A Day in the life ของนักศึกษา ป.โท ทำอะไรกันบ้างA Day in the life ของนักศึกษา ป.โท ทำอะไรกันบ้าง

A Day in the life ของนักศึกษา ป.โท ทำอะไรกันบ้าง

by arnondora on November 12, 2018

มีหลาย ๆ คนถามมาเยอะมาก โดยเฉพาะเพื่อนและคนใกล้ชิด ๆ ว่าวัน ๆ เราทำอะไรบ้าง ดูเราหายไปจากสารบบเลย วันนี้เลยจะมานำเสนอหนึ่งวันของเรากัน ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ก็เคยเล่าไปหน่อยแล้วละ ตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังขยันมาก ๆ ผิดกับตอนนี้ที่ชีวิตเริ่มขี้เกียจมากขึ้น โอเคเริ่ม !

ตื่นนอน & เดินทาง

เริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการตื่นนอนราว ๆ ตี 4 ครึ่ง ใช่ฮ่ะ ! มันเช้ามาก ๆ โคตร ๆ เลย ถ้าเป็นตอนเรียน ป.ตรี นี่คือตื่นมาฉี่แล้วไปนอนต่อ ก็อาบน้ำแต่งตัวอะไรก็ว่าไป เสร็จออกมา เราก็ต้องปั่นจักรยานจากหอเราไปในมหาลัยเพื่อที่จะไปขึ้นรถไปคณะ

ต้องเล่าก่อนว่า ก็เราเรียนอยู่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (ฮ่า ๆ รอบนี้เขียนถูกเว้ย เพราะเราก๊อปวิกิมา ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ) ก็คือเรียนอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั่นแหละ (ที่ ตรู ไม่ ใช่ หมอ !!) แต่เราอยู่หอที่ศาลายา เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำยังไงก็ได้ให้เราย้ายมวลไขมันของเราจาก ศาลายา ไป ศิริราช ซึ่งมันก็มีหลายทางเลือกอยู่ แต่อันที่เรามักจะใช้บริการบ่อย ๆ คือ รถ Shuttle Bus ของมหาลัย ถ้าใครเคยเรียนที่มหิดลมาก่อนก็จะรู้ว่า มหาลัยมีรถวิ่งข้ามวิทยาเขตไปมาอยู่ เช่นจากศาลายาไปศิริราช ไปคณะวิทย์ที่พญาไทอะไรแบบนั้น โดยรถก็จะออกเป็นรอบ ๆ ตามที่เขียนอยู่บนเว็บ

ถ้าถามว่าทำไมต้องแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตี 4 เหตุผลมันอยู่ที่รถที่จะไปคณะนี่แหละ จุดพีคของมันอยู่ที่รอบเพราะมันจะเริ่มด้วยรอบ 6.00 แล้วไปที่ 6.15 และอีกที 9.00 และเราเรียน 9 โมงไง คือแบบ ฮัลโหลลล ทำไมเพ่เว้นช่วงนานมาก 6.15 แล้วไป 9.00 เลย เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากไปทันเรียน 9 โมง เราก็ต้องขึ้นรอบ 6.00 หรือ 6.15 เท่านั้น

Queue Card for Mahidol Shuttle Bus

แต่การที่รถออก 6.00 ไม่ใช่ว่าเราจะไปตรงเวลาแล้วจะจบ แน่นอนว่า มันไม่ได้มีแค่เราที่ไปไง ที่นั่งมันก็มีจำกัดเป็นธรรมดา ดังนั้น First come first serve เลยฮ่ะ โดยการที่จะมีพนักงานแจกบัตรคิวอยู่ โดยในนั้นก็จะระบุหมายเลขที่นั่งก็ว่ากันไป ถ้าไปไม่ทันบัตรหมดก็จะยืนก็ได้ หรือจะไปรอบต่อไปก็แล้วแต่ เอาจริง ๆ บางคนก็ไม่ได้คิดอะไรที่จะยืนนะ แต่เราคิด !

