เราใช้ชีวิตเร่งรีบเกินไปรึเปล่า ถึงเวลาที่จะทำให้มันช้าลงรึยัง?เราใช้ชีวิตเร่งรีบเกินไปรึเปล่า ถึงเวลาที่จะทำให้มันช้าลงรึยัง?

เราใช้ชีวิตเร่งรีบเกินไปรึเปล่า ถึงเวลาที่จะทำให้มันช้าลงรึยัง?

by arnondora on January 02, 2020

ไหน ๆ ก็ผ่านปีใหม่มาแล้ว หลายเดือนก่อนหน้านี้ เราพยายามที่จะจัดการชีวิตตัวเอง เพื่อให้เรานอนหลับ งานเสร็จ และ มีความสุข สิ่งนึงที่สังเกตุได้จากชีวิตประจำวันของตัวเองคือ ตารางเวลาเราแน่นไปหมด ทุกอย่างมันดูติด ๆ กันไปหมด ยันระดับนาทีกันเลย

พอมันแน่น ๆ เข้า สิ่งที่เราทำคือ เราก็จะพยายามทำให้เร็วขึ้นเพื่อให้มันทันตามตารางเวลาที่วางไว้ พอคราวหน้ามา เราก็จะใช้จำนวนเวลาที่เรารีบ ๆ มาเป็นตัวประเมินการทำในคราวหน้า นั่นส่งผลให้ ครั้งหน้า เราก็จะต้องรีบขึ้นไปอีก แล้วเราก็ต้องรีบไปเรื่อย ๆ

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรื่อง ๆ เดียว แต่มันเกิดขึ้นกับทุกเรื่อง จนบางทีก็รู้สึกว่า เหนื่อย ที่จะวิ่ง ๆๆๆๆ วิ่งเป็นแฮมทาโร่แล้วมั้ย เอาให้พีคขึ้นไปอีก เมื่องานมันเยอะนัก เราก็ทำมันหลาย ๆ งานในคราเดียวซะเลย อื่อหือออ หายนะเข้าไปอี๊กกก ยมส์ !!!

ท้ายสุดแล้ว เราว่านี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เรา ไม่สามารถ Focus กับงาน ๆ นึงได้เลย ต้องโดดไป โดดมาตามงานต่าง ๆ รู้สึกเหนื่อยกับการวิ่งตามงาน พักเท่าไหร่ก็ไม่หายเหนื่อยสักที รู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อน เพราะเรามัวแต่วิ่งตามงาน และ​ โลก ตลอดเวลา

ทำไมชีวิตคนเรามันต้องเร็วได้ขนาดนั้น

หลาย ๆ คนที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ อาจจะยังไม่เข้าใจว่า คำว่า เร็ว ที่เราพูดถึงคืออะไร เรานิยามมันเป็นเรื่องของการทำงานที่ต้องรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เราต้องติดตามของทุกอย่างตลอดเวลา

ลองจินตนาการถึงเมื่อสมัยก่อนเลย ก่อนที่เราจะมี Internet เลย เวลาเราทำงานกัน กว่าจะสื่อสารกันได้ ก็ต้องใช้คนเดินมาส่งเอกสาร หรือ ถ้าสาขาอยู่ห่างกันมาก ก็ต้องขนส่งด้วยวิธีอื่นที่นานขึ้น ก็เป็นเรื่องนึงนั่นคือ Communication Time Gap ที่เมื่อก่อน เยอะกว่าตอนนี้มาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรามี IM (Instant Message) อย่าง Line และ Facebook Messenger ที่เข้ามาลดเวลามหาศาล จากการเดินเอาสารไปบอกปลายทาง มันก็ส่งเป็นตัวหนังสือไปที่ปลายทางภายในเสี้ยววินาที

