รีวิว Apple Watch 11 สรุปมีอะไรใหม่นะ
By Arnon Puitrakul - 13 พฤศจิกายน 2025
หลังจาก Apple ออก Apple Watch Series 11 ประจำปีนี้มาเป็นที่เรียบร้อย เราก็อยากลองซะด้วยไง เลยจัดมาเลย วันนี้เราได้ใช้งานมันมาสักพักแล้ว จะมาเล่าให้อ่านกันว่า มันมีอะไรใหม่ในรุ่นนี้ และ เอาจริง ๆ เราควรจะ Upgrade เป็นรุ่นนี้มั้ย
แกะกล่องกัน

ตัวกล่องของ Apple Watch Series 11 ทำมาเหมือน Series 10 และ Series ก่อนหน้าด้วยการทำมาเป็นกล่องกระดาษสีขาวที่มี Logo ของ Apple Watch อยู่ด้านหน้า

ส่วนด้านหลังจะเป็นพวกข้อมูลของตัวเครื่องต่าง ๆ โดยตัวเครื่องที่เราซื้อมาในรอบนี้จะเป็นตัวเรือนขนาด 46mm Titanium สี Slate พูดง่าย ๆ มันคือสีดำละกัน

เปิดกล่องมา เราจะพบกับ ตัวเครื่อง และ Sport Band สีดำ โดยถ้าเกิด เราซื้อที่ Apple Store หรือ Apple Online Store เราจะสามารถเลือกตัวสายที่ติดมาพร้อมกับตัวเครื่องได้เลย แต่ถ้าเราซื้อกับพวกร้านค้าตัวแทนจำหน่าย เราจะไม่สามารถเลือกได้ เช่นในเครื่องที่เราซื้อมา ตัวเรือน Titanium สี Slate เขาจะมากับ Sport Band สีดำ ส่วน ถ้าเราอยากได้สายแบบอื่น เราจะต้องซื้อเพิ่มเอา ดังนั้นหากเราต้องการเลือกสายเอง แนะนำไปซื้อกับ Apple โดยตรงดีกว่า

ด้านหลังของกล่องตัวเรือน จะมีรายละเอียดต่าง ๆ และ ที่สำคัญด้านข้างทั้งสอง เรารีวิว Apple Product กี่ที ก็จะพูดเหมือนเดิมคือ เขาออกแบบมาให้เราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการแกะเลย มี Pull Tab ให้เราสามารถดึงเพื่อแกะกล่องออกมาได้เลย

เมื่อเปิดกล่องออกมา เราจะพบกับตัวเรือนที่นอนอยู่ด้านซ้ายของกล่องอย่างเรียบร้อย และด้านขวาจะเป็นพวกกล่องสำหรับใส่ของ Bundle

เปิดกล่อง Bundle ขึ้นมา อย่างแรกเลย จะเจอกับ Paperwork ที่แน่นอนว่า เราไม่อ่าน ผ่านปายยยย

และของอีกอย่างที่เราจะเจอคือ สายชาร์จ อันนี้เป็นหัวแบบ USB-C มาเลย ก็คือ รองรับ Fast Charge เรียบร้อย และได้มาเป็นสายถักสีขาว ตามสไตล์ Apple สมัยใหม่แล้ว ส่วนเราที่มีแท่นชาร์จอยู่แล้ว สายนี้ขอไม่แกะออกมาใช้ละกัน เผื่ออนาคตขายต่อ จะได้คงสภาพเดิม ๆ เหมือนไม่ได้ใช้งาน
Apple Watch Series 11

เมื่อเราเอาตัวเรือนออกมาจากกล่อง เขาจะมีการ Cover ด้วยวัสดุที่เป็นกระดาษ เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าจอเป็นรอยระหว่างการขนส่ง

ด้านหลังของกระดาษ จะมีการเขียนขนาดของตัวเรือนเอาไว้ เช่นในที่นี้ จะเขียนเป็น 46mm ที่เป็นขนาดตัวเรือนที่เราซื้อมาในวันนี้นี่เอง

หน้าจอ ใช้สเปกเท่า Series 10 ทุกอย่าง เป็นหน้าจอแบบ Always-on Retina Display แบบ OLED และ LTPO3 ที่ให้ความสว่างสูงสุด 2,000 nits ไปเลย บอกเลยว่า มันสว่างมากพอที่จะเอาไปใช้กลางแดด ก็ยังมองเห็นได้สบาย ๆ ใช้งานได้จริงเลยละ

ด้านข้างเป็นลำโพงคู่ ใช้สำหรับการโทรศัพท์ และเล่นเพลงจากลำโพงนี้ได้ด้วย แต่เท่าที่ได้ลองใช้งานมา มันก็ลำโพงจิ๋ว คือ เสียงมันก็ไม่ได้ดังมากขนาดนั้น เอาว่าพอให้เราได้ยินคนเดียวใกล้ ๆ ได้ และ คุณภาพเสียงเองก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ เอาว่าพอใช้งานได้ ฟังรู้เรื่องเป็นพอแล้ว