Me

ถามว่า ทำไมเราเรียนอยู่ศิริราช แต่ไม่ไปอยู่หอแถวนั้น ก็ต้องบอกเลยว่า ธรรมชาติของเราคล้าย ๆ กับหมาเลย 🐕 ต้องการที่โล่ง ๆ เขียว ๆ อากาศดี ๆ ออกไปวิ่งเล่น เราชอบอยู่ศาลายาเพราะมันมีที่ปั่นจักรยาน ช่วงเสาร์ อาทิตย์ ก็มักจะไปปั่นจักรยานไปพุทธมณฑลบ้าง ไปที่อื่นไกล ๆ บ้าง ก็เป็นการออกกำลังกายนั่นแหละ เพราะเราไม่ชอบเข้า Fitness มันน่ากลัว เข้าไปเจอแต่คนกล้ามโต ๆ เสียง อึส อึส แบบตรูที่อ้วน กาก ๆ เดินเข้าไปนี่คือ ฮื่อออออ กลัวววววว 😱 อีกอย่าง การอยู่แถวมหาลัย ก็มีของกินก็เยอะ ค่าหอในราคาที่ไม่โหดเหมือนอยู่ในเมือง แค่ยอมเดินทางหน่อยปีเดียวเอง (หลักสูตรเรามี Coursework แค่ปีกว่า ๆ เอง ทนไหว ~~)

ช่วงเช้าเนี่ย เราตื่นเช้ามาก ๆ แล้ววันนั้นทั้งวันคือเราต้องเรียนบ้างก็ทั้งวัน มันสูบพลังชีวิตมาก ๆ อะไรที่เก็บแต้มพลังชีวิตได้ก็เอาแล้วจังหวะนี้ เราก็เลือกที่จะมาเร็วขึ้นเพื่อจะได้นั่งแล้วงีบซะเลย ทำให้มันก็จะมีเวลาว่างที่เราต้องรอรถอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็มักจะหยิบ iPad ขึ้นมาอ่าน Paper (ที่ต้องอ่านเยอะ ๆ เพราะว่า พื้นเพเราจบสายคอมพิวเตอร์มา ทำให้เราไม่มีแต้มบุญของโจทย์วิจัยของด้านนี้เลย ว่าเดี๋ยวนี้เขาทำอะไรกัน ?? การอ่าน Paper มันก็เป็นเหมือนการเก็บแต้มบุญ เพราะมันทำให้เราเห็นว่า คนอื่น ๆ เขาทำอะไรกัน บางทีอาจทำให้เราเจอโจทย์วิจัยของเราก็ได้นะ) ไม่ก็หนังสือที่ค้างไว้อยู่ก็ว่ากันไป เพราะตรงที่รอเสียงมันก็ไม่ดังนะ ใส่หูฟังมันก็เงียบแล้ว

พอถึงเวลาแล้วก็ขึ้นรถ ออกเดินทาง ระหว่างนั้นแน่นอน ก็คือเก็บแต้มพลังงานด้วยการหลับ คร่อก 💤 เสริมพลังการเก็บแต้มด้่วยการ เปิด Classic ไม่ก็ Lecture อาจารย์ กลอกหูไปพลาง ๆ หลับสนิท

กินข้าว

A day in the life of master student in the morning

ออกจากศาลายาตอน 6 โมงเช้านี่เป็นเวลาที่โคตรเช้ามาก ๆ รถคิอแทบไม่ติดเลย วิ่งชิว ๆ ทำให้รถใช้เวลาไม่นาน 30 นาทีหน่อย ๆ ก็ถึงคณะละ (บางทียังไม่ทันหลับเลย ถึงซะแล้ว ฮ่า ๆ)

ด้วยความที่มาถึงเช้ามาก ๆ ก็ไม่รู้จะทำอะไร สมองมันก็ยังไม่ทำงานดี ก็เออ ไปกินข้าวเช้าก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกัน ตอนเรียน ป.ตรี เรียน 9 โมงก็ล่อตื่นไป 8 โมง ทำให้แค่จะไปเรียนให้ทันยังยากเลย ไม่ต้องพูดถึงข้าวเช้า มาตอนนี้เรามีเวลาหลายชั่วโมงมาก ๆ กว่าจะเริ่มเรียน ก็จะเดินไปกินข้าวที่โรงอาหาร

