Review

รีวิว 5 ปี กับ Solar Cell ใกล้คืนทุนเข้าไปเรื่อย ๆ แล้ว

By Arnon Puitrakul - 11 มกราคม 2026

รีวิว 5 ปี กับ Solar Cell ใกล้คืนทุนเข้าไปเรื่อย ๆ แล้ว

5 ปี หลังจากติดตั้ง Solar Cell แล้ว เร็วมาก ๆ คิดว่า คำถามที่หลาย ๆ คนถามเข้ามาเยอะมากคือ เมื่อไหร่มันจะคุ้มทุน และ มันจะคุ้มจริง ๆ หรือ วันนี้เราได้คำตอบนั้นแล้วละ และคำตอบที่ได้จากข้อมูลจากปี 2025 ที่ผ่านมานั้น เรียกได้ว่า น่าตื่นเต้นกว่าตอนที่เห็นข้อมูลเบื้องต้นจากปี 2020 เป็นอย่างมาก

วันนี้เราอยากจะมากางข้อมูลที่เราเก็บให้ดูว่า ในวันที่ค่าไฟแพงขึ้นเรื่อย ๆ ระบบ Solar Cell ที่ลงทุนไปมันช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายค่าการใช้ไฟบ้านเราได้ไปขนาดไหน และ ความเชื่อเรื่องการติดแผงว่าต้องอยู่ทางทิศใต้เท่านั้น มันยังจริงอยู่มั้ย

Current Setup

ก่อนจะไปดูตัวเลข เราขอ Recap ระบบที่เราใช้งานในบ้านก่อนละกัน โดยที่ บ้านเราจะใช้งานระบบ Solar ทั้งหมด 2 ระบบด้วยกันเป็น Huawei Inverter กำลัง 5 kWp ทั้งคู่เลย ระบบแรก จะใช้แผงแยกออกเป็น 2 String ในทิศตะวันออก และตะวันตก เน้นเก็บแดดเช้า และ เย็นไปพร้อมกันหมด

ส่วนอีกระบบ เป็นระบบใหม่ติดตั้งทีหลัง จะเป็นระบบที่กำลัง 4.9 kWp และมีการเพิ่ม Optimiser เข้าไปด้วย โดยที่แผงจะติดตั้งหันไปทิศใต้ล้วน ๆ เน้นองศารับแดดแบบเต็ม ๆ ฉ่ำ ๆ กันไปเลย

Energy Landscape

ก่อนหน้านี้ เรามีข้อสมมุติฐานว่า จำนวนพลังงานที่ใช้ต่อปีจะต้องสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น การเพิ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ ความเสื่อมของเครื่องใช้ไฟฟ้าเดิมที่ทำให้มันกินไฟเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มจาก 5 ปีที่เก็บข้อมูลมา ก็พบว่า มันเป็นจริงตามนั้นเลย จาก 8 MWh ในปี 2020 กลายเป็น 17 MWh ในปี 2025 ไปแล้ว คิดว่าที่เพิ่มมาขนาดนี้ ส่วนใหญ่ ๆ คือการชาร์จรถ EV ทั้งหมด 2 คันด้วยกัน เลยทำให้มันเยอะขึ้นเป็นเท่าตัวได้เลย คิดว่าอนาคต เราจะต้องมี Solution ในการประหยัดไฟให้ได้มากกว่านี้หน่อย เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า หรือ การถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า มันก็น่าจะช่วยได้เยอะมาก

โดยถ้าเรามาโฟกัสเฉพาะปี 2025 ที่ผ่านมานี้ การใช้ไฟฟ้าของเรา จะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือน มีนาคม - พฤษภาคม โดยพีคสุด ๆ อยู่ที่เดือนเมษายน กดกันไป 1,646.22 kWh หากไม่ติด Solar Cell เลย เดือนนั้นเราจะต้องเสียเงินค่าไฟทั้งหมด 8,233.99 บาทด้วยกัน ซึ่งถือว่า โคตรโหด โคตรแพง โคตรอันตรายเลยละ

เมื่อเข้าไปดูข้อมูลของเดือนเมษายนให้ลึกขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 1 เลย ก็คือ แอร์ เพิ่มขึ้นมาเยอะมาก ๆ คาดว่าเป็นเพราะอยู่ในช่วงหน้าร้อนพีค ๆ พอดี แอร์จึงต้องทำงานหนักขึ้น อีกอันที่เพิ่มขึ้นมาตามกันคือ การชาร์จรถ แต่พอเข้าไปดูระยะทางที่วิ่งไป ก็พบว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของปี 2025 จึงทำให้ตั้งข้อสงสัยว่า พออากาศร้อน รถจะต้องใช้พลังงานไปกับระบบทำความเย็นมากขึ้น เลยทำให้กินไฟมากขึ้นในระยะทางใกล้ ๆ เดิมนั่นเอง

