Lifestyle

Productive Series: To-Do List ทำดี มีเวลาว่างเพิ่มขึ้นเยอะ

By Arnon Puitrakul - 06 September 2020 - 2 min read min(s)

Productive Series: To-Do List ทำดี มีเวลาว่างเพิ่มขึ้นเยอะ

หลังจากตอนที่แล้ว เราพูดถึงเรื่องของการจัดการไฟล์ใน Digital ของเราไปแล้ว วันนี้เราลองมาเปลี่ยนไปดูอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน และ ช่วยทำให้ชีวิตเรามีเวลาออกไปหายใจได้มากขึ้น อย่างการทำ To-Do List กันดีกว่า

To-Do List คืออะไร ?

สำหรับคนที่ไม่เคยทำ หรือรู้จักมาก่อน เราเล่าแบบ Intro ง่าย ๆ คือ มันเป็น List ของสิ่งที่เรากำหนดว่า เราจะทำ อาจจะทำ หรือ วางแผนว่าจะทำ เพื่อให้เราไม่ลืมว่า เราต้องทำมันนะ ตัวอย่างของ To-Do List ง่าย ๆ ที่เราน่าจะทำกันเยอะคือพวก Shopping List ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมันช่วยเราได้เยอะมาก เวลาเราไปซื้อของ ทำให้เราไม่ออกนอกลู่นอกทางซื้อของที่ไม่ได้ใช้เข้าบ้าน แถมลดเวลาในการเดิน Shopping ด้วย เพราะ เราเดินไปหยิบแต่ของที่เราต้องใช้ ไม่ต้องมานั่งนึกว่า นั่นหมดรึยัง นี่หมดรึยัง เป็นต้น

ในการทำงานก็ไม่ต่างกัน บางที งานเราอาจจะเยอะมาก ๆ ทำให้เราอาจจะลืมได้ว่า เราต้องทำอะไรในวันนี้ หรือ แม้กระทั่ง เราทำงานที่มันใช้สมาธิ ทำเสร็จ มันก็ อ้อง แบบ งง ลืม ว่าเราต้องทำอะไรอีกนะวันนี้ มันก็เป็นไปได้เหมือนกัน การทำ To-Do List ของการทำงานเป็นเครื่องมือสำหรับเตือนความจำของเราได้เป็นอย่างดี

ถ้าเราลองไปสังเกตุมนุษย์เรา เราจะชอบอะไรที่มันมีจุดหมายปลายทางเสมอ ทำให้ถ้าเราทำ To-Do List เรามีงานที่เราต้องทำในแต่ละวันไว้ก่อนแล้ว ระหว่างวันที่เรานั่งทำงาน เราจะเห็นเลยว่า เราทำงานไปเป็นจำนวนแค่ไหน ที่เราต้องทำในวันนั้น ๆ แล้ว เหมือนรู้แล้วว่า จุดสิ้นสุดของวันนี้มันอยู่ที่ไหน หรือในสเกลที่ใช้ขึ้นในระดับของ Project ก็ช่วยทำให้เรารู้ว่า งานเราถึงไหนแล้วได้เหมือนกัน

เราจะทำ To-Do List ได้ยังไงบ้าง ?

Things App

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอยากทำ T0-Do List กันแล้วสินะ หลัก ๆ เราว่าน่าจะมีอยู่ 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ การใช้ App ในการจดทั้งหลาย ถ้าตัวที่เราแนะนำคือ Things อาจจะแพงไปหน่อย แต่เราว่ามันเป็น App ที่ดีมาก ๆ หน้าตาคือดี และ มันมี Function ในการจัดการงานที่เป็นระบบเหมาะกับเรามาก ๆ ลองไปหาดูได้

แต่วิธีที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้คือ กระดาษ อีกแล้วจ้าาาา ซึ่งเป็นเรื่องหลักของวันนี้เลย ที่เราจะมาแชร์กันว่า เราทำ To-Do List ในกระดาษอย่างไร ไม่ให้เป็น To-Do Lost ไปซะก่อน

