Review

รีวิว DJI Action 6 กล้อง Action Camera ที่โคตรน่าตื่นเต้น

By Arnon Puitrakul - 24 พฤศจิกายน 2025

รีวิว DJI Action 6 กล้อง Action Camera ที่โคตรน่าตื่นเต้น

หลังจากเรามอง DJI Action มาหลายปีมาก ๆ จะซื้อ ๆ รอไปเรื่อย ๆ ฝืนเอาโทรศัพท์ถ่ายอยู่นานมาก ๆ ในที่สุด วันนี้มันก็มาถึง วันที่เราจะมี Action Camera เป็นของตัวเองแล้ว กับ DJI Action 6 เราได้ลองใช้ไปหน่อยนึงแล้ว วันนี้เราจะมาเล่ากันว่า เราใช้งานแล้วเป็นอย่างไร

ปล. รีวิวนี้ ขอรีวิวแบบคนที่ไม่เคยใช้ DJI Action ตัวไหนเลย ก็จะไม่มีการเปรียบเทียบกับตัวอื่น ๆ แต่จะเน้นไปที่ประสบการณ์ และการนำมาใช้งานกับงานฝั่ง Content Creation

แกะกล่อง

ตัวกล่องของ DJI Osmo Action 6 มาในสไตล์ทั่ว ๆ ไปของ DJI คือ เป็นกล่องกระดาษที่พิมพ์ข้อมูลเอาไว้แบบเรียบ ๆ ด้านหน้าจะมีเขียนบอกรุ่นอย่างชัดเจนว่าเป็น Action 6 มีภาพของตัวกล้อง ด้านล่างมีเขียนว่าเป็น Advanture Combo ที่จะมีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมเขามาให้เรา

ด้านหลังกล่องจะเป็นการบอกสรรพคุณต่าง ๆ ว่ามันทำอะไรได้บ้าง เช่น Sensor ขนาด 1/1.1" หรือจะเป็นรูรับแสงแบบกลไกที่สามารถปรับได้ ไว้เดี๋ยวเรามาว่ากันในส่วนอื่นต่อไป และด้านล่าง เขาจะบอกว่าในกล่องมีอะไรบ้าง ซึ่งบอกเลยว่า กล้องพวกนี้ ของเสริมคือ สิบล้านอย่างไม่เกินจริง

ขอชื่นชม ที่ตัวกล่อง เขาไม่มีการห่อพลาสติกมา และที่สำคัญคือ ยังใช้ Pull Tab ในการแกะเหมือนกับที่เราชอบชม Apple อยู่เสมอ แต่สิ่งที่น่าจะปรับปรุงคือ กาวของมันไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ มันแทบจะหลุด ตอนเอาออกจากกล้องพัสดุมา

กล่องจะเป็นการเปิดด้านข้าง เมื่อเปิดออกมา เราจะพบกับกล่อง 2 อัน ซ้ายมือเป็นกล่องสำหรับอุปกรณ์เสริม และ ขวามือ เป็นกล่องของตัวกล้องเอง จะมีการเขียนไว้อย่างชัดเจนมาก

ทีด้านหลังของกล่องอุปกรณ์เสริมจะมีการพิมพ์รูป วิธีการเปิดฝาทั้งสองด้าน ภาพด้านซ้ายเป็นวิธีการเปิดฝา Battery และด้านขวาเป็นวิธีการเปิดฝา USB นั่นเอง

เปิดมาภายในกล่องอุปกรณ์เสริม เราจะพบว่า ใน Advanture Combo มีของมาให้เราเยอะมาก ๆ เรียกว่า แน่นคับกล่องกันเลยทีเดียว เรามาค่อย ๆ ไล่ไปทีละชิ้น

อย่างแรกที่ขาดไม่ได้คือ Paperworks ต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่า อันนี้เราข้ามไปเลย ไม่อ่านละ

อย่างถัดไป คือ Locking Screw มาให้ 2 ตัว เพื่อใช้งานร่วมกับ Quick Release Mount จริง ๆ เขาใส่มาในถุงอย่างดี แต่เราแกะออกมาจะได้เห็นภาพชัด ๆ

ของชิ้นต่อไป คือ Quick Release Mount เอาไว้ใช้ เป็นเหมือนที่ Mount สำหรับตัวกล้อง โดยเราจะเอา Locking Screw เสียบเข้าไปที่ฐานด้านล่างเป็นการล๊อคตัวกล้องให้สนิท แล้วมันจะไปใช้กับพวก Mounting ตัวอื่น ๆ ของ DJI ได้ เช่นพวก Mounting สำหรับติดกับจักรยาน หรือรถยนต์อะไรพวกนั้น โดยใน Advanture Combo เขาจะให้มา 2 ชุด แต่ถ้าเป็น Standard Combo จะได้เพียงชุดเดียว

