Zettelkasten Method คืออะไร ทำไมถึงเป็นที่นิยม
By Arnon Puitrakul - 27 มีนาคม 2025
คนที่กำลังเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการจด Note ด้วยโปรแกรมต่าง ๆ คิดว่า น่าจะเคยเห็นคำว่า Zettelkasten ผ่านตามาไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน แต่ก็น่าจะเจอความซับซ้อนหนักมาก วันนี้เราจะมาเล่าให้อ่านกันว่า วิธีการใช้งานทำยังไงแบบง่าย ๆ กัน
ทำไมเราจะต้องใช้ Note-Taking Method
หลาย ๆ คนน่าจะสงสัยไปแล้วว่า ทำไมเราจะต้องใช้ Note-Taking Method ด้วย ทำไมเราไม่จด ๆ ไปเรื่อย ๆ เหมือนเราจดใส่สมุด Draft ไปเรื่อย ๆ กันละ หากใครผ่านจุดที่พกสมุดเล่มนึง กับปากกาสักแท่งใส่กระเป๋าไว้เพื่อจดทุกอย่างรวม ๆ กัน น่าจะพอคิดภาพออกเลยว่า หากเรามัวแต่จด ๆ ทุกอย่างรวมกันผลมันจะเป็นอย่างไร
คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่ เราก็จะแค่จด แล้วไม่ได้ทำอะไรต่อเลย หากจะกลับมาหา ก็จะต้องใช้เวลาหานานมาก ๆ หรือบางคนมี Note เยอะมากจริง ๆ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เราจดอะไรไปแล้วบ้าง นั่นทำให้ Note ที่เราจดมา มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากกินพื้นที่หน่วยความจำบนอุปกรณ์ของเราเท่านั้นเอง เลยทำให้ระบบการจด Note เข้ามาช่วยเหลือเรา ตั้งแต่การเก็บ Note อย่างไรเพื่อให้เราหาเจอได้ง่าย และสามารถนำสิ่งที่จดมาใช้งานต่อ เพื่อเป็นระบบจัดการองค์ความรู้ เหมิอนเป็นสมองที่สองของเราได้เลย
ระบบการจด Note หรือ Note-Taking Method จึงเข้ามาช่วยเหลือเราเป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบัน หากเราไปค้นหาข้อมูลในเรื่องนี้ดู เราจะเห็นได้ว่ามันมีวิธีการจัดการ Note เยอะมาก เช่น PARA System, Nickmilo IMF System และ Zettelksten ต่างเป็นวิธีการที่มีคนคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในการจัดการ Note นั่นเอง
ถามว่า หากเราไม่อยากใช้ระบบพวกนี้ เราสามารถคิดระบบมาเองได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้เลย ไม่มีปัญหา ระบบที่มีมาพวกนี้ มันเป็นเพียงเหมือนกับ Template เพื่อให้เราเริ่มต้นได้อย่างง่ายดายเท่านั้นเอง เมื่อเราใช้งานไปเรื่อย ๆ เราจะพบกับ Journey ในการเรียนรู้ และปรับปรุงระบบ เพื่อให้เข้ากับการทำงานของเรามากกว่าที่เราจะ Follow ตามระบบอย่างเดียว นี่แหละ คือ ศิลปะของการจัดการ Note เลยทีเดียว
Introduction to Zettelksten Method