เรื่องภายนอก เองก็มีการเปลี่ยนแปลงมหาศาลเช่นกัน เมื่อก่อน ถ้าเราต้องการที่จะรู้เรื่องราวในบ้านเมือง แน่นอนว่า เราก็ต้องอ่านจากหนังสือพิมพ์ ซึ่งมันก็ออกเป็นรายวันแน่ ๆ ละ ดังนั้นพอมีเรื่องเกิดขึ้น กว่าเราจะรู้เรื่องนั้นจริง ก็ผ่านไปอย่างมาก 24 ชั่วโมงแล้ว กลับกันตอนนี้ เรื่องเกิดขึ้นไม่ถึงนาที เรื่องก็ถึงเราแล้ว อาจจะจากข่าวในทีวี และ Social Media ที่คนแชร์ต่อ ๆ กันมา ส่งผลให้ Information ที่เข้าถึงเรามีจำนวนเยอะขึ้นมาก เราก็ต้องมา Process ในหัว แล้วหาทางจัดการกับมัน ถ้ามันมีผลต่อเรา ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกโทรศัพท์มาดู Notification บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

นั่นแปลว่า เราสนใจเรื่องคนอื่นมากขึ้น และสนใจตัวเองน้อยลง นั่นแหละ เป็นสาเหตุนึง ที่ทำให้เราไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ทำให้เราต้องวิ่งตาม ตาม ๆ กันไปเรื่อย ๆ จนสุดท้าย มันก็เหนื่อยหอบ จนวันนึง จะหยุดวิ่งแล้วพักสักนิด ก็ไม่รู้แล้วว่า เราจะหยุดวิ่งแปบนึงได้ยังไง วันนี้แหละ เราจะมาแชร์ประสบการณ์ที่เราทำเพื่อให้เราหยุดวิ่งแปบนึง แล้วชาร์จพลังให้เราพร้อมออกไปวิ่งต่อ

ว่าด้วยเรื่องของ Multitasking

มีหนังสือ และ หลายคนออกมาพูดเรื่อง การจัดตารางงาน หรือ การทำอะไรในแบบ Multitasking หรือ การทำหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน ถ้าถามเราเรื่องนี้ เราไม่เชื่อ ว่า คนเราจะ Multitasking ได้จริง ๆ ขนาดเครื่องคอม มันยังทำพร้อมกันไม่ได้เลย อย่างมากมันก็ Hyperthreading ซึ่งนั่นคนเราจริง ๆ ก็ทำใช่ม่ะ

เช่น เราบอกว่า ถ้าเราต้องซักผ้า เราก็เอาผ้าใส่เครื่อง แล้วระหว่างที่เครื่องซักผ้ามันกำลังทำงาน เราก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นเป็น Pipeline ไป เห็นมั้ยว่า เราเอาผ้าลงเครื่องพร้อมกับทำกับข้าวไม่ได้ นั่นทำให้เราไม่เชื่อเรื่อง Multitasking จริง ๆ นัก

มากกว่านั้น มันทำให้เราไม่ได้ Focus กับอะไรเลย เพราะเราต้องทำเป็นเหมือนกับ Round Robin กับ Task ของเราไปเรื่อย คนไม่เหมือนเครื่องที่มี Context Switching ที่ดี แบบ ไม่เหลือเรื่องเก่าเลย คนเราคิดสลับกันไปมาแบบเครื่องไม่ได้ นั่นทำให้ เวลาเราทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เราก็จะทำแล้วประสิทธิภาพมันไม่เท่ากับ เราทำอย่างเดียวนั่นเอง

คิดง่าย ๆ เวลาเราเราเรียนอะ ถ้าเราเรียนวิชาเดียว เราว่าก็น่าจะสอบได้ดีเลยใช่ม่ะ เพราะเราสนใจอยู่ในเรื่องเดียวเลย ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเรียนมากกว่านั้นอีก ในเวลาที่เท่ากัน เราก็ต้องสลับหัวไปมา ไม่ได้อะไรสักอย่างเลยอะไรแบบนั้น

