Review

รีวิว Hasselblad X2DII 100C มาตรฐานใหม่ของกล้อง Medium Format ภาคการใช้งาน

By Arnon Puitrakul - 08 ตุลาคม 2025

รีวิว Hasselblad X2DII 100C มาตรฐานใหม่ของกล้อง Medium Format ภาคการใช้งาน

เราได้เล่าหลาย ๆ ส่วนตั้งแต่ การแกะกล่อง และหน้าตาของตัวกล้องไปแล้ว วันนี้เราจะมาเล่าประสบการณ์การใช้งาน Hasselblad X2D II 100C กับการไป Italy Fashion Week ของเราว่า กล้อง Medium Format ตัวแรกในชีวิตของเรา มันทำให้เราเปลี่ยนมุมมองในการถ่ายภาพไปได้มากแค่ไหน

Image Quality

คุณภาพของภาพ ต้องบอกเลยว่า เราที่ใช้ Full Frame มาก่อน พอได้มาสัมผัส Medium Format Sensor ครั้งแรกกับ Hasselblad X2D II 100C บอกเลยว่า แมร่งไปสุดจริง ๆ จนไม่ต้องพูดอะไรเยอะแล้ว

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.8 1/60sec ISO1600 (Developed + Cropped)

เรื่องแรกคือ Medium Format Sensor ความละเอียด 100MP ถามว่าเราจำเป็นต้องใช้ Sensor ความละเอียดสูงขนาดนี้จริง ๆ เหรอ สำหรับคนทั่วไปอาจจะยังนะ แต่สำหรับการทำงานในระดับ Professional มันเข้ามาเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานให้เราได้เยอะมาก ๆ มันทำให้เราสามารถ Crop ภาพลึกเข้าไปได้อีก เหมือนที่เราเคยเล่าตอนรีวิว Leica Q3 กับ Sony A7RV มันทำให้เราลดอุปกรณ์ที่ต้องพกไปได้เยอะมาก ๆ ตัวอย่างภาพด้านบน มันคือ Mossic ที่อยู่ใน Duomo di Milano รายละเอียดและสีมันดีมาก ๆ ซึ่งคงคิดว่า เราเดินเข้าไปถ่ายตรง ๆ แล้ว Crop ให้ตรงนิดหน่อยแล้วได้ภาพแบบนี้สินะ

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.8 1/60sec ISO1600 (Original)

แต่จริง ๆ แล้ว Mossic นี้ มันอยู่ข้างบนไกล ๆ ไปเลยจ๊ะ ถ้าเป็น Sensor ความละเอียดต่ำกว่านี้เอาสัก 30 MP และอยากถ่ายเอามา Crop ได้แบบนี้ ก็อาจจะต้องถือเลนส์ Tele ยาว ๆ เดินเข้าแล้วละ แต่อันนี้เราใช้แค่ 55mm (เทียบได้ประมาณ 43mm บน Full Frame) และ Crop เท่านั้นเอง ความยืดหยุ่นนี้มันทำให้เราลดจำนวนอุปกรณ์ที่เราต้องพกและน้ำหนักไปได้เยอะมาก

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/5.6 1/200sec ISO50 (Developed + Cropped)

Base ISO ของรุ่นนี้ยังได้รับการปรับจาก 64 เป็น 50 ช่วยทำให้เราถ่ายในพื้นที่ ๆ มีแสงเยอะ เช่นกลางแจ้ง ได้ดีขึ้น เราสามารถปรับ Aperture หรือ Speed Shutter ลงได้ประมาณ 1 Stop โดยภาพที่ได้ถือว่า Clear มาก ๆ เอาว่า เราไม่เห็น Noise เลยดีกว่า

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.5 1/100sec ISO6400 (Developed)

เมื่อเราเริ่มใช้ ISO ที่สูงขึ้น เรารู้สึกว่า Noise ที่มันหลุดเข้ามา ไม่ได้มองเห็นได้ง่ายขนาดนั้น ภาพค่อนข้างออกมาไปในทาง Clean และสามารถรักษารายละเอียดได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าเราจะเอามา Clean Noise ด้วย Lightroom Classic แล้วก็ตาม คิดว่าน่าจะเกิดจากการที่ Sensor ใหญ่นี่ละ หรือถ้าเราอยากได้คุณภาพที่ดีกว่านี้ Hasselblad เขามี Hasselblad Natural Noise Reduction (HNNR) ที่เป็น Noise Reduction เราทดสอบแล้ว พบว่า มันลด Noise ได้ดี และยังคงรายละเอียดของภาพได้เป็นอย่างดีมาก ๆ ดีกว่า Lightroom Classic ซะอีก จนเราสามารถถ่ายด้วย ISO 3,200 - 6,400 ได้โดยไม่ค่อยรู้สึกกังวลมากเท่าไหร่