Having Breakfast

การกินข้าวจะขาดสีสันไปเลย ถ้าขาด Netflix ฮ่า ๆ ปกติก็จะชอบเปิด Netflix ไปกินข้าวไปเพลิน ๆ เพราะไม่ต้องรีบไง คนตอนนั้นก็ไม่เยอะเลย แทบไม่มีเลยดีกว่า ก็ค่อย ๆ กินไปได้ พอสัก 7 โมงหน่อย ร้านกาแฟก็เริ่มเปิดละ ก็จะย้ายมวลไขมันเดินไปร้านกาแฟ

Waiting for coffee at Starbucks

จุดที่ชอบมากก็คือ ระหว่างทางเดินไปโรงอาหารกับตึกเรียน ร้านกาแฟมันอยู่ระหว่างทางพอดี ไม่ต้องเดินอ้อมหรือออกนอกเส้นทางแต่อย่างใด เราก็เดินไปซื้อ บ้างก็แวะ Starbucks บ้างก็ร้านอื่นก็ว่ากันไป แล้วแต่อารมณ์อยากได้อะไรในเช้านั้น เมื่อก่อนเราก็ไม่ได้กินกาแฟนะ แต่พอมันต้องตื่นเช้ามาก ๆ มันจะเดี้ยงเอาตอนเรียนนี่แหละ เลยเอาคาเฟอีนเข้าเส้นหน่อย เผื่อมันจะช่วย ? ถถถถถถ

นั่งทำงาน & เรียน

Working in the classroom

เพราะต้องตื่นเช้าอีกนั่นแหละ เราเลยพยายามเปลี่ยนชีวิตประจำวัน นอนให้เร็วขึ้น โดยการย้ายงานที่จะทำช่วงเย็นมาทำตอนเช้าแทน ดังนั้นพอซื้่อกาแฟเสร็จเราก็จะดิ่งไปที่ห้องเรียนแล้วหยิบคอมมานั่งเช็คเมล์ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ เราเป็นคนนึงที่เมล์เข้าวันนึงเยอะมาก ๆ 50 ฉบับ ++ ไม่นับพวก Newsletter นะ นับแค่เมล์งานที่ต้องตอบเลยนะ มันเลยต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ ๆ เลยในการตอบมันให้หมด นี่ยังไม่นับใน Slack อีกนะ ตอบกันรัว ๆ เลย อีกอย่างที่ต้องทำก็คือ การบ้าน บางทีก็คิดนะว่า ชั่วโมงเดียวนี่มันไม่พอเลยนะที่จะนั่งตอบอีเมล์และทำการบ้านให้เสร็จ

หมดเวลา 9 โมงก็เริ่มเรียน บ้างก็หลับ ถถถถถ จุดที่พีคคือ ตอน ป.ตรี เราเรียนห้องนึงก็เกิน 20 คน ++ แน่ ๆ หรือตอน ปี 1 นี่เกิน 50 คนอะ มาตอนนี้คือทั้งห้องมีกันอยู่ 4 คน เฟี้ยว ๆ การตกเป็นเป้าสายตาก็เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างรุนแรง การหลับนี่คือแกต้องกล้าหาญมาก !!!

การเรียนก็ไม่ค่อยต่างจากตอน ป.ตรีเท่าไหร่ ก็เรียน 9 โมงเลิกเที่ยง กินข้าว บ่ายก็มาเรียนต่อถึง 4 โมง บ้างก็เรียนแค่เช้าอะไรแบบนั้น ก็เรื่อย ๆ อะ แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันดูสูบพลังชีวิตกว่าตอนเรียน ป.ตรีเยอะมาก ๆ

เลิกเรียน กลับศาลายา 🚌

และแล้วก็ถึงอีกช่วงเวลาที่ปวดหัวของวันอีกแล้วนั่นคือ การเดินทาง เมื่อเช้าที่เรามา เราก็ขึ้นรถของมหาลัยมาลงใช่ม่ะ ขากลับเราก็ทำเหมือนกัน สิ่งที่โชคดีคือ ที่รอขึ้นรถเนี่ยมันอยู่หน้าตึกที่เราเรียนเลย ทำให้เราสามารถวิ่งลงจากห้องเรียนแล้วมาต่อแถวได้เลย