สำหรับเราเอง เราจะทำ To-Do List ในหลาย ๆ เวลา และ งาน มาก โดยปกติ เราจะทำ To-Do List ช่วงก่อนนอน เพื่อที่จะได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนวันถัดไป ถ้าเราต้องเตรียมของโน้นนี่นั่น เราจะได้เตรียมไว้ก่อนที่เราจะนอนเลย ทำให้ตอนเช้ามา เราก็จะสบัดตูดออกจากบ้าน แง่น ๆ ได้เลย ไม่ต้องกลัวลืมของ นอกจากนั้น การที่เราได้มาสรุปสิ่งที่เราทำในวันนั้น มันทำให้เราเห็นว่า เห้ย วันนึงเราไม่ได้เปล่าประโยชน์อะไรนะ เราได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จแล้วนะ ขอบคุณตัวเองเบา ๆ 1 ทีถ้วน

Day Retrospective is the key!

Separating Tasks

อย่างที่เราบอกว่า เราจะดู To-Do List ของแต่ละวันก่อน โดยเราจะเริ่มจากการแยกงานที่ ทำเสร็จ และ ทำไม่เสร็จ ออกจากกันก่อน เพื่อที่เราจะได้มาสรุปในแต่ละอย่างกัน

สำหรับงานที่เสร็จ เราจะเอามาดูก่อนว่า งานที่เราทำเสร็จ เราใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำ และ ตรงกับเวลาที่เราประมาณไว้หรือไม่ ถ้าตรง ก็ผ่านไปก่อน หรือถ้าไม่ตรง เราจะต้องมาหาเหตุผลแล้วว่า ทำไมมันเกิดจากอะไร ขั้นตอนไหน ที่ทำให้เราช้ากว่าที่ควรจะเป็น เพื่อที่เราจะได้เอามาปรับปรุงการทำงานประเภทเดียวกันต่อไป

ตัวอย่างเช่น การเขียน Literature Review ใน Thesis เราบอกว่า เรา ประมาณเวลาที่น่าจะใช้ทำงาน (Man Hour) ไว้ที่ 3 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่า เราอาจจะใช้เวลาไป 5 ชั่วโมง แปลว่า เราใช้เวลาเกินไป 2 ชั่วโมงด้วยกัน เราต้องมานั่งหาแล้วว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น เช่น เราอาจจะมีงานอื่นเข้ามา หรือ เราติดหาข้อมูลตรงไหนไม่ได้ ทำให้คร่าวหน้า เราอาจจะต้องเผื่อเวลาให้มากกว่านี้ หรือไม่ก็จริง ๆ เราควรแยก Task ของงานหาข้อมูล และ งานเขียนออกจากกัน ก็จะทำให้การประมาณเวลาที่ใช้ในการทำดียิ่งขึ้น

นอกจากจะทำ To-Do ในแต่ละวัน เรายังมี To-Do ของแต่ละ Project อีกด้วย แล้วแต่งาน ถ้างานด่วนหน่อยก็อาจจะเป็นรายวัน หรือ งานทั่ว ๆ ไป เราจะทำเป็นรายสัปดาห์ เพราะการใช้กระดาษ ทำให้เราเสียเวลาในการที่ต้องเอา To-Do ของแต่ละวันไปเช็คกับ To-Do ของ Project อีกด้วย ทำให้เสียเวลานิดหน่อย

Gantt Chart
อันนี้เราดึงตัวอย่างของคนอื่นมา ที่นี่ เราเองก็ทำใน Google Sheet เหมือนกัน

พอเราอัพเดท To-Do เข้าด้วยกันแล้ว เอามาเทียบกับ Gantt Chart ของ Project เราจะสามารถนับได้เลยว่า งานที่เราทำ เราช้าไปกี่วันแล้ว และถ้ามันช้าเกิน เราจะทำยังไงได้บ้าง หรือถ้ามันเร็วเกิน แต่มีงานอื่นเร่งกว่า เราก็ต้องจัดอันดับความสำคัญของงานใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับงานที่เราถืออยู่