Zettelksten จริง ๆ มันเป็นคำในภาษาเยอรมันแปลว่า Slipbox หรือ Card File ที่ประกอบด้วยข้อมูลจำนวนเล็ก ๆ เก็บอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Zetteln ที่แปลว่า Slips หรือ Card ใบเล็ก ๆใช่แล้วครับ Zettelksten มันเกิดมานานก่อนที่เราจะใช้ Digital Note-Taking App ซะอีก ความเจ๋งของวิธีนี้คือ เรายังมีการเชื่อมต่อไปที่ Note หรือ Zetteln ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในตู้เดียวกันอีกด้วย นั่นทำให้ เวลาเราค้นหา แทนที่เราจะต้องไล่เปิดทีละลิ้นชัก เราก็พอจะเดา ๆ ออกได้แล้วว่า มันน่าจะอยู่ลิ้นชักไหน แล้วใช้การเชื่อมต่อนี่แหละ ไล่ ๆ ไปจนถึง Zetteln ที่เราต้องการได้ เรียกได้ว่า มันทำให้การจัดการ Note และองค์ความรู้ที่เราใส่อยู่ในตู้นั้น ทำได้ง่าย, เร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่าขึ้นกว่าเดิมได้
The Anatomy of Zetteln
ถามว่า แล้วเมื่อก่อน ตอนที่เรายังใช้ Slips เรามีการ Reference ไปที่ Slips ตัวอื่น ๆ ได้อย่างไร เราจะต้องมาทำความเข้าใจโครงสร้างของแต่ละ Slips กันก่อน มันจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ จากบนลงล่างคือ Unique Identifier หรือเป็นเลขบางอย่างที่บ่งบอกว่ามันคือ Slip ใบนี้นะ เหมือนกับเลขประจำตัวประชาชนของเรา เลื่อนลงมาเป็น Body/Content ที่เราจะเขียนพวกข้อมูล หรือความรู้ต่าง ๆ ลงไป และสุดท้ายคือ Footer/Reference ว่า เราเอาสิ่งที่เขียนนี้มาจากไหน เช่น มาจาก Slip แผ่นอื่นเหรอ เราก็แค่เอา Unique Identifier ของ Slip ที่เราใช้อ้างอิงมาใส่ได้เลย หรือ ถ้าเกิดมันเป็น Slip ที่ไม่มีที่มาจาก Slip อื่น ๆ เช่น เราอ่านหนังสือมา หรือว่า มาจากไอเดียของเรา ก็เว้นว่างในส่วนนี้ไปก็ได้
Unique Identifier เราสามารถเลือกใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้ Luhmann-ID คือ เขาสร้างระบบรัน Identifier ขึ้นมา โดยจะเริ่มจาก Level แรก เรามีหัวข้อ ก็จะเรียกด้วยตัวเลขเช่น 0,1,2,3 และเมื่อมีเรื่องใด ๆ ที่อยู่ย่อย ก็จะใส่ตัวเลขต่อท้ายลงไป เช่น มีตัวต่อของ 1 ตัวแรกมันก็จะเป็น 1a และหากมีตัวต่อไปอีก มันก็จะสลับเป็นตัวเลขอีกครั้ง ก็จะเป็น 1a1 เป็นค้น หรือเราอาจจะใช้งานเป็นพวก Time-Based ID อย่างการเอา UNIX Time Epoch มาเป็นตัวตั้งชื่อก็ได้ เราอาจจะใช้ Random Genereted String เข้ามาใส่ หรือกระทั้งชื่อเรื่องเลยก็ได้เช่นกัน (แต่วิธีการเอาชื่อมาตั้งเลย เราไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ เพราะหากมีการเปลี่ยนชื่อขึ้นมาในภายหลัง เราจะต้องไปไล่เปลี่ยนลูก ๆ ของมันอีกเยอะมาก ซึ่งจะเหนื่อยสุด ๆ)
ส่วนของ Body/Content ที่เราบอกว่า มันเป็นพวกข้อมูล หรือความรู้ต่าง ๆ นั้น สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ สิ่งที่เราเขียนลงไปควรจะต้องเป็นสิ่งที่เราเขียนจากความเข้าใจของเราเองจะดีกว่า เพราะมันทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เราจดได้มากกว่า และมันทำให้ Content ที่เขียนลงไปเป็นของเราจริง ๆ เกิดจากความเข้าใจของเราจริง ๆ ไม่ใช่แค่เป็น Collective of other's idea
