Science

เครื่องพ่นหมอกทำให้อากาศแย่ลงจริงเหรอ

By Arnon Puitrakul - 25 June 2020 - 1 min read min(s)

เครื่องพ่นหมอกทำให้อากาศแย่ลงจริงเหรอ

เครื่องพ่นหมอก หรือเราชอบเรียกว่า เครื่องสร้างความชื้น น่าจะตรงกับในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Humidifiers มากกว่านะ เรื่องนั้น ช่างมันเถอะ เครื่องสร้างความชื้นเลยตรง ๆ อาจจะไม่ได้ฮิตในประเทศไทยเราเท่าไหร่ เพราะภูมิอากาศบ้านเรามันเป็นแบบร้อนชื้นอยู่แล้ว แต่มันจะมีอีกเครื่องที่เราเรียกว่า เครื่องพ่นอโรม่า ที่เราใส่น้ำ และ ใส่น้ำมันหอมระเหยเข้าไป จริง ๆ หลักการมันเหมือนกันเลย

แต่เมื่อเราใช้ เครื่องพ่นอโรม่า หรือไม่ก็ เครื่องสร้างความชื้นคู่กับ เครื่องฟอกอากาศ เปิดไปแปบเดียว เครื่องฟอกอากาศก็เหมือนเป็นบ้า เปิดแรงลมสูงสุดขึ้นมา พอไปดูค่าฝุ่นที่เครื่อง ต้องช๊อคไปเลย เพราะมันเพิ่มขึ้นแบบ 200 - 300 microgram/cm^3 เลย คือ เยอะมาก ๆ ปกติเราอยู่กันไม่เกินร้อย นี่ล่อไป 2-3 เท่าเลย ตลกละ

บางคน ก็คือ เชื่อค่าฝุ่นที่ได้จากเครื่องฟอกอากาศและ ก็ชอบบอกกันว่า อย่าใช้คู่กันนะ เครื่องพ่นอโรม่า ไม่ก็เครื่องสร้างความชื้นมันทำให้ฝุ่นเยอะขึ้น วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่า จริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมมันถึงเกิดอะไรแบบนี้ และเราจะต้องทำยังไง

เครื่องวัดค่าฝุ่นทำงานยังไง?

ก่อนเราจะไปหาคำตอบกันว่าทำไม เรามาดูกันก่อนว่า ค่าฝุ่นที่เราเห็นนั้น มันมาจากไหน วัดยังไง

Laser Diffraction

ฝุ่น เข้าใจง่าย ๆ เรานิยามกันว่า มันเป็นอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศ หลักการที่เราใช้ในการวัดจำนวนฝุ่นในอากาศ เราใช้หลักการ สะท้อน ของแสง กล่าวคือ เครื่องวัดมันจะยิงแสงออกมา เมื่อแสงนั้นไปโดนฝุ่น มันก็จะเกิดการสะท้อน เครื่องก็จะวัดว่ามันมีการสะท้อนมากแค่ไหน และ คำนวณออกมาเป็นค่าฝุ่นที่เราเห็นในเครื่อง ซึ่งวิธีนี้ก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในเครื่องวัดค่าฝุ่นที่เราได้ใช้กันตามบ้านเลยก็ว่าได้ เราเรียกวิธีนี้ว่า Laser Diffraction

Infrared Particle Measurement

แต่จริง ๆ แล้วนอกจากวิธีแรกที่เราเล่าไป มันยังมีวิธีที่ใช้แสง Infrated ในการวัดได้ด้วย หลักการมันก็คือ ถ้า Filter มีอนุภาคของอากาศมาเกาะ มันจะทำให้ เมื่อเราปล่อยแสงไปที่ Filter แสงมันก็ควรจะผ่านได้น้อยลง แบบนั้นเลย ดังนั้นวิธีก็คือ เอา Filter เปล่ามาวัดแสงที่ผ่าน เพื่อเป็น Control Set แล้วปล่อย Filter ให้อากาศผ่านในระยะเวลาหนึ่ง แล้วมาวัดอีกครั้ง เราก็จะได้แสงที่ผ่านอีกค่านึง ถ้าเราเอามาเทียบกับ Control เราก็สามารถคำนวณได้ว่า มันมีเท่าไหร่

