Review

1 ปี กับ Macbook Pro M4 Max เครื่องที่ยังตอบสนองได้เป็นอย่างดี

By Arnon Puitrakul - 08 ธันวาคม 2025

1 ปี กับ Macbook Pro M4 Max เครื่องที่ยังตอบสนองได้เป็นอย่างดี

เวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ Macbook Pro M4 Max ของเราอายุครบ 1 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ วันนี้เราจะมาเล่าให้อ่านกันว่า เวลาผ่านไป เรามีความคิดเห็นกับตัวเครื่องนี้เปลี่ยนไปอย่างไรกัน

สภาพเครื่องหลังจาก 1 ปีผ่านไป

จากการใช้งานทุก ๆ วัน เป็นเครื่องหลักในการทำงาน ใช้งานวันละ 9-10 ชั่วโมง เวลาผ่านไป 1 ปี สภาพตัวเครื่องภายนอกของเรา ยังไม่มีร่องรอยขีดข่วนใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างมากคือ ได้รอยนิ้วมือที่กว่าจะเช็ดออกได้ยากมาก ๆ จนน่ารำคาญ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า ช่างแมร่ง ไม่เช็ดละ ไว้ถ้าต้องออกงาน เราค่อยมานั่งขัด ๆ เช็ด ๆ เอาละกัน

ส่วนหน้าจอแบบ Nano-Texture ที่ Apple บอกว่า ไม่ควรใช้น้ำยาในการเช็ด เราก็เชื่อตามนั้น ใช้ผ้า Micro-Fibre ทั่ว ๆ ไปในการเช็ดแบบแห้ง ๆ เลย แต่มันจะมีเคสที่มีคนมาจิ้มหน้าจอเราครั้งนึง แล้วเขาเป็นคนผิวมัน ๆ ใช้ผ้าเช็ดแห้งไม่ออก เลยต้องใช้น้ำยาเช็ดหน้าจอช่วย เลยใช้วิธีการฉีดน้ำยาลงบนผ้าบาง ๆ แล้วค่อย ๆ เช็ด จากนั้นค่อยเอา Micro-Fibre แห้งเช็ดอีกรอบก็หาย

ถามว่า หน้าจอนี้มันดูแลยากมั้ย เราคิดว่า ถ้าไม่ได้เอานิ้วไปจิ้มจอ เราคิดว่า มันดูแลง่ายกว่าจอเงาปกติอีกนะ รู้สึกว่า มันค่อนข้างไม่จับคราบได้ง่าย ถึงแม้ว่า เราจะเอานิ้วจิ้มจอ แต่ถ้ามือเราไม่ได้มันจริง ๆ หรือมีเหงื่อ เอาว่าอยู่ในห้องแอร์ทั่ว ๆ ไปเลย มันจะไม่ทิ้งรอยนิ้วมือไว้บนจอ หรืออย่างมากทิ้งไว้แค่บาง ๆ ที่แค่เอาผ้าเช็ดเบา ๆ ก็หลุดไปแล้ว

แต่อันที่เกิดร่องรอยจากการใช้งาน และน่าเบื่อมาก ๆ รองจาก Body ของตัวเครื่องคือ Keyboard ที่ Keycap เริ่มเกิดอาการเงาให้เห็นในบางปุ่มแล้ว เช่น Space Bar, ปุ่ม Cmd และ ปุ่มเปลี่ยนภาษา เป็นเรื่องที่ Macbook สมัยใหม่เป็นกันหมด แล้ว Apple ก็แก้ไม่จบสักที ไม่เหมือนรุ่นโบราณ ๆ ตอนสักปี 2015 แถว ๆ นั้นที่ใช้งานไปหลายปี เราก็ยังไม่เจอร่องรอยจากการใช้งานเยอะขนาดรุ่นใหม่ ๆ เลย เหมือนโดนลดคุณภาพพลาสติกที่ใช้ในการผลิตแล้วมันมาเห็นผลกันตอนใช้งานยาว ๆ นี่ละ