ขอดีที่ได้รับการอัพเกรดใน Action 6 คือ เราไม่ต้องสนใจแล้วว่า เราจะ Mount กล้องด้านหน้าหรือหลัง มันสามารถใส่หน้าหลังสลับกันได้แล้ว ไม่ต้องมานั่งวอแวว่า เราจะใส่ถูกด้านมั้ย เพราะในรุ่นก่อนหน้า หากใส่ผิดด้าน แม่เหล็กมันจะดัน ไม่สามารถเสียบได้

ด้านบนมันจะเป็นเขี้ยว และแม่เหล็กสำหรับ ล๊อคกับตัวกล้อง เราแค่กดที่ด้านข้าง แล้วเอากล้องวางลงไป แล้วปล่อย เท่านี้กล้องก็จะติดกับฐานนี้ได้อย่างแน่นหนามาก ๆ เอาไปลุย ๆ คิดว่าไม่น่าจะหลุดง่าย ๆ แน่ ๆ

ของชิ้นต่อไป คือ Anti-Slip Pad มันจะเป็นแผ่นกันลื่น ใช้ร่วมกับ Quick Release Mount ที่เราจะเอาไปติดตรงเขี้ยวทั้ง 2 ด้าน ที่ทำให้เวลาเราเอา Locking Screw หมุนลงไปแล้วมันจะไม่ไปกินเนื้อพลาสติก และมันยังช่วยกันไม่ให้ Locking Screw หลุดได้ง่าย ๆ ด้วย แต่ถามว่าเราติดมั้ย ก็ไม่อะ

ชิ้นต่อมาเป็น Curved Adhesive Base หรือเป็นฐานของตัวกล้อง แต่มันพิเศษตรงที่มันโค้ง ทำให้เราสามารถติดกับพวก หมวกกันน๊อค หรือ Surf Board ได้

ด้านหลังมันจะเป็นแผ่นกาวแน่น ๆ แบบในภาพด้านบน เราแค่ลอกพลาสติกออกแล้วติดเข้ากับอุปกรณ์ของเรา แล้วก็เอา Quick Release Mount ติดตั้งเข้าไป แล้วค่อยเอากล้องติดเข้าไปอีกที ก็เรียบร้อยแล้ว

ต่อไปคือสาย USB Type-C ทั้งสองด้าน ตัวนี้ให้มาสั้น ๆ ไม่ยาวมาก สำหรับการชาร์จ และการถ่ายโอนไฟล์ออกจากตัวกล้อง

อันนี้แหละ ของจริง ที่ทำให้หลายคนเลือกซื้อ Adventure Combo คือ Osmo Multifunctional Battery Case 3 ที่เป็นเคสสำหรับชาร์จแบต

เปิดเข้ามา เราจะเจอแบตมาให้ในกล่องเลย ทั้งหมด 3 ก้อน เป็นแบตตัวเดียวกับที่ใช้ใน DJI Osmo Action 5 Pro เลย ใช้ร่วมกันได้

ด้านข้าง จะเป็นหัว USB Type-C ให้เราเสียบไฟชาร์จได้ มันก็จะชาร์จแบตทั้ง 3 ก้อนให้เราเลย โดยไม่ต้องนั่งสลับชาร์จทีละก้อนให้เสียเวลา ไปเที่ยวเอาเวลาไปนอนพักเถอะนะ

เอากล่องอุปกรณ์เสริม กับ กล้องออกมา เราจะเจอกับของชิ้นสุดท้าย

นั่นคือ Extension Rod ที่เราสามารถ Mount กล้องเข้าไปแล้วใช้มันเป็นแขนสำหรับจับ ที่สามารถยืดได้ถึง 1.5 เมตร เอาให้ฟาดหัวคนรอบ ๆ ไปเลย ตัวมันด้านล่าง มันจะทำจากยาง ทำให้เราจับได้กระชับมากขึ้น แม้ว่า จับไปนาน ๆ แล้วเหงื่อจะออกที่มือ ก็ยังจับมันได้ง่าย ๆ อยู่ ไม่มีปัญหา

เมื่อเอามาจากกล่องครั้งแรก เขาจะมีกระดาษพันไว้ เป็นคำเตือนว่า ถ้าเราเอาไปใช้ในน้ำทะเล เสร็จแล้ว ต้องล้างน้องด้วยน้ำเปล่าด้วย ซึ่งก็น่าแหละ ไม่งั้นคราบเกลือติด ดึงยืดความยาวไม่ออกแน่ ๆ

เมื่อแกะกระดาษออกมา จะพบว่าส่วนด้านบนจะเป็นเหล็กสีดำ จับแล้ว Premium มาก ๆ และมีการสกรีนคำว่า DJI Action เอาไว้ด้วย

ด้านบน จะเป็น Mountng ที่ให้เราเอา Quick Release Mount และ Locking Screw มาเสียบเข้าไป แล้วค่อย Mount กล้องใส่เข้าไป หลัก ๆ ของในกล่องจะมีเท่านี้เลย