และวิธีสุดท้ายชื่อว่า Beta Attenuation Mass Monitoring หลักการมันก็คือ เราจะให้อากาศไหลผ่าน Filter ซึ่ง Filter นี้มีการฉาบด้วยรังสี Beta ไว้ก่อนแล้ว พออนุภาคมาเกาะ มันก็จะดูดซับรังสีเข้าไป ทำให้เมื่อเราวัดค่ารังสีหลังจากที่ฝุ่นมาเกาะแล้ว มันจะอ่อนลงเมื่อเทียบกับ Filter ที่สะอาดนั่นเอง แล้วมันก็จะมีวิธีคำนวณย้อนกลับมาเป็นปริมาณของอนุภาคนั่นเอง

ซึ่งวิธีที่ให้ความละเอียดได้เยอะที่สุดคือวิธี Beta Attenuation Mass Monitoring เพราะมันให้ข้อมูลได้ทั้งเรื่องของขนาด และ ความหนาแน่น ของอนุภาคต่าง ๆ ในอากาศได้เลย ในขณะที่ Infrated มันจะบอกได้แค่ว่า มีเยอะหรือน้อย

แต่ ๆๆๆๆๆ Beta Attenuation Mass Monitoring ก็นะ มันก็พูดยากนิดนึง เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องเช่น ความชื้น และ อุณหภูมิ ทำให้การวัดด้วยวิธีนี้ มันจำเป็นต้องมีการ Calibreate ที่เป็นระบบ ขั้นตอนมาก ๆ ไม่งั้น ข้อมูลที่ได้มา มันก็จะไม่แม่นยำ ดังนั้น มันไม่ใช่อะไรที่คนทั่ว ๆ ไป จะทำได้เลย

ทำให้วิธี Laser Diffraction กลายเป็นวิธีที่นิยมใช้กันในงานทั่ว ๆ ไป ตามบ้านเรือน ในเครื่องวัดคุณภาพอากาศต่าง ๆ ก็เลือกใช้วิธีนี้ เพราะมันง่าย และให้ผลที่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้ห่วยซะทีเดียว

เครื่อง Humidifiers ทำงานยังไง?

Aroma Diffuser

มาที่ฝั่งเครื่องพ่นกันบ้าง ว่ามันทำงานยังไงกัน ทำไมมันทำให้เครื่องวัดคุณภาพอากาศมันกรีดร้องได้ขนาดนั้น เราต้องบอกก่อนว่า เครื่องพวกนี้ มันจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามหลักการการทำงานคือ Ultrasonic และ Evaporative หรือที่บางคนเรียกว่า แบบเย็น กับ ร้อนนี่แหละ

เอาแบบที่เป็นที่นิยมกันมาก ๆ ก่อนนั่นคือการให้ความชื้นด้วย Ultrasonic มันทำงานโดยการสร้างแรงสั่นสะเทือนที่สั่นเร็วมาก ๆ ถ้าเราไปดูที่เครื่อง เราจะเห็นมันมีเป็นเหมือนแผ่น ๆ นึง ถ้าเราเปิดเครื่องน้ำมันจะกระเด็นจากตรงนั้นแหละ

พอน้ำมันสั่นเร็วมาก ๆๆๆ เข้า มันก็จะไม่เกาะตัวกันละ ทำให้น้ำที่หลุดออกมา มันก็จะแปลงสภาพเป็น Droplet ลอยอยู่ในอากาศ วิธีนี้ข้อดีหลัก ๆ คือ มันเติมความชื้นได้เร็วมาก ๆ