และ Idea นึงของ Zettelksten คือ Atomic Note หรือก็คือ ในแต่ละ Note หรือ Zetteln นั้นจะต้องมี Content ไม่ยาวมาก จริง ๆ ให้เราคิดภาพหากเราใช้ Zetteln ที่เป็นกระดาษการ์ดจริง ๆ มันมีขนาดไม่ใหญ่มาก ทำให้เราจะต้อง Fit in เฉพาะ Content ที่สำคัญ เป็น Keyword จริง ๆ หลัก ๆ คือ เพื่อให้เราตัดน้ำออก เอาแต่ส่วนที่สำคัญจริง ๆ ด้วย พูดง่าย ๆ คือพยายาม Condense เนื้อหามันเข้าไป ทำให้เวลาเรากลับมาอ่านมันอีกครั้ง เราก็จะสามารถอ่านมันได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง
หากเรานำ Zettel Structure ที่เราพูดถึงมาใช้ใน Digital Note-Taking มันก็คือ ไฟล์ ๆ นึงว่ามันจะประกอบด้วยอะไรบ้างเลย หลักการคือ เราแค่เอาส่วนประกอบต่าง ๆ มาเขียนต่อ ๆ กันในไฟล์เท่านั้นเอง เราก็จะได้ Digital Zettel ออกมาแล้ว
Connect Zettels Together
หลังจากเราเข้าใจแล้วว่า แต่ละ Zettels มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร ความสนุกของ Zettelkasten คือ การเอา Zettels แต่ละตัวที่เราเขียนมาต่อกัน เพราะ Zettelkasten มันเน้นหนักไปที่การเชื่อมต่อองค์ความรู้เข้าหากัน เหมือนกับเวลาเราเรียนรู้เรื่องอะไรสักอย่าง เราก็จะค่อย ๆ เรียนรู้เกร็ดมันทีละเล็กละน้อย แล้วเอามันมาเชื่อมต่อกันเป็นองค์ความรู้ที่มีขนาดใหญ่ และ Abstract มากขึ้น
วิธีการที่เราจะเชื่อมแต่ละ Zettels เข้าหากันนั้น ส่วนตัวเราจะเน้นไปที่การเอา Keyword มาเชื่อมต่อกันเป็น Idea ขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เราเขียนเรื่อง Zettelksten อยู่ ในนั้นเราพูดเรื่อง Anatomy of Zetteles อยู่ เราอาจจะมีการ Link ไปที่เรื่อง Zettels Unique Identifier เพื่อให้เวลาที่เรากลับมาอ่านอีกครั้ง แล้วเราเอ๊ะเรื่องนี้นะ เราก็สามารถกดเข้าไปอ่านต่อได้เลย หรือเรื่องใดมันเป็นค่อนข้างยาว เราก็อาจจะยุบมันไปเป็นอีก Zettels นึง แล้ว Reference ไปแทนก็ย่อมได้เช่นกัน
พอเราเริ่มขยับมาใช้ Digital Note-Tasking App กันแล้ว เราก็ยังนำ Zettelksten Method มาปรับใช้ โดยมันทำให้ง่ายกว่าเดิมด้วยแทนที่เวลาเราจะวิ่งตามจุดเชื่อมต่อ เราก็สามารถใช้พวก Hyperlink ในการวิ่งไปวิ่งมากได้ ทำให้มันง่ายกว่าเดิมมาก ๆ
The Zettelksten Workflow
เรามา Extend Idea นี้เพิ่มเติมกัน คือ เราจะแบ่ง Zettels ออกมาเป็นประเภท ๆ แยกย่อยเข้าไปอีก เพื่อความง่ายในการจัดการ โดยเราจะแบ่งออกเป็น Fleeting Note, Literature Note และ Permanent Note โดยมันจะครอบคลุมการทำงาน 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ การ Capture, Connect และ Cystalised