DJI Osmo Action 6

มาที่กล่องตัวกล้องกันบ้าง เมื่อเปิดออกมา เราจะพบกับตัวกล่องที่นอนอยู่ในกล่องแบบเรียบร้อย

และยังมีการห่อพลาสติกเอาไว้อีกชั้นนึง เพื่อป้องกันรอยระหว่างการขนส่ง

ด้านหน้าของตัวกล้อง ซ้ายบนสุด จะเป็นหน้าจอด้านหน้าขนาด 1.46 นิ้ว ความละเอียด 331 ppi 342x342 px ด้านล่างของหน้าจอ จะมีการเขียน Action เอาไว้ แต่รอบนี้ทำมาเป็นสีดำดูเท่เนียบมากกว่า รุ่นก่อนหน้าที่เป็นสีแดงซะอีก และข้าง ๆ มันจะมีรูเล็ก ๆ เป็น Microphone ตัวที่ 1 ถัดไปอีกจะเป็น Sensor สำหรับการวัดพวก White Balance ต่าง ๆ ไปที่ฝั่งของเลนส์ เมื่อแกะกล่องมา เขาจะมีสติ๊กเกอร์ปิดเอาไว้ สุดท้าย ด้านล่างเลนส์ เราจะเห็นเลข 6 อยู่ เพื่อเป็นการบอกว่า นี่คือ Action 6 นี่เอง

ที่หน้าเลนส์ สติ๊กเกอร์ เขาจะมีคำเตือนไว้ชัดว่า ให้หมุนที่ครอบเลนส์ให้สนิทก่อนเอาไปลงน้ำ เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ นะ ไม่งั้นชิบหายการช่างเลยละ

ที่หน้าเลนส์ เขาจะมีเขียนเลยว่า FOV 155 องศา ใช้ Sensor ขนาด 1/1.1" และมีค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/2.0 - f/4.0 ด้วยกัน

ด้านหลังจะไม่มีอะไรเลย นอกจากหน้าจอสัมผัสขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 326 ppi 400x712 px ที่ทำออกมาได้ค่อนข้างสว่างมาก ๆ สู้แสงตอนแดดจัด ๆ ได้โอเคเลย

ฐานของตัวกล้อง จะไม่ได้มีอะไรเลย นอกจาก Mouting ที่เอาไว้ใช้กับระบบของ DJI เอง อันนี้เขาจะไม่มีรูน๊อตสำหรับ Mount กับขาตั้งตรง ๆ นะ ถ้าอยากใช้งานแบบนั้น ก็ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมแยกเอา

ด้านบน จะเห็นรู 2 อัน คือตำแหน่งของ Microphone ตัวที่ 2 และ 3 และยังมีปุ่ม สำหรับกดอัด โดยที่ปุ่มทำมาค่อนข้างแข็งกดยากพอสมควร คือมั่นใจได้เลยว่า เราจะไม่เผลอมือไปโดนแล้วเริ่มอัด หรือหยุดอัดแน่ ๆ ละ แต่บางที มันก็แข็งเกินไปหน่อย เวลาจะกด มันทำให้ช่วงสุดท้ายของวีดีโอมันสั่น เราจะต้องอัดเกินไปสักวินาทีนึงแล้วค่อยกด

ข้างซ้ายของตัวกล้อง จะเป็นช่องที่สามารถเปิดได้ เขาจะมีสติ๊กเกอร์บอกทิศทางการเปิด ให้เราดัน Switch ไปตามลูกศร แล้วดันฝาขึ้นไป

เปิดออกมา มันจะเป็นช่องสำหรับใส่ Battery แต่ครั้งแรก ระวังนะ เขาจะใส่ซองกันชื้นมาด้วยให้เราเอาออก

ถัดขึ้นมาด้านบนของช่องเสียบแบต จะมีช่องเล็ก ๆ อยู่ คือช่องสำหรับใส่ MicroSD Card ที่เราสามารถใส่ได้ขนาดสูงสุดถึง 1 TB กันไปเลย

ที่ฝาของช่องใส่แบต ก็จะมีซีลยางสีแดง ๆ อยู่ แนะนำว่า ถ้าจะเอาไปลงน้ำ ให้เราเอาผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดซีลพวกนี้ก่อน เพื่อให้มั่นใจว่า ซีลมันจะ ไม่มีฝุ่นมาคั่น ปิดสนิทจริง ๆ น้ำไม่เข้า

ด้านขวาของตัวเครื่อง ข้างบนจะเป็นปุ่มสำหรับกดเปิดปิดกล้องที่ แข็งพอ ๆ กับปุ่มเริ่มอัดเลยและด้านล่างก็จะมีฝาอีกอันเช่นกัน ฝั่งแบต เขาให้เราเปิดขึ้น แต่ด้านนี้เขาจะให้เราดันลง

