่ากับว่า Sensor จะได้แสงน้อยลง ดังนั้น Lens ที่ดี ไม่ใช่เลนส์ที่มีชิ้นแก้วภายในเยอะ ๆ แต่เป็น Lens ที่ใช้ชิ้นแก้วน้อยที่สุด แต่ยังคงความคมชัด และ Character ที่ชัดเจน ซึ่ง Hasselblad ทำได้โคตรดีแบบมาก ๆ ไม่รู้จะมากกกกกก ยังไงแล้ว เก่งชิบหาย
พีคกว่านั้น ทุกคนต้องอย่าลืมว่า Hasselblad X System มันใช้ Leaf Shutter หมายความว่า ม่าน Shutter อยู่ภายใน Lens ทำให้ Engineer จะต้องเจียดพื้นที่อันน้อยนิดตรงกลาง เพื่อวาง Leaf Shutter Module ลงไป ยังไม่นับว่า Leaf Shutter ตัวนี้เป็นกลไกโลหะที่สับได้เร็วถึง 1/4000 วินาที (Flash Sync ทุก Speed) ทำงานประสานกับชุดโฟกัส โดยห้ามมีความคลาดเคลื่อนแม้แต่ไมครอนเดียว นี่ไม่ใช่งานประกอบ Lens กล้องแล้วอะ มันคือ งานประกอบนาฬิกาหรูชัด ๆ เลย
การใช้งานจริง

หลังจากได้เอามาใช้งานจริง ใส่กับกล้อง Hasselblad X2DII 100C บอกเลยว่า โหดสาดดดด ไม่คิดว่า Zoom Lens จะทำได้ขนาดนี้เลยจริง ๆ เหนือความคาดหมายไปไกลมาก ๆ Character ของความเป็น Hasselblad ความนุ่มนวล Microcontrast ที่ดี แสงเงา ทุกอย่าง เอาจริง ๆ ถ้าไม่ได้ไปเล่นกับแสงที่โหดมาก ๆ เราคิดว่า สู้พวก Fixed Lens ในตระกูล V ได้เลย และที่สำคัญ Lens ตัวนี้ มันเป็นรุ่นใหม่ นั่นแปลว่า มันได้รับ Motor สำหรับการเคลื่อนชิ้นแก้วขนาดยักษ์อันใหม่ ทำให้มันโฟกัสได้ เร็วโคตร ๆ ขนาดใช้กับ Eye AF ยังเร็วมาก ๆ เรื่องโฟกัส ไม่ใช่ปัญหาของเลนส์ตัวนี้เลย ที่สำคัญ โคตรเงียบ เงียบกว่า XCD 55V ที่เราใช้งานอีก แต่เอาเข้าจริง เรื่องเสียง เราไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เพราะ กล้องตัวนี้มันถ่ายวีดีโอไม่ได้ มันจะโฟกัสแล้วเสียงดังถึงดาวอังคาร เราก็ไม่ติด

แต่เรื่องที่เราเห็นห่วง และ เจอจริง ๆ คือ น้ำหนัก Lens ตัวนี้หนัก 894g หรือเกือบ ๆ 9 ขีด มันหนักมากจริง ๆ หนักว่า Sigma 24-70 f/2.8 ที่เราคิดว่ามันหนักแล้วขึ้นไปอีก เมื่อใส่รวมกับ Hasselblad X2DII 100C พร้อม Battery ที่หนัก 840g ก็จะกลายเป็น 1.734 kg ซึ่งบอกเลยว่า หนักมาก ๆ นะ หลัง ๆ เราใส่ Godox V100 เข้าไป อีก 619g ก็จะกลายเป็น 2.353 kg ก็เรียกได้ว่า ยกที กล้ามขึ้นเลยทีเดียว เรายกได้ไม่เกิน 5 นาที ก็ไม่ไหวแล้ว คิดว่าสายป่า กด Supertele เดินเข้าป่า กันน่าจะยกได้สบาย ๆ แต่เรามันลูกคุณหนูไง ถือ Fixed Lens เบา ๆ ไม่ถึงโลด้วยซ้ำ จะมายกอะไร 2 โลไหวละ

