Review

รีวิว Dyson Lightcycle Desk ไฟตั้งโต๊ะอะไรอันละเกือบ 2 หมื่น คุ้มจริงเหรอ

By Arnon Puitrakul - 21 June 2020 - 4 min read min(s)

รีวิว Dyson Lightcycle Desk ไฟตั้งโต๊ะอะไรอันละเกือบ 2 หมื่น คุ้มจริงเหรอ

ไฟตั้งโต๊ะ ถือว่าเป็นไอเทมที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับการทำงานบนโต๊ะเลยก็ว่าได้ แสงสว่างที่พอเหมาะทำให้เราไม่ต้องเพ่งสายตาตอนที่เราทำงาน มันก็เหมือนการป้องกันปัญหาสายตาต่าง ๆ ที่อาจจะตามมา (เมื่อก่อนเราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ สุดท้ายเปลี่ยนแว่นรัว ๆ เลยเจ้าค่ะ) วันนี้เราจะมารีวิว โคมไฟตั้งโต๊ะกันกับ Dyson Lightcycle Desk ในราคาเกือบ 2 หมื่น บ้าไปแล้ว จะเป็นยังไง และ คุ้มมั้ย เราลองไปดูกัน

แกะกล่อง

ตัวกล่องมาตามสไตล์ของ Dyson เลย คือ มองแบบไม่ต้องอ่านชื่อ Brand ก็รู้เลยว่ากล่องอะไรสักอย่างของ Dyson โดยที่วัสดุจะเป็นกระดาษแข็งเงา ๆ ด้านบนมีการเขียนชื่อว่ามันคือ Dyson Lightcycle Desk และที่เราว่าสวยมาก ๆ คือ Graphic ที่เป็นของเจ้าตัวโคมไฟตัวนี้แหละ

พลิกไปด้านหลังก็จะโล่ง ๆ ไม่ได้มีอะไรข้างหลังที่สำคัญ

พลิกขึ้นด้านบนก็ยังมีชื่อรุ่นเขียนอยู่ เหมือนกับด้านหน้าเลย จริง ๆ มันก็ก๊อปด้านหน้ามาแหละ

พลิกอีกด้านขึ้นมาเราจะเจอชื่อรุ่นเขียนเหมือนกัน แต่ที่ด้านนี้มีเพิ่มคือ หูหิ้วพลาสติกสีดำเงา สำหรับเวลาเราซื้อแล้วเราต้องหิ้วกลับบ้าน ต้องบอกว่า มันเป็นโคมไฟที่เอากลับบ้านง่ายที่สุดแล้วเท่าที่เจอมาเลย ถึงตัวกล่องมันจะยาว ๆ แต่การที่มันมีหูหิ้ว แล้วอยู่ด้านนี้ทำให้มันหิ้วง่ายมาก

เมื่อเราเปิดกล่องออกมา เราก็จะเจอกับตัวอุปกรณ์ของโคมไฟวางอยู่ในกล่องอย่างสวยงาม อาจจะ งง ว่ามันประกอบอะไรยังไง ดูเหมือนจะยาก

แต่ถ้าเราสังเกตุที่ตัวกล่อง ๆ ดี ๆ เขาจะมี Graphic ที่บอกวิธีการประกอบมาให้เราด้วย จริง ๆ เราว่า เราชอบแบบนี้มากนะ เพราะรูปที่ทำมา มันบอกความหมายในตัวมันได้เลย ไม่ต้องใช้ Text เลยสักนิด แต่เราสามารถดูแล้วประกอบตามได้ เทียบกับของบางอย่าง เอาจริง ๆ ถึงจะมีทั้งภาพ และ Text บอกไว้ หมด แต่มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี

สำหรับของ Bundle ชิ้นแรกจะเป็นชุด Paperwork ทั้งหมด ก็ถูกห่อมาด้วยกระดาษบาง ๆ ที่มีสติ๊กเกอร์ติดไว้ คือไม่กล้าแกะเลย เสียดาย ถ้าแกะแล้วคือ เอากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

