Review

4 ปี กับ ORA Good Cat น้องกลายเป็นรุ่น Limited เฉยเลย

By Arnon Puitrakul - 18 กุมภาพันธ์ 2026

4 ปี กับ ORA Good Cat น้องกลายเป็นรุ่น Limited เฉยเลย

รู้สึกเหมือนพึ่งเขียนรีวิว 3 ปีกับ ORA Good Cat ไปเอง อยู่ ๆ 4 ปีแล้วเฉยเลย เหมือนเดิมเป็นประจำทุกปี เราจะมาเล่าให้อ่านกันว่า หลังจากเราใช้งานน้องเขามา 4 ปีแล้ว ตอนนี้น้องเป็นอย่างไรบ้าง และ Cost of Ownership ของน้องเป็นเท่าไหร่ในปีนี้

Hardware เริ่มมีอาการเสื่อมเล็กน้อยให้เห็นแล้ว

อย่างแรกที่เราอยากจะโฟกัสให้เห็นก่อนคือ ความเสื่อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เริ่มมาให้เห็นบ้างเล็กน้อยแล้ว เริ่มจาก กลุ่มขอบยางที่เริ่มมีอาการเป็นฝ้าขาว ๆ ซึ่งพวกนี้ แค่เอาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ด ก็หลุดละ ไม่มีอะไรมาก

ตรงที่วางแขนบริเวณประตูที่เป็นเหมือนหนังกลับ สีของมันเริ่มมีการ Fade ลงเล็กน้อย คิดว่าเกิดจากพวก เหงื่อ เวลาที่เราเอาแขนมาเท้ามันไว้ ไม่แน่ใจว่า เราสามารถเอาไปเข้าพวก Car Detailing แล้วใช้น้ำยาพิเศษอะไรลงได้มั้ย ที่ผ่านมาก็คือ ไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย ใช้อย่างเดียว

ตรงที่จับประตูฝั่งคนขับ สีตัวถังมันดูซีด ๆ อันนี้ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดจากอะไร แต่ก็ปล่อยไว้ก่อน คิดว่า ถ้าจะทำ อยากจะทำทั้งคันทีเดียวจบ ๆ ไปเลย เดาว่าที่เกิดขึ้นเพราะมือเรานี่แหละเปิดทุกวัน และหลาย ๆ ครั้ง มืออาจจะพึ่งทาครีม หรือ Skincare อะไรมา แล้วมันทำลายชั้นสีตอนเอามือไปจับ แรก ๆ อาจไม่เป็นไร แต่พอนาน ๆ ไป มันอาจจะเริ่มเห็นผล

กับอีกส่วนที่เจอคือ Sunroof เวลาเราเปิดม่าน มันจะได้ยินเสียงเอี๊ยด ๆ เหมือนขอบยางมันเริ่มเสื่อม เพราะบริเวณนั้น เป็นส่วนที่โดนแดดแบบเต็ม ๆ ร้อน ๆ ลองถามช่างตอนที่ไปเช็คระยะบอกว่า สารหล่อลื่นมันก็น่าจะหมดไปตามระยะเวลา เขาเลยเติม ๆ ใส่เข้าไปหน่อย ตอนนี้ก็ลื่นปรื๊ด ไม่มีเสียงเปิดเหมือนเดิมแล้ว

และสุดท้าย เกิดมา 2 ปีกว่าแล้ว แต่ลืมเล่าทุกทีคือ ไฟหน้า ถ้าดูจากรูปเราจะเห็นเหมือนรอยร้าวอยู่เต็มไปหมด ส่วนนี้แหละ เราคิดว่าเกิดจากการลดต้นทุน ทำให้ได้กรอบไฟหน้าที่ไม่ทนทานสักเท่าไหร่ อันนี้เราไม่แน่ใจว่า มันสามารถเครมได้มั้ย หรือว่าจะต้องเสียเงินเปลี่ยน แต่ถ้าต้องเสียเงินเปลี่ยน ส่วนตัวก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นเลย ไม่เปลี่ยนก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่ได้ขุ่นจนทำให้ลดประสิทธิภาพของไฟหน้าแต่อย่างใด มันก็ยังสว่างเหมือนที่มันเป็นมาตลอดอยู่เหมือนเดิม

จะเห็นได้ว่า Hardware มันก็เริ่มมีอาการเสื่อมโดยอายุของมันแล้ว แต่ถามว่าส่งผลกระทบต่อการใช้งานอะไรมั้ย ก็ตอบเลยว่า ไม่อะ เหมือนเดิมทุกอย่าง แค่เมื่อรู้แล้วมันจะแอบหงุดหงิดเล็กน้อย เราว่าเป็นเรื่องปกติของรถอายุประมาณนึง จะให้เหมือนรถใหม่พึ่งออกจากศูนย์เลยเราว่า มันก็ไม่อะ