ท้ายที่สุด จุดประสงค์ของการมานั่งดูงานที่เราทำไปในแต่ละวัน เราให้อยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรก คือ การตามงานของเรา ว่าเราทำอะไรเสร็จ หรือไม่เสร็จบ้าง ทุก ๆ วันที่เราทำงาน เราก็จะได้รู้ Performance ของเรามากขึ้น และทำให้เราสามารถที่จะประมาณเวลาได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

หรือจริง ๆ ที่งานไม่เสร็จ จนต้องมาบอกว่า ทำจนงานไหม้หมดแล้ว ทำไมมันไม่เสร็จสักที สุดท้ายก็ ปลงใจ และตะโกนออกมาว่า แม่ย้อย! เพราะงานที่เราต้องทำในแต่ละวัน มันมี Estimated Man Hours ที่มากกว่า จำนวนชั่วโมงที่เราใช้ทำงานจริง ๆ นั่นแหละ คือข้อบ่งชี้ที่เราใช้ในการบอกว่า เราถืองานเยอะไปแล้ว เราก็อาจจะต้องหาวิธี หรือ กระจายงานให้คนอื่นไปทำ เพื่อลดภาระงานของเรา

และอีกจุดประสงค์คือ กำลังใจ การที่เรามานั่งสรุปแบบนี้ มันทำให้เราเห็นว่า วัน ๆ เราได้ทำอะไรให้สำเร็จไปบ้าง เป็นการบอกตัวเองแหละว่า เออ เราก็ไม่ได้แย่นะ อย่างน้อย วันนี้เรา อะไรบางอย่างสำเร็จแล้วนะ แรงที่เราลงไปวันนี้ มันทำให้งานเพิ่มขึ้นเท่านี้เลยนะ ตรบมือให้ตัวเอง 1 2 1 2 3 1 2 1 2 1 😂

Writing up the To-Do List

หลังจากที่เรามองย้อนกลับไปในอดีตคือ วันที่ผ่านมาอย่างยาวนานแล้ว เราหันกลับไปมองที่อนาคตกันบ้างดีกว่า เรามาลองเขียน To-Do List ง่าย ๆ กัน แน่นอนว่า เราก็ยังคงใช้กระดาษอยู่เหมือนเดิม

To-Do List Item

จริง ๆ การเขียนของเราทำออกมาง่าย ๆ พยายามให้ใช้เครื่องมือให้น้อยที่สุด เพราะเราก็ขี้เกียจพกของเยอะแยะเหมือนกัน เราก็ใช้กระดาษ List Task ที่เราต้องทำออกมา ด้านหน้า เราก็อาจจะวาด เป็นกรอบสี่เหลี่ยม ไว้ให้เราติ๊กถูกก็ได้ หรือบางคนอาจจะใช้วิธีการขีดฆ่าไปก็ได้ สำหรับเรา เราใช้กรอบสี่เหลี่ยมแล้วติ๊กเอา น่ารักกว่า ฮ่า ๆ

Scheduled Item

โดยที่เราจะเว้นด้านซ้ายบนไว้ สำหรับ Task ที่มันมีเวลาชัดเจน เช่น การประชุม ที่มันมีเวลานัดชัดเจนอยู่แล้ว โดยที่เราจะเขียนเวลาไว้ด้านหน้า และ เรียงตามเวลาจากเช้าไปเย็น เพื่อให้เวลาเราดูระหว่างวัน เราจะได้หา Task ง่าย ๆ (จริง ๆ เราใช้ Calendar อยู่แล้วละ เขียนไว้เพื่อเวลาเราเอา Task มาใส่จะได้ดูเวลาเผื่อด้วย)