อะใช่ฮ่ะ !! ปัญหาเดียวกับตอนเช้าเลยคือ เราต้องรีบมาจองที่เพื่อให้เรานั่งแล้วงีบได้เหมือนเดิม เราเลิก 4 โมงเย็น (สำหรับวันที่มีเรียนบ่าย) รอบรถที่ใกล้ที่สุดคือ 4.35 ถ้าทุกคนคิดว่า คนมันจะเริ่มเยอะตอน 4.20 คุณคิดผิดฮ่ะ ! สัก 4.10 คนก็เริ่มเยอะละ เพราะฉะนั้น เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรามีตัวตนอยู่ที่รอรถก่อน 4.10 ก็คือจ้ำวิ่งลงมาเลยจ้าาาาาา

การรอรถขากลับมันไม่เหมือนขามา ขามาเนี่ยมันก็จะมีเก้าอี้ให้เรานั่งรอ แต่ขากลับเนี่ยมันไม่มีนะ ไม่มีที่นั่ง และบัตรคิว ใช้วิธีการต่อแถวเอา และไม่ได้อยู่ในตึก แต่ช่วงเย็น ๆ แดดมันก็ไม่มีแล้วละ

Getting home

จุดนึงที่เราค่อนข้างชอบคือ การต่อแถว ทำกันเป็นเรื่องเป็นราวนะ ไม่มีการแซงอะไรเลยนะ ต่างคนต่างรู้ว่าจะต้องต่อแถว มองย้อนกลับไปตอนเราขึ้นรถเมล์นะ มาทีนี่คือแย่งกันขึ้นแบบชิบหายไปหมด สงสารคนแก่ ๆ เวอร์ ! และจริง ๆ แล้วนอกจากรถที่กลับศาลายามันก็ยังมีรถไปที่อื่นด้วย แต่คนก็จะรู้กันว่า ถ้าเราจะไปไหน เราจะต้องไปเริ่มแถวตรงไหนถูกทุกวันเลยนะ ไม่มีมั่วเลย ชอบมาก ๆ

ระหว่างรอรถ เราก็จะไม่มีอะไรทำ iPad เป็น Hero อีกแล้ว แต่คิดเหรอว่าเราจะเอามันมาอ่าน Paper อีก แค่เรียนมาก็หัวบวมจะแย่ละ เอามาเล่นเกมรอเลย รอเพลิน ๆ รถมาก็ขึ้นไปงีบเหมือนเดิม ถ้าเราขึ้นรถรอบ 4.35 เราก็จะถึงศาลายาราว ๆ 5 โมงหน่อย ๆ

กลับมานั่งปั่นงานต่อ & กินข้าว

Studying in the library

พึ่งจะ 5 โมงเอง รู้สึกว่ายังไม่อยากกลับห้อง และยังไม่หิว เลยหาที่เย็น ๆ นั่งอ่านหนังสือ ทำงานต่อ ก็เลยไปสิงที่เก่าคือ หอสมุด ก็มานั่งทำงาน ทำการบ้านอะไรก็ว่ากันไป อย่างตอนนี้ที่พิมพ์ Blog นี้อยู่ก็นั่งอยู่หอสมุดนี่แหละ ก็นั่งเย็น ๆ มีอินเตอร์เน็ตเร็ว ๆ ทำงานสบายเลยทีนี้

นั่งทำเรื่อย ๆ ถึงราว ๆ 2 ทุ่มหน่อย ๆ ก็ค่อยออกไปหาอะไรกิน อันนี้ก็ขึ้นกับอารมณ์ละว่าจะไปซื้อข้าวที่ไหน บ้างก็ไปเดินหน้ามอ ถ้าอยากกินอะไรใหม่ ๆ แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจก็กินร้านข้าวหน้าหอละกันนะ ถถถถ

