Tutorial

วิธีการและเทคนิคการ Capture เรื่องราวด้วย Obsidian

By Arnon Puitrakul - 01 พฤษภาคม 2026

วิธีการและเทคนิคการ Capture เรื่องราวด้วย Obsidian

หนึ่งขั้นตอน Workflow ของ PKM ที่เป็นเหมือนการนำเข้าวัตถุดิบมาปรุงเป็นไอเดียดี ๆ ในอนาคต คือ การ Capture สิ่งที่เราได้เรียนรู้ หรือได้รับฟัง ดู อ่าน เข้ามา วันนี้เราจะมาเล่าวิธีการที่เราใช้กับ Obsidian กันว่า เราทำอย่างไร เพื่อให้ Workflow นี้ง่าย และเหมาะกับการใช้งานของเราที่สุด

Literature Note กระบวนการแปรรูป และเก็บข้อมูล

หลายคนมักเข้าใจว่า การคัดลอกข้อความที่น่าสนใจเก็บไว้คือการเรียนรู้ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นแค่การเก็บข้อมูลเท่านั้น หัวใจสำคัญของ Literature Note ใน Zettelkasten คือกระบวนการคิดเชิงลึกที่เกิดขึ้นระหว่างการเขียน เราจำเป็นต้องอ่านเนื้อหาให้ครบ ทำความเข้าใจมัน และถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาของตัวเราเอง เพราะหากเราทำแบบนั้นได้ แปลว่า เราเข้าใจเรื่องนั้น ๆ จริง ๆ แล้ว พร้อมเก็บเอาไปใช้งานต่อไปได้

เนื่องจากเป้าหมายของ Literature Note คือการเป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ โครงสร้างของมันจึงต้องสะท้อนความเชื่อมโยงกลับไปที่ต้นฉบับอย่างชัดเจน ทำให้องค์ประกอบแรกที่สำคัญคือ แหล่งที่มา เพื่อให้เราสามารถกลับไปหาที่ต้นฉบับเดิมได้เสมอเมื่อเกิดข้อสงสัยในอนาคต

ถัดมาคือ เนื้อหาที่เราได้ทำการสรุปและเรียบเรียงภาษาใหม่ด้วยภาษาของเราเอง โดยสิ่งสำคัญคือเนื้อหาส่วนนี้จะต้องมีความสมบูรณ์ในตัวเอง อ่านแล้วเข้าใจ หรือ Recall ข้อมูลทั้งหมดได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลอื่น ๆ เพราะ เนื้อหาบางอย่างมันยาวมาก หากเราจะต้องมาเสียเวลานั่งอ่านใหม่ทุกครั้ง มันเสียเวลา และมันนำมาใช้งานได้ยาก

เรา Capture และไม่ Capture อะไรบ้าง

ปัญหาที่เราเจอมากับตัวตอนที่พยายามสร้างระบบ Literature Note คือ เราสนุกกับการกดเก็บ พวกหน้าเว็บ บทความ หรือวีดีโอต่าง ๆ เยอะมากโดยหลอกตัวเองว่า เราได้เรียนรู้สิ่งนั้นแล้ว ปัญหาที่ตามมาคือ เราจะมีข้อมูลเยอะมาก ๆ ใน Vault ของเรา ที่มันยังไม่ผ่านการนำเข้าสู่กระบวนการ Zettelkasten เมื่อเวลาผ่านไป กลับมานั่งอ่าน หรือดูอีกครั้ง เรามักจะลืมว่า ทำไมเราเก็บมาแต่แรก บริบท หรือ ไอเดียที่เรารู้สึกมา มันหายไปหมดแล้ว ทำให้การเอาข้อมูลมาใช้งานต่อได้ยาก ต้องเสียเวลาในการทำความเข้าใจใหม่ทั้งหมด สุดท้ายเยอะ ๆ เข้า มันกลายเป็นภาระ แล้วเราก็จะเลือกทำ Literature Note ไปเลย

ดังนั้น Literature Note เราจะเก็บสิ่งที่เราได้เห็นได้ดู จากสื่อได้ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ, Podcast, หนัง, บทความ, Quote และ วีดีโอ แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราจะเอาทุกอย่างที่เราได้เห็นหรือฟังมาใส่ทั้งหมด แต่เราควรจะเลือกสื่อที่เกี่ยวข้องกับเรา หรือ เป็นเรื่องที่เรากำลัง Research อยู่