ขาแรกคือ ขาสำหรับการ Capture คือการที่เราเอาไอเดีย หรือสิ่งที่เราอ่านเข้ามา เพราะถ้าเราลองสังเกตตัวเองดู เราจะเห็นว่า วัน ๆ นึงเราดูและอ่าน Content เยอะมาก ๆ แต่เรากลับจำไม่ได้เลยว่า ที่ ๆ เรานั่งอ่านและดูไป Core Idea เขาพูดถึงอะไรกัน หรือกระทั่งบางครั้ง เรามีไอเดีย แล้วเราไม่ได้จดไว้สรุป ลืมไปเฉยเลย ดังนั้น Capture จึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญมาก ๆ เช่นกัน เป็นทางเข้าของข้อมูลเลยก็ว่าได้ โดยที่ ข้อมูลที่เรา Capture เข้ามาได้ มันจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างใหญ่ ๆ คือ ไอเดียของเรา หรือสิ่งที่เราคิดอยู่ในหัว เดิน ๆ ไปอยู่ ๆ คิดอะไรออกขึ้นมา เราก็จะใช้ Fleeting Note เข้ามาช่วย Capture ในส่วนนี้ และ เป็นสิ่งที่สรุปจาก Journal, Podcast หรืออะไรก็ตามที่มีที่มา เราจะใส่เข้าไปอยู่ใน Literature Note เป็นหลัก

เมื่อเรามีการ Capture แล้วเราจะต้องหาความสัมพันธ์ระหว่าง Note ต่าง ๆ หรือเราเรียกว่า Connect โดยที่เราหมายถึงทั้งการเชื่อมต่อเพื่อให้เราเห็น Big Picture ได้ง่ายขึ้น หรือเป็นตัวเชื่อมไปสู่ไอเดียอื่น ๆ ได้
และสุดท้าย ขาของการ Cystailised หรือก็คือ การที่เราเอาข้อมูลที่เรา Capture มาเตรียม เพื่อให้เราสามารถใช้งานมันในภายหลังได้ โดยเราจะมีวิธีการเขียนอยู่หลายแบบมาก ๆ แต่ส่วนตัวเราจะ พยายามเขียนให้สั้นที่สุด และ เอาพวก Jargon Words ออกไป เน้นคำที่เราเข้าใจได้ง่าย โดยรวมคือ เราพยายามทำให้เมื่อเรากลับมาอ่าน เราสามารถเข้าใจมันได้ง่ายมาก ๆ และใช้เวลาอ่านให้น้อยที่สุด ซึ่ง Note พวกนี้ เราก็จะเขียนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Permanant Note หรือบางคนก็เรียกว่า Atomic Note ก็ถือว่าเป็นของอย่างเดียวกัน
บางครั้ง เราอาจจะมีจำนวน Permanent Note เยอะมาก ๆ จนทำให้เราหามันยาก เลยทำให้มันเกิด Reference Note ขึ้นมาทำหน้าที่เหมือนกับสารบัญของ Permanent Note อีกทีนึง
Fleeting Notes
คนเรามันคิดอะไรไปเรื่อยแบบ 24/7 แบบคนไทยไปเรื่อยจริง ๆ ทำให้หลาย ๆ ครั้งเรามีไอเดียดี ๆ ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านไปเฉยแบบไม่ได้อะไรเลย วิธีการแก้ไขสมัยก่อนคือ เราพกสมุดเล็ก ๆ และปากกาเข้าไป เมื่อคิดอะไรออกปุ๊บ เราก็จดมันลงไปในสมุดเล่มเล็กนั้น หรือกระทั่ง เราคิด หรือได้ยินอะไรที่เราไม่คุ้นเท่าไหร่ แล้วเราอยากที่จะหาไปหาข้อมูลเพิ่มเติม เราก็อาจจะจดมันลงไป เพื่อให้เราสามารถไปหาข้อมูลได้เช่นกัน
การเขียนสิ่งเหล่านี้แทนที่เราจะเขียนลงไปในสมุดแบบ Random เราก็จะจดมันลงไปใน Fleeting Note ไปเลย ทำให้มันเป็น Note ที่อารมณ์มาชั่วคราวเพื่อมห้เราไม่ลืมเฉย ๆ ทำให้ตัวมันไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้าง หรือลำดับการเขียนที่ต้องชัดเจนมาก ให้เราเน้นไปที่การ Capture Idea ของเราพอแล้ว เพราะเดี่ยวเราก็จะเอาสิ่งนี้ไปจัดระเบียบในขั้นตอนต่อไปก็พอแล้ว
Literature Notes