เปิดออกมา เราจะพบกับช่อง USB-C 3.1 เอาไว้ใช้ทั้งชาร์จแบตเข้าไป และถ่ายโอนไฟล์ออกมา โดยในตัวของมันมี Internal Storage มาให้เรา 50 GB ทำให้ถ้าเราไม่ได้กะอัดอะไรยาว ๆ ก็ใช้ของกล้องอัดได้ โดยไม่ต้องเสียบการ์ดเลย และก็เอาไฟล์ออกทางช่อง USB-C ได้เลย ที่สำคัญ มันเป็น USB 3.1 ทำความเร็วได้ดีเลย Ingest ไฟล์ใหญ่ ๆ ได้สบาย ๆ

ที่สำคัญ มันเป็นช่องเสียบ ก็ต้องมีซีลกันน้ำสีแดงด้วยเช่นกัน ก็แนะนำเหมือนเดิมว่า ใช้เสร็จก็เช็ดฝุ่นออกสักหน่อยให้มั่นใจว่าไม่มีฝุ่นจริง ๆ

Action Cam รุ่นแรกที่ปรับรูรับแสงได้

Feature ที่หลาย ๆ คนค่อนข้าง Hype มาก ๆ ตอนที่ DJI Action 6 ออกมา น่าจะเป็นเรื่องการที่มันปรับรูรับแสงโดยใช้กลไกได้ ที่ผ่านมา ค่ารูรับแสงของ กล้อง Action Cam หรือกระทั่งกล้องโทรศัพท์ทั้งหลายนั้นจะถูกฟิคมา ไม่สามารถปรับได้ เพราะการใส่กลไกในการปรับมันไม่ได้ง่าย และกินที่ค่อนข้างมาก

แต่ DJI Action 6 ใหม่นี้ เป็น Action Cam รุ่นแรกที่สามารถปรับรูรับแสงโดยใช้กลไกได้ ตั้งแต่ f/2.0 จนถึง f/4.0 เลยทีเดียว หากเราใช้งาน Auto Exposure เราจะสามารถปรับรูรับแสงได้เป็นช่วง ๆ ไม่สามารถเรียกขอ f/2 ตรง ๆ ได้ เช่น Auto ตั้งแต่ f/2.0 - f/4.0 แนะนำให้อยู่ในช่วงที่กว้างตั้งแต่ 2.0 - 4.0 จะดีสุด ให้ระบบช่วยไปเลย 100% แต่ถ้าเราต้องการ f/2 กว้างสุดคงที่ เราจะต้องเลือก Manual Exposure

นอกจากนั้น พอมันสามารถปรับ รูรับแสงได้ เราสามารถปรับให้มันอยู่ในรูรับแสงที่แคบที่สุดอย่าง f/4 ได้ โดยมันจะทำให้เกิดอาการแสงยิงออกมาเป็นแฉก ๆ ดูสวยงามไปอีกแบบ แต่การจะใช้ค่ารูรับแสงที่แคบ ก็ย่อมต้องดันค่าอื่น ๆ ให้สูงเพื่อชดเชยกันไป หรือจะเอา ND Filter ที่เปรียบเสมือนแว่นกันแดดของเลนส์ใส่เข้าไปก็ได้เหมือนกัน

หรือในจุดที่ รูรับแสงกว้างที่สุด f/2 ตัวมันเองทำให้เกิด Effect ที่ชอบเรียกว่า หน้าชัดหลังเบลอได้ขึ้นมาอีกนิดหน่อย คืออาจจะทำไม่ได้เท่ากับพวกกล้องใหญ่ เพราะขนาดของ Sensor ที่เล็กกว่า เรื่องนี้ไม่ต้องไปสู้กับฟิสิกส์อะเนอะ มันก็ถือว่า มากเพียงพอที่จะทำให้ตัว Foreground มันโดดขึ้นมาได้อีกหน่อย เมื่อเทียบกับ การเปิดรูรับแสงแคบ ๆ ที่ทำให้ชัดทั้งภาพ เอามาถ่ายสัมภาษณ์ก็ยังได้เลย

Video Stabilisation

ก่อนหน้านี้ เราเป็นคนที่ไม่ไว้ใจในคุณภาพของ Video Stabilisation หรือกันสั่น บนกล้อง Action Camera เมื่อเทียบกับกลุ่ม DJI Osmo Pocket ที่ตัวมันเป็น Gimbal สักเท่าไหร่ ทำให้เมื่อหลายปีก่อน เลยเลือกเอา Pocket 2 มาใช้งาน แต่มาในยุคนี้ เรารู้สึกว่า Action Camera มันเก่งมากกว่าเดิม เลยอยากจะให้โอกาสกลับมาลองอีกครั้ง

ระบบกันสั่นของ Action 6 มีมาให้เราใช้ทั้งหมด 4 โหมดด้วยกัน ตั้งแต่ RockSteady และ RockSteady+ ที่มันจะพยายามทำให้วีดีโอนิ่งมาก ๆ ขนาดว่า เราถือมันวิ่ง มันก็ยังทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ แค่ว่าตัวที่มี Plus ความกันสั่นมันจะ Aggressive มากกว่าเดิม แลกมากับระยะความกว้างที่จะหายไปอีกนิดหน่อย ประมาณ 2mm