อัตราสิ้นเปลือง และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

Sigenergy Sigenstor DCEV Charger

การชาร์จในรอบปีที่ผ่านมา เราไม่มีออกไปชาร์จข้างนอกเลย ชาร์จกับเครื่องชาร์จที่บ้านของเราเท่านั้น ซึ่งบ้านเรามีการติดตั้งระบบ Solar Cell ด้วย ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่ำจนน่าตกใจเลยละ ในปีที่ผ่านมา เราวิ่งไปทั้งหมด 14,462 km และใช้ไฟในการชาร์จทั้งหมด 2,343.29 kWh หากคิดเป็นอัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ 16.28 kWh/100km ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าอยู่นิดหน่อย คิดว่า ตีนผีมากขึ้น แก่แล้ว ความอดทนต่ำลงมั้งนะเลยเหยียบยัดหนัก Overall เลยกินเยอะกว่าปีก่อนเฉยเลย

ในแง่ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ด้วยความที่บ้านเราใช้งาน Solar Cell ด้วย เราจะเอาหน่วยที่ใช้จริงหักส่วนที่ Solar ผลิตให้ไปหาค่าไฟจากเว็บของ PEA แล้วหารด้วย จำนวนหน่วยที่ใช้จริง ออกมาเป็นเฉลี่ยค่าไฟต่อหน่วย ซึ่งปีที่ผ่านมา เฉลี่ยค่าพลังงานบ้านเราเฉลี่ยหน่วยละ 1.19 บาทด้วยกัน และเราเสียค่าพลังงานจริง ๆ อยู่ที่ 2,439.26 บาท หรือเทียบเป็น 0.17 บาท/กิโลเมตร เทียบกับปีก่อน ก็คือแพงขึ้นมาอีก 0.02 บาท/กิโลเมตร แต่ก็ยังอยู่ในเรท ที่เรารับได้อยู่นะ ไม่ได้แย่ขนาดนั้น และ ณ วันที่เขียนเราติดตั้งระบบ Solar Cell เพิ่มไปแล้ว และมันสามารถผลิตพลังงานมาได้เพียงพอกับการใช้งานจนเกือบไม่ต้องดึงการไฟฟ้าเลย คาดว่า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในปีหน้า น่าจะเหลือ 0 บาท หรืออยู่หลัก 0.01 - 0.02 บาท/กิโลเมตรเท่านั้น

ค่าใช้จ่ายด้านอะไหล่, บริการ และประกัน

ส่วนใหญ่ปีนี้ ค่าอะไหล่ เราจะหมดกับกลุ่มอะไหล่สิ้นเปลืองค่อนข้างเยอะ โดยปีนี้ เรามีการเปลี่ยนทั้งหมด 2 อย่างด้วยกันคือ ใบปัดน้ำฝนของ Blaupunkt ซื้อจาก Shopee มาเปลี่ยนเองทั้งหมด 623 บาท และอีกอย่างที่พังคือ Battery 12V สงสัยเหมือนกันว่ารถ 4 ปี แกเปลี่ยนไปนี่รอบ 2 แล้วนะ เฉลี่ยคือ 2 ปีพังลูกนึงก็ไม่ไหวเหมือนกัน ประกอบกับไปเห็น Lithium Battery ของพี่เวลช่อง Welldone Guarantee มันใส่กับรถเราได้ ก็จัดเลย ราคา 9,500 บาท คิดว่า ถ้าดูแลดี ๆ เราไม่น่าจะต้องยุ่งกับมัน ไม่ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนอีกเลย ตลอดอายุการใช้งานรถของเรา ถือว่า คุ้มนะ

คือ ถ้ามองในแง่ราคา Lithium Battery มันราคา 2.71 เท่าของ Lead Acid Battery (ค่าเปลี่ยนแบตศูนย์ ประมาณ 3,500 บาท) นั่นแปลว่ามันเท่ากับเราใช้แบตแบบเดิมอีก 4 ปี ถ้าจะใช้ให้คุ้มมันต้องใช้รถถึง 8 ปีได้เลย ซึ่งถ้าเราใช้รถถึงมันก็คุ้ม แต่ถ้าไม่ เรามองอีกแง่นึงคือ เราไม่ต้องมานั่งลุ้นว่า มันจะเสียเมื่อไหร่ พวก Lead Acid Battery หลาย ๆ ครั้ง เช็คสภาพมา บอกว่า ดีเยี่ยม แต่ออกมาใช้อยู่ ๆ สิ้นอายุซะงั้น แล้วพอสิ้นที ต้องเสียเวลา เสียงาน เรียกช่างมาจั๊ม แล้วเอาไปร้านเปลี่ยนอีก มันเป็นขั้นตอนที่โคตรหงุดหงิด เลยคิดว่าถึงในแง่ราคามันจะไม่คุ้มมาก แต่ในแง่ความสบายใจ เอาไปเลยเต็มสิบ