แต่เรื่องที่ดีมาก ๆ ความ Perfect Conbination มาก ๆ คือ ช่วงที่บ้านเรากินไฟได้ดุที่สุด ก็ดันเป็นช่วงเดียวกับท่ Solar Cell ผลิตไฟฟ้าได้เยอะสุดเช่นเดียวกัน มันคือ Supply ที่มาทันเวลา Demand พอดี ทำให้ไฟส่วนเกินที่เราต้องดึงจากการไฟฟ้าในช่วงกลางวันแทบจะหายไปเกือบหมด นี่คือ เหตุผลว่า ทำไม Solar Cell ถึงคุ้มค่าที่สุดสำหรับเมืองร้อน ๆ แบบบ้านเรา

เกาะป้องกันค่าไฟเฟ้อ

เราไม่ได้สนใจประเด็นนี้สักเท่าเท่าไหร่ในช่วงปีก่อน ๆ แต่พอเราเอาข้อมูลมารวม ๆ กันแล้ว เราเอาราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่เราคิดจาก การเอาค่าไฟที่ระบบของการไฟฟ้าคิด หารด้วยจำนวนหน่วยพลังงาน มันคือ ค่าราคาต่อหน่วยที่รวมอัตราก้าวหน้า และ VAT เรียบร้อยแล้ว ในปี 2020 ค่าไฟเฉลี่ย 12 เดือนทั้งปี อยู่ราว ๆ 4.30 บาท/หน่วย แต่พอปี 2025 มันกลายเป็น 4.83 บาท/หน่วย ไปแล้ว ค่าไฟช่วงพีคหน้าร้อนโดดไป 5.59 บาท/หน่วย พูดง่าย ๆ คือ เพิ่มขึ้นเกือบ 30%

Before Solar คือการเอาหน่วยไฟที่ใช้จริงไปคำนวณค่าไฟ และ After Solar คือเอาหน่วยไฟใช้จริง ลบด้วยพลังงานที่ Solar ผลิตได้ แล้วค่อยเอาไปหาคำนวณค่าไฟ

ในขณะที่คนอื่นกำลังบ่นค่า Ft ขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน และอัตราก้าวหน้าที่ช่วงหน้าร้อนโดนกันหนักมาก ๆ แต่สำหรับเราที่ติด Solar Cell ต้นทุนค่าไฟส่วนใหญ่พวกนี้ของเราโดนคิดเป็น Fix Rate หรือจ่ายหนักไปตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินค่าติดตั้งไปแล้ว ยิ่งค่าไฟแพงมากเท่าไหร่ Margin ส่วนต่างมันก็จะเพิ่มมากขึ้น นั่นแปลว่า จุดคุ้มทุนของเรามันก็จะสั้นลงไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย

Performance Analysis ของทั้ง 2 ระบบ

ด้วยความที่บ้านเรา มี Solar Cell 2 ระบบที่ขนาดกำลังใกล้เคียงกันมาก ๆ แต่ต่างกันที่ ทิศในการติดตั้งของแผง คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า หากติด Solar ควรจะติดแผงหันไปทางทิศใต้ ให้แดดอ้อมถึงจะคุ้มที่สุด แต่ข้อมูลชุดนี้บอกเลยว่า ไม่จริงเสมอไป

เพราะถ้าเรา Plot Graph ของทั้ง 2 ระบบเทียบกันในแต่ละเดือนดู เราจะเห็นว่า ไม่มีเดือนไหนเลยที่ระบบ 2 ที่วางแผงหันทิศใต้จะผลิตได้เยอะกว่าระบบแรกที่วางแผงตะวันตก กับตะวันออกเลย

แต่ ๆๆๆ มันไม่ได้หมายความว่า การติดหันไปทางทิศใต้จะแย่กว่า จริง ๆ แล้วที่มันเป็นแบบนั้นเพราะ จำนวนแผงที่ติดของทั้งสองระบบมันไม่เท่ากัน โดยที่ระบบแรกจะมีแผงเยอะกว่าอยู่พอสมควร ทำให้มีพื้นที่รับแสงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลโดยตรงต่อพลังงานรวมที่สามารถผลิตได้

