ทำไม PostgreSQL ถึงเป็น Database ที่คนนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
By Arnon Puitrakul - 19 กุมภาพันธ์ 2026
ช่วงหลัง ๆ มานี้ ถามเพื่อว่า ขึ้น Project ใหม่ใช้ Database อะไรดี กลับได้คำตอบว่า PostgreSQL จนเกิดคำถามในใจว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เมื่อก่อน เรายังใช้ MySQL และ MariaDB อยู่เลย
ด้วยความสงสัยเลยไปนั่งหาข้อมูลดู ขุดกันไปลึกถึง Architecture กันไปเลย และสุดท้าย ใช่แล้ว เราตกเป็นเหยื่อของมันเรียบร้อย พอได้ลองใช้จริง เล่นงานโหด ๆ กับมันจริง ๆ ทำให้เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมมันได้ฉายาว่า "The World's Most Advanced Option Source Relational Database" วันนี้เราจะมาเล่าให้อ่านกันว่า ทำไม PostgreSQL ถึงเหนือกว่า เทียบกับ MySQL และ MariaDB และที่สำคัญคือ เราควรเปลี่ยนมาใช้ PostgreSQL หรือไม่
โคตร Feature ของ PostgreSQL
PostgreSQL ไม่ได้มีดีแค่เก็บข้อมูลเป็นตารางแบบ RDBMS อื่น ๆ ธรรมดา แบบนั้นใคร ๆ ก็ทำได้ แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อเป็น ขุมพลังเบื้องหลังของ Application จริง ๆ
อย่างแรกคือ มันรองรับ Data Type แปลก ๆ และมีความสามารถ NoSQL ในตัว ลืบภาพที่ว่า การเป็น Relational Database เราจะต้องเก็บข้อมูลในรูปแบบของ Schema เท่านั้น เพราะ Postgres มี Data Type ที่เรียกว่า JSONB มันไม่ได้แค่เป็น JSON เป็น Text โง่ ๆ ที่กว่าจะ Search ได้ยุ่งยาก แต่มันแปลงสภาพก่อนเก็บ เพื่อให้เราสามารถ Query ทะลุเข้าไปได้ ที่สำคัญมันสร้าง GIN Index ทำให้ Search ได้แบบโคตรเร็วแรง จนบางที มันแทบจะแทน Document Database ได้เลย หรือเคสที่เราชอบมากคือ มันสามารถใช้งานเป็น Hybrid ได้ Field ไหนที่เราไม่มั่นใจ เราเก็บเป็น JSONB แล้ว Query ทีหลังได้อีก
อย่างที่ 2 คือ MVCC (Multi-Version Concurrency Control) มันจะเริ่มเห็นผลเมื่อเรามี Concurrent เยอะ ๆ มันทำให้ คนอ่านไม่ต้องรอคนเขียน และคนเขียนไม่ต้องรอคนอ่าน ระบบจะสร้างข้อมูลหลาย Version ในเวลาเดียวกัน ทำให้จัดการ Concurrency ได้โคตรเจ๋ง ลดปัญหา Database Lock เวลา Concurrent สูง ๆ ได้
อย่างที่ 3 คือ เราสามารถ On-Top ความสามารถมันขึ้นไปได้โดยที่ไม่ต้องมานั่งรื้อ Core Engine ของมันเลย เช่น ถ้าเราอยากทำงานเกี่ยวกับ GIS มีตำแหน่งแผนที่ เราสามารถลง PostGIS หรือกระทั่งเราสามารถใช้ Python เขียน Custom Function หรือ Business Logic ที่ซับซ้อนฝังเข้าไปใน Database ได้เลย
และสุดท้ายคือ อันที่เราชอบมาก ๆ คือมันรองรับการทำงานของ Query ที่โคตรซับซ้อนได้เก่งมาก เช่น Window Function, Common Table Express (CTEs) หรือกระทั่งการทำ Parallel Query ที่แบ่งงานกันประมวลผล มันจะดีมาก ๆ เวลาเรามี Data Pipeline สำหรับดูด Data ออกมาทำ Analysis อย่างต่อเนื่อง
The Power Behind Community
ด้วยความที่เราสามารถ On-Top ความสามารถของมันด้วยการเขียน Code ใส่เข้าไปได้ แน่นอนว่าเปิดขนาดนี้ และ Community ที่แข็งแกร่งเหนียวแน่น จนทำให้เกิด Database ใหม่ ๆ ที่ใช้พื้นฐานเป็น PostgreSQL ออกมาเยอะมาก ๆ