ชิ้นต่อเป็นไปเป็น Adapter สำหรับจ่ายไฟ มาเป็นวัสดุที่เป็นพลาสติกเงา ง่ายมาก ๆ สำหรับการเกิดรอยขนแมว เราสังเกตุว่า Adapter ของ Dyson ส่วนใหญ่ จะมีขนาดที่ใหญ่หลายอันเลยนะ อย่างเครื่อง V11 ที่เป็นเครื่องดูดฝุ่น กับ Pure Cool ที่เป็นพัดลมฟอกอากาศจะมีขนาดใหญ่เช่นกัน

ที่หัวของ Adapter ก็จะมีช่องสำหรับเสียบสายไฟเข้าไป

อันนี้เข้าใจว่าที่ทำแบบนี้ เพราะเขาต้องขายหลายประเทศ เลยแยกสายที่มีหัวเป็นของแต่ละประเทศออกไปเลย แล้วเสียบกับ Adapter แยกเอา ส่วนของที่จำหน่ายในไทยเองก็จะเป็นแบบ 2 หัวกลมแบบที่เราใช้งานได้ปกติ ไม่ต้องไปหาตัวแปลงมาต่อเพิ่ม

ประกอบ Dyson Lightcycle Desk

มาถึงงานประกอบกันแล้ว ปกติแล้ว เวลาเราซื้อโคมไฟตั้งโต๊ะ มันก็ทำมาแล้ว ไม่ต้องมานั่งประกอบ เออ นี่เป็นโคมไฟตั้งโต๊ะกันแรกเลยที่เรามานั่งประกอบเองเนี่ย แต่ต้องบอกเลยนะว่า Dyson เขาคิดมาแล้วจริง ๆ เดี๋ยวจะบอกว่าทำไม ตอนแรกก็ งง ๆ แต่พอไปดูรีวิวคนอื่นมาแล้วคือ อึ้งมาก ว่า เห้ยยย เขาคิดเยอะมาก

เริ่มจากตัวฐานกันก่อน ตัวฐานเป็นพลาสติกสีขาวเงา ที่มีการหุ้มพลาสติกมาด้วยใน Packaging เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นรอยระหว่างการขนส่ง ตอนเห็นก็นึกว่า เบา ๆ ไม่มีอะไร พอหยิบขึ้นมา เห้ยยยย ทำไมหนักกกก

ด้านหลังของฐานจะเป็นพวก Serial Number อะไรพวกนั้น พร้อมกับ Specification ในเรื่องของไฟฟ้าอะไรก็ว่าไป แต่ที่เราว่า เขาคิดมาจริง ๆ คือ เรื่องของช่องสำหรับเก็บสายที่เป็นช่อง ๆ เป็นเส้น ๆ

ของชิ้นต่อไปคือ เป็นชิ้นพลาสติกสำหรับยึดตัวฐานกับ ตัวเสาโคมหลักเข้าด้วยกัน ก็จะเป็นพลาสติกแบบด้าน คือ ขนาดเป็นชิ้นส่วนที่เมื่อประกอบใช้งานแล้วจะไม่เห็น แต่พอจับแล้ว ทำไมมันรู้สึกแพงฟร๊ะ ฮ่า ๆ เราจะเห็นว่ามันมีแง่ง ๆ ขึ้นมาอันนี้ไว้สำหรับเราหมุนเพื่อให้เขาล๊อค เวลาเราวางเสาลงไป

ด้านหลังของตัวยึด มันจะเป็นเกลียว สำหรับเราเอาใส่ลงไป

เมื่อเราเอาฐาน กับ ตัวยึดมา เราจะเห็นว่า มันจะเป็นช่องกลม ๆ ว่าง ๆ อยู่ แต่ต้อง อย่าลืมนะว่า ฐานมันหนักมาก ถ้าเราต้องเอาเสาหลักมาหมุน ๆ คงไม่ไหวอะ ตอนแรกเราก็ยกทั้งหมดขึ้นมาแล้วหมุน ๆ จริง ๆ แหละ โคตรหนักเลย แต่ความ Dyson เขาคิดมาแล้ว

