Review

1 เดือนกับ Macbook Pro M1 Max แรงจริง แต่แล้วไง ?

By Arnon Puitrakul - 13 มกราคม 2022 - 2 min read min(s)

1 เดือนกับ Macbook Pro M1 Max แรงจริง แต่แล้วไง ?

เมื่อเดือนก่อนเราเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องหลังจาก Macbook Air M1 มาเป็นตัวแรง ๆ เลย อย่าง Macbook Pro 14-inch M1 Max เรียกได้ว่าราคาต่างกัน 2 เท่ากว่า ๆ หรือมากกว่านั้นกันเลย ตอนนี้เวลาผ่านมา 1 เดือนแล้ว เลยจะมาแชร์ว่า เวลาผ่านไป เราคิดเห็นกับคอมพิวเตอร์เครื่องนี้อย่างไร

กล้องที่ชัดขึ้น

จุดเดียวใน Macbook Pro 14-inch ที่รั้งไว้ไม่ให้เราเปลี่ยนกลับไปใช้ Macbook Air M1 อีกครั้ง ก็คือกล้อง Webcam ที่มากับตัวเครื่อง ที่มีการ Upgrade เป็นความละเอียด 1080p แล้วจากเดิมที่เป็น 720p (ในขณะที่ชาวบ้านชาวเมืองไป 4K แล้วแหละ) เมื่อก่อน เราอาจจะไม่ได้อะไรกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่เพราะสถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่ทำให้ยากในการที่จะไปเจอหน้ากันตรง ๆ เลยจำเป็นที่จะต้องใช้ Video Conference เยอะขึ้น Webcam เลยเรียกได้ว่าเป็นอวัยวะอันใหม่ที่สำคัญของ Laptop และเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปเลย

จากการใช้งานเรายอมรับเลยว่า ถึง Apple จะให้กล้องมาในความละเอียดแค่ 1080p โอเคแหละ มันก็น่าจะเป็น Maximum Resolution ของหลาย ๆ Video Conference App แล้ว แต่สิ่งที่ Apple ทำได้ดีมาก ๆ คือการเก็บพวก Skin Tone ที่เรารู้สึกเลยว่า มันดีกว่าตอนใช้ Macbook Air หรือกระทั่ง iMac 27-inch 2019 มาก ๆ แต่เรื่องพวก Skin Defects เราว่ามันแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ คือเวลาเราดู ๆ ไป มันเหมือนมันใส่พวก Effect หน้าเนียนเลย ไม่แน่ใจว่า เพราะเรามีน้อยอยู่แล้ว หรือมันทำให้หน้าเนียนจริง ๆ แค่รู้สึกแปลก ๆ เวลาใช้งานนิดหน่อย

นอกจากนั้น ในสถานการณ์ที่มีความต่างของแสงเยอะ ๆ เช่น เราอาจจะนั่งอยู่แล้วด้านหลังเป็นหน้าต่างสว่าง ๆ เลย มันก็ยังเก็บรายละเอียดของทั้งส่วนที่สว่าง และ ส่วนที่มืดได้มาอยู่ในระดับที่เราว่าใช้ได้เลย สำหรับกล้อง Webcam Sensor เล็กนิดเดียว อาจจะเป็นเพราะเรื่องของ ISP ที่ดี กับ Sensor ที่มีคุณภาพสูง ทำให้เราได้คุณภาพของภาพที่ใช้ได้เลยทีเดียว อันนี้ขอชื่นชมเลย

ใน macOS Monterey มี Feature ในการทำ Portrait Mode เวลาที่เราใช้ Webcam ด้วยในตัว เหมือนกับใน iOS และ iPadOS ที่มันทำได้เหมือนกัน ในสถานการณ์ทั่ว ๆ ไป เราบอกเลยว่า มันก็ใช้ได้เลยนะ เราคิดว่า มันจะไม่เหมือนกับชาวบ้านชาวเมืองเขาเท่าไหร่ เพราะ Apple ไม่ได้เน้นการตัดขอบที่เนียนกริบ แต่เขาใช้วิธีการทำให้ขอบมันเบลอ ๆ เอา ทำให้มันแอบฟุ้ง ๆ ไปหน่อยสำหรับเรา แต่เราว่า ถ้าเราคุย Video Conference จริง ๆ เราก็จะอยู่เป็นจอเล็ก ๆ อยู่ดี เพราะฉะนั้น มันก็สังเกตเห็นได้ยากอยู่ แต่ถ้าออก Live ขำ ๆ เราว่ามันก็ยังใช้ได้นะ แต่ถ้าเราบอกว่า เราจริงจังเลย อันนั้นซื้อกล้องแยกมาดีกว่า อย่าคาดหวังกับมันไว้สูงนัก