Eating with Netflix

การกินข้าว เราก็จะไม่กินที่ร้านด้วยนะ เหมือนตอนเช้าอะ เราก็ชอบนั่งดู Netflix ไม่ก็ Youtube อะไรก็ว่ากันไป แต่ตอนเย็นมันต่างจากช่วงเช้าไง เพราะคนมันเยอะกว่าเยอะเลย ดังนั้นการที่เราจะนั่งดูไปกินไปต่อหน้าประชาชีที่จ้องรอที่อย่างหิวโหยนั้นก็ไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ เราก็จะซื้อมันขึ้นมากินที่ห้องเอา สบายใจกว่าเยอะ ~

อ่านหนังสือ & Freetime

Studying

กว่าจะกินไปดูไปมันก็ราว ๆ ชั่วโมงนึง ก็ราว ๆ 3 ทุ่มแหละ เราก็จะนั่งอ่านหนังสือกับทำการบ้านที่ใช้เวลาไม่มากสักชั่วโมงนึง อันนี้จะจริงจังมาก ๆ เราจะตั้งนาฬิกาไว้เลย เพราะถ้าไม่ตั้งนี่จะชอบเพลินแล้วมันจะล่วงไปยันเที่ยงคืนเลยก็โดนมาแล้ว บางวันที่รู้สึกว่าหน้าพังมาก ๆ ก็จะโบ๊ะหน้าด้วยมาร์คนา ๆ ชนิดระหว่างอ่านก็ว่ากันไป เป็นการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ ถถถถ

หลังจากนั้นเราก็จะไปอาบน้ำ หลังจากอาบน้ำแล้วเราจะไม่กลับมานั่งบนโต๊ะอีกเลย จะถือ iPad ไม่ก็หนังสือสักเล่มขึ้นเตียงแล้วก็นั่งอ่านไปเรื่อยเลย บ้างถ้า Paper มันอ่านแล้วกำลังเข้าเข็มก็เอามานั่งอ่านต่ออะไรแบบนั้น แต่ ๆ เราเป็นคนที่ถ้าทำอะไรที่มีสาระแล้วจะนอนไม่หลับ เพราะฉะนั้นสัก 5 ทุ่มเราก็จะหยุดทุกอย่างมาเปิด iPad ดู Youtube ที่มันไม่มีสาระอะ มันก็เพลิน ๆ สักชั่วโมงแล้วก็ปิดไฟนอน เป็นอันจบวันยุ่ง ๆ

แน่นอนว่ามันจะมี ตัวยุ่ง มาทำให้กิจวัตรเราเสียบ่อย ๆ เหมือนกัน มันก็หงุดหงิดอยู่เหมือนกันนะ เราชอบทำอะไรเป็นกิจวัตรมาก ๆ ทำนั่นเวลานี้ ทำนี่เวลานั่น ยันเวลาเข้าห้องน้ำเรายังตรงเวลาอะ อันนี้ดีมาก !!

เลิกเปิดเฟสตอนทำงาน

เมื่อก่อนเราเป็นคนนึงที่ เวลาเปิดคอม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เปิด Chrome แล้วเปิด Facebook ค้างไว้ สิ่งที่สังเกตได้คือ สมาธิมันไม่ได้อยู่ที่งานเลย เพราะมานั่งเปิดเฟสนี่แหละ ตอน Notification มันเด้ง มันก็จะมีเสียง ตึ้งงงง มาเรียกร้องความสนใจเราอีก ไม่ได้ทำงานกันพอดี ฉะนั้นตอนนี้เรารู้สึกว่าเวลาเรามีค่ามากขึ้น เวลาเรานั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ เราก็จะไม่เปิดเฟส และปิด Notification บนโทรศัพท์ไว้เลย จะได้มีสมาธิมากขึ้น

ถามว่าแล้วเราเล่นเฟสตอนไหน ก็บอกเลยว่า ก็น่าจะแทบตลอดเลยนะ ระหว่างเดินทาง ระหว่างรอข้าว อะไรประมาณนั้น ก็รับโทรศัพท์ตลอดยกเว้นตอนอ่านหนังสือเท่านั้นแหละ