ย้อนกลับมาดูที่ภาพนี้อีกครั้ง สังเกตุดูนะว่า มันมีอะไรแปลก ๆ ที่เหมือนเป็นช่องที่ไม่ได้มีอะไรอยู่ แล้วมันจะมีมาทำไมมั้ยฮ่ะ มันคือ ช่องขวาสุดของกล่อง มันจะเว้า ๆ ลงไป แต่ไม่ได้มีของวางอยู่ ใช่ฮ่ะ เขาคิดมาแล้ว เขาให้เราเอาฐานอะ ไปวางแนวตั้ง แล้วก็เอาเสาเสียบลงไป แล้วเอาตัวยึดมาหมุน ๆ ลงไปได้เลยคือ จริง ๆ ในรูปมันก็บอกแหละ แต่อีนี่คือ ไม่ได้ดูละเอียด นึกว่าเออ ให้ยกขึ้นมา พอได้รู้คือ เห้ยยยยย เขาคิดมาแล้วจริง ๆ

ตัวเสาเป็นโลหะ ทำมาอย่างดี อันนี้ไม่ต้องจับก็รู้แล้วว่า แพงมาก ฮ่า ๆ มันก็ถูกห่อมาอย่างดีเลย มีการล๊อคด้วยกระดาษแข็งมา เพื่อไม่ให้มันขยับระหว่างการขนส่ง อาจจะ งง ว่า ล้อ ๆ มันคืออะไร เดี๋ยวพาไปดูอีกที

ที่หัวของเสา ถือว่าเป็นกลไกสำคัญของตัวโคมไฟนี้เลยก็ว่าได้ มันประกอบด้วยล้อ และ สปริง ปลาย ๆ ชิ้นประกอบกันอย่างสวยงามมาก ๆ

สำหรับแป้นขาว ๆ ที่ทำมาจากพลาสติกเงาสีขาว มันจะเป็นที่สำหรับตัวหลอดจะมาเสียบ และ จ่ายไฟให้ตัวหลอดไป ถ้าได้ลองไปจับ ๆ ดูมันจะโยกเยก แต่ไม่ต้องกลัว มันไม่หักแน่นอน ที่มันต้องทำแบบนั้นเพื่อให้เราสามารถเอาตัวหลอดมาเสียบได้ง่าย ๆ นั่นเอง

ด้านหลังจากเสา จะไม่ได้มีอะไรนอกจากล้อ สำหรับการเลื่อนขึ้นลงเท่านั้นเอง

สำหรับด้านล่างของเสานั้น ก็มีการห่อกระดาษมาอย่างดี เอาจริง ๆ คือ แค่จับกระดาษก็ทำให้รู้สึกแพงได้ ชอบ Packaging ของ Dyson จริง ๆ

เมื่อเราแกะกระดาษออกมา เรา มันก็ยังมีพลาสติกอีกชั้นพันไว้อยู่ เพราะชิ้นส่วนตรงนี้มันจะเกี่ยวกับการเลื่อนขึ้นลงของชิ้นหลอด ทำให้เขาต้องใช้พลาสติกมาพันล๊อคไว้ ไม่ให้มันเลื่อนขึ้นลงระหว่างการขนส่งนั่นเอง

เมื่อเรายึดฐานเข้ากับ เสาแล้ว เราจะเห็นว่า ที่รูตรงกลางจากเดิมมันจะว่าง ๆ ไม่ได้มีอะไรอยู่ กลายเป็นช่องสำหรับเสียบไฟแล้ว เพราะรูที่เสียบไฟเข้านั้น มันอยู่ที่ท้ายของเสานั้นเอง พอประกอบออกมา มันก็จะโผล่ออกมาพอดี ที่เราจะเอาสายเสียบ และ เดินสายผ่านช่องที่ Dyson เตรียมมาให้เราได้เลย