ถ้าเอา น้ำหนักของกล้อง และ Lens มาดู เราจะเห็นว่า ทั้งสองตัวน้ำหนักใกล้ ๆ กันเลย ใช่แล้ว มันมี Balance ที่ดีมาก ๆ ถ้าใส่แค่กล้อง กับ Lens ตัวเลขน้ำหนักมันดูเยอะจริง ใช่แหละ แต่พอถือจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้รู้สึกหนักมากขนาดนั้นเลย ถือว่าเป็นเรื่องที่โอเคละกัน

อีกเรื่องที่ ตอนแรกเรากังวลมาก ๆ คือ Lens ตัวนี้ ค่า F มันไหล มันเป็นเรื่องที่เราว่าคนที่ใช้กล้องราคาสูง ๆ ส่วนใหญ่ ไม่อยากได้ จะอยากได้พวกที่ค่า F มันคงที่ตลอดช่วงมากกว่า เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน กังวลว่า f/4.5 ในช่วง 100mm มันจะพอใช้มั้ยน้าาา ปกติเราอยู่บน Full Frame เราใช้ f/1.2-1.4 ด้วยซ้ำ แต่ ๆๆๆๆ ทุกคนต้องอย่าลืมว่า นี่คือเรากำลังทำงานอยู่บน Medium Format Sensor นะ

ถึงค่า F หรือรูรับแสงจะเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง รูมันจะต้องใหญ่กว่า ทำให้มันรับแสงได้มากกว่าอยู่แล้ว นั่นทำให้ f/4.5 ในช่วง 100mm ก็ยังถือว่าเพียงพอกับการใช้งาน ถึงจะเป็นการถ่ายงานในช่วงกลางคืนก็ตาม และถ้ากลัวว่า เราจะไม่ได้ความหน้าชัดหลังเบลอแบบฉ่ำ ๆ แล้ว ต้องอย่าลืมว่า นี่คือ Medium Format ยิ่ง Sensor ใหญ่ DoF ยิ่งบางลงเท่านั้น ประกอบกับ ซูมสุดที่ 100mm ขนาด f/4.5 ยังคงหน้าชัดหลังเบลอได้อยู่เลย ดังนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความหน้าชัดหลังเบลอเลย ได้แน่ ๆ
สรุป
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ เราคิดว่า Hasselblad XCD 2,8-4/35-100E ตัวนี้เป็นเลนส์ที่ Hasselblad ใส่งาน Engineering ลงไปเยอะมากจริง ๆ จนทำให้ Zoom Lens ระยะขนาดนี้บน Medium Format ถ่ายออกมาแล้วยังคงคุณภาพที่โคตรสูง และแสงเงาก็นุ่มนวล ตามสไตล์ของ Hasselblad ได้เป็นอย่างดี มันทำให้เราเลิกกลัวที่จะใช้ Zoom Lens เป็น Lens ตัวเดียวเวลาจะออกไปเที่ยวไหน ทำให้เรามองว่า จริง ๆ Lens ตัวนี้เป็นรุ่นที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่พึ่งเข้าวงการ Hasselblad และอยากได้เลนส์ตัวเดียวเที่ยวรอบโลก มันเป็นระยะที่ครอบจักรวาลได้ดีมาก ๆ แถมคุณภาพ อยู่ในตระกูล E ตัว Top ขนาดนี้ มันก็ไม่น้อยหน้า Fixed Lens ในตระกูลอื่น ๆ เลย ก็ถ้าใครสนใจ ก็ไปลองหาดูตาม Shop ได้ แนะนำให้ไปลองก่อนจะดีมาก ๆ ราคามันไม่ได้น้อย ๆ

ปล. ส่วนภาพตัวอย่างเพิ่มเติม เราขอติดไว้ก่อนนะ เดี๋ยวจะไปญี่ปุ่น จะกดมาฝากเยอะ ๆ เลย