To-Do List by Jobs

สำหรับ Task ที่เหลือ เราจะแยกด้วย Project ไป โดยจะเรียงตามความสำคัญของงาน เพราะตอนที่เราเขียน เราจะเอา To-Do List ของ Project ออกมาเขียน ลงไปเป็น To-Do List ของวันนั้น ๆ ลงไป ด้านหลังของชื่อ Task เราจะ วงเล็บเป็นเวลาที่ประมาณว่าจะใช้ หรือก็คือ เวลาที่เราประมาณไว้ว่า เราจะใช้ในการทำ Task นี้ให้เสร็จ ส่วนนึงก็เพื่อเป็นการเร่งตัวเองด้วยว่า เออ เรามีเวลาเท่านี้นะ ถ้าไม่มี เราจะมาสไตล์ เออ ~ ค่อย ๆ ไปก็ได้แหละ ไม่ก็บางงานก็จะทำให้งานมัน Perfect จนสุดท้าย เราก็จะใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง

เพิ่มอีกนิดนึงคือ บางที เราจะใส่ Hashtag เพื่อบอกว่า งานนี้มันเป็นงานประเภทไหน เช่น #Writing คืองานเขียน หรือ #Communication คือ การสื่อสาร อย่างการตอบเมล์ หรือ ต้องโทรศัพท์คุยอะไรจะอยู่ในหมวดนี้

นอกจากนั้น เราจะขีดเส้นใต้ตัว Task ที่เราต้องใช้ความคิด เพื่อให้เรารู้ว่า อันไหนบ้างที่เราต้องทำในช่วง Productive Hour เดี๋ยวเรามาบอกอีกทีว่ามันคืออะไร

จริง ๆ แล้วพวก Add-on ทั้งหลาย เช่น การขีดเส้นใต้ หรือการใส่ Hashtag ถ้าใครที่มีปากกาสี ก็อาจจะใช้เป็นตัวช่วยที่ดีได้เหมือนกัน เวลาเรามองอ่านมา เราจะได้ไม่ต้องใช้เวลาเยอะ มองปุ๊บ โอเค อันนี้เราต้องสนใจก่อนอะไรแบบนั้น แต่สำหรับเราเอง แน่นอนว่าเราขี้เกียจพก เราก็เลือกวิธีใช้สัญลักษณ์เอา

จัดความสำคัญของงานด้วย Eisenhower Box

Eisenhower Box

ถ้าเราไปอ่านหนังสือพวก การบริหารเวลาต่าง ๆ เราก็อาจจะเจอหลายวิธีในการจัดการแหละ แต่วิธีที่เราอ่านมาแล้วเราเอามาใช้แล้วมันดีสำหรับเราคือ Eisenhower Box ที่จะแบ่งงานของเราออกเป็น 4 แบบด้วยกัน

งานสำคัญ และ เร่งด่วน คืองานที่ไม่ทำตอนนี้ไม่ได้ ทำเดี๋ยวนี้ !!! อันนี้เราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ เสมอ

งานสำคัญ และ ไม่ด่วน คือ งานที่สำคัญ ไม่ทำไม่ได้ เราต้องทำ แต่มันยังไม่ด่วน อันนี้จะเป็นงานที่เราชอบมาก มันเป็นงานที่ทำให้เราสามารถวางแผน เพื่อให้งานนี้ออกมาดีได้ ให้มันอยู่ในแผน และ ทำตามแผนไว้ ถ้าเราผลัดไปเรื่อย ๆ สุดท้ายมันจะเป็นงานที่สำคัญ และ เร่งด่วน จนต้อง Burn baby burn งานเราได้

งานไม่สำคัญ และ เร่งด่วน คือ งานที่เราไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ให้คนอื่นทำได้ แต่มันดันด่วน งานพวกนี้ ควรจะเอาออกจากเราให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่เราอาจจะเอามอบหมายให้คนอื่นเอาไปทำก็ได้

งานไม่สำคัญ และ ไม่ด่วน คือ งานที่มันไม่ได้สำคัญอะไร และ มันก็เออ ไปได้เรื่อย ๆ พวกนี้ควรเก็บไว้ทำเมื่อเราว่างเลย อย่าเอามันมาเป็นความสำคัญอันดับต้น ๆ