และชิ้นสุดท้ายของโคมไฟ ก็จะเป็นตัวหลอด มันจะมาเป็นเสา ที่ตรงกลางมันจะมีสติ๊กเกอร์ที่บอกถึงรายละเอียดของแต่ละปุ่มที่อยู่บนหลอดเป็นภาษาอังกฤษ

แต่สำหรับตัวที่ซื้อผ่าน Central ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในประเทศไทย ณ วันที่เขียนรีวิว เมื่อเราพลิกไปอีกด้าน มันจะมีรายละเอียดเหมือนกัน แต่เป็นภาษาไทยด้วย สำหรับคนที่อาจจะไม่ถนัดภาษาอังกฤษเท่าไหร่

ที่ปลายของชิ้นหลอด มันจะมี Contact สำหรับการเอาไปแปะกับตัวเสาหลัก เพื่อจ่ายไฟให้กับตัวหลอดที่อยู่กับชิ้นหลอด ซึ่งก่อนที่เราจะวางลงไปกับตัวเสาหลัก เราจะต้องแกะพลาสติกสีนำเงิน ๆ ทั้งสองด้านก่อน ไม่งั้นมันจะวางเข้าไปไม่ได้นะ

สุดท้าย เราก็เลื่อนล้อด้านบนขึ้นง้างไว้ แล้วเอาเอาชิ้นหลอดวางลงไปที่ตัวเสาได้เลย มันก็จะเข้าล๊อคเองเลย มันง่ายมาก ๆ

ส่วนหัวของชิ้นหลอดก็จะเป็นหลอดไฟแหละ เมื่อเราแกะออกมาครั้งแรก เขาก็มีการหุ้มกระดาษเพื่อป้องกันรอย และความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง เช่นเดียวกับตัวเสาหลักอีกด้วย

Dyson Lightcycle Desk

ไปดูที่ส่วนของโคมกันก่อนเลย ถ้าเรามองดี ๆ ที่ทั้ง 2 ด้านของส่วนหัวก่อนถึงโคม เราจะเห็น Icon ทั้งหมด 3 อัน ซึ่งข้าง ๆ เขาก็มีเขียนไว้หมดแล้วละว่ามันคืออะไรบ้าง ไล่จากซ้ายไปขวา ง่าย ๆ คือ ปุ่มปรับแสง Auto มันจะปรับแสงตามสภาพแสงแบบอัตโนมัติ มันคืออะไรไว้บอกอีกที ถัดไปคือเป็น Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ถ้าไม่มีใครอยู่ใน 2 นาที มันจะปิดตัวเอง และเปิดตัวเองเมื่อมีคนกลับมาใช้งาน และสุดท้ายคือปุ่มสำหรับ Sync เวลากับ App Dyson Link

ตอนแรกที่แกะออกมา นึกว่าที่ Icon ทั้ง 3 อันคือปุ่มแบบสัมผัส อ่อ เปล่า ปุ่มมันอยู่ด้านล่างทั้งหมดเลย ส่วนตุ่มขาว ๆ ใหญ่ ๆ ที่สุด มันเป็น Motion Sensor สำหรับการเปิดปิดไฟเองนั่นเอง

ส่วนที่ตัวหลอดจริง ๆ เขาจะมีการเอาพวกวัสดุมาปิดไว้เพื่อให้แสงมันนุ่มขึ้น ซึ่งมันจะมากับหลอด LED จำนวน 6 หลอด โดยแบ่งเป็น 3 หลอดสำหรับโทนอุ่น และอีก 3 หลอดสำหรับโทนเย็น โดยที่ Dyson บอกว่า หลอดนี้มันมีอายุยืดนานถึง 60 ปี ใช้ยันแก่เลยทีเดียว