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.5 1/250sec ISO50 (Original)

เรื่องที่เราคาดหวังจากการลด Base ISO ไปเป็น 50 คือ Dynamic Range ในสเปกบอกว่าทำได้ 15.3 Stops ซึ่งมันทำได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเราทำงานบน Base ISO ภาพที่ได้ออกมา มันเอามาดัน มาขุดต่อได้ง่ายมาก ๆ โดยแทบไม่เจอ Noise มากเท่าไหร่เลย แต่ถึงมันจะดีขนาดไหน เราก็ยังแนะนำว่า หากถ่ายในสภาวะแสงไม่ดีจริง ๆ แนะนำให้วัดเฉลี่ยทั้งภาพ แล้วเอาค่าที่ทำให้แสงทั้งหมดไม่ หลุดมืด หรือสว่างเกินไป แล้วเอามาขุด หรือดึงหลังคอมแทนจะดีกว่า

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.5 1/800sec ISO50 (Developed)

และสุดท้าย เรื่องที่เราชอบมาก ๆๆๆๆๆๆ จากกล้องตัวนี้คือ เวลาถ่ายออกมา เรารู้สึกว่า สี และรายละเอียดมันเหมือนตาเห็นจริง ๆ มันไม่ใช่เหมือนบอกว่า Canon Render Skin Tone เก่ง หรือ Leica มี Microcontrast ดูดี พวกนี้เรารู้สึกว่า ถ่ายออกมา ใช่ มันสวย แต่มันไม่จริงเหมือนตอนที่เรามองเห็นขนาดนั้น ฝั่ง Hasselblad บอกว่า ไม่ ๆๆ เราไม่ทำแบบนั้น เขานำเสนอ ภาพที่ให้สีสันสมจริง เหมือนตาเนื้อเห็นตอนถ่ายเลย เรื่องนี้ต้องขอบคุณ Hasselblad Natural Colour Solution (HNCS) มาก ๆ ทั้งสีของพวกวิว และ Skin Tone มันออกมาสมจริงจนเราตกใจเหมือนกัน

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/3.2 1/1600sec ISO50 (Developed)

ประกอบกับในรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมที่น่าสนใจมาก ๆ คือ เขาเพิ่มเรื่องของ HDR เข้ามา ทำให้เราขยายขอบเขตสีจาก RGB เป็น P3 ทำให้เราได้ Dynamic Range เพิ่มมากขึ้น โดยทำให้เสียส่วนมืดและสว่างของภาพที่น้อยลง เมื่อก่อนเราเป็นคนนึงที่ค่อยอินกับการทำภาพ HDR เท่าไหร่ เพราะมันค่อนข้างยุ่งยาก และกล้อง Sony A7RV กับ Leica Q3 เรามันก็ยังไม่รองรับเต็ม ๆ แต่พอมาใน Hasselblad X2D II 100C ตัวนี้ มันมี End-to-End Solution มาให้เราเลย แค่เรากดเป็น HEIF หรือ JPG มันก็ทำให้เราเสร็จตรงจากหลังกล้องทันที หรือเราจะเอามาทำบน Phocus ก็ง่ายไม่ต่างกันเลย

ระบบ AF ที่ดีกว่าเดิม จนเรียกว่าใช้งานได้จริง

อีกหนึ่งเรื่องที่คิดว่า มันได้รับการพัฒนาเยอะมาก ๆ จากรุ่นก่อนคือเรื่อง Autofocus (AF) จากเดิมที่มันรองรับแค่ AF-S และ Focus ได้ช้ามาก ๆ ตอนนั้นเราเข้าใจได้ เพราะ Sensor ขนาด Medium Format มันมีขนาดใหญ่มากกว่า การที่จะให้มันทำงานได้เร็วพอ ๆ กับ Sensor ขนาด Full Frame นั้น มันก็เป็นไปได้ยาก แต่พอมาในรุ่นใหม่นี้ Hasselblad ปรับปรุงการทำงานระบบ Autofocus ให้เรียกว่า ใช้งานได้จริง มากขึ้น โดยเฉพาะการนำไปใช้ถ่ายพวกภาพแนว Street