เช่น TimescaleDB คือ แค่เสียบ Extension นี้เข้าไป Postgres ก็จะกลายร่างเป็น Time-Series Database ให้เราได้เลย ส่วนที่ชอบมาก ๆ คือ เราไม่ค่อยถนัด Influx เท่าไหร่ พอมาใช้ตัวนี้คือ ยิ้มกริ่มเลยละ
หรืออีกตัวที่กำลังมาแรงโคตร ๆ สู้กับ Google Firebase แต่เป็น Open-Source และ Self-Hosted ได้นั่นคือ Supabase มันคือ การเอา PostgreSQL มาใส่ Serverless และ Backend-as-a-Service แค่ Deploy Container ของ Supabase เราก็เหมือนยกเกือบทุกบริการของ Firebase มารันแบบ Local ได้แล้ว เชื่อมั้ยว่า เราเอามันมาใช้ Build Project ขำ ๆ ในบ้าน มันทำให้เราขึ้น Project ได้เร็วมาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อเลยละ
หรือ ถ้าเราเป็นสาย Data Warehouse มันจะมี Greenplum ที่เปลี่ยน PostgreSQL ธรรมดา ๆ ให้กลายเป็น Data Warehouse เหมาะสำหรับสายงาน Big Data โดยเฉพาะ
จะเห็นได้ว่านอกจากที่เราจะเขียน Feature ใหม่ ๆ ใส่ให้มันได้ไม่จำกัดแล้ว บางงานที่เราทำกันบ่อย ๆ Community เขาก็เขียนมาหให้เราเยอะแล้ว แค่ไป Pull มาใช้งานได้แบบไม่ต้องเขียนก็ยังได้ อย่างมาก แค่อาจจะมีการ Custom น้องเขาเล็กน้อยเท่านั้นเอง
เทียบกับ MySQL และ MariaDB
ทีนี้ เราลองมาเทียบกับ RDBMS ที่เราใช้งานมาก่อนหน้านี้อย่าง MySQL และ MariaDB เราคิดว่า มันมีความแตกต่างอยู่ 3 เรื่องที่เห็นได้ชัด ๆ
อย่างแรกคือ การรองรับ NoSQL Format ที่ถึงแม้ว่า MySQL จะรองรับ JSON แล้ว แต่เทียบความเร็ว และความยืดหยุ่นในการทำ Index กับ JSONB บอกเลยว่า Postgres ยังได้เปรียบในข้อมูลขนาดใหญ่อยู่นะ
อย่างที่ 2 คือ ความเข้มงวดของ ACID Compliance ต้องบอกว่า Postgres ถูกออกแบบมาให้มีความเป็น Perfectionist มาก ๆ หากเราส่งข้อมูลผิด Type หรือ ขัดกับ Rule ที่เราตั้งไว้ มันจะโยน Error กลับมาให้เราทันที ดีกว่าโยนไปเดา สุดท้ายพัง ในขณะที่ MySQL สมัยก่อน เขาจะมีความประนีประนอมมากกว่าอยู่
สุดท้ายคือ Architecture ของมัน ตัว MySQL เกิดมาพร้อมกับไอเดีย Pluggable Storage Engine ที่เน้นความเร็ว ปรับแต่งง่าย เหมาะกับ Web ทั่ว ๆ ไป แต่ PostgreSQL ใช้ Unified Engine ที่เน้นที่ความสมบูรณ์ตั้งแต่เปิดใช้งานมาเลย
PostgreSQL เหมาะกับใคร ?
ส่วนตัวเราคิดว่า หากงานเราเป็น Website ทั่ว ๆ ไป เราว่ามันไม่ได้ต่างกันกับเจ้าอื่น ๆ เท่าไหร่ ใช้ตัวที่เราคุ้นเคยได้ แต่ถ้างานเราเริ่มต้องการ Data Integrity สูงสุด แบบงานที่ข้อมูลผิดพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เช่นระบบการเงิน, ERP และงานที่เราทำอย่างฝั่ง Bioinformatics ที่ต้องการ Data Structure ที่ซับซ้อน และแม่นยำสูง ๆ
อีกแบบที่เราคิดว่าเหมาะคือ ถ้างานเราต้องทำ Join Table แบบเละ ๆ หรือต้องใช้ Database มาประมวลผล คือ เราใช้งานมันมากกว่าแค่การดึงข้อมูลมาทำงานต่อเฉย ๆ ก็ดี และสุดท้าย อันนี้เพื่อนที่เรียน GIS บอกมาว่า ยังไง มันก็ต้องไป PostgreSQL จบสุดในวงการแล้ว
สรุป
เราคิดว่า มันไม่มี Database ตัวเดียวที่เหมาะกับทุกคนหรอก แต่ถามว่า เอาตัวที่มัน Standard ใช้ง่ายจริง ๆ เราก็ยังว่า MySQL ยังตอบโจทย์สำหรับเราอยู่ แต่ถ้างานเริ่มซับซ้อนขึ้น หรือมองหาความยืดหยุ่นสูง ๆ เราว่า PostgreSQL ก็ยังตอบโจทย์ เป็นคำตอบที่คุ้มค่ากับการนั่งอ่านมันแน่ ๆ แล้วทุกคนละ ตอนนี้ใช้ Database ตัวไหนอยู่ มาแชร์กันได้