ถามว่า แล้วงานสำคัญคืออะไร สำหรับเราคือ งานที่เราต้องทำ มันเป็นหน้าที่ของเรา หรืออยู่ใน Job Description ของเรา ยังไง ๆ ต้องเป็นเราทำแน่ ๆ นั่นแหละ คือ งานที่สำคัญของเรา เช่น บอกว่า เราเป็น นักเรียน หน้าที่หลักของเราคือ การเรียน แน่ ๆ ทำให้ การทำการบ้าน จะจัดอยู่ใน งานสำคัญ ส่วนด่วนหรือไม่ ก็ขึ้นกับ Deadline แล้ว

งานด่วน ที่เราพูดถึงจริง ๆ มันอาจจะไม่ใช่แค่ พรุ่งนี้จะ Deadline แล้วนี่คือ ด่วน อย่างเดียวนะ งานด่วนของเราครอบคลุมถึงงานที่ ไม่ด่วน แต่ด้วยแผน และ เวลาที่มี มันไม่พอ อันนี้แหละ เริ่มด่วนละ

ที่ Eisenhower Box ใช้ในการจัดงานใส่ลงมาคือ การเรียงงานตาม ความสำคัญ และ ความเร่งด่วน ก่อนหน้านี้เราพูดถึง Productive Hour ใช่ฮ่ะ มันคือเวลาที่เราจะทำงานที่ใช้ความคิด ที่หลาย ๆ คนบอกว่า เวลาเราทำงาน ทั้งหมดของเวลาทำงานมันก็ควรจะเป็นเวลาที่เราต้องคิดป่ะ เอ่ออออ Idealy อะใช่ก็ได้

Productive Hour vs Working Hour

แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้น เราทำไม่ได้แน่นอน ลองง่าย ๆ เลย เวลาเราทำงานนึงที่มันต้องคิดเยอะ ๆ ลงแรงเยอะ ๆ เราก็จะเหนื่อยมาก และ เราไม่อยากที่จะทำงานอะไรพวกนี้อีกแล้วในวันนั้น คือมันเหนื่อยแหละ สุดท้ายถ้าเราฝืนทำไป มันก็ได้งานแหละ แต่คุณภาพไม่รู้นะ กับ มันจะหมดแรง ทำไปเรื่อย ๆ มันอาจจะ Burnout ได้

ดังนั้น ในแต่ละวัน เราควรจะมี Productive Hour ของเราเอง เพื่อที่จะทำงานที่ต้องใช้ความคิดเยอะ ๆ หน่อย เช่นพวกงานหาไอเดีย หรือ งานเขียนต่าง ๆ ที่มันต้องคิดเยอะ ๆ พวกนี้ควรเอาไปอยู่ในช่วง Productive Hour ของเราในแต่ละวันไป

และงานอื่น ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมากเท่าไหร่ อาจจะเป็นงาน Routine พวกนี้ เราก็เอาไปทำใน Working Hour ที่เหลือก็ได้ เช่นเราเอง เราจะมี Productive Hour ตอนช่วงที่ตื่นนอนมาใหม่ ๆ เลย และ เราจะเริ่มทำพวกงาน Routine ช่วงบ่าย ๆ หลังกินข้าวเที่ยง ช่วงนั้นแหละ กำลังเคลิ้มข้าวเที่ยงเลย ง่วงกำลังได้ที่

ถามว่า แล้ว Productive Hours มันนานแค่ไหน เราก็ต้องตอบว่า ไม่รู้ เพราะแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ขึ้นกับหลาย ๆ ปัจจัยมาก ๆ ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้คือ ต้องลองไปสังเกตุตัวเองแล้วว่า วันนึงเราทำงานที่มันต้องคิดได้มากแค่ไหน และ ลองเอามาคำนวณเฉลี่ย ๆ ออกมา น่าจะได้คร่าว ๆ แล้วค่อย ๆ ปรับ เรียนรู้ตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เราประมาณ Productive Hour ของเราได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

สำหรับเราเอง เรายังมองอีกมิติด้วยคือ Intensity เหมือนเวลาเราออกกำลังกายเลย คือ ถ้าเราบอกว่า เราออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวัน เช่นอาจจะยก Weight 3 Kg เป็นปกติ แต่พอมาอีกวัน เราเกิดยก 5 Kg เราอาจจะเล่น ๆ ไปได้ 20 นาที มันก็เหนื่อยแล้ว เล่นต่ออีก 10 ไม่ไหวแน่ ๆ สุดท้ายมันก็ต้องจบ Session ก่อน