ใช้บริการ Music Steaming แทนการใช้ YouTube ฟังเพลง

Spotify

บางคนเราเห็นใช้ Youtube ฟังเพลง หรือฟังวิทยุระหว่างทำงาน เราว่ามันเป็นอะไรที่ทำสมาธิเสียมาก ๆ ไม่ใช่เพราะการฟังเพลงไปทำงานไปนะ เราเป็นคนนึงที่พิสูจน์แล้วว่า ตัวเองฟังเพลงไปทำงานไป ได้ Productivity ที่ดีกว่าการนั่งทำงานเงียบ ๆ

อย่างถ้าเราใช้ Youtube เราอาจจะให้มันหมุนไปเรื่อย ๆ สิ่งที่มักจะได้มาคือ Ads ที่มันก็มาเรื่อย ๆ มันทำให้เราเสียสมาธิมาก ๆ หรือถ้าเป็นวิทยุมันก็มี Ads อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราเลยเลือกใช้พวกบริการ Music Steaming ในการฟังเพลงซะเลย มันไม่มี Ads (ถ้าจ่ายเงินอะนะ ซึ่งเราจ่าย) และไม่มีอะไรมากวนเลย

ถ้าไม่อยากมาวอแวกับการเลือกเพลงเลย เราก็จะเลือกเพลงไว้ก่อนเลย แล้วเก็บเป็น Playlist ไว้จากเพลงที่เราชอบนี่แหละ มันก็ทำให้เรามั่นใจด้วยว่า เพลงที่เราเลือกมาเป็นเพลงที่เราฟัง และคุ้นเคย ทำให้เราไม่ต้องมานั่งเลือกเพลงตลอด มันเสียสมาธิ

Breakdown กิจวัตรประจำวันของเรา

Schedule Chart

อ่าห์ ด้วยความที่เราก็ทำงานด้าน Data มาก่อน เราก็จะเอาข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์กันว่า วัน ๆ นึงเราทำอะไรบ้าง Pie Chart ด้านบนเป็นข้อมูลที่เราจัดหมวดหมูของสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันออกมาเป็น 6 กลุ่ม เรียงจากมากไปน้อยได้ดังนี้

  1. Class = เรียนในห้องเรียน
  2. Study & Work = อ่านหนังสือ กับ ทำงาน
  3. Sleep = นอน นอนในที่นี้หมายถึงนอนแบบนอนอยู่บนเตียงจริง ๆ นะ (ค่อนข้างฟิคที่ 4.30 ชั่วโมง)
  4. Eating = เวลากินข้าว ทั้ง 3 มื้อ
  5. Entertainment = เวลาสร้างความบันเทิง
  6. Transport = เดินทาง

ดูจำนวนเวลาแล้วก็ไม่เลวนะ สิ่งที่ต้องทำคือก็อยู่ในอันดับต้น ๆ ทั้งหมด เรียงได้ค่อนข้างถูกต้องอยู่ ถ้าคิดเวลาเรียนในห้องกับทำงานรวมกัน มันจะตกราว ๆ 18.84% ของวันเท่านั้นเอง จากที่ทำมางานทั้งหมดก็เสร็จดีอยู่นะ เพราะฉะนั้น เรามองว่าแค่ 18% กว่า ๆ ของวันทำให้งานของเราเสร็จหมดได้นี่โหดมาก ๆ มันจะดีมาก ถ้าเราลดมันได้มากกว่านี้หน่อย เพราะการนั่งทำงาน เราจะชอบเลื้อยลง ๆ ไปเรื่อย ๆ หลังเสียหมด ตอนนี้เราก็พยายามที่จะทำงานให้เร็วขึ้นหน่อย โดยการคิดก่อนมานั่งทำ

อย่างที่เราเคยเล่าไปว่า ช่วงเช้าที่เราเข้าห้องน้ำ เราก็จะเอา iPad กับ Pencil เข้าไป นั่งคิดงานตลอด แล้วพอเวลาเราต้องมาทำจริง ๆ เราก็มาดูโพยจากที่เราจดไว้ใน iPad มันก็ทำให้เรานั่งอยู่หน้าคอมน้อยลงนั่นเอง มันก็ช่วยได้เยอะมาก ๆ ถ้าเราสังเกตไม่ใช่แค่เรานะ น่าจะหลายคนเลย เวลาที่เราใช้อยู่หน้าคอมมักจะหมดไปกับการนั่งจ้องแล้วคิด ถ้าเราเอาเวลาคิดนั้นไปเดินเล่น ไปเข้าส้วม มันก็จะย่นเวลาหน้าคอมได้อีก