ที่ด้านบน นี่สิ Switch แบบสัมผัสจริง ๆ  บนสุด จะเป็นปุ่มเปิดปิด ลงมาหน่อยจะเป็นปุ่มสำหรับปรับความเข้มแสงเอง และสุดท้ายจะเป็นปุ่มปรับอุณภหูมิแสง โดยที่ปุ่มปรับความเข้มของแสง และ อุณหภูมิของแสง การปรับเราก็เอานิ้วเราเลื่อนขึ้นลงได้เลย การวางตำแหน่งแบบนี้ ทำให้เวลาเราใช้งานปุ่ม 3 ปุ่มด้านล่าง บางที มือเราอาจจะไปโดน Function ด้านบนก็ได้ แต่การใช้งานจริง ๆ คือ ส่วนใหญ่แล้ว เราก็ใช้ Auto ตลอด กับไฟมันเปิดปิดเองได้ เราก็เลยไม่ค่อยได้ยุ่งกับพวกปุ่มทั้งหมดเลยสักเท่าไหร่

สำหรับก้านของมัน เราจะเห็นว่า เอ๊ะ ทำไมสีมันไม่เหมือนกับส่วนอื่นเลย อันนี้เป็นระบบระบายความร้อนให้กับหลอด ทำให้หลอดมีอายุยาวถึง 60 ปีกันไปเลย ซึ่งเวลาใช้งานจริง ๆ ถ้าเราลองจับดู มันจะรู้สึกอุ่น ๆ นิด ๆ เลย นั่นเพราะมันใช้ทั้งส่วนหัวของมันเลยในการระบายความร้อน แต่ไม่ได้ร้อนจนจับไม่ได้นะ จริง ๆ ไม่ถึงกับอุ่นด้วยซ้ำ ร้อนแบบนิ๊ดดดดดด เดียวเลย

ส่วนที่เสาหลัก มันจะมี USB-C Port แอบอยู่สำหรับการชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ถ้าเราวางข้างเตียง เราก็เอาสายชาร์จโทรศัพท์เสียบไว้ก็ได้ หรือถ้าเราเอาไว้บนโต๊ะทำงานก็อาจจะเป็น ช่องสำหรับเสียบชาร์จอุปกรณ์ที่อยู่บนโต๊ะก็ได้เหมือนกัน คือรู้สึกได้เลยว่า เขาคิดมาเยอะจริง ๆ

สำหรับการปรับมุมต่าง ๆ มันจะทำได้ทั้งหมด 3 แกนด้วยกันคือ หมุนได้รอบทิศ 360 องศา ตามในรูปด้านบน และ เลื่อนเข้าออกได้อีก

และสุดท้ายคือเลื่อนขึ้นลง เห็นมันล้อ ๆ แล้วคิดว่า มันจะไม่อยู่ใช่ม่ะ มันอยู่จริง ๆ คือ เราปรับความสูงขึ้นลงได้ทุกระดับเลย ไม่ได้มาเป็นล๊อค ๆ อะไรเลยนะ แต่เวลาปรับจริง ๆ เพื่อให้แจ่ม เขาทำที่จับให้เราเลื่อนขึ้นลงมาแล้วอยู่ที่ขา เราก็จับแล้วเลื่อนขึ้นลงได้เลย มันออกแบบมาดีมาก และเป็นความเจ๋งทางวิศวกรรม ที่ออกแบบกลไกได้น่าสนใจมาก สิ่งที่มันต่างจากโคมไฟอื่น ๆ ที่เราหาซื้อได้คือ มันหงายขึ้นไม่ได้เท่านั้นแหละ

ส่วนเรื่องของ Motion Sensor ที่เราว่า มันเปิดปิดไฟเอง เราว่ามันเจ๋งมาก ๆ เมื่อเราเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ มันก็เปิดเอง พอเราเดินออกไปสักพัก มันก็ปิดเอง พอรวมกับโหมด Auto ของตัวไฟแล้ว คือ เราไม่ต้องไปยุ่งกับมัน หรือสัมผัสมันเลย มันดูแลตัวเองได้ นอกเสียจากเราต้องการปรับระดับต่าง ๆ ที่เรายังต้องใช้มือปรับอยู่

โคมไฟตัวนี้ไม่ได้มาแค่สวยอย่างเดียว นางมาพร้อมกับ Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของเรา เพื่อใช้งานกับ App Dyson Link ที่จะทำให้เราสามารถปรับการใช้งานของไฟเราได้ละเอียดมากขึ้นเข้าไปอีก