Battery ที่แหม่ ชีวิตหนูสั้นไปอี๊ก

ก่อนจะเข้าใจผิดกัน เราไม่ได้บอกว่า Macbook Pro 14-inches มันมี Battery Life ที่แย่มาก ๆ นะ แต่มันเกิดมาจากความเคยชินจากเครื่องเก่าที่สร้างมาตรฐานไว้สูงมาก ๆ อย่าง Macbook Air M1 เครื่องนั้น เราทำงาน 2 วันชาร์จที แต่กลับมาที่ 14 นิ้ว ทำงานไปยังไม่หมดวันเลย ก็ต้องหาที่เสียบแล้ว ทำให้เวลาเราเอาออกไปทำงานนอกบ้าน เราจะไม่ไว้ใจขนาดที่จะไม่พกที่ชาร์จไปเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ขนาดเราใช้แค่เขียนบทความเท่านั้นนะ ยังไม่ได้ทำอะไรที่กิน Resource ของเครื่องที่หนักเลย แต่เรื่องนึงที่ต้องเข้าใจคือ มันไม่แปลกที่ Macbook Pro 14-inch จะมี Battery Life ที่สั้นกว่า Macbook Air M1 เพราะ SoC มันมีสเปกที่ไม่เท่ากัน M1 Max มันเน้นการออกแรงเยอะกว่า M1 ที่เน้นการประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ M1 Max กินไฟค่อนข้างเยอะกว่า M1 มาก ๆ ก็แลก ๆ กัน

Notch ไม่มีผลกับการใช้งานพ่_ง #$!#@$@!#$!

เรื่องใหญ่มาก ๆ ที่สร้างความกำหมัดแบบสุด ๆ กับการออกแบบสุดขยะของ Apple นอกเหนือจาก Apple Pencil Gen 1 ที่ต้องชาร์จกับตูดของ iPad และ Magic Mouse ที่ต้องหงายหลังชาร์จก็คือ นัง Notch ใน Macbook Pro 14 และ 16 นิ้วเลย ใช้แล้วกำหมัดทุกครั้งที่เห็น ไม่ใช่เป็นเพราะความสวยงามหรืออะไรเลย เพราะเราไม่ได้ใช้คอมจากความสวยงาม เราเลือกคอมพิวเตอร์สักเครื่อง เพราะ Productivity ของมันล้วน ๆ

หลาย ๆ สำนักบอกว่า เออ สุดท้าย เราก็ไม่ได้ไปมองมันหรอก Notch เนี่ย ก็เหมือนกับ iPhone ที่เมื่อก่อนไม่มี Notch แล้วตอนนี้มี เราก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่เราจะบอกว่า มันไม่เหมือนกันโว้ยยยย บน macOS มันเป็นจุดที่เราไว้แสดงผลพวก Menu Bar และพวก Status Bar ต่าง ๆ

โดยเฉพาะคนที่ใช้ iStat Menus คือกำหมัดได้เลยนะ เพราะ มันเล่นลดพื้นที่ขนาดนี้ แล้วจะแสดงอะไรได้อี๊กกก แค่พวก Battery, Control Centre อะไรมันก็กินที่ไปเยอะแล้ว ไม่ต้องนับพวก CPU Usage อะไรพวกนั้นเลย วางเข้าไปคือ ไม่ต้องเหลือที่ให้อย่างอื่นแล้วครับ หมดแล้ว ถ้าอยากจะใช้จริง ๆ เราจะต้องใช้พวก Bartender ที่จะซ่อน Status Item ต่าง ๆ แล้วเอาเมาส์จี้แล้วโชว์ออกมาได้ แต่มันก็เสียเงินอีก 15 USD ใช่เรื่องมั้ยเนี่ยถามจริง !!!

หรือถ้าเราบอกว่า โอเค Status Bar เราไม่ได้มีผลอะไร งั้นเอาฝั่งของ Menu Bar กันบ้าง ในโปรแกรมที่เราใช้งานทั่ว ๆ ไปอย่าง Google Chrome พวกนี้ ไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะ Menu Bar มันไม่เยอะมาก แต่โปรแกรมที่เราใช้งานเยอะ แล้วกำหมัดกับมันมาก ๆ คือ Sketch ที่ Menu มันเยอะมาก ๆ แล้วมันไม่พอ มันเลยต้องกระโดดข้าม Notch ไปอีก เรื่องของ Status Bar ตอนเราทำงานไม่ดูอยู่แล้วละ แต่..... เวลาใช้งานจริง Menu มันกระโดดข้ามแล้วมันแปลกมาก ๆ โดยเฉพาะ Help Menu ที่มันไปอยู่ด้านขวา เราจะใช้เยอะมาก ๆ เวลาเราหา Menu บางอย่างไม่เจอเราก็จะ Search เลย แต่พอมันอยู่คนละฝั่งหลาย ๆ ครั้งมันจะอ้าว เอ๊ะไปไหน อ่อ อยู่อีกด้าน มันแปลกมาก ๆ แล้วยิ่งเรามีเสียบขึ้นจอ ซึ่งไม่มี Notch แล้วสลับมาใช้จอ Macbook Pro คือ อิหยังว้าาาาาา ไร๊เนี่ย !!!