มองย้อนกลับมาที่งาน บางงานมันใช้ความคิดจริง แต่มันอาจจะเป็นงานที่เราทำมาเยอะมาก ๆ แล้ว มีความเซียนอยู่ ทำให้เราก็ต้องคิดแหละ แต่มันปุ๊บปั๊บได้เลย มันก็ใช้กำลังน้อยกว่า แต่กลับกัน ถ้างานนั่น เราไม่ค่อยได้ทำ หรือไม่ถนัดเลย ย่อมต้องคิดเยอะกว่าแน่ ๆ นี่แหละคือ Intensity ที่เราพูดถึง

ทำให้พวกงานที่มันต้องใช้ความคิด เราจะประมาณ Score ความยากเข้าไปด้วย โดยที่เราเอามาเฉลี่ย เพื่อบอกว่าวันนี้ Productive Hour มันจะเหี้ยมขนาดไหนกัน หรือ เราอาจจะปรับ Task ให้มันมีค่าเฉลี่ยที่อยู่ในจุดที่เรารับได้ เช่น เราบอกว่า เมื่อวาน เราทำไป 4.5 คะแนน แต่โห ไม่ไหวแล้วเหนื่อยจนไม่ไหวแล้ว วันต่อไป เราก็อาจจะเอาเฉลี่ยให้เหลือ 3-4 ก็ได้ เพื่อให้เราได้พักบ้าง หรือช่วงไหน เราไฟแรงมาก จัดมาเลย 5 ก็เอาเลย เอาที่รู้สึกว่ารับไหว

Performance Analysis

To-Do Performance Analysis
กราฟพวกนี้ก็ทำใน Google Sheet เหมือนกัน

การที่เราเขียน To-Do List ทุกวัน เราจะมี Record ไว้หมดเลยว่า เราทำงานอะไรวันไหน เสร็จหรือไม่เสร็จยังไง ถ้าเรามองในมุมของ Data Science เราก็สามารถเอาข้อมูลพวกนี้แหละมาวิเคราะห์ต่อได้อีกในหลาย ๆ แง่มุมเลย

ตัวอย่างเช่น เราตั้งสมมุติฐานว่า ความเครียดมีผลต่อจำนวนงานที่ทำได้ต่อวันจริง ๆ เราเลยลองพิสูจน์สมมุติฐานนี้ด้วยการเอา จำนวน Estimated Man Hours ที่เราทำเสร็จต่อ วันออกมา Plot เป็น Bar Chart โดยแบ่งตามประเภทงาน อันนี้ก็จะทำให้เราเห็นเลยว่า แต่ละวันเราทำงานไปได้กี่ชั่วโมง และ แต่ละงานคืออะไรบ้าง

To-Do Performance Analysis with Stress Level
เส้นสีเขียวที่เป็นเส้นคะแนนความเครียด (เต็ม 10)

ถัดไปคือ เราจะซ้อนมันด้วยคะแนนความเครียดของเราลงไป เราจะเห็นได้เลย ว่า จำนวนงานที่ทำเสร็จในแต่ละวัน มันอาจจะผกผันกับคะแนนความเครียดรึเปล่า ดูจากกราฟยากมาก (อาจจะต้อง Plot ด้วยจำนวนข้อมูลที่เยอะกว่านี้) นอกจากนั้น ถ้าเรามองลึกเข้าไปอีก เราจะเห็นเลยว่า วันที่คะแนนความเครียดสูง งานที่เราทำ ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ต้องออกไปประชุมข้างนอก ไม่ก็งานเขียน อันนี้เข้าใจได้ เพราะเป็นงานที่ไม่ถนัด มันเลยสูบพลังชีวิตเยอะพอตัว