แต่แบบ Evaporative ทำงานไม่เหมือนกันเลย เพราะในเครื่อง มันจะมีเหมือนแผ่นที่ดูดซับน้ำจากที่เก็บ น้ำมันก็จะวิ่งอยู่ในแผ่นนี่แหละ ซึ่งปกติ พวกนี้ มันก็จะระเหยเพิ่มความชื้นอยู่ในอากาศอยู่แล้ว ลองง่าย ๆ ลองเอาผ้าเปียก ๆ วางในห้องแอร์ แปบเดียวก็แห้งแล้ว อะไรแบบนั้นแหละ หลักการเดียวกันเลย แต่เครื่องพวกนี้ มันมีการเร่งทำให้น้ำระเหยได้เร็วขึ้นด้วยการใส่พัดลม แล้วเป่าอัดเลย

ทำให้ข้อเสียนึงของเครื่องแบบนี้คือ การปล่อยความชื้นมันขึ้นกับ ความชื้นในอากาศด้วย เพราะมันต้องระเหยออกไป แต่ถ้าเป็น Ultrasonic คือ เครื่องมันสั่นน้ำตรง ๆ เลย ทำให้ความชื้นมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้เลย

อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว น่าจะพอนึกภาพออกแล้วว่า สิ่งที่ทำให้เครื่องทั้ง 2 ประเภทนี้มันต่างกันมาก ๆ เลยคือ ตัวนึงปล่อย Droplet ของน้ำที่มันก็ยังอยู่ในสถานะของเหลว แต่อีกตัวปล่อยออกมาเป็นไอน้ำจริง ๆ ซึ่งมันอยู่ในสถานะแก๊ส

เครื่องฟอกอากาศ VS Humidifiers

Dyson Pure Cool

มาถึงคำตอบที่หลาย ๆ คนต้องการแล้วคือ เหตุการณ์ที่เราเปิดเครื่อง Humidifiers แล้วทำให้ค่าฝุ่นจากเครื่องวัดคุณภาพอากาศมันขึ้น มันจะเกิดจากเครื่องแบบ Ultrasonic เท่านั้น ถ้าเราใช้เครื่องแบบ Evaporative เราจะไม่เจอเหตุการณ์นี้เท่าไหร่นัก

ถ้านึกภาพงง่าย ๆ นึกถึงภาพจากในหนังสักเรื่องก็ได้ ที่นางเอกยืนอยู่ริมแม่น้ำตอนพระอาทิตย์จะตกดิน แสงจากพระอาทิตย์สะท้อนผิวน้ำ ระยิบ ระยับ

อ่าาาห์ ระยิบ ระยับ แปลว่า มันเกิดการสะท้อนนั่นเอง เราเลยเห็นแสงระยิบ ระยับ ได้นั่นเอง ซึ่งมันอาจจะเกิดจากตัวน้ำเอง และ แร่ธาตุที่อยู่ในน้ำด้วย อย่างถ้าเป็นทะเล ส่วนนึงมันก็สะท้อนเพราะ เกลือ ที่อยู่ในนั้นมันมีลักษณะเป็นผลึก มันก็จะทำให้สะท้อนแสงได้มากขึ้นนั่นเอง

นำ้ที่เราเอามาใส่ แน่นอนว่า ยังไง ๆ มันก็ยังแอบมีแร่ธาตุติดมาบ้างแหละ ทำให้เมื่อเราใช้เครื่องที่เป็น Ultrasonic ที่มันปล่อยออกมาเป็น Droplet พอมันลอยในอากาศ มันก็จะสะท้อนแสง ที่เครื่องวัดคุณภาพปล่อยออกมา ทำให้เครื่องมันคิดว่า ฝุ่นเยอะนั่นเอง

พอน้ำมันไม่ได้ ซิง เห้ย บริสุทธ์เนี่ย เมื่อน้ำมันแห้งหายไป เราก็อาจจะเจอพวก เศษ ๆ เล็ก ๆๆๆ ขาว ๆ เกาะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของห้องเราก็ได้ นั่นเป็นเพราะ Droplet ที่เครื่องปล่อยออกมา มันไม่ได้มีแค่น้ำ แต่มันมีพวกแร่ธาตุด้วยส่วนนึง และ น้ำมันหอมระเหยที่เราเติมลงไปอีก พอ Droplet มันแห้งไปที่เหลือก็นั่นแหละ ของพวกนั้นเลย