เมื่อเราเข้าหน้าสำหรับเพิ่มอุปกรณ์ มันก็จะ List ขึ้นมาให้เราเห็นเลย อย่างอันนี้ในบ้านเรามี 2 ตัวมันก็จะขึ้นมาให้เราเลย วิธีก็คือ ให้เราไปดูที่ Serial Number ที่อยู่ใต้ฐาน จะได้เชื่อมต่อถูกตัว ถึงแม้กว่า ไฟตัวนั้นจะเชื่อมต่อกับ Account อื่นไปแล้วมันก็ยังขึ้นอยู่นะ

เช่นเดียวกับอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Dyson ที่วิธีการ Pair เราจะต้องกดที่ปุ่มสักปุ่มบนตัวเครื่องเพื่อเป็นการยืนยันว่า เราจะต่อกับอุปกรณ์ตัวนี้จริง ๆ สำหรับ Dyson Lightcycle Desk ตัวนี้ ไฟที่ปุ่ม Sync มันจะกระพริบเพื่อให้เรากดยืนยัน

พอเรากดยืนยัน มันก็จะเริ่มทำการ Pair กับไฟของเราเลย สำหรับเราที่ใช้ iOS ถ้าเราเปิด App Dyson Link ทิ้งไว้อยู่ แล้วเราเปิดหน้า Bluetooth ใน Settings ขึ้นมา เราก็จะเห็นว่า มันมีการเช่ือมต่อกับโคมไฟของเราอยู่ด้วย

หลังจาก Pair กับอุปกรณ์ของเราเสร็จแล้ว มันก็จะถามว่า เราวางไฟไว้ในห้องไหน เพื่อที่เวลามันแสดงข้อมูลใน App มันจะได้แสดงอย่างถูกต้องนั่นเอง

และ แน่นอน เพื่อการรับประกัน มันก็จะให้เรากรอกวันที่เราซื้อมาด้วย เหมือนอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Dyson เลย

จากนั้นมันจะทำการขอ Update Firmware ระบบของมันก็ใช้เวลาสักแปบ ถัดไปก็จะเป็นการเปิดโหมด Intelligent Local Daylight Tracking ที่มันจะปรับแสงของไฟให้เข้ากับแสงธรรมชาติที่เราอยู่ผ่านนาฬิกา อย่างตอนกลางวันแสงจะแข็ง ๆ สว่าง ๆ หน่อย กลับกันตอนเย็น ก็จะเริ่มออกเป็นสีส้มอะไรแบบนั้น

มันก็จะให้เราเลือกสถานที่ที่เราอยู่ เวลาค้นหา อาจจะยากสักหน่อยนะ เพราะมันไม่รองรับภาษาไทย ต้องพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ และ บางทีพิมพ์ ๆ ไปไม่เจอ นี่คือกว่าจะเจอปวดหัวอยู่แหละ แต่ถ้าไม่อยากคิดมาก ก็พิมพ์ Bangkok ไปเลยก็ได้ เพราะประเทศเราไม่ได้ใหญ่จน แต่ละจังหวัด เวลาที่พระอาทิตย์ ขึ้น และ ตก มันห่างกันหลายชั่วโมง

จากนั้นมันจะเป็น Tutorial ในการใช้งาน เช่นพวก Mode การใช้งาน และ มีการ Boost เพิ่มแสงที่เข้มเป็นพิเศษ ซึ่งโหมดนี้จะใช้ได้เพียง 20 นาที มันก็จะปรับกลับมาเป็นโหมดปกติเอง

เท่านี้ก็เสร็จสิ้นการตั้งค่าใน Dyson Link App ไปแล้ว มันก็จะเป็นหน้าวาด Structure ของโคมไฟ จริง ๆ ถ้าเราเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นของ Dyson หน้าที่มันเสร็จสิ้นการตั้งค่า มันก็จะเป็น การวาด Structure ของอุปกรณ์ตัวนั้น ๆ เหมือนกัน