ดังนั้น ทิศของการติดตั้งมันเป็นเพียงส่วนนึงของเรื่องราวเท่านั้น ในทางทฤษฏีมันจริงที่ถ้าเราหันแผงไปทิศใต้เราจะได้แล้วควรจะได้พลังงานเยอะสุด แต่จากข้อมูลของบ้านเราทำให้เห็นแล้วว่า ถ้าเรามีพื้นที่เยอะซะอย่าง ยันแผงเข้าไปให้ได้ เราก็สามารถผลิตได้มากกว่าแผงที่วางอยู่บนทิศใต้ได้เหมือนกัน

5 ปีผ่านไป แผงเสื่อมไปแค่ไหน ? (System Health)

อีกหนึ่งคำถามที่คนน่าจะถามเยอะมากว่า ใช้งานไปเรื่อย ๆ แผงมันเสื่อมลงมากแค่ไหน จริง ๆ จากข้อมูลที่เรามีย้อนหลัง 5 ปี ณ วันนี้ เรายังไม่สามารถสรุปอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้มากเท่าไหร่ หากดูจากกราฟกำลังการผลิตของระบบที่ 1 แล้ว มันยังมีความขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ เพราะมันมีปัจจัยอื่น ๆ ซ่อนอยู่ เช่น สภาพอากาศ อย่างบางปีที่ประเทศเราโดนเอลนีโญ แห้งแล้งหน่อย แดดจะดี เราจะได้ไฟเพิ่มมากขึ้น คาดว่า ถ้าเรามีข้อมูลมากกว่านี้ และ แผงเสื่อมลงไปเยอะอีกหน่อย น่าจะได้เห็น Trend ของการเสื่อมที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนการดูแลรักษา ในปี 2025 เรามีการล้างแผงแค่ครั้งเดียวในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ค่าใช้จ่าย 0 บาท เพราะเป็นการดูแลหลังการขาย นอกจากนั้น เราไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากชอบเปิด App นั่งเฝ้า ซึ่งบอกเลยว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่ติดตั้ง Solar Cell ใช้ที่บ้าน

ความประหยัด และค่าใช้จ่ายพลังงานทั้งหมด

สำหรับค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายให้การไฟฟ้าจริง ๆ นั้นทั้งปี 2025 จะอยู่ที่ 21,695.18 บาท เฉลี่ยออกมาเดือนละ 1,807.93 บาท อาจจะดูเยอะ แต่ถ้าบอกว่า รวมชาร์จรถ EV 2 คันแล้ว มันคือการรวมค่าเดินทางแล้วด้วยนะ ถือว่าเป็นอะไรที่ Impress มาก ๆ สำหรับเรา

เดือนที่จ่ายแพงที่สุด คือเดือนกรกฏาคม อยู่ที่ 2665.87 บาท และถูกที่สุดคือเดือน ตุลาคม โดนไปเป็น New Low แค่ 84.65 บาทเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากการประหยัดไฟอะไรทั้งนั้น แต่มันไม่มีใครอยู่บ้านประมาณ 2 อาทิตย์ หรือครึ่งเดือนได้ เพราะเรากับแม่ไปเที่ยวอิตาลีกัน ระหว่างที่ไม่อยู่ เราก็สั่งให้มันเปิดแอร์กินไฟจาก Solar ช่วงที่มีไฟเหลือแค่นั้นเลย ไม่แปลกที่ค่าไฟจะหายไปเยอะขนาดนี้

ถามว่า แล้วปีนี้เราประหยัดเท่าไหร่ เราขอเอาข้อมูลที่เกิดจากการบันทึกค่าไฟแบบเดือนเป๊ะ ๆ คือ วันที่ 1 ถึง 30 หรือ 31 ในของแต่ละเดือนที่ระบบ Cloud ของ Huawei เก็บไว้ มาใส่ในระบบประมาณการณ์ค่าไฟของ PEA เทียบกัน (มันจะไม่ตรงกับรอบบิลที่การไฟฟ้าคิดเราทุกวันที่ 24) หากเรา ไม่ใช้ Solar Cell เราจะต้องเสียค่าไฟ 84,057.07 บาท และ หลังจากหัก Solar ออกไปแล้ว เราจะเสียอยู่ 21,405.91 ถ้าอยากรู้ว่าประหยัดไปเท่าไหร่ ก็เอา ก่อนหัก Solar และหลังหัก Solar มาลบกัน ก็จะประหยัดไป 62,651.16 บาท