Hasselblad X2D II 100C LiDAR Sensor

Key สำคัญอย่างแรก ที่ทำให้ระบบ AF ทำงานได้เร็วขึ้นคือ การเติม LiDAR Sensor เข้าไปช่วยในการโฟกัส สำหรับคนที่อาจจะไม่คุ้นเคยการทำงาน หลักการทำงานของมันคือ มันจะยิงแสงเข้าไป และวัดระยะเวลาที่แสงสะท้อนกลับมา ทำให้สุดท้ายแล้ว เราจะทราบระยะระหว่าง Sensor และวัตถุ ซึ่งความเร็วในการทำงานของมันถือว่าเร็วมาก ๆ เพราะแสงเลเซอร์ที่เราพูดถึงมันวิ่งเร็วในระดับความเร็วแสงเลยละ นอกจากนั้น มันยังได้ความแม่นยำในการจับระยะที่สูงมาก ๆ ด้วย

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.5 1/250sec ISO50 (Developed)

เมื่อรวมกับระบบ Phase Detection ที่ได้รับการปรับปรุง โดยการเพิ่มจุดสำหรับการโฟกัสจากเดิมที่มี 294 จุด กลายเป็น 425 จุด และยังมีการเพิ่มความเร็วในการทำงานเข้าไปอีก ทั้ง LiDAR และ Phase Detection ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้ระบบของกล้องสามารถโฟกัสวัสถุต่าง ๆ ได้รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้นมาก ๆ

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.5 1/200sec ISO50 (Developed)

ถามว่า ความเร็ว และความแม่นยำในการโฟกัส มันดีพอ ๆ กับพวกกล้อง Full Frame หรือไม่ คำตอบคือ ห่างไกลมาก ๆ แต่ถามว่ามันทำงานได้จริงมั้ย ก็บอกเลยว่าจริง มันถือว่า เร็วมากพอที่จะเอามาใช้ถ่ายในหลาย ๆ เคสมากขึ้น นอกจากนั้นหากเราใช้งานร่วมกับ Lens บางรุ่น มันจะสามารถที่จะใช้งานโหมด AF-C ได้ ซึ่งเพิ่มความสะดวกในการทำงานเป็นอย่างมาก จนเราสามารถเอาไปใช้ในงาน Street ได้โอเค แค่ว่า เราอาจจะต้องกะเวลาเผื่อมันโฟกัสสักหน่อย อันนี้เราคิดว่าอาจจะต้องใช้เรื่องของความเคยชินประกอบกันด้วย

เรื่องที่อาจจะต้องติ นิดนึงคือ เราเปิด Eye AF สำหรับคนไปแล้ว บางทีเราจะเจอเคสที่มันมีคนอยู่ใน Frame แต่มันดันไปเชื่อจุดที่เราเลือกมากกว่าเฉย ไม่อ่านหน้าคนเลย แต่พอเราจิ้มโฟกัสที่หน้าคน มันก็โฟกัสคนให้คาดว่า น่าจะแก้ไขด้วย Software ในอนาคตได้อยู่

IBIS ระดับเทพพระเจ้า

นอกจากคุณภาพของภาพที่แมร่งสุดยอดแล้ว อีกเรื่องที่ได้ฟังจากคนขายคือ พี่เปิด Shutter ได้ 4-5 วินาทีเลยนะ ในสเปกมันเขียนว่า IBIS 10-Stops ตอนอ่านก็คือ อะไรวะเนี่ย !!! บ้าไปแล้ว พลังมันจะได้ขนาดไหนกัน จากใจคนที่ใช้ Sony A7RV คือ เราเปิดอย่างมากแค่ 1/10 Sec ก็กลัวจะไม่ได้ภาพจะแย่แล้ว มาฟังประโยคเคลมแบบนั้น ก็คือ เชี้ย จริงเหรอวะ มันเป็นไปได้จริง ๆ เหรอ จนไปอิตาลีรอบนี้ ขอเทสระบบหน่อยสิ๊

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/32 2.2sec ISO1600 (Developed)

รูปด้านบนนี้คือ ตัวอย่างที่ดีมาก ๆ สำหรับการเทสระบบ เพราะรูปนี้ เราถ่ายด้วยการถือกล้องด้วยมือเดียวริมถนน และใช้ Speed Shutter 2.2 วินาที ใช่ครับ 2.2 วินาทีด้วยมือเดียว เราคิดว่า ถ้าถือด้วยสองมือ และเก็บแขนดี ๆ เราอาจจะไปได้ระดับ 4-5 วินาทีได้สบาย ๆ เลยทีเดียว บอกเลยว่า อึ้งกับ IBIS ของมันจริง ๆ