ส่วนที่ต้องแก้ไขอย่างรุนแรงคือ เวลานอน ที่ปกติเราควรนอนประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ตอนนี้คือเรานอนจริง ๆ อยู่บนเตียงแค่ 4 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น อาจจะต้องย่นเวลาการกินข้าวเย็น กับอ่านหนังสือตอนเย็นลงมาหน่อย เพื่อให้เราอาบน้ำและนอนได้เร็วขึ้น ส่วนเรื่องของ Entertainment ตัวเองเราว่า มันยังเป็นอะไรที่ไม่ควรลดเลยจริง ๆ ไม่งั้นเครียดตายหมด

อย่ายึดติดกับเวลาของเรามากนะ แต่ละคนก็มีวิธีการจัดการกับตัวเองไม่เหมือนกัน วิธีของเราก็เป็นวิธีนึงเท่านั้น อย่าไปเหมารวมว่าทุกคนต้องทำเหมือนเราละ ถ้าอยากเอาไปทำตามก็แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับให้มันเข้ากับตัวเอง เอาที่เราทำแล้วไม่อึดอัดมากจนเกินไป

บางทีก็คิดนะว่า นี่เรามาถึงจุดที่เราเอากิจวัตรประจำวันของตัวเองมาแจกแจงดูกันแล้วเหรอ ฮ่า ๆ

สรุป

มีงานวิจัยบอกว่า คนที่เรียนในระดับ Graduate (ภาษาไทยมันเรียกอะไรหว่า ??) พวกปริญญาโทกับเอก จะมีปัญหาภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลมากกว่า คนทั่วไปหลายเท่าตัว (อ้างอิงจาก More than one-third of graduate students report being depressed) ไหนจะเรื่องเรียนเอง เรื่อง Thesis ที่ยังไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมง บางคนตีกับ Advior อีก (อันนี้พีค ถถถถ) ยังไม่นับปัญหาจากที่บ้านและคนภายนอกอีก (ถ้ามี) เราว่ามันอยู่ที่เรื่องของการจัดการเวลา และ การวางแผน ทำให้เรากลับมาคิดว่า การเรียนต่อ มันไม่ได้ยากที่วิชาหรืออะไรเลย มันยากกับการค้นหาสิ่งที่เราชอบจริง ๆ อยู่กับมัน (มีอาจารย์เคยบอกเราว่า วันแรกที่เราได้หัวข้อมามันเป็นงานของอาจารย์นี่แหละ แต่วันที่เราจบมันจะเป็นงานของเรา ทำให้เรานึกย้อนกลับไปตอนทำ Senior Project ช่วง ป.ตรีเลย เออรู้สึกว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ) และจัดการชีวิตของเรา ตอนปฐมนิเทศของคณะ ก็ว่าละทำไมเขาดูพูดเรื่องจิตแพทย์กันจริงจังมาก ๆ พอมาเรียนเราก็เข้าใจแล้วว่า ถ้าจิตอ่อนและยังจัดการตัวเองไม่ดีอีก ไม่รู้จะไปทางไหนนี่มันเครียดมากจริง ๆ นะ แต่ก็นะ เราว่ามันเป็นเหมือนบันไดนึงในชีวิตเราที่เราต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ บางทีมันอาจจะชันไปหน่อย แต่วันนึงที่เราก้าวผ่านไปได้ เราจะเติบโตขึ้น ก็เหมือนกับเรื่องก่อน ๆ ที่เราผ่านมาได้ บางทีมันก็ต้องอาศัยเวลาและกำลังใจ แต่เมื่อหันกลับมามอง มันก็จะเป็นก้าวเล็ก ๆ เท่านั้นเอง สู้ ๆ นะทุกคน ชาไข่มุขรอเราอยู่ สวัสดี

Share this article to social network?

Leave a comment?

Name :
Comment :
Post a comment
Loading Comment(s)
FacebookTwitterGoogle+Email
© 2014-2018 Arnon Puitrakul all right reserved.Code with by @arnondora