eSIM กับโลกที่ไร้ SIM Card ทำไมเราต้องสนใจ ?

by arnondora on December 29, 2019

ตั้งแต่เราเปลี่ยนไปใช้ iPhone 11 Pro Max ที่รองรับ eSIM ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักหรอก แต่พอจะต้องไปต่างประเทศแล้วมีซิมของประเทศอื่นอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะไปทำ eSIM เพื่อที่จะให้เราไม่ต้องพก WiFi Pocket ก็เล่นเน็ตได้ วันนี้เรามาแชร์กันว่า มันคืออะไร ควรเปลี่ยนมั้ย และ เปลี่ยนยังไงได้บ้าง

eSIM คืออะไร ?

หลาย ๆ คนที่ใช้โทรศัพท์น่าจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า SIM Card กันเป็นอย่างดีแน่ ๆ มันคือ ของชิ้นเล็ก ๆ ที่เสียบอยู่กับโทรศัพท์ของเรา ถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เราจะพบว่า SIM Card นั้นมีอยู่ขนาดเดียวเท่านั้นเอง จนเวลาต่อมา มันก็มี Micro SIM และ Nano Sim ออกมา ที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองกับอุปกรณ์ที่มีความเล็กลงเรื่อย ๆ นั่นเอง

ความงามไส้ของการมี SIM Card หลายไซส์คือ การผลิตก็ต้องใช้พลาสติกมากขึ้น เพราะต้องทำมาให้มีขนาดใหญ่สุดที่ใช้ได้ พอเอามาใช้ เครื่องที่ใช้ Nano SIM ก็ต้องมาตัดให้เหลือขนาดที่ใช้ พลาสติกตรงนั้นก็ยังไม่ทันได้ใช้ ก็ถูกทิ้งซะแล้ว ไม่ดีเลย แถมบางที เราจะเอาไปใส่อีกเครื่อง อ้าวขนาดไม่เหมือนกันอีก

อีกอย่างคือ บางคนอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้หลายเบอร์พร้อม ๆ กัน เมื่อก่อนเลย วิธีแก้ปัญหาคือ เราต้องพกโทรศัพท์ตามจำนวนเบอร์ที่เราถือเลย ซึ่งตอนนั้น 2 เครื่องก็แปลกแล้ว ไม่ต้องพูดถึง 3-6 เครื่องเลย (อย่าพูดเป็นเล่นไป มีจริง ๆ นะ 6 เบอร์อะ) จนเรามาอีกยุคที่โทรศัพท์ใส่ได้ 2 ซิม ไปเลย คำถามก็คือ แล้วถ้าเราใช้ 3-6 เบอร์ละ จะทำยังไง เราก็ต้องเปลี่ยนซิม ไม่ก็พกโทรศัพท์ 3 เครื่องก็ดูจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปนิดนึง

จนมาในปัจจุบัน เราก็กำลังก้าวสู่ยุคที่จะใช้ eSIM เหมือนที่เราค่อย ๆ ย้ายจาก SIM Card อันใหญ่มาเป็น Micro SIM และ Nano SIM ตามลำดับเลย โดย eSIM จะมีความแตกต่างกัน เพราะ eSIM หรือเต็ม ๆ เราเรียก Embedded SIM มันจะทำงานตรงกันข้ามกับ SIM Card ที่เราใช้กันเลย

โดยปกติ เราจะเดินไปที่ผู้ให้บริการอย่าง AIS, Truemove H หรือ DTAC เพื่อให้เขาออก SIM Card มาให้ เราก็เอามาเสียบ ก็จะใช้งาน โทรศัพท์ และ Internet ได้นั่นเอง แต่ eSIM คือ เวลาเราซื้อโทรศัพท์หรืออุปกรณ์มา เขาจะฝัง SIM Card มาไว้ให้แล้ว เวลาเราจะใช้งาน เราก็เอาโทรศัพท์เราเดินไปที่ผู้ให้บริการ เพื่อที่เขาจะ Register SIM เราเข้ากับระบบของเรา ก็จะใช้งานได้

ดังนั้น นอกจากจะตัดปัญหาเรื่องของการ เปลืองทรัพยากรในการผลิตแล้ว ยังแก้ปัญหาคนที่ใช้งานหลายเบอร์ได้ที่ต้นเหตุเลย เพราะในอุปกรณ์ที่รองรับ eSIM มักจะอนุญาติให้เราเพิ่มเบอร์เข้าไปในเครื่องได้หลายเบอร์มาก ส่วนการ Standby พร้อม ๆ กันก็ขึ้นกับอุปกรณ์ว่ารองรับได้ที่กี่เบอร์พร้อม ๆ กัน (ส่วนใหญ่จะได้อยู