ส่วนอีก 2 โหมดคือ HorizonBalancing ที่จะคอยทำให้ฝั่งแนวนอนมันนิ่งไปตามที่เราต้องการ และสุดท้ายคือ HorizonSteady ที่จะทำให้ฝั่งแนวนอนมันตรงอยู่ตลอดเวลา เหมือนเราเอากล้องติดกับขาบอลที่ขยับได้แค่เชิดขึ้นลงเท่านั้น

ส่วนใหญ่ที่ใช้งาน เราจะเอาไปใส่กับขาจับของมัน แล้วถือเดินถ่ายไปเรื่อย ๆ ทำให้ส่วนใหญ่ เราจะเลือกใช้โหมด RockSteady+ ไปเลย มันช่วยทำให้ภาพที่ออกมานิ่งมาก ๆ เหมือนเราเอากล้องขึ้น Gimbal อยู่เลย กับอีกโหมดที่ใช้เยอะคือ HorizonSteady ชอบใช้มาก ๆ เวลาเก็บ B-Roll แล้วต้อง Pan กล้อง ซึ่งเมื่อก่อน เราใช้กล้องเปล่า ๆ ผลที่ได้คือ มันไม่ Smooth จนเราไม่อยากใช้งานมันเท่าไหร่เลย แต่พอมาเจอ Action 6 เข้าไป สัญญาว่า คลิปในอนาคต จะเก็บ Insert มากกว่านี้ให้นะ

โดยรวมกับเรื่องกันสั่น เราคิดว่า มันเป็นกันสั่นที่ใช้ได้จริง แบบ จริงมาก ๆ คือ เราแทบไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้เลย ทำให้เราเก็บภาพที่ง่ายกว่าเดิมมากจริง ๆ นี่ยังไม่นับว่า ถ้าเราเอาไปใช้งานกับพวกการขี่จักรยานพวกนั้น เราว่า มันก็น่าจะทำได้ดีเลยละ

การถ่าย Video แบบ Open Gate

ช่องของเราเอง มีการถ่าย Content ทั้ง Short-Form และ Long-Form ทั้งคู่ กล้องทั้งหมดที่เราใช้งานอยู่ตอนนี้ มันง่าย ถ้าเราต้องถ่ายวีดีโอแนวนอน แต่หากเป็นแนวตั้งละก็ เราจะมีสองทางเลือก คือ เราจะใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อหมุนกล้องเป็นแนวตั้งแล้วถ่าย หรืออีกทางเลือกคือ เราถ่ายเป็นแนวนอน แล้วเอาไป Crop ขอบซ้ายขวาออกเอา ซึ่งวิธีหลังทำให้ความละเอียดจาก 4K หายไปเหลือราว ๆ 2.7K เท่านั้นเอง

การถ่าย Video แบบ Open Gate มันจะเข้ามาช่วยเหลือเราในเรื่องนี้ได้ โดยกล้องจะเลือกถ่ายความละเอียดเต็ม Sensor ที่อัตราส่วน 3:2 หรือ 4:3 บน Micro-Four Third นั่นทำให้เราสามารถเอาไป Crop ได้ทั้ง แนวนอน และ แนวตั้ง เป็น Content Format ที่เราต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ระหว่างถ่ายอะไรเพิ่มเติมเลย

ตัวอย่างของผู้ที่ Implement Open Gate ลงไป เช่นกล้องหน้าบน iPhone 17 Series และ iPhone Air ทั้งหลาย ที่ Apple เลือกใช้ Sensor อัตราส่วน 1:1 หรือสี่เหลี่ยมจตุรัส แล้วถ้าเราอยากได้อัตราส่วนไหน เครื่องมันก็จะ Crop ออกมาให้เรา ทำให้เราสามารถถ่ายภาพแนวนอน โดยถือโทรศัพท์แนวตั้งได้นั่นเอง

ใน DJI Action 6 ก็ใช้ Sensor ขนาด 1/1.1 นิ้ว ที่เรียกว่า แทบจะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสอยู่แล้ว ตัวมันสามารถถ่ายวีดีโอแบบ Open Gate ได้ด้วย โดยการเลือก Aspect Ratio เป็น Custom

ภาพ Live View ที่ปรากฏบนตัวกล้อง ก็จะเปลี่ยนไป เป็นเหมือนเครื่องหมายบวก เพื่อให้เราสามารถกะได้ว่า ถ้าเราถ่ายไปใช้แต่ละแนว มันจะออกมาเป็นยังไงไปพร้อม ๆ กัน