เมื่อบวกกับค่าไฟที่ประหยัดไปของปีก่อน ๆ ทำให้โดยรวม จากทั้งสองระบบ (Cumulative Saving) เราจะประหยัดเงินไปแล้ว 315,126.99 บาท หากเทียบกับค่าติดตั้งและค่าดูแลที่จ่ายมาทั้งหมด 5 ปีนี้ คือ 446,000 บาท เท่ากับว่า เงินที่ประหยัดรวมคิดเป็นร้อยละ 70.66% ของค่าติดตั้งและดูแลระบบ พูดง่าย ๆ คือเราคืนทุนมาแล้ว เกือบจะ 3 ใน 4 ของเงินที่ลงทุนไปใน 5 ปีแล้ว

ROI ที่กี่ปี

สุดท้าย จากข้อมูลที่เก็บมา นำไปคิดหา ROI หรือระยะการคืนทุน ข้อมูลจากปี 2025 ท่ีผ่านมา มันบอกว่า เราจะคืนทุนในเวลาไม่ถึง 7 ปี แต่พอเรา Plug ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงของปี 2025 เข้าไป ระยะการคืนทุน ของเราเพิ่มขึ้นไปเป็น 7 ปีนิด ๆ โดยที่ในต้นปีที่ 7 เราจะขาดทุนอยู่ 7,142.89 บาท และ เมื่อขึ้นปีที่ 8 เราจะได้กำไร 53,939.06 บาท และหากมันยังเป็นไปตาม Trend นี้อยู่ ในปีที่ 25 เราจะได้กำไรอยู่ที่ 958,455.91 บาท

เมื่อเทียบกันกับข้อมูลจากการประมาณการณ์ พบว่าเรา Overestimate ไปเยอะอยู่พอสมควร แต่พอเราดู พลังงานที่ประมาณไว้มันไม่ได้ห่างกันมากเท่าไหร่ น้อยมาก ๆ แต่เงินที่ประหยัดได้มันต่างกันค่อนข้างเยอะ จึงเดาว่า ที่เรา Overestimate ไปนั้น น่าจะไม่ได้ขนาดนั้น แต่เป็นเพราะ ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่การไฟฟ้าคิดเรามันถูกลง อาจจะเป็นเพราะ ค่า Ft ที่ลดลงด้วย นั่นทำให้ Margin ระหว่างการใช้ไฟจากการไฟฟ้า กับ ผลิตเองมันน้อยลง ส่งผลโดยตรงทำให้การคืนทุนช้าลงนั่นเอง โดยเฉพาะต้นปี 2026 นี้ ก็คือ ลด Ft ลงไปอีก ปีหน้าก็น่าจะทำให้เรา Overestimate อีกแล้ว

สรุป

ข้อมูลที่ได้จากปี 2025 ที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นได้เลยว่า การลงทุนติดตั้งระบบ Solar Cell นั้นเแป็นไอเดียที่ดีมาก ๆ คือมันประหยัดค่าไฟได้จริง ๆ และเห็นกำไรที่ดูดีมาก ๆ เคสของบ้านเราที่เอามานำเสนอในวันนี้ มันเป็นเคสที่ค่อนข้าง Extreme มาก ๆ เพราะ เราใช้อุปกรณ์ Smart Home เข้ามา Monitor พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพื่อให้เราปรับพฤติกรรมให้มันรีดไฟจาก Solar Cell ให้ได้เยอะที่สุดแต่ต้องไม่เกินเยอะเช่นเดียวกัน สำหรับบ้านทั่ว ๆ ไป เราคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ก็ได้

Plan ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะเริ่มลง Battery + Backup System + Smart EV Charger รวมถึงจะเปลี่ยนเป็นมิเตอร์แบบ TOU ด้วย (เริ่มทำต้นปี 2026 นี้ ณ วันที่ลงบทความ ช่างมา Site Survey เสร็จแล้วเตรียมหาวันเข้ามาติดตั้งแล้ว) ดังนั้นปีนี้บอกเลยว่า น่าจะได้เห็นรีวิวของระบบ ESS และ Gateway จากเราแน่ ๆ และปีหน้า ก็น่าจะได้เห็นข้อมูลคร่าว ๆ จากการเปลี่ยนแปลงระบบนี้ด้วย หวังมาก ๆ ว่า SmartGuard จาก Huawei จะเข้ามาแก้ไขปัญหาไฟตก ไฟกระชากให้กับบ้านเราได้ และลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยน Battery ของ UPS ไปได้เยอะ รอติดตามรีวิวได้เลย