แล้วเราจะทำยังไงได้บ้าง

เอาหละ ทีนี้เราจะทำยังไงได้บ้างละ กับปัญหานี้ ถ้าง่ายสุด เราว่าก็คือ เปลี่ยนเครื่องไปใช้แบบ Evaporative ไป ฮ่า ๆ อันนี้คือ เราก็จะไม่เจอปัญหานี้เยอะเท่าไหร่

แต่ถ้าไม่ได้ อื้มมม เราก็อาจจะต้องไปดูพวกเครื่องที่มันมีพวก Filter ด้วย ซึ่ง Filter พวกนี้เราจะเรียกว่า Demineralisation Filter หรือก็คือ Filter ที่กรองเอาแร่ธาตุออกนั่นเอง ถ้าแร่ธาตุน้อยลง ก็อาจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ แถมยังลดฝุ่นที่เกิดจากแร่ธาตุได้อีกด้วย

หรือเรื่องน้ำไปให้สุดด้วย แทนที่เราจะใช้น้ำก๊อกธรรมดา เราก็เอาน้ำกลั่นใส่มันเข้าไปเลย เพราะนำ้กลั่นก็คือ น้ำที่เป็นน้ำบริสุทธ์จริง ๆ ดังนั้นเรื่องแร่ธาตุอะไรพวกนั้นลืมไปได้เลย มันไม่มีในน้ำ แต่มันอาจจะติดอยู่ที่เครื่องอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ถ้าจะใช้พวกน้ำกลั่น เราก็ควรล้างทั้งระบบด้วยน้ำกลั่นก่อนจะดีมาก

และสุดท้าย เราทำง่ายกว่านั้นเลยคือ ถ้าเราใช้เครื่อง Humidifiers เราจะใช้โหมดกลางคืนในเครื่องฟอกอากาศ เพื่อให้มันทำงานเบาที่สุด โดยไม่ได้สนค่าอากาศมาก ก็จะทำให้เครื่องฟอกอากาศไม่เป็นบ้าฟอกน้ำ ที่นึกว่าเป็นฝุ่นอย่างบ้าคลั่งได้

เสริมอีกนิดคือ เมื่อเราใช้พวก Humidifiers เราควรหมั่นทำความสะอาดเครื่องหน่อยนะ เพราะบางที พวก Bacteria เชื้อโรค ต่าง ๆ มันอาจจะไปอาศัยอยู่ในเครื่อง มันก็ลอยออกมาเป็น Droplet แล้วเราก็ซูดดด เข้าไป มันก็ไม่ดีแน่ ๆ แหละ กับ เราแนะนำว่า ถ้าใช้งานตอนกลางคืน เช้ามา ก็อาจจะเปิดหน้าต่างให้อากาศได้ระบายบ้างจะดีมาก ไม่งั้น อากาศจะชื้นไป และ ราก็จะขึ้นห้องได้ อันนี้บอกเลยว่า แย่เลยละ เดือดร้อน ทำความสะอาดก็ยากอีก

สรุป

เครื่อง Humidifiers ไม่ได้ทำให้อากาศแย่ขึ้นเท่าไหร่ แต่ค่าที่วัดได้จากเครื่องวัดคุณภาพอากาศมันสูงมาก ๆ เพราะเครื่อง Humidifiers ที่ใช้ Ultrasonic มันปล่อยออกมาเป็น Droplet ที่ในนั้นอาจจะไม่ได้มีแค่น้ำทำให้เครื่องมันคิดว่า หยดน้ำพวกนั้นเป็นฝุ่นเลย แสดงค่าฝุ่นออกมาทะลักซะขนาดนั้น วิธีแก้ง่าย ๆ ที่สุด ก็คือ เปิดโหมดกลางคืนในเครื่องฟอกอากาศไปก็น่าจะโอเคแล้วละ ก็หวังว่าจะตอบคำถามที่ถามมาได้นะฮ่ะ สวัสดี