หากเรา มีการ Capture จากสิ่งที่มันมี Reference หรือแหล่งอ้างอิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Podcast, Video, Audiobook, Publication และ หนังสือต่าง ๆ เราจะเอาทั้งหมดมาใส่ใน Literature Note ทั้งหมด
โดยเราอาจจะเลือกใส่เป็น Keyword หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่สื่อนั้นให้ข้อมูลกับเรามา แต่ต้องย้ำเสมอว่า เราไม่ควร Copy สิ่งที่อยู่ในสื่อมาตรง ๆ แต่ควรจะใช้เป็นลักษณะของการสรุปด้วยคำของเรามากกว่า เพื่อให้เรามั่นใจว่า เราเข้าใจสิ่งที่เรากำลังเขียนมันจริง ๆ อาจจะมีการ Quote คำที่เขาใช้มาได้บ้าง เผื่อเราจะนำมันมาใช้งานต่อ นอกจากนั้น วิธีการเขียน เราแนะนำให้มีการเขียนให้ละเอียดนิดนึง เอาว่า ถ้าเราในอีก 10 ปีข้างหน้ากลับมาอ่านเราพอจะนึกออกว่า มันคืออะไร
ที่สำคัญ Literture Note มันเป็น Note ที่เล่าจากของที่มีที่มา ดังนั้น เราควรจะใส่ที่มาเอาไว้ด้วยว่า มันมาจากไหน โดยที่เราอาจจะเลือกใส่เป็น Citation Format ใดก็ได้ หรืออาจจะเป็นรูปแบบบางอย่างที่หากเรากลับมาดูแล้วคิดว่า เราน่าจะพลาดข้อมูลบางอย่างไป Reference หรืออ้างอิงตรงนี้แหละ ที่จะทำให้เราสามารถย้อนกลับไปดูต้นฉบับได้ว่า ตอนนั้นเราอ่านอะไรไปกันนะ
Permanent Note
เมื่อเรา Capture โดยการใช้ Fleeting Note และ Literature Note มาแล้ว ถึงเวลาที่เราจะเตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้มันเป็นข้อมูลที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ เหมือนเป็นการเอาองค์ความรู้ หรือข้อมูลที่ได้จากแต่ละแหล่งมาสรุปและยำรวมกันเพื่อให้เป็นข้อมูลที่เราสนใจ และนำมาใช้ประโยชน์ได้
หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าใน Literature Note เราก็ต้องเขียนจากไอเดียของเราเหมือนกัน แล้วมันจะต่างอย่างไรกับ Permanent Note กันละ คำตอบคือ Literature Note เราเขียนโดยอ้างอิงจากสิ่งที่เราอ้างอิงโดยตรง แค่ว่าเขียนในภาษาของเราเท่านั้น ไม่ควรเติมแต่งข้อมูลใด ๆ ลงไปเพิ่มเติมเอง แต่ใน Permanent Note มันคือ การเอาข้อมูลที่ได้จาก Literature Note นี่แหละ มาพูดในมุมของไอเดียของเรา หรือ สิ่งที่เราสนใจ หรือพูดเน้นหนักไปที่ข้อมูลที่เราจะนำไปใช้งานต่อได้
เช่น เราอ่าน Paper ที่เขียน Overview ของแต่ละ Personal Knowledge Management System หลาย ๆ ตัว ใน Literature Note เราก็ควรจะสรุปสิ่งที่เขียนอยู่ใน Paper ทั้งหมดแหละ แต่เมื่อเราเอามาเขียนลงใน Permanent Note เรา อาจจะหยิบเฉพาะส่วนที่เราสนใจขึ้นมา แล้วเอามาขยายความต่อ โดยอาจจะเอาข้อมูลเพิ่มเติมมาจากอีก Paper นึงก็ได้ เช่น เราสนใจเฉพาะ Zettelksten เราก็จะหยิบเฉพาะ Zettelksten ขึ้นมา โดยเราจะขยายเฉพาะ Zettelksten เพิ่มขึ้น และเน้นหนักในส่วนที่เราในใจแค่นั้นเลย