และอีกส่วนที่เราติดตั้งเพิ่มในปีนี้คือ แผงกันหนู จริง ๆ จะติดตั้งแต่เช็คระยะปีก่อนแล้วละ แต่ตอนนั้น เช็ครอบ 60,000 km รอบใหญ่ มันก็กินเวลานานอยู่แล้ว และมันไม่ได้เร่งด่วนอะไร เราเลยกะว่าเอามาทำปีนี้แทนละกัน ก็เสียไปทั้งหมด 700 บาท

ค่าใช้จ่ายอีกอย่างที่เราขอรวมไว้ในนี้ด้วยคือ ค่าล้างแอร์ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยล้างแอร์เลย ซึ่งมารอบนี้ แม่บอกว่าเริ่มได้กลิ่นอับ ๆ ในแอร์ ก็เลยให้ล้างแอร์ไปในการเช็คระยะด้วยเลย ก็จะเสียเงินไปทั้งหมด 1500 บาท

สุดท้าย ค่าเช็คระยะ ด้วยความที่เรามี GPSI อยู่ก็เลยไม่ต้องเสียเงินค่าเช็คระยะในรอบนี้เลยสักบาท ที่จ่ายไปวันเช็คระยะคือ มีแค่ค่า ล้างแอร์ และ แผงกันหนูเท่านั้น บวกกันรวมภาษีมันจะอยู่ที่ 2,354 บาท แต่หลังจากนี้ ของจริงแล้วละ หมด GPSI แล้วก็จะเริ่มเสียเงินแล้ว TT คิดว่า น่าจะรอบละ 2,000 กว่าบาทได้มั้งนะ รอดูปีหน้าละกันว่าจะเท่าไหร่

ส่วนสุดท้ายหลายคนกังวลมากคือเรื่อง ค่าประกันภัย เราใช้เป็นประกันชั้น 1 ของธนชาติประกันภัย ค่าเบี้ยมันจะอยู่ที่ 22,452 บาท รวมค่าอากรแสตมป์ และ VAT จะอยู่ที่ 24,119.94 บาท ถามว่าแพงมั้ยสำหรับรถใน Segment นี้ ก็บอกเลยว่า แพงนะ ค่าเบี้ยประกันของ EV ในประเทศไทย ณ วันที่เราเขียนก็ยังแพงมาก ๆ ทุกยี่ห้อ ส่วนนึง เราว่า เพราะบริษัทประกันกลัวความเสี่ยงเรื่องการเคลม Battery เลยต้องการลดความเสี่ยงตัวเองด้วยการเพิ่มค่าเบี้ยมันเข้าไปซะเลย

ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งหมดจะเป็น 623 + 9,500 + 2,354 + 24,119.94 = 36,596.94 บาท ส่วนตัวคิดว่า ตัวเลขดูแพงมากนะสำหรับการดูแลรถ EV สักคันนึง แต่ต้องยอมรับว่าที่แพงส่วนนึงคือ มาจากค่า Battery 12V ที่เปลี่ยนไป คิดซะว่า มันคือ จ่ายครั้งเดียวจบละกัน ก็ไม่แย่เท่าไหร่ และเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ตามที่สรุปในหัวเรื่องย่อยก่อนหน้า) เข้าไปด้วย ก็จะเป็น 39,036.20 บาท อะไม่แย่มากเท่าไหร่มั้งนะ