เมื่อเราเอาเข้าโปรแกรมตัดต่อ เราก็จะได้ออกมาเป็นทั้ง 3:4 ที่เป็นแนวตั้งสำหรับ Shot-Form กับ 16:9 สำหรับ Long-Form โดยการถ่ายแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

เราว่ามันมีประโยชน์สำหรับ Content Creator อย่างเรามาก ๆ เรื่องแรกคือ เราสามารถถ่ายทีเดียว แล้วนำไปใช้ได้ทั้งใน Short และ Long โดยยังคงคุณภาพที่ดีเหมือนเดิมได้ ซึ่งนี่ล่นเวลาในการทำงาน และเพิ่มคุณภาพที่ได้เป็นอย่างมาก เป็น Feature ที่เราคิดว่า เราน่าจะได้ใช้งานมันบ่อย ๆ แน่ ๆ

Film Mode

อีกหนึ่ง Feature ที่เพิ่มเข้ามาใน DJI OSMO Action 6 คือ Film Mode หรือพูดง่าย ๆ กว่านั้นคือการใส่ Filter ให้กับวีดีโอของเรานั่นเอง มันจะเหมาะกับคนที่อยากได้โทนสีของภาพที่มันดูมีอะไรมากขึ้น แต่ไม่อยากมานั่งเสียเวลา Colour Grading เอง ก็ใช้ Preset ของเขาไปเลย โดย DJI ใส่มาให้เราเลือกใช้งาน 6 แบบด้วยกัน

แต่เรื่องที่ชอบมาก ๆ คือ มันสามารถปรับความเข้มของ Filter ในหน่วยเปอร์เซ็นต์ได้ด้วย เข้ามาแก้ปัญหาที่บางที เราใส่ Filter ไปแล้วมันเข้มไป อยากเอามันลงไปหน่อย อันนี้ก็จะทำให้เราสามารถใส่เป็น Filter แบบอ่อน ๆ เพิ่มความมีอะไร แบบไม่มีอะไรได้ คือเริ่ดเลยละ

คุณภาพเสียง

DJI OSMO Action 6 มาพร้อมกับ Microphone สำหรับรับเสียงมาทั้งหมด 3 ตัว อยู่บนหัว 2 และหน้าอีก 1 ทำให้มันสามารถรับเสียงได้ค่อนข้างรอบ ๆ ด้านเลยทีเดียว ตอนแรกเราไม่ได้คาดหวังเรื่องการใช้ Built-in Mic มากเท่าไหร่ แต่ผลกลับออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก ๆ เราเอาไปทดสอบในห้างที่มีเสียงประกาศ เสียงคนคุยกันเดินไปเดินมา ปรากฏว่า Built-in Microphone สามารถเก็บเสียงที่เราพูดได้ชัดเจนมาก ๆ คุณภาพมันอาจจะไม่ได้สุดยอดเท่ากับไมค์แยก แต่มันใช้งานได้จริง แบบจริง ๆ เลย คือถ้าเกิดมันอยู่ในสถานการณ์ที่ติดไมค์ยาก เราว่ามันใช้งานได้ ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าเราอยากได้คุณภาพเสียงเข้าที่ดีกว่านี้ เราจะต้องใช้ไมค์แยกแล้ว โดยใน Action 6 นี้ เรามีตัวเลือกของการเสียบไมค์เข้าทั้งหมด 3 ตัวเลือกด้วยกัน

ตัวเลือกแรกคือ การเสียบไมค์ตรงผ่านช่องเสียบ 3.5mm ที่เราจะต้องซื้อ Adapter แปลงมา เป็นตัวเลือกที่ไม่แนะนำเท่าไหร่ เพราะจะทำให้ Setup ใหญ่เสียความเป็นกล้อง Action ไปอย่างมาก

ตัวเลือกที่สองคือ การใช้ หูฟัง Bluetooth เราสามารถ Pair หูฟังของเรา เช่น AirPods นี่แหละ เข้าไปใช้งานเป็นไมค์ได้เช่นกัน ไม่ค่อยแนะนำตัวเลือกนี้เหมือนกัน เพราะคุณภาพไมค์บนหูฟัง Truly Wireless ส่วนใหญ่ห่วยแตกมาก มันจะรอดก็คือ เรามี Wireless Mic ตัวอื่นที่คุณภาพดี ๆ และ สามารถเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ได้ ก็แจ่มแมวเลย

ทำให้นำมาสู่ตัวเลือกสุดท้ายคือ การเชื่อมต่อ Wireless Mic ของ DJI เข้าไป โดยความ DJI ที่มี Ecosystem แน่น ๆ มันทำหน้าที่เป็นตัวรับ ของ DJI Mic 2, 3 และ Mini ได้ ทั้งหมด 2 ตัวพร้อม ๆ กัน ความเจ๋งกว่านั้นคือ สมมุติว่า เรามีตัวส่งของ Mic 2 และ 3 อย่างละตัว เราสามารถใช้ Action 6 เป็นตัวรับของไมค์ทั้งสองนี้พร้อมกันได้เลย ไม่สนว่ามันจะเป็นคนละรุ่นหรือไม่ คุณภาพเสียงที่ออกมา ก็คือ เริ่ด เหมือนเราเสียบไมค์แยกปกติ แค่ว่า แทนที่เราจะต้องใช้ตัวรับให้ยุ่งยาก ก็คือใช้ตัวรับที่ใส่มากับกล้องเลย ง่ายกว่ากันเยอะ