สำหรับหน้าแรกของโคมไฟเรา มันก็จะแสดงโหมดการทำงานปัจจุบัน เช่นตอนนี้เราใช้โหมด Synchronised คือ มันก็จะปรับแสงตามแสงธรรมชาติ ที่เราเปิดไปตอนตั้งค่า เมื่อเรากดที่ตรงปุ่มสำหรับปรับสี และ ความเข้ม มันก็จะมีหน้าต่างขึ้นมา หรือถ้าเรากดที่ปุ่มดำ ๆ ด้านล่างของหน้าจอ มันก็จะแสดงหน้าต่างสำหรับการปรับโหมดการใช้งานให้เรา

โดยที่หน้าการปรับแสง เราสามารถที่จะปรับอุณหภูมิของแสง และ ความเข้มของแสงเองได้ พร้อมกับกด Boost เพื่อเร่งแสงให้แรง ๆ ได้ชั่วคราว 20 นาทีที่เราบอกไปก่อนหน้านี้ ถ้าเราปรับอะไรในหน้านี้ เมื่อเรากลับไปหน้าแรก โหมดมันจะเปลี่ยนเป็น Manual ทันที

กับหน้าสำหรับเลือกโหมดการใช้งาน Dyson ก็มี Preset พื้นฐานมาให้เราถึง 4 โหมดตามการใช้งานคือ Synchronised อันนี้อธิบายไปแล้ว, Study สำหรับใช้อ่านหนังสือ, Relax เป็นแสงสีส้มอ่อน ๆ สำหรับการผ่อนคลาย และ สุดท้าย Precision มันจะเป็นไฟขาว ที่เข้มสุด สำหรับการทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน นอกจากนั้น เราก็ยังสามารถที่จะสร้าง Mode การใช้งานต่าง ๆ ของเราขึ้นมาเองได้อีกด้วย

ใน Settings ของไฟใน App มีการตั้งค่าได้ละเอียดมาก ๆ อันนึงที่เราว่าไฟไหนก็ไม่มีคือ การที่มันปรับแสงตามอายุของเรา เพราะเมื่อเราแก่ตัวลง พวกกระจกตา อวัยวะที่เกี่ยวของกับการมองเห็นเราก็จะเสื่อมลงเป็นปกติ ทำให้เราอาจจะต้องใช้แสงมากขึ้นในการจะทำอะไรต่ออะไร โดยที่ไฟตัวนี้เราสามารถที่จะบอกอายุของเราเพื่อให้ไฟมันจัดการปรับแสงให้เข้ากับอายุของเราได้ด้วย อันนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

ส่วนที่เหลือใน App จะเป็นเรื่องของการทำ Scheduling ที่เจ๋งมาก ๆ เช่นพวก Wake Up Mode ที่จะค่อยปรับแสง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่าการที่อยู่ ๆ ไฟเปิดแสงจ้าตอนเราตื่นนอนมา มันก็จะแสบตา ไม่สดชื่น กับ Sleep Mode ที่จะปรับ ค่าเริ่มต้นเมื่อเราเปิดไฟให้มีความนุ่ม และ อุ่นขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมเราก่อนที่เราจะนอนนั่นเอง

ใช้งานจริง คุ้มจริงเหรอ

สำหรับในเรื่องของการใช้งานจริง ๆ เราว่ามันเป็นโคมไฟที่สวยโคตร ๆ เราชอบ Design ของ Dyson มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่แค่บ่จี๊ และ ไม่ค่อยได้เอาเข้ามาขายในไทยเท่านั้นแหละ ฮ่า ๆ

ในแง่ของการใช้งานจริงเราว่ามันเป็นโคมไฟที่ Practical ในแง่ของการใช้งานมาก เพราะเราสามารถปรับมันขึ้น เพื่อให้แสงสว่างกว้าง ๆ บนโต๊ะทำงานของเราได้ และเมื่อเราต้องการที่จะทำงานที่มันต้องใช้แสงเยอะ ๆ อย่างการประกอบของบางอย่าง เราก็เลื่อนไฟให้ต่ำลง มันก็จะ Condense แสงไปที่จุดใดจุดหนึ่งได้เลย ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นมาก ต่างจากไฟอื่น ๆ ที่อาจจะทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะกลไกในการปรับมันไม่เหมือนกัน