อีกตัวอย่างที่เราใช้เยอะมาก ๆ คือ เวลาเราทำงาน Software Development มันจะมี Snippet บางอย่างที่เราจะต้องใช้บ่อยมาก ๆ เช่น การติดตั้ง SSL เพื่อใช้งานบน Nginx เราก็จะทำเป็น Permanent Note เพื่อให้เป็นความรู้ที่พร้อมใช้ ในอนาคตเราจะต้องติดตั้ง SSL แทนที่เราต้องไปนั่งหาในเน็ตให้ยุ่งยาก เราก็สามารถเข้ามาใน Permanent Note ก็จะเจอ แล้วภายในนั้นมันเป็นภาษาเราทั้งหมด ดังนั้น เรากลับมาอ่านอีก ก็คือ เก๊ตแทบจะทันทีเลย
Reference Note
เมื่อใน Zettelksten เรารวบรวม Permanent Note ของหลาย ๆ Topic มันกลายเป็นว่ามันทำให้ยุ่งยากในการค้นหามาก ๆ ทำให้เราจะต้องมีอะไรบางอย่างเพื่อจัดการแยกออกมาเป็นเรื่อง ๆ เพื่อให้เราสามารถเข้าไปค้นหามันได้ง่ายขึ้น นี่แหละ คือ ไอเดียของ Reference Note
โดยในนั้นเราอาจจะสร้างเป็นหน้าที่ประกอบด้วย Note ใน Topic นั้น ๆ ไปเลย เช่นหน้า ติดตั้ง SSL บน Nginx เราก็อาจจะตั้งสร้างหน้า Reference Note ใน Topic ที่ชื่อว่า Nginx ก็ได้ และเมื่อเรามี Permanent Note ที่เกี่ยวกับ Nginx เยอะขึ้น มันก็แทบจะกลายเป็นเหมือนหนังสือคู่มือการใช้งาน หรือ Wiki ของ Nginx ได้เลยแหละ
สรุป : Note-Taking is a Long Journey
หลังจากอ่านมาแล้ว คนที่ไม่เคยใช้งานมาก่อนอาจจะรู้สึกว่า แค่การจด Note ทำไมมันต้องทำให้ยุ่งยากแบบนี้ เอาจริง ๆ คือ เราไม่จำเป็นต้องทำตามสิ่งที่บอกไปทั้งหมดพร้อม ๆ กันเลยก็ได้ ให้เราเริ่มจากส่วนที่เราคิดว่า ณ ตอนนี้มีปัญหามากที่สุดก่อน ไม่งั้นจะไม่ได้เริ่มสักที
ส่วนตัวเรามองว่า การทำตามวิธีการพวกนี้มันอาจจะ Works สำหรับบางคน แต่สำหรับางคนมันก็อาจจะไม่ เพราะวิธีการทำงาน และการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน เราสามารถเอา Zettelksten Method มาเป็นแม่แบบ และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อย ๆ ให้มันเหมาะกับเรา ซึ่งขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงนี่แหละ ที่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแค่ 1-2 วันแล้วจบ แต่มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ช่วงแรกมันอาจจะยากหน่อย เราค่อย ๆ Introduce แต่ละระบบเข้าไป และเมื่อผ่านจุดนั้นมาได้ งานเราอาจจะเปลี่ยน วิธีการทำงานเราก็ต้องเปลี่ยน ทำให้เราก็ต้องไล่เปลี่ยนระบบ เพื่อให้มันเข้ากับการทำงานของเราอีก เราเลยบอกว่า Note-Taking is a Long Journey มันต้องใช้เวลา และบอกเลยว่าเมื่อเราทำมันได้แล้ว มันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ทำให้เราสามารถมีสมองที่สองเหมือนตาที่ 3 ได้เลยทีเดียว
ในตอนหน้า เราจะมาเล่าให้อ่านกันว่า เรา Implement Zettelksten Method ลงไปในการจด Note ของเราได้อย่างไร และมีตรงไหนที่เราปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้เข้ากับการทำงานของเรามากกว่าเดิมกัน