ทีนี้ถามต่อว่า ถ้าเราไม่ Multitasking เราก็ต้องใช้เวลามากขึ้นสิ ! อันนี้เราต้องถามย้อนกว่า จริงเหรอ ? บางทีมันอาจจะไม่จริงก็ได้นะ ถ้างานนั้นมันขึ้นกับเราคนเดียว เราก็ทำงาน ๆ นึงไปให้เสร็จแล้วค่อยไปทำอย่างต่อไป มันทำให้เรามีสมาธิ และ Focus กับงานตรงหน้าของเรามากกว่า นั้นช่วยทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้นจริง ๆ แต่ถ้า งานนั้นมันมี Dependencies กับคนอื่น เราเสนอว่า ให้ List เลยว่า ตรงไหนมี Dependencies บ้าง แล้วช่องว่างตรงนั้นมันนานเท่าไหร่ แล้วเราก็เอาอะไรที่มันไม่ต้องคิดเยอะมาเสียบ ก็น่าจะช่วยได้บ้างแล้ว

เพื่อเป็นการลดความจำเป็นที่ต้องทำ Multitasking ให้น้อยลงนั้น เราใช้วิธีที่จัดงานตามความชิบหายของมัน เราจะเอางานที่เรารู้สึกว่ามันเป็น Fragment ไปไว้วันเดียวกัน หลังจากวันที่เราพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะพวกนี้แหละ มันทำให้เราโคตรเหนื่อยจากการทำงานเลย

ลด Ad-Hoc เพิ่ม Routine ด้วยการลด Notification

สิ่งนึงที่ทำให้เรา อยู่ในโลกอันเร่งรีบนี่ได้แบบรีบชิบหาย ก็น่าจะเป็น Notification นั่นเอง จริง ๆ เราว่า คนที่คิดเรื่องของ Notification น่าจะหวังดีว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่ทำให้เรา Stay up-to-date กับบางอย่างอยู่ตลอด ไม่หลุด แต่พอมาก ๆ เข้า มันกลายเป็นว่า เราไล่ Update ทุกเรื่องไปหมด บ้างมันก็ปน ๆ กันบ้าง บ้างก็เป็น Notification ที่ไร้ประโยชน์​ ณ ตอนนั้น และพีคสุดคือ นอกจากจะไร้ประโยชน์ ณ ตอนนั้นแล้ว ยังทำให้เรา Distract อีก เอ้าาา

หรือเอาให้พีคเข้าไปอีก บาง Notification มันทำให้เราต้อง Take Action บางอย่าง ในขณะที่เรากำลังทำงานอีกอย่างอยู่ เช่น เรากำลังทำงาานอยู่ แล้วมีคนโทรมาบอกว่า ให้เราส่งไฟล์นี้ให้หน่อย นั่นทำให้เราต้องวางมือจากงานที่กำลังทำอยู่แล้ว ไปหาไฟล์ แล้วส่งให้คนที่บอกมา นี่แหละ เราเรียกงานแบบนี้ว่า Ad-Hoc

มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบ แบบแผน ๆ นอกจากชอบแล้ว ยังทำได้ดีอีกด้วย ลองสังเกตุเวลาเราทำอะไรซ้ำหลาย ๆ รอบดู เราจะเห็นเลยว่า เราจะทำสิ่งนั้นได้เร็ว และผิดพลาดน้อยลงได้เรื่อย ๆ ดังนั้นเพื่อลดงาน Ad-Hoc ที่เราไม่ชอบกัน วิธีนึงที่ง่ายมาก ๆ คือ การลด หรือ ปิด Notification ที่ไม่จำเป็นออกไปเลย อาจจะเหลือ เบอร์คนที่ผ่าน และ หัวหน้าอะไรก็ว่ากันไปไว้ เพราะเราก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า โลกมันจะหยุดหมุนเมื่อเราหยุดหมุน เราไม่ได้กำหนดการหมุนของโลกสักหน่อย ก็ต้องผ่อนปลนกันบ้าง

เราเอง เราจะปิด Notification ของพวก Line ได้เยอะมาก เพราะมันมีทั้ง Group เอย ไหนจะพวก Official Account ที่ส่งกันมาทั้งวัน ทุกวันเลย พวกนี้ตัว Distract สมาธิได้อย่างดีเลย