Motion Sensor ที่ตอนแรก ก็เออ จะมีมาทำไม เราปิดเปิดเองได้ แต่พอได้มาใช้งานจริง ๆ เออ มันควรมีจริง ๆ นะ พอมันมี แล้วมันเปิดปิดเองได้แล้ว มันสะดวกขึ้นมาก นอกจากนั้น มันเหมือนเป็นการบังคับให้เราเปิดไฟตลอดเวลาเราใช้งานโต๊ะ ทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราจะได้รับแสงสว่างที่เพียงพอสำหรับการทำงาน ไม่เสียสายตา

ด้วยการที่มันสามารถปรับสภาพแสงเองได้ มันช่วยทำให้ลดอาการปวดตาของเราได้เป็นอย่างดีมาก ๆ เพราะปกติ เวลาเราใช้งานคอมพิวเตอร์แปบเดียวเท่านั้นแหละ เราจะเจอกับอาการปวดตา แต่อันนี้น้อยลงมาก ทำให้เขาใจเลยว่า แสงสว่างที่เพียงพอในห้องทำงานมันสำคัญมากขนาดไหน แถมเมื่อเราลุกขึ้นมา จะเดินไปมา เราจะไม่เจออาการที่แสบตา เมื่อเรามองออกไปนอกบ้านด้วย เพราะแสงจากโคมไฟมันปรับมาให้คล้ายกับแสงธรรมชาติให้มากที่สุดนั่นเอง

ไปที่คำถามสุดท้ายว่ามันคุ้มมั้ย เราก็บอกเลยว่า คุ้มอยู่นะ เพราะในราคาเกือบ 20k ที่ Central เอาเข้ามาขายในประเทศไทย เราได้ Design ที่โคตรสวย หลอดที่อยู่ได้นานถึง 60 ปี และ การ Customise กับระบบอัตโนมัติต่าง ๆ แล้ว เราว่าถ้าคิดว่าต้องทำงานบนโต๊ะทำงานวันละนาน ๆ เราว่ามันก็น่าลงทุนมาก ๆ ช่วยเรื่องความเหนื่อยล้า และ รักษาตาของเรา กับถ้ามีเงินก็ซื้อมาเล่นได้ เราว่ายังไง ๆ มันก็คุ้ม แต่ถามว่าจำเป็นต้องซื้อมั้ย ก็ไม่นะ คือถ้าเราทำโต๊ะแบบ Value หน่อยก็ไม่แนะนำ

สรุป Dyson Lightcycle Desk เป็นไฟที่โคตรคูล

Dyson Lightcycle Desk เป็นไฟตั้งโต๊ะที่สามารถปรับแสงได้ตามช่วงเวลาของวัน พร้อมกับ  Bluetooth ที่ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับ App Dyson Link สำหรับการควบคุม กับการเปลี่ยนโหมดที่ละเอียดมากขึ้น มี Motion Sensor ที่จะคอยตรวจจับการเคลื่อนไหวสำหรับการปิดเปิดอัตโนมัติเพื่อช่วยในการประหยัดพลังงาน และหลอด LED สำหรับให้แสงสว่างถึง 6 หลอดที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการระบายความร้อนเฉพาะของ Dyson ที่ทำให้มันอายุยืนถึง 60 ปีกันไปเลย ทั้งหมดนี้สงวนราคาอยู่ที่ 18,900 บาท ไปลองดูกันได้ที่ Dyson Demo สาขาต่าง ๆ หรือสั่ง Online ผ่าน Central Online ได้เลย และแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ เขาไม่ได้จ่าย เราไม่ได้จ่าย แต่แม่จ่าย ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ถ้า Sponsor จะเข้า จ่ายให้เราก็ยินดี ~