การที่เรารู้ข้อมูลตรงนี้ มันก็ช่วยทำให้เราสามารถเอามาประเมินการทำงานของเราได้ด้วยว่า ช่วงนี้เราทำงานได้ Productive แค่ไหน ช่วงนี้เราเป็นยังไงบ้าง เรา Overload งานเรามากไปรึเปล่า เพื่อที่เราจะเอามาปรับ To-Do List ของเราในวันต่อ ๆ ไปให้เข้ากับ State ปัจจุบันของเราได้

Rewarding Myself

นอกจากการที่เราจดแล้วเอามาวิเคราะห์การทำงานของเราได้แล้ว เราอาจจะลองทำอะไรสนุก ๆ อย่างการให้รางวัลตัวเองเหมือนเล่นเกมดูก็ได้ เช่นบอกว่า ถ้าเราทำงานทั้งหมดของวันเสร็จ เราจะให้รางวัลตัวเองด้วยการ ไปนอนเล่น กลิ้งไปมา หรือ อาจจะเป็นการได้เล่นเกมสักแปบนึง อะไรแบบนั้น ก็เป็นตัวช่วยในการสร้าง Motivation ในการทำงานอย่างดีเลย

ตอนเราประถม กับ มัธยมเอง เราก็เป็นมนุษย์ที่เรียกว่า Motivation-Driven มากคือ ทุกเช้า ถ้าวันนั้นมันไม่มีอะไรที่เรารู้สึกว่าอยากทำสักอย่างเป็นวันธรรมดา วันนั้นจะเป็นเช้าที่ไม่อยากตื่นมาทำอะไรเลย มันก็จะเฉื่อย ๆ แต่ถ้าเรารู้ว่า วันนั้นเป็นวันที่มีอะไรที่เราอยากทำ หรือ เห้ยมันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว มันจะเป็นเช้าที่เรียกได้ว่า ฉดไฉ 😎 มาก ๆ เลยก็ว่าได้

โตขึ้นมาถึงตอนนี้เราก็ไม่เปลี่ยน แต่แทนที่เราจะรออะไรที่ทำให้เรามี Motivation กระโดดเข้ามาในชีวิต เราก็เลือกที่จะสร้าง Motivation ขึ้นเองในแต่ละวันเลย สิ่งที่เราเอามาใช้คือ งานอดิเรก คือ การที่ได้ทำงานอดิเรกที่ อยากทำ สำหรับเราเป็นการสร้าง Motivation ที่ดีมาก

To-Do List is balancedness between Time and Task

To-Do List in Paper

ในการทำ To-Do List จริง ๆ มันเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลของ เวลา กับ งาน เข้าด้วยกัน ทำให้เราทำงานได้เสร็จตามที่วางไว้ ในขณะที่เรายังไม่ร่างแตกตายไปซะก่อน จริง ๆ แล้วที่เราหันมาทำ To-Do List จัดงานทุกอย่างให้เป็นระเบียบ เอาจริง ๆ คือ เรามีเวลาทำ ในสิ่งอยากทำ นั่นแหละ ทำให้เราจริงจังกับการจัดระเบียบมาก ๆ วันนี้ที่เราเอามาแนะนำน่าจะเป็นฉบับสั้น ๆ ของเราแล้ว จริง ๆ แล้ว เรามีรายละเอียดเยอะกว่านี้มาก ๆ แต่ถ้าเอามาหมด น่าจะเขียนได้เป็นหนังสือเล่มนึงเลย

คำแนะนำง่าย ๆ ขั้นตอนแรกคือ ให้เริ่มทำก่อน เริ่มจากการทำก่อน ไม่สำคัญว่า จะดี หรือไม่ดี มีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ตาม ขอแค่ให้เราเริ่มต้น ทำ ออกมาก่อน เดี๋ยวเราก็จะค่อย ๆ ปรับให้มันดีเอง วิธีที่เราเอามาแนะนำในวันนี้ เหมาะกับเรา แต่อาจจะไม่เหมาะกับคนอื่น ดังนั้น อ่านแล้วอาจจะลองเอาไปปรับใช้กับเราอีกที จบ สวัสดี