คุณภาพของไฟล์

หลังจากได้ลองเอาไปถ่ายเล่น ๆ ยังไม่ได้ลงงานจริง เราพบว่า มันทำได้ดีมาก ๆ เลยนะ เอาว่า ถ้าเราให้แสงมันเพียงพอ และตั้งค่าได้ถูกต้อง ตัวมันทำได้ดีมาก ๆ แค่ว่า ค่าพื้นฐานของมันดู Oversharpen กับบางที Noise Reduction มันเยอะไปนิดนึง วิธีการแก้ของเราคือ เข้าไปปรับให้ค่าทั้ง 2 ตัวอยู่ที่ค่าต่ำสุดคือ -2 ไปเลย กับ ISO เราจะตั้ง Auto ให้ไปไม่เกิน 800 แค่นี้ภาพที่เราได้ออกมา บอกเลยว่า มันดีมาก ๆ ออกไปทางค่อนข้าง Clean ใช้งานได้จริง ไม่ดูเหมือนกล้องโทรศัพท์สักเท่าไหร่

หรือถ้าเกิด เราถ่ายในสภาวะแสงไม่ได้เปลี่ยนแปลงเยอะมาก เราจะตั้งเป็น Manual Exposure ไปเลย แล้วแก้ค่าตามที่เราต้องการ หากแสงเยอะเกินไป เราสามารถไปซื้อ ND Filter ที่เป็นอุปกรณ์เสริมมาใส่ เพื่อให้เราลดค่า Shutter Speed ลงไปได้ เพื่อความดูเป็นธรรมชาติก็ได้เหมือนกัน

ซ้ายต้นฉบับ ขวาผ่าน LUT + Colour Grading

ยิ่งถ้าเราถ่ายด้วย D-Log M 10-bit แล้วเอามา Colour Grading พบว่า มันดึงพวกส่วนที่สว่างมาก ๆ ให้กลับมาได้ประมาณนึงเลย กับจุดที่ชอบมาก ๆ คือ ถ้าเราตั้งค่าดี ๆ เราสามารถใช้มันเป็นกล้องสองคู่กับ Sony ของเราได้ พอถ่ายเป็น Log มา ก็แค่มานั่ง Sync สีให้มันตรงกันนิดหน่อย ก็เรียบร้อยแล้ว

ผลจากการถ่ายวีดีโอในตอนกลางคืน เราย้อนกลับไปถ่ายที่ริมน้ำของ Icon Siam แค่ตอนกลางคืน ด้วย Super Night Mode ก็คือ มันจะปรับ รูรับแสงกว้างสุดที่ f/2.0 แล้วเรียก Auto ISO ตั้งแต่ 100 - 51,200 ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ สำหรับกล้อง Sensor เล็กแค่นี้ แน่นอนว่า ถ้าเจอท้องฟ้ากลางคืน ตัววัดแสงมันจะเข้าใจว่า อันนี้จะต้องสว่างมันจะเร่ง ISO สู้ขึ้นไป ผลที่ได้คือ Noise แบบเละมาก ๆ ทำให้เราจะไม่อยากใช้งาน Super Night Mode สักเท่าไหร่

วิธีแก้ปัญหาคือ เราจะใช้โหมด Video ปกติ แล้วใช้ Manual Exposure เลือก Auto ISO ตั้งแต่ 1-800 แล้วก็เลือก Speed Shutter เป็น หนึ่งต่อสองเท่าของ Frame Rate เช่น เราเลือกเป็น 4K 25p ก็จะใช้ Speed Shutter 1/50 sec จากนั้น ก็ค่อยไปเปิด รูรับแสงเป็นกว้างที่สุด และสุดท้าย เราค่อยไปปรับลดการชดเชยแสง ให้พอดีกับ Highlight ของเราแค่นั้นเลย จบ ภาพที่ได้ออกมา ก็จะดูสมจริงมากขึ้น Noise ลดลงแน่นอน เพราะเราดัน ISO สุด แค่ 800 เท่านั้น ถ้าอยากให้เนียนกว่านี้ เราก็เอามา Noise Reduction ใน Post ก็จะออกมาดูดีแล้วละ แต่ถ้าเกิด มันมืดกว่านี้จนการตั้งค่านี้เอาไม่อยู่ ก็ต้องดัน ISO สู้เหมือนเดิมนะ แล้วมาหวัง Noise Reduction ใน Post เอา