อีกข้าง เป็นปุ่มสำหรับควบคุม ไล่จากซ้ายเป็น Side Button และ ขวาสุดคือ Digital Crown เหมือนกับ Apple Watch ใน Series ก่อนหน้าทั้งหมด และรูตรงกลางเล็ก ๆ เป็น Microphone สำหรับใช้คุยโทรศัพท์ เท่าที่ลอง เราจะต้องเอาปากไปใกล้ ๆ มันหน่อย ไม่งั้นอีกฝั่งฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

ด้านหลัง จะรวมพวก Sensor สำหรับวัดข้อมูลสุขภาพของเราต่าง ๆ ตั้งแต่ Heart Rate, ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และ EKG Leads

ตัวเรือนในรอบนี้ เราเลือกเป็นแบบ Titanium สี Slate มาเป็นตัวเครื่องสีดำเงา ดูเรียบหรูมาก ๆ เอาว่า ใช้ออกงานได้สบาย ๆ และเราใส่คู่กับสาย Hermes สีน้ำเงิน ก็เข้ากันได้ดี ออกมาดูสวยงามมากจริง ๆ ชอบมาก ๆ
Series 11 ต่างจาก Series 10 แค่ไหน ?

เอาจริง ๆ เลยนะ อะไรที่ Series 11 ทำได้ Series 10 ทำได้เหมือนกัน คือ มันแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย จะมี ก็แค่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน
อย่างแรกคือ Battery ที่อายุยาวนานขึ้น จากใน Series 10 เคลมว่าอยู่ได้ 18 ชั่วโมง แต่พอมาใน Series 11 เคลมว่าได้ 24 ชั่วโมง ถามว่า มันสำคัญขนาดนั้นมั้ย ถ้าเกิดเราเป็นคนที่ใส่แล้วชาร์จทุกวัน เช่น ออกจากบ้านสัก 7 โมงเช้า กลับบ้านมา 1 ทุ่ม มันก็ราว ๆ 12 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่ถ้าเราไม่ได้ใช้งานมันหนัก ๆ แบตของ Series 10 ก็ยังอยู่ได้สบาย ๆ ไม่มีปัญหา ขนาดว่า เราใช้ Series 10 มาปีกว่า ๆ แล้ว ก็ยังไม่เจอปัญหาว่าแบตหมดก่อนเลย แต่หลังจากนั้นสัก 2-3 ปีก็ไม่แน่ การมีแบตเหลือ ๆ ไว้เผื่อเสื่อมก็เป็นอะไรที่ไม่เลวเหมือนกันมั้งนะ ฮา ๆ
และอีกความแตกต่างคือ Series 11 รองรับการเชื่อมต่อ 5G เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่า Series 11 สามารถเชื่อมต่อ Cellular Network ได้ด้วยความเร็วสูงขึ้น แต่ถามว่า แก นาฬิกา แกจะเอาความเร็วเชื่อมต่อสูง ๆ ไปทำอะไร อย่างมาก เราก็แค่ฟังเพลง และรับสายโทรศัพท์เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้ใช้ความเร็วอะไรเลย ทำให้เรามองว่า การเชื่อมต่อ 5G ได้ก็คือ การทำตามสมัยนิยมเท่านั้นแหละ ไม่ได้มีผลต่อการใช้งานอะไรสักเท่าไหร่
เราควร Upgrade มาเป็น Series 11 มั้ย ?

เราขอแยกออกเป็น 2 กรณีด้วยกัน หากใครที่ถือ Series 9 และ 10 อยู่ เราคิดว่า ไม่น่าจะเปลี่ยนมาเป็น Series 11 เท่าไหร่ เพราะ เราจะไม่ได้ Hardware อะไรใหม่มากเท่าไหร่ เสียเงินไปแล้ว เราควรจะได้ความรู้สึกเหมือนได้อะไรใหม่หน่อย ไม่ใช่เหมือนเดิมเฉย ๆ แค่นั้นเลย กับคิดว่า คนที่ถือ Series 9 อย่างมากเทียบกับตอนที่ Series 11 ออก มันแค่ 2 ปีเท่านั้นเอง แบตก็ยังไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก ก็น่าจะใช้งานต่อไปได้อีกหน่อยสบาย ๆ แล้วละ
แต่ถ้าถือรุ่นที่ต่ำกว่า Series 9 คือตั้งแต่ Series 8 ลงไป อายุอย่างมากมันก็น่าจะเป็น 3 ปี เราคิดว่า แบตก็น่าจะเริ่มมีอาการเสื่อมแล้ว การมองหาตัวเรือนใหม่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยละ และจาก Series 8 ไป Series 11 เราคิดว่า มันก็จะได้ Feature ใหม่ ๆ ที่เปิดมาใน Series 10 ก็เป็นอะไรที่ไม่แย่เลยละ แต่ถ้าบอกว่าเครื่องมันยังไหว รอปีหน้าได้ เราว่าการรอ Series 12 ออกในปีต่อไป ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยจริง ๆ