Battery Life ที่แห้งมาก

Hasselblad X2D II 100C Battery Information

เรื่องแรกที่เราอยากบ่นมาก ๆ คือ อายุการใช้งาน Battery ที่สั้นมาก ๆ จากสเปก เขาใช้ Battery ความจุ 7.27V DC/3400mAh หรือประมาณ 24.72 Wh และเขาบอกว่า สามารถถ่ายได้ประมาณ 327 Shots ต่อการชาร์จ ซึ่งพอมาใช้งานจริง เราพบว่า มันสั้นจริง ๆ รอบแรกเลย เอาออกไปถ่าย แล้วระหว่างนั้นเปิดกล้องไว้ แบตมันลดลงไวมาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ และตัวกล้องมีอาการร้อนพอสมควรเลยทีเดียว เลยลองไปดูมาเขาบอกว่า มันสามารถ Stand-by ได้ด้วยการกดปุ่มเปิดทีนึง มันก็จะเข้า Stand-by ไป ตัวกล้องจะไม่ร้อน และ ไม่กินแบตดุดันขนาดนั้น แต่พอเราห้อย ๆ ไป เหมือนมันไปโดนปุ่มสักอย่าง กล้องมันตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกที กล้องมันเริ่มอุ่นแล้ว และแบตก็หายไปเยอะแล้ว

Hasselblad X2D II 100C Battery Charging

หลังจากนั้น ของจริงเอาไปอิตาลี เอาออกไปถ่ายใน 1 วัน โดยเริ่มออกไปถ่ายตั้งแต่ 9 โมง เดินถ่ายไปเรื่อย ๆ จนประมาณบ่าย 3 กว่า ๆ พบว่า แบตเหลือราว ๆ 30% เท่านั้นเอง ทำให้เราคิดว่า ถ้าอยากจะถ่ายต่อเนื่องกันได้ 1 วัน ยังไง อย่างน้อยที่สุด ต้องมีแบต 2 ก้อน และก้อนนึงมันราคาแพงมาก ๆ แต่เรามีอีกตัวเลือกคือ งั้นก็เอา Power Bank เสียบมันเลย ถามว่า มันใช้ได้มั้ย มันก็ได้ แต่.... คิดภาพดูว่า ถ้าเราไปเดินเที่ยวห้อยกล้องอยู่ที่คอ แล้วมีสาย USB-C เสียบกับกล้องอยู่ จะหยิบมาถ่ายมันก็ลำบากเหมือนกัน ดังนั้น เราบอกเลยว่า แบตของกล้องตัวนี้ เราไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่เลย

Camera Boot Time

พอแบตน้อย เราพยายามที่จะปิดกล้อง เพื่อประหยัดแบต อีกปัญหาคือ Boot Time หรือเวลาที่มันใช้เปิดกล้อง ขอเทียบกับ Sony A7RV ของเรา ที่บิด Switch ปุ๊บ มันก็เปิดขึ้นมาพร้อมถ่ายในเวลาเพียงแว๊บเดียวเท่านั้น แต่พอมาใน Hasselblad X2D II 100C การจะเปิด มันต้องกดปุ่มเปิดค้างเอาไว้ นั่นยากกว่าเดิมแล้วนะ และกว่าจะมันจะ Boot ขึ้นมา มันต้องผ่าน Splash Screen ที่เป็นรูป Logo Hasselblad อยู่แว่บนึงเลย

เหตุที่เราบ่นเรื่องนี้ มันเกิดจากการที่ พอแบตมันน้อยมาก ๆ เราจะต้องปิดกล้องเพื่อประหยัดแบต พอเราจะถ่ายแล้วมันเปิดช้า มันทำให้เราพลาดโอกาสการที่เราจะได้ภาพไปเยอะมาก จากที่ไปอิตาลีมา 14 วัน เราพลาดโอกาสรูปดี ๆ ไปเกิน 40-50 ครั้งได้เลย ดังนั้นเราว่ายังไง ๆ ถ้าเรารู้ว่า เราจะต้องถ่าย เราว่าเปิดกล้องทิ้งไว้เลย ส่วนแบต ก็เอา Power Bank ไปเสียบช่วงที่เราไม่ได้ใช้กล้องก็ได้ หรือจะพกแบตอีกก้อนก็แล้วแต่เลย ประเด็นที่ต้องการจะบอกคือ มันมีปัญหานี้อยู่จริง ๆ และ หากใครตั้งใจจะมาใช้งาน อาจจะต้องเตรียมตัวรับสภาพ และวิธีแก้ปัญหาเอาไว้หน่อยจะดีมาก ๆ

Phocus กับ Workflow การทำงานใหม่

นอกจากตัวกล้องจะเริ่ดแล้ว Hasselblad ยังมี Software สำหรับการทำงานแบบครบวงจรมาให้เราใช้งานด้วยคือ Phocus โดยมีให้เราดาวน์โหลดทั้งใน iOS, iPadOS, macOS และ Windows เลย สำหรับ Mobile Version เราได้รีวิวไปในตอนก่อนหน้าแล้ว ย้อนกลับไปอ่านได้