เติมเต็ม Workflow ด้วย Obsidian Web Clipper

ทุกครั้งที่เราจะเติมของเข้าคลัง Literature Note เราจะต้องใส่ข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะ Metadata เข้าไป ซึ่งมันเป็นอะไรที่เราคิดว่าค่อนข้างเสียเวลา และขัดจังหวะการทำงาน และกระบวนการคิดเยอะมาก ๆ

Obsidian Web Clipper เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วย เชื่อมโยง Web Borwser และ Obsidian เข้าหากัน เป็นเหมือนด่านหน้าในการเก็บเรื่องราวต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ต เราสามารถติดตั้งมันเข้ากับ Web Browser ได้หลากหลายตัวมาก ๆ โดยเฉพาะตัวที่เป็น Chromium Based ที่เราสามารถติดตั้งผ่าน Chrome Web Store

เมื่อเราติดตั้งแล้ว เราจะเห็น Icon ของ Obsidian ขึ้นมาอยู่ และเมื่อเรากดมันขึ้นมา เราจะเห็นว่า มันมีหน้าต่างสำหรับการเพิ่ม Note ลงไป โดยมันอาจจะไม่ตรงกับ Template ที่เราวางเอาไว้หรอก

เราจะต้องเข้ามา Config Template กัน โดยใน Extension ตัวนี้ เราสามารถทำ Template เป็น Preset สำหรับการ Capture หน้าเว็บ หรือลักษณะ Content ที่แตกต่างกัน โดยส่วนตัว เราจะทำไว้อยู่ 3 แบบด้วยกันคือ Article, PubMed และ Youtube หากเราไม่อยากทำเอง เราสามารถเข้าไปหาดาวน์โหลดที่มีคนเข้าทำไว้แล้วได้ แต่ส่วนตัวเราจะเกิดจากการนั่งแคะแกะเว็บนั้น ๆ เอง เพื่อให้ได้ Format และข้อมูลตามที่เราต้องการมากกว่า

ในแต่ละ Preset เราสามารถตั้งค่าได้ละเอียดมาก ๆ ตั้งแต่ว่า เราจะให้ไฟล์ Note นั้นชื่ออะไร สามารถเขียนได้ตั้งแต่ชื่อที่เป็น Static เฉย ๆ หรือจะใช้ Template เช่น เราจะให้เขียนเป็นวันที่เราจด ตามด้วย AT แปลว่า Article แล้วตามด้วยหัวเรื่อง จากนั้นใน Note Location เราใส่ที่อยู่ที่เราต้องการใน Obsidian Vault ของเรา อาจจะสร้างเป็น Literature Note Folder รวม ๆ กันทั้งหมด หรือจะแยกออกมาเป็นประเภทของ Content อีกทีก็ได้ (ส่วนตัวเรา แนะนำให้ Literature Note อยู่ใน Level เดียวกันให้หมด ไม่ต้องแยกเก็บ หากต้องการเข้าถึงเฉพาะ Content บางแบบ เราค่อยใช้พวก Tag หรือ Metadata ของ Note เข้ามาช่วยจะง่ายต่อการจัดการมากกว่า)

ส่วนต่อไปคือ Content เราสามารถตั้งค่า Properties หรือ Metadata ว่าเราอยากจะเอาหัว Note อะไรมาใส่บ้าง ตั้งแต่ชื่อเรื่อง, Type คือ ประเภทของ Content เช่น Article แต่เราไม่ได้ Predefined ไว้เลย เพราะใน Article Preset เราเก็บไว้เป็น Generic คือ Content ไหนที่ไม่เข้าประเภท 2 ตัวที่เหลือ จะเลือกใช้ Article เป็นหลัก แล้วค่อยมาเติมเอง อีกอันที่น่าจะสงสัยคือ Hub มันคือหัวเรื่อง เพราะใน Note เราจะมีการเก็บเป็นหัวเรื่อง เช่น เราอ่าน Paper ในฝั่ง Bioinformatics เราก็จะเก็บเป็น Link ของ Note วิ่งไปที่ Hub Homepage ของ Bioinformatics

# [[{{date|date:"YYYY-MM-DD"}} YT-{{title}}]]
[[Literature Notes MOC |Literature Note]]

## :LiClipboardList: Summeries

## Takeaways

## Related Permanent Notes
```dataview
LIST from "Personal/Permanent Notes"
WHERE topic = this.hub AND !contains(file.name, "template")
```