ซึ่งทางแก้ก็คือ การเปิดตัวเลือก Scale to fit below built-in camera แล้วเวลาเปิดโปรแกรมมา มันก็จะล่นขนาดหน้าต่างลงมา ไม่ให้โดนกล้องของเราพวก Menu มันก็จะเรียงตัวเหมือนเดิมเลย แต่ก็จะแบบ เอ่อออ หน้าจอตรูมันเท่านั้นอะ แต่ไม่ได้ใช้ ถึงมันจะนิดเดียวก็เถอะ

เท่าที่ลองดูมา เราว่ารุ่นที่มีปัญหาแบบนี้ เราว่าน่าจะมีแค่ 14 นิ้วแหละ เพราะหน้าจอมันเล็กทุกอย่างมันเลยต้องบีบลงมา แต่ถ้าเป็น 16 นิ้วที่มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่อยู่แล้ว การใช้งานพวกนี้ น่าจะไม่มีปัญหาเท่าไหร่

Blazing Fast and Efficient SoC

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องชมละกัน คือตัว SoC อย่าง M1 Max ที่งานบางอย่างมันทำได้เร็วมาก ๆ จนน่าตกใจเลย ตอนที่เราใช้ M1 เราว่ามันเร็วมาก ๆ แล้ว แต่พอมาเจอ M1 Max เข้าไปงานบางอย่างเช่นพวก Video Rendering และ การ Train Machine Learning Model ที่ทำได้อย่างรวดเร็วมาก ๆ ผ่าน GPU Core ที่เยอะขึ้น โอเคแหละ มันอาจจะไม่เร็วเท่าพวก Desktop GPU อย่าง 3090 แต่เพราะการ Optimise และ ความเป็น SoC ที่มันมี Co-Processor อยู่หลายตัว ทำให้บางงานมันก็ชนะ Desktop ตัวใหญ่ ๆ ได้เลย แต่ปริมาณไฟที่กิน คือน้อยกว่า 25% ของ Desktop อีกมั้ง เลยทำให้มันเป็น SoC ที่ยังคงความมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง และ ใช้พลังงานต่ำมาก ๆ ตัวนึงในท้องตลาดเลย ใครจะคิดว่า Laptop ที่ Performance ขนาดนี้ จะทำงานโดยที่ไม่มีที่เสียบไฟได้ ยากนะเอาจริง

ในส่วนของ CPU เอง Apple เลือกที่จะเปลี่ยนสัดส่วนของ P Core และ E Core จากเดิมที่ M1 ใช้เป็น 1:1 แต่มาใน M1 Max เลือกใช้เป็น 8 P Core และ 2 E Core ทั้งหมด 10 Core เป็นตัวเลขที่แปลกนิดนึงสำหรับ Laptop และ Desktop แต่บอกเลยว่า มันแรงมาก ๆ โดยตอนที่เราเจอ M1 ตัว Single Thread มันเร็วสำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป แต่ก็ยังมีข้อด้อยในเรื่องของ Multithread อยู่ดี แต่มาใน M1 Max เรื่องนั้นคือ จอบอ ไปเลย เพราะ Core มันเยอะถึง 10 Core เลย ทำให้มันไปสู้กับพวก CPU 8 หรือ 16 Core ได้สบาย ๆ เลย

โดยรวมแล้ว เราว่า M1 Max คือปีศาจเลยละ มันสามารถทำงานได้เยอะมาก ๆ แต่กินพลังงานน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดตัวของมัน ขอชื่นชมการออกแบบเลย ที่ทำมาได้ขนาดนี้ แต่เชื่อได้เลยว่าปีนี้ เราว่า Intel และ AMD อาจจะมีตามทันอยู่นะ โดยเฉพาะงาน CES2022 ที่ ณ วันที่เขียนกำลังจัดอยู่ หลาย ๆ เจ้าก็เริ่มออกมาสู้กับ M1 Max แล้ว

สรุป

Macbook Pro 14-inch เป็น Laptop ที่ถ้าเราทำงานระดับ Professional หาเงินได้หลักแสน ๆ และจริงจังกับเรื่องของเวลาในการทำงานมาก ๆ จะเป็นเครื่องที่เรากล้าแนะนำได้อย่างเต็มปากเลยว่า มันเป็น Laptop ที่ดี และ ตอบโจทย์การใช้งานมาก แปบเดียวคืนทุนเลย แต่ถ้าเราบอกว่า เราไม่ได้จริงจังเรื่องของเวลาขนาดนั้น 1 นาที ไม่ได้ทำให้เราเสียเงินเป็นล้าน เรามองกว่า การไปเล่นพวก Macbook Pro 13-inch หรือ Macbook Air ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เอาเงินส่วนต่างไปทำอย่างอื่นดีกว่าเยอะ ดังนั้น เราก็ยังคงความเห็นเดิมคือ มันไม่ได้เป็น Laptop ที่ดีสำหรับทุกคน แต่เป็น Laptop ที่ดีสำหรับคนที่ได้ใช้มัน ถ้าเราไม่ได้ใช้มัน จะรู้สึกเสียดายมาก ๆ เว้นแต่จะกดมาแบบ No Brainer เหมือนเรา