ในเรื่องของคุณภาพ เราคิดว่า เราต้องบริหารความคาดหวังนะว่า มันเป็นกล้อง Action ถึง Sensor มันจะใหญ่ขึ้นมาอีกนิดนึง แต่คุณภาพมันก็ยังสู้พวกกล้องใหญ่ที่ใช้ขนาด APSC กับ Full Frame ไม่ได้หรอก แต่ถ้ามองว่า มันเป็น Sensor ขนาด 1/1.1" ทำได้ขนาดนี้ เรามองว่า ไม่แย่เลย

Battery Life & Charging

การชาร์จแบต เราสามารถเสียบสาย USB-C เข้ากับ Action 6 เพื่อชาร์จโดยตรงได้ โดยมันจะกินกำลังอยู่ราว ๆ 17-20W ด้วยกัน ดังนั้น หากเราต้องการชาร์จให้เร็วที่สุด แนะนำให้ใช้ Adapter หรือ Power Bank ที่มีกำลังตั้งแต่ 20W ขึ้นไป

โดยเราสามารถใช้งานระหว่างการชาร์จได้ ทำให้ หากเรามีแบตเพียงก้อนเดียว เราก็ยังสามารถเสียบมันไว้กับ Power Bank และถ่ายต่อได้เรื่อย ๆ เลย แต่เรื่องที่อยากให้ระวังคือ ความร้อน เพราะปกติ ถ่ายเฉย ๆ มันก็ร้อนอยู่แล้ว การชาร์จไป ถ่ายไป ก็ยิ่งทำให้เครื่องร้อนได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ยังไม่นับว่า เราเอาไปใช้กลางแดดด้วย อาจจะ Overheat ไปได้เลย อาจจะต้องระวังสักหน่อย

แต่สำหรับใครที่ซื้อ Advanture Combo มา เขาจะมี Charging Case มาให้ ที่ภายในนั้นจะมี Battery มาให้เราทั้งหมด 3 ก้อน หากแบตก้อนนึงหมด เราสามารถถอดสลับเปลี่ยนได้เลย

และเราสามารถเสียบ Charging Case ชาร์จด้วยช่อง USB-C ทำให้เราเสียบสายเพียงเส้นเดียว แต่ชาร์จแบตทั้ง 3 ก้อนได้เลย

เมื่อเราเสียบ หรือเปิดฝา Charging Case ขึ้นมา มันจะมีไฟแสดงสถานะของ Battery แต่ละก้อน จะเป็นสีส้มหากแบตยังไม่เต็มและสีเขียว เมื่อแบตเต็มแล้ว

Standard Combo vs Adventure Combo

DJI เขาจะขาย Action 6 แยกออกมาเป็น 2 Version คือ Standard และ Adventure Combo โดยทั้งสองชุดนี้ ตัว Action 6 จะเป็นตัวเดียวกันเป๊ะ ๆ แตกต่างแค่ อุปกรณ์เสริมที่ติดมาให้เท่านั้น ใน Adventure Combo ที่แพงกว่า หลัก ๆ จะเพิ่ม Battery จาก 1 เป็น 3 ก้อน พร้อมกับ Charging Case มาให้เท่านั้น

เหมาะสำหรับเวลาเราไปเที่ยว แล้วใช้แบตหมด กลางคืนจะชาร์จทีเดียวก็ง่ายเลย ไม่ต้องมานั่งสลับแบตชาร์จไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าใครรู้ตัวว่า เราสามารถเสียบ Power Bank ได้เรื่อย ๆ และใช้งานทีนึง เราก็ไม่ได้ใช้งานยาวนานขนาดนั้นอยู่แล้ว แบตก้อนเดียวต่อวัน ก็น่าจะอยู่ ก็ไปซื้อ Standard Combo และเอาส่วนต่างไปซื้ออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ดีกว่า บอกเลยว่า มันเป็นกล้องที่ ซื้อกล้องแล้วไม่จบ มันต้องมีอย่างอื่นอีกเยอะ เช่น ND Filter, Macro Lens, SD Card และ Mounting Equipment อีกมากมาย

สรุป

หลังจากได้ลองใช้งานมานิดหน่อย เราเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ในการใช้งาน DJI OSMO Action 6 มากขึ้น มากกว่าการเป็น Action Camera ที่เรามีภาพจำว่าต้องออกไปลุยป่า ติดไว้กับรถออกไปลุยพื้นที่แปลก ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถเอามาใช้ในการถ่าย Content ทั่ว ๆ ไปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมาก ๆ หรือกระทั่ง ด้วยคุณภาพที่มันให้ได้ เราคิดว่า มันเป็นกล้องตัวเล็ก ๆ คุณภาพดีกว่าโทรศัพท์ ใช้ถ่ายเวลาไปเที่ยว ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว เราว่าใครกำลังมองหา Action Camera ดี ๆ ใช้งานได้หลากหลายสักตัว เราว่า DJI OSMO Action 6 น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวที่จะเอามาพิจารณาเลย