Performance ที่แรงเกินไป

หลังจากที่ได้ใช้งานมาก เราเริ่มรู้สึกว่า งานหลาย ๆ อย่างของเราไม่สามารถรีดพลังของ M4 Max ได้คุ้มราคามากขนาดนั้น

งานที่เราทำ ณ วันนี้ และ รีดประสิทธิภาพของ M4 Max ออกมาได้แบบ คือ การ Train Model โดยใช้ Tensorflow และใช้งาน Bioinformatics Tools อย่าง MAFFT ที่บอกเลยว่า มันเรียก CPU และ GPU แบบโหดมาก ๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำทั้งวันรัว ๆ ขนาดนั้น มันก็รันไปเรื่อย เราเขียน Code รันทีมันก็รันสัก 1-2 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว วันนึงเราอาจจะรันแค่ 4-5 รอบเท่านั้นเอง ซึ่งบางครั้ง เราก็จะเอาไปรันบน HPC ซะเลย

งานที่เราทำเยอะ ๆ จริง ๆ คือ การนั่งเขียน Content อย่างมากสุด คือ การตัดวีดีโอด้วย Final Cut Pro แต่ปัญหาคือ ตัววีดีโอเรามันจะไม่ได้มี Motion Graphic หรือ Effect พวก Colour Grading โหด ๆ เยอะขนาดนั้น ทำให้เวลาเรา Render Video ออกมา GPU Utilisation อยู่ราว ๆ 60% แถว ๆ นั้นเอง คาดว่า ที่มันเป็นแบบนั้น เพราะ GPU มันใช้แค่การคำนวณพวก Colour Grading และ Effect เท่านั้น แต่สุดท้ายแล้วเมื่อมันจะต้อง Encode Video จริง ๆ มันจะใช้งาน Media Engine ที่อยู่ใน SoC ดังนั้น ถ้าเราไม่ได้รัน Effect อะไรมากมาย การเพิ่ม GPU Core เข้าไป มันไม่มีผลอะไรทั้งนั้น

สุดท้าย มันกลายเป็นว่า เรามีเครื่องที่ Performance สูงมาก ๆ แต่เรากลับไม่ได้ใช้งานมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ ก็แอบ ๆ เสียดายอยู่เหมือนกัน มองในอีกมุมนึงคือ เรามี Performance มหาศาล Standby ไว้ เผื่อจะต้องใช้ อะ ถึงตอนนั้นเราอาจจะเปลี่ยนความคิดใหม่ก็ได้

Battery ที่อายุสั้นกว่าเดิมมาก

ตอนที่รีวิวครบ 1 เดือน ตอนนั้นบอกว่า แบตอึดขึ้นเยอะมาก ๆ เมื่อเทียบกับ M1 Max ที่เราใช้งานมา แต่พอเวลาผ่านไป 1 ปี พบว่า อายุการใช้งานบนแบตมันสั้นลงแบบเยอะมาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนี้แค่เขียน Script สำหรับอัด Content ไปสัก 2-3 ชั่วโมง แบตหายไป 40% กว่า ๆ ไปแล้ว สวนทางกับช่วงที่ซื้อมาใหม่ ๆ ลิบลับเลย

เลยสงสัยว่า Battery Health มันลงไปเท่าไหร่ ปรากฏว่า ณ วันที่เขียนนี้ มันเหลืออยู่ 87% เท่ากับว่า มันหายไปประมาณ 13% ดูจากตัวเลขนี้อย่างเดียว เรารู้สึกว่า มันไม่ได้หายไปเยอะอะไรมากขนาดนั้น มันไม่น่าจะหายไปจนทำให้เรารู้สึกได้ว่า อายุการใช้งานมันหายไปเยอะขนาดนี้