ส่วนของ Note Content เราจะอ้างอิงจาก Template ที่เราใช้งานเลย หลัก ๆ มี 3 Subsection คือ Summeries เป็นส่วนที่เราสรุปความออกมาจาก Content โดยที่เขาพูดอะไรที่เป็นส่วนสำคัญที่คิดว่าจะเอาไปใช้ต่อได้ใส่เข้าไปให้หมด ช่างหัวความเป็น Atomic Note ออกไปเลย และห้ามใส่ความเห็นของเราลงไปเด็ดขาด ถัดลงมาคือ Takeaways จะใส่เป็นว่า เราได้อะไรจาก Content นี้ คิดว่ามันน่าจะเอาไปทำอะไรได้ต่อ หรือ Quote อะไรที่คิดว่าน่าจะเอาไปใช้ได้ต่อ สุดท้ายคือ Related Permanent Notes คือ เราจะใช้เป็น Dataview สำหรับดึง Permanent Note ที่อ้างอิงกลับมาหา Literature Note ไฟล์นี้ เพื่อให้เห็นว่า มันมีการนำไปใช้งานแล้วนะ

{
  "schemaVersion": "0.1.0",
  "name": "Youtube",
  "behavior": "create",
  "noteContentFormat": "# [[{{date|date:\"YYYY-MM-DD\"}} YT-{{title}}]]\n[[Literature Notes MOC |Literature Note]]\n\n## :LiClipboardList: Summaries\n\n## Takeaways\n\n## Related Permanent Notes\n```dataview\nLIST from \"Personal/Permanent Notes\"\nWHERE topic = this.hub AND !contains(file.name, \"template\")\n```",
  "properties": [
    {
      "name": "Title",
      "value": "{{title}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Type",
      "value": "Youtube Video",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Published",
      "value": "{{schema:@VideoObject:uploadDate|date:\\\"YYYY-MM-DD\\\"}}",
      "type": "datetime"
    },
    {
      "name": "Created",
      "value": "{{date}}",
      "type": "datetime"
    },
    {
      "name": "Hub",
      "value": "",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Author",
      "value": "{{schema:@VideoObject:author}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Link",
      "value": "{{url}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Description",
      "value": "{{schema:@VideoObject:description}}",
      "type": "text"
    }
  ],
  "triggers": [
    "https://youtube.com"
  ],
  "noteNameFormat": "{{date|date:\"YYYY-MM-DD\"}} YT-{{title}}",
  "path": "Personal/Literature Notes"
}

ตัวต่อมาคือ Youtube เราขอให้ออกมาเป็น JSON ที่เราสามารถ Import เข้าไปได้ตรง ๆ เลย ตัวนี้ไม่มีอะไรมาก เราใช้โครงสร้าง เหมือนของ Article ทุกอย่าง แค่ว่า วิธีการเอาข้อมูลแต่ละ Field ออกมา มันใช้คนละวิธีการเท่านั้นเอง

{
  "schemaVersion": "0.1.0",
  "name": "PubMed",
  "behavior": "create",
  "noteContentFormat": "# {{date|date:\"YYYY-MM-DD\"}} JN-{{meta:name:citation_title}}\n{{meta:name:citation_authors|split:\";\"|first}} et al. {{meta:name:citation_publisher}} {{meta:name:citation_date|date:(\"YYYY-MM-DD\", \"MM/DD/YYYY\")|slice:0,4}};({{meta:name:citation_volume}}){{meta:name:citation_issue}}\n[[Literature Notes MOC |Literature Note]]\n\n{{selectorHtml:div.abstract|markdown}}\n\n## :LiClipboardList: Summaries\n\n## Takeaways\n\n## Related Permanent Notes\n```dataview\nLIST from \"Personal/Permanent Notes\"\nWHERE topic = this.hub AND !contains(file.name, \"template\")\n```\n",
  "properties": [
    {
      "name": "Title",
      "value": "{{meta:name:citation_title}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Type",
      "value": "Publication",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Published",
      "value": "{{meta:name:citation_date|date:(\\\"YYYY-MM-DD\\\", \\\"MM/DD/YYYY\\\")|slice:0,4}}",
      "type": "datetime"
    },
    {
      "name": "Created",
      "value": "{{date}}",
      "type": "datetime"
    },
    {
      "name": "Hub",
      "value": "",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Author",
      "value": "{{meta:name:citation_authors|split:\\\";\\\"|first}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Link",
      "value": "{{url}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Journal",
      "value": "{{meta:name:citation_publisher}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "PMID",
      "value": "{{meta:name:citation_pmid}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Volume",
      "value": "{{meta:name:citation_volume}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "Issue",
      "value": "{{meta:name:citation_issue}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "DOI",
      "value": "{{meta:name:citation_doi}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "ISSN",
      "value": "{{meta:name:citation_issn}}",
      "type": "text"
    },
    {
      "name": "PDF",
      "value": "",
      "type": "text"
    }
  ],
  "triggers": [
    "https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/"
  ],
  "noteNameFormat": "{{date|date:\"YYYY-MM-DD\"}} JN-{{meta:name:citation_title}}",
  "path": "Personal/Literature Notes"
}