แบตเสื่อมไปเยอะขนาดไหน

ปีก่อน เราบอกว่า แบตมันน่าจะเริ่มเข้าสภาวะที่ SoH จะนิ่งแล้ว น่าจะลดสัก 0.5% ต่อปี แต่ปีนี้เรามานั่งวัดดู กลายเป็นว่า มันได้ 92.8% เท่ากับว่าหายไป 0.9% มากกว่าที่ประมาณการณ์ไว้พอสมควร แต่ถ้าดูแนวโน้ม อัตราการลดลง มันก็ลดลงจริง ๆ แต่ก็ยังตอบอะไรไม่ได้ ต้องรอดูปีหน้าอีกที น่าจะทำให้เราเห็นข้อมูลได้ชัดเจนมากขึ้น แต่เบื้องต้น เราคิดว่า ถ้า Battery มันไม่ได้ลดฮวบ หรือ เกิดความผิดปกติขึ้น ไม่ห่างจากการประมาณการณ์นี้มาก เราว่ากว่า SoH จะลงถึง 70% น่าจะอยู่หลัก 100,000 กิโลเมตร ยังได้สบาย ๆ หรือ ๆๆ สมมุติว่าเราใช้งานจริง ๆ ตอนแบตเหลือ SoH ที่ 70% เท่ากับว่า จากเดิม 100% ได้ระยะ 500 km หายไปเหลือ 70% มันก็จะเหลือ 350km สำหรับเราก็ยังถือว่า ใช้งานได้สบาย ๆ อยู่เลยด้วยซ้ำ เลยคิดว่าเอาเข้าจริง ๆ ถ้าจะใช้จริง ๆ 20 ปีก็ยังใช้งานได้อยู่ แค่ว่า Hardware อื่น ๆ เช่นพวกเบาะ วัสดุต่าง ๆ น่าจะเริ่มไปก่อนแล้วละมั้งเนี่ย

กับที่เราลุ้นมาก ๆ เพราะปีนี้ ที่บ้านเราเปลี่ยนมาใช้เครื่องชาร์จแบบ DC 25 kW ของ Sigenergy ในบ้านแล้ว หลาย ๆ คนบอกว่า การชาร์จ DC จะทำให้แบตเสื่อมเร็ว แต่ในมุมเราคิดว่า การชาร์จ DC ที่กำลังต่ำ ๆ น่าจะส่งผลดีกับรถมากกว่า เพราะเวลาเราตั้งค่าให้ชาร์จ เราจะตั้งแค่ 10-12 kW เท่านั้น เพื่อไม่ให้เครื่องชาร์จต้องดึงไฟจากการไฟฟ้าเข้ามา กำลังมันไม่ได้มากกว่า 7 kW เดิมที่ชาร์จอยู่สักเท่าไหร่ ดังนั้นเรื่องความร้อนของแบตที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเสื่อมของแบต น่าจะไม่ต่างกันมาก เลยมองว่า มันน่าจะไม่ได้ส่งผลเสียระยะยาวเหมือนเราชาร์จ DC 60 kW ทุกวันขนาดนั้นมั้ง

แถมยังเป็นการถนอม OBC (On-Board Charger) อีก เพราะปกติ หากเราชาร์จ AC ไฟมันจะต้องผ่าน OBC แปลงเป็น DC ผ่าน BMS แล้วเข้า Battery ที่บอกว่า ตอนชาร์จ AC ที่บ้านแล้วตรงกระโปงรถมันอุ่น ๆ ร้อน ๆ ก็มาจาก OBC นี่แหละ แต่การชาร์จ DC เราเอา DC เข้ารถ ข้าม OBC ผ่าน BMS เข้า Battery โดยตรง ทำให้ OBC ไม่ต้องทำงานหนักอีกแล้ว เพราะเราแยกมันออกไปไว้ข้างนอกเป็น Hardware แยกออกมานั่นเอง สุดท้ายก็ต้องมารอลุ้นดูว่า หลังจากที่เราใช้ DC Charger กำลังต่ำ ๆ ไป 1 ปีเต็ม ๆ มันจะทำให้ SoH ของ Battery ในรถเราลดลงมากน้อยขนาดไหน

สรุป

ดูจากสภาพรถ และการใช้งาน เราคิดว่า มันก็ยังดูดีมาก ๆ ในอายุ 4 ปีนะ ขนาดว่าเราไม่ได้ดูแลอะไรมันมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา เน้นใช้งานล้วน ๆ มีเคลือบแก้วอะไรบ้าง ปล่อยน้องมอมแมมบ่อย ๆ แต่ภายใน ภายนอก และกาใช้งานต่าง ๆ ยังใช้งานได้เกือบ 100% มีแค่เรื่อง Cosmetics เล็กน้อยเท่านั้นเองที่มีปัญหา คิดว่า น่าจะใช้งานน้องต่อไปยาว ๆ อยากใช้ไปจนน้องไปต่อไม่ไหวแล้ว อยากรู้ว่า มันจะสุดที่ตรงไหน วิ่งได้สักเท่าไหร่ ก็รอดู ๆ กันต่อไปว่าปีหน้าน้องจะอาการเป็นอย่างไร