อีกอย่างที่น่าจะทำลาย สมาธิในการทำอะไรบางอย่างของเราได้เป็นอย่างดี และทำให้เราต้องทำงานแบบ Multitasking มากขึ้นคือการที่ อยู่ ๆ เราก็เกิด Euraka Moment ขึ้นมา (มันคือ อาการที่ อยู่ ๆ เราก็นึกออก) อย่าจะเป็นไอเดียอะไรบางอย่าง โอเคแหละ มันอาจเกิดขึ้นได้ จะทิ้งมันไปก็เสียดาย วิธีคือ ให้เราพยายามจดไว้ นั่นทำให้ เราชอบที่จะพกสมุดติดตัวอยู่ตลอดเวลา จดแล้ว ให้หยุดแค่ตรงนั้นแล้วกลับไปทำสิ่งที่เรากำลังทำต่อ การเกิด Euraka Moment ขึ้นบ่อย ๆ ยังอนุมานได้อีกว่า จริง ๆ แล้ว เราก็ยังติดการทำงานแบบ Multitasking อยู่ ยังจัดการความคิดตัวเองได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะถ้าเรา Focus กับงานที่เรากำลังทำอยู่จริง ๆ มันก็ไม่น่าทำให้เรานึกถึงเรื่องอื่นเลยนะ เราไม่ได้จะบอกว่า มันเป็นเรื่องที่ผิดนะ มีบ้างก็ทำให้เราพบมุมมองใหม่ ๆ แต่มากไป จนเราไม่ได้ทำสิ่งที่ควรจะทำสิ แย่ว์

มีเวลาให้ตัวเองวันละนิดวันละหน่อย

หลาย ๆ ครั้ง ชีวิตเรายุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ยุ่งมากซะจนไม่มีเวลามาสนใจตัวเองเลย จนทำให้เรามองเห็นคนอื่นมากขึ้น เห็นตัวเองน้อยลง จนมันเหมือนกลายเป็นว่า เราเอาตัวเองไปผูกกับคนอื่นซะเยอะ จนเราเริ่มที่จะหลงลืมตัวเองไปทีละน้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ

การมีเวลากับตัวเองบ้าง วันละนิดวันละหน่อย ก็ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น รู้จักตัวเอง รู้ว่าเราต้องการอะไร คนเรามันจะวิ่งตามทุกอย่างที่เข้ามาตลอดเวลาไม่ได้หรอก บางที เราก็ต้องหยุดวิ่งตามโลก แล้วตามตัวเองบ้าง

ทุก ๆ วันเราจะเลือกให้เวลาตัวเองแบบ ไม่ทำงานอะไรเลย ไม่สนใจโลกทั้งนั้น ปิดโทรศัพท์ ไม่รับ Notification ทั้งนั้น โลกของเรามีแค่เรากับห้องที่เราอยู่เท่านั้น อยากทำอะไรตามในเรา โดยที่เราจะไม่รู้สึกผิดที่เราไม่รับโทรศัพท์ หรือทำตัวขี้เกียจเลย

เราว่ามันเหมือนการหยุดวิ่ง แล้วได้นั่งพักคุยกับตัวเอง เพื่อทบทวนว่า ที่เราวิ่ง ๆ เป็นแฮมทาโร่อยู่ทุกวันนี้ เรารู้สึกยังไงกับมันกันแน่ กับ อะไรที่เราทำให้เราวิ่งได้ช้าหรือเหนื่อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะสุดท้ายเราก็อยากที่จะวิ่งเร็วขึ้นแหละ แต่จริงเหรอ ที่เราวิ่งเร็วแล้วเราต้องเหนื่อย ทำไมเราไม่วิ่งให้มันมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมละ กินแรงน้อยกว่า แต่ไปได้ไกลกว่า เร็วกว่า การที่ได้อยู่กับตัวเองก็ทำให้เรารู้เลยว่า เราควรจะแก้ไขอะไรกับตัวเองบ้าง ได้หันกลับมามองตัวเอง ทั้งในด้านความรู้สึก และ Logic เอง