สุดท้าย คือ PubMed สาย Life Science และ Medicine น่าจะได้ใช้งานบ่อย ๆ เลยละ บางที เราอ่าน Paper วันนึงเยอะมาก เราก็ใช้ Obsidian นี่แหละในการเก็บ Paper ที่เราเคยอ่าน พร้อมกับสรุปของมันไว้ในนี้เลย วันไหนที่เรามาใช้ เราสามารถเข้ามาอ่านในนี้ได้เลย ซึ่งตัวนี้เราจะเก็บ Metadata ค่อนข้างละเอียดมาก ๆ ก็เหมือนเดิม จุ๊บไปใช้ได้เลย โครงสร้างภายใน Note มีความแตกต่างอยู่จุดนึงคือ เราเพิ่ม Subsection ของ Abstract ขึ้นมา เผื่อว่า เรากลับมาอ่าน จะได้ปาดแว่บเดียวรู้เรื่องเลย

เพราะ Template พวกนี้แหละ ทำให้การทำงานของเราเร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก โดยเฉพาะเราเองที่ทำงาน Research ข้อมูลค่อนข้างเยอะมาก ทั้งสำหรับ Content ของฝั่ง Arnondora และงานวิจัยของเราจริง ๆ ทำให้การทำงานเรามัน Seamless มากที่สุดเท่าที่จะทำไปได้

นอกจากนั้น ตัวมันสามารถเชื่อมต่อกับ LLMs ได้อีก มันจะอยู่ในเมนู Interpreter เราสามารถสั่งให้มันเรียก LLM ต่าง ๆ ได้หลากหลายเจ้ามาก ๆ เช่น OpenAI, Gemini และ Anthropic หรือจะใช้ Local Mode อย่าง Ollama ก็ได้เช่นกัน สมมุติว่า เราอยากให้มันช่วยสรุป Content เราก็แค่ตั้งให้มันสรุป แล้วเราสามารถให้มันเอาไปแปะอยู่ใน Section นึงได้เลย แต่ส่วนตัวเราจะไม่ได้ใช้ เพราะรู้สึกว่า ถ้าเราทำให้มันง่ายเกินไปโดยเฉพาะการ Extract Information ออกมา มันจะทำให้เราขี้เกียจ แล้วสุดท้ายมันจะกลายเป็น Bookmark มากกว่าการเป็น Literature Note จริง ๆ

สรุป

การ Capture เรื่องราวต่าง ๆ ด้วย Obsidian ไม่ใช่เทคนิคสำหรับการสำรองไฟล์ แต่เป็นวิธีการออกแบบระบบความคิดของเรา เมื่อเราเข้าใจหลักการสร้าง Literature Note ที่มีรากมาจาก Zettelkasten ซึ่งเน้นการย่อยข้อมูลด้วยตัวเอง รวมกับ Workflow ที่มีการจัดการอย่างชัดเจน และการเอาเครื่องมืออย่าง Obsidian Web Clipper มาลดทอนงานที่ไม่จำเป็น เราจะสามารถเปลี่ยนข้อมูลมหาศาลที่ไหลเข้ามาแต่ละวันให้กลายเป็นคลังข้อมูลสมองที่สองอันทรงพลัง เมื่อเราต้องหยิบมันมาใช้เมื่อไหร่ เราก็สามารถหยิบมันมาใช้งานได้ง่าย ต่อยอดออกมาเป็นงานใหม่ ๆ ของเราได้ไม่รู้จบเลย