เลยไปดูจำนวน Cycle การใช้งานของแบต ก็ใช้ไปเพียงแค่ 158 Cycles หากเทียบกับหลาย ๆ คน อาจจะมองว่า มันเยอะ แต่อย่าลืมว่ามันคือ คอมพิวเตอร์เครื่องหลักของเราในการทำงาน มันย่อมมีการใช้งานเยอะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถามว่า เยอะขนาดนั้นมั้ย เราก็มองว่า มันก็ไม่เยอะมากเท่าไหร่ เฉลี่ยประมาณ 2-3 วันต่อ 1 Cycle เท่านั้นเอง และมันยังห่างกับ 1,000 Cycle ที่ Apple เคลมไว้ยิ่งนัก

ที่สำคัญ หากเราใช้งานได้ในเรท ๆ นี้ เราคิดว่า ก็มีแวว เหมือนกันที่ เวลาผ่านไปเกือบ 3 ปี จน Apple Care+ ใกล้จะหมด Battery Health อาจจะลดลงไปต่ำกว่า 80% จนทำให้สามารถเคลมแบตได้ก็ได้นะ

ถ้าย้อนกลับไป จะเลือกเปลี่ยนสเปกอะไร

ถามว่า ถ้าย้อนกลับไป เราอยากจะเปลี่ยนสเปกอะไรมั้ย ตอบเลยว่า อยากสลับไปใช้ M4 Pro มากกว่า เพราะรู้สึกว่า การใช้งานของเรามันดึงประสิทธิภาพของ M4 Max อย่างเต็มที่ไม่บ่อยมากเท่าไหร่ และการเพิ่มเงินอีกราว ๆ 33,000 บาท เพื่ออัพเกรดไปเป็น M4 Max ตัว Top สุด และ อีก 7,000 เพื่ออัพ Unified Memory เป็น 64 GB รวมกันเป็นเงิน 40,000 บาท

เรามองว่าเมื่อเทียบความคุ้มค่าจากการใช้งาน และเวลาที่ล่นไปจากการใช้ M4 Max เทียบกับ เงิน 40,000 บาท ส่วนตัวเรายังมองว่า มันยังไม่คุ้มค่าสำหรับเราเท่าไหร่เหมือนกัน เราคิดว่า คนที่จะใช้งานพวกนี้ แล้วคุ้มมันน่าจะเป็นกลุ่มพวกทำ 3D หรือ VFX เลย งานตัดต่อ Video 4K-8K อย่างเรา มันไม่คุ้มสักเท่าไหร่

และถ้าบอกว่า ใช้ Memory ได้สุด ๆ แค่ 48 GB เราก็ยังมองว่า มันอาจจะเพียงพอกับการใช้งานของเราได้อยู่นะ เพราะจริง ๆ เรามี Macbook Air M4 ที่มี Unified Memory แค่ 16 GB เอามาทำงานเบา ๆ มันก็ยังพอจะไหว ดังนั้น ถ้าใช้สัก 48 GB เราว่า มันก็ยังเอาอยู่ได้แหละ อาจจะกิน Swap ไปบ้าง แต่ทำงานได้แน่ ๆ ไม่มีปัญหา และทั้งหมดนี้ ทำให้เราประหยัดเงินไปราว ๆ 40,000 บาท พอที่จะเอาไปซื้อ Mac Mini อีกเครื่องเอาไปตั้งไว้ในบ้านด้วยซ้ำ

1 ปีผ่านไป M4 Max ยังน่าซื้ออยู่หรือไม่ ?

ผ่านไป 1 ปี ถามว่า มันยังน่าซื้ออยู่มั้ย เรามองว่า อาจจะยังไม่น่าซื้อขนาดนั้นแล้ว เพราะตอนนี้ M5 ออกมาบน Macbook Pro 14-inch มันได้รับการเปลี่ยนแปลงภายในเยอะมากเหมือนกัน เคยเล่าไว้ในวีดีโอแล้ว ไปดูกันได้ และคิดว่า ถ้ามันอัพมาเป็น M5 Pro และ M5 Max มันน่าจะแรง โคตร ๆ อย่างไม่น่าเชื่อเลยละ ดังนั้น เราว่า ถ้ารอได้ คิดว่ารอดีกว่า