พักผ่อน คือ หน้าที่

หลาย ๆ คน หรือแม้กระทั่งเราเอง เวลาเหนื่อย เราไปเที่ยว พอกลับมา เอ๊ะ ทำไมเหมือนไม่ได้เที่ยวเลยอะ เอ๋ แปลก ๆ นะ ทำให้เรานึกย้อนกลับไปถึงตอนเราไปเที่ยว เชี้ยยย นี่เราก็ตอบงานตลอดเลยไม่ใช่เหรอ !! ไม่แปลกเลยที่ทำให้เราไม่รู้สึกอะไรเลย หลังจากกลับมา

เอาจริง ๆ คือ มันเหนื่อยกว่าเดิมอีกนะ เพราะเราต้องเที่ยวไปด้วย ทำงานไปด้วย อย่างที่เราบอกว่า คนเรามันทำ 2 อย่างหรือมากกว่านั้นพร้อมกันไม่ได้หรอก ฝืนทำไปมันก็เหมือนกว่าเดิม แถมประสิทธิภาพก็น้อยลง ความผิดพลาดมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น เวลาเราไปพักผ่อน เราก็ควรที่จะพักผ่อนจริง ๆ เพื่อให้เรา Refresh ได้อย่างเต็มที่เพื่อกลับมาลุยกับงานอีกครั้ง เรามองว่า การพักผ่อน คือหน้าที่เลยนะ ถ้าเราไม่พักผ่อน แล้วเราจะเอาแรงที่ไหนมาทำงานได้ตลอด เอาแรงที่ไหนมาวิ่งตามโลกได้ตลอด

เราเชื่อในคำพูดที่ว่า Work hard, play hard จริง ๆ เวลาทำงานก็คือทำงานจริง ๆ กับพักผ่อนคือ พักผ่อนจริง ๆ ไม่ใช่มั่วไปหมด ทำให้เวลาเราไปพักผ่อน เราก็ไม่ควรที่จะทำอย่างอื่นนอกจากพักผ่อนจริง ๆ เวลาทำงานก็ทำงานจริง ๆ

วัฒธรรมนึงที่ตลกมาก ๆ ของบ้านเราเองคือ การที่เราลาหยุด แต่เราก็ยังต้องรับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าของเรา ที่อาจจะโทรมาถามอะไรแบบนั้น ถ้าไม่รับก็โดนอีกว่าหายไปไหน ทำไมไม่รับโทรศัพท์ เราอยากให้เลิกเถอะนะ นิสัยแบบนี้ เขาลาหยุด ก็คือลา ไม่ใช่แพะ ปล่อยเขาไปในวันที่เขาลา มีสิทธิ์ลา ก็ลาไป ไม่ต้องไปเกรงใจอะไรขนาดนั้น บริษัท หรืองานที่เราทำ คนอื่นเขารันต่อได้ ไม่มีเราเขาไม่ตายหรอก ดังนั้นพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วกลับมาทำงานแบบ Refresh จริง ๆ

วางแผนได้ดี มีชัยกว่าครึ่ง

ก่อนหน้านี้ เราเล่าถึงการหยุดวิ่งซะส่วนใหญ่เลย ใน Tips สุดท้ายนี้ เราจะพูดถึงอะไรที่มันยั่งยืนกว่านั้น ในเมื่อเรื่องมันเยอะมาก แล้วเราวิ่งจนหอบแล้วก็ยังไม่ทันอยู่ดี วิธีที่น่าจะ Make Sense ที่สุด น่าจะเป็นการ แก้ปัญหาวิธีการวิ่งของเรานี่แหละ วิ่งยังไง ทำไมถึงเหนื่อย ทำยังไงถึงเราจะวิ่งได้เร็วขึ้น โดยที่เราไม่เหนื่อย ทั้งหมดนี้สามารถแก้ได้ด้วย การวางแผน

ลองสังเกตตัวเองดูว่า เวลาเราจะทำอะไรสักอย่างนึก เราเสียเวลามันไปกับอะไรมากที่สุด ระหว่างการคิดว่าเราจะทำยังไง หรือ การแก้ปัญหา ถ้าถามเรา เราก็ว่า การคิด ใช้เวลาเยอะกว่ามาก บางอย่างคิดมาเป็นเดือน ทำอยู่ ชั่วโมงเดียวก็เสร็จ

หรือการเขียนโปรแกรมเอง เราชอบพูดว่ามันคือ การแก้ปัญหา ทำให้เวลาที่เรารใช้คิดแก้มันเยอะกว่าการที่เรามานั่งเขียนไง เราเห็นเดี๋ยวนี้ หัดเขียนโปรแกรมกันแปลกมาก ตรงที่เปิดมา อะ Syntax แล้วเขียนเลย วอททท !! ใช่เหรอ !!! สุดท้าย ที่หลาย ๆ คนชอบว่า ต้องนั่งเขียน Code กันนานอ้วกแตกแบบนั้น มันนานจากการนั่งเขียนจริง ๆ เหรอ หรือ มันนานเพราะเรานั่งคิดอยู่กันแน่ ที่ตลกคือ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตรูกำลังเขียนอะไรอยู่ ได้เหรอออ ถถถถ อะนอกเรื่องไปเยอะละ

ที่เราจะบอกคือ ถ้าเราวางแผนล่วงหน้า เราจะวิ่งตามโลกได้เร็วขึ้น เพราะเราได้คิดมาหมดแล้ว ถึงเวลาเราก็แค่ทำตามที่เราวางแผนไว้ บ้างก็เป็นไปตามแผนก็ดีไป บ้างไม่เป็นก็ต้องแก้ปัญหาไป แต่มันก็ดีกว่า การที่เรามาเริ่มใหม่ ณ ตรงนั้นเลยใช่ม่ะ

นอกจากจะทำให้เราวิ่งเร็วขึ้นแล้ว มันทำให้คนอยู่รอบ ๆ ตัวเราวิ่งเร็วขึ้นได้อีกเหมือนกัน อย่างที่เรารู้กันว่า ทุก ๆ วัน เราต้องวิ่งตามโลก ซึ่งในนั้นมีเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และ เพื่อน เร็วขึ้นเรื่อย ๆ การที่เราจัดการงาน และ เวลาออกเป็นส่วน ๆ ล่วงหน้ามันทำให้คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราสามารถจัดการเวลา และ งาน ของพวกเขาได้ดีขึ้น ลดจำนวนงาน Ad-Hoc ได้แทบทั้งหมด สุดท้าย เราก็จะทำทีละงาน นั่นทำให้เราทำงานเสร็จเร็วขึ้น มีเวลาไปดูแลตัวเองมากขึ้นนั่นเองงง

สรุป

โลกเราหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เร็วขึ้น แต่เป็นเพราะพวกเราเองนี้แหละ ที่วิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีขึ้นเอง หรือจะเป็นความทะเยอทะยานที่มีมาก สุดท้าย พอวิ่ง ๆ ไปนาน ๆ เข้าไม่มีหยุดเลย มันไม่แปลกหรอกที่จะเหนื่อย แต่ถ้าเราจะวิ่งช้าลง เอาจริง ๆ เราว่ามันก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะสุดท้าย เราก็ยังต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ยังคงวิ่งเร็วในสังคมอยู่ดีนั่นแหละ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ถ้าวิ่งเร็วแล้วเหนื่อย วิ่งเหยาะ ๆ ก็ไม่ได้ ก็พักซะเลย แล้วกลับไปวิ่งต่อ นอกจากที่จะทำให้เราวิ่งได้ดีขึ้นแล้ว มันก็ยังทำให้เราวิ่งได้เร็วขึ้นอีกด้วย สวัสดี

Share this article to social network?
FacebookTwitterGoogle+Email
© 2014-2020 Arnon Puitrakul all right reserved.Code with by @arnondora