แต่วันนี้เราจะมาเจาะกันที่ตัวสำหรับ macOS และ Windows ที่ตัวนี้ เขาจะมี Feature การทำงานที่ถือว่า ค่อนข้างครบครันมาก ๆ ตั้งแต่ Tethering, Cataloging, Development จนถึงการ Export กันไปเลย หมายความว่า เราสามารถจบงานทั้งหมดได้ใน Phocus เลยก็ได้ แต่ถามว่า มันครบปั้นโทน หรือลบสิ่งของต่าง ๆ ได้เหมือน Lightroom Classic เลยมั้ย ก็ไม่ ทำให้สุดท้าย เราก็ยังชอบทำงานบน Lightroom Classic เหมือนเดิม

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.5 1/320sec ISO50 (Developed)

เรื่องที่ทำให้เราเริ่มสนใจ Phocus มากขึ้นคือ พอลองเอาภาพมาเปิดใน Phocus แล้ว Export ออกมา เทียบกับภาพจาก Lightroom Classic เรารู้สึกได้เลยว่า สีและ Distortion ของภาพมันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกคิดว่า เป็นเพราะ RAW Engine มันคนละตัวเหมือนที่เคยพูดถึงตอนรีวิว Photomator รึเปล่า แต่คิดว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะมันมีการแก้พวก Distortion เข้าไปด้วย จึงเดาว่า ใน Phocus มันน่าจะมี Image Pipeline บางอย่างทำงานอยู่เบื้องหลังด้วย ทำให้เมื่อเราเปิดภาพขึ้นมา มันก็จะรันและสร้างภาพที่ออกมาในสไตล์ของ Hasselblad จริง ๆ มันคล้ายกับที่เราเปิด RAW File ดูในกล้องเลย และยังสามารถใช้ HHNR ได้ด้วย

นั่นทำให้ บางภาพที่เราชอบมากจริง ๆ เราจะเริ่มทำงานบน Phocus ตั้งแต่การ Catalog ถ้าภาพไหนต้อง Noise Reduction ก็รัน HNNR ใน Phocus ให้จบ หรือภาพไหนต้องขุด หรือดันเยอะ ๆ ก็ทำบน Phocus ไป และ Export ออกมาเป็น TIFF File แล้วค่อยเอาไปปั้นโทน หรือเรียก Preset ต่อได้ใน Lightroom Classic เลย

สรุป

Hasselblad X2D II 100C + XCD 2,5/55V f/2.5 1/60sec ISO3200 (Developed)

หลังจากได้ใช้งานมา ส่วนตัวเรามองว่า X2D II 100C ยังเป็นกล้องที่ ไม่ได้สมบูรณ์ขนาดนั้น มันยังมีหลาย ๆ จุดที่ยังคงเป็นข้อจำกัดอยู่ แต่ยอมรับเลยว่าออกมาที มันทำให้กล้องตัวนี้เข้าใกล้คำว่า Perfect ขึ้นเยอะมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่อง Autofocus ที่ดีขึ้นมากกว่าเดิมแบบสุด ๆ เอาว่า รองรับ AF-C ได้ เราก็โอเคแล้ว กับ 10-Stops IBIS ที่ถือมือเดียวหลักวินาทียังรอด งง นะ ได้ไง กับคุณภาพของภาพที่ โหดมาก ๆๆๆๆๆๆ เหมือนจริงสุด ๆ จนน่าตกใจเลยละ

แต่พอถามว่า กล้องตัวนี้น่าลงทุนกับมันมั้ย เรามองว่า เฉย ๆ มันยากมากที่เราจะกล้าแนะนำกล้องตัวนี้ให้คนอื่นซื้อตาม ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี จริง ๆ มันมีพลังภายในเยอะมาก ๆ ภาพที่ได้โคตรดีย์ แต่มันก็มาพร้อมกับเงื่อนไขหลาย ๆ อย่าง ประกอบกับราคาที่ค่อนข้างสูง ไปเล่น Full Frame น่าจะดีกว่า แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องไป Medium Format มันก็ยังมีตัวเลือกอย่าง Fujifilm GFX 100S II ที่ราคาถูกกว่าพอสมควร แต่ถ้าอยากได้ความ Hasselblad คือ มันเป็นกล้องที่ดูดี แข็งแรง ให้ Colour Science ที่ถูกใจ การลงทุนใน Hasselblad X System เราคิดว่า เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่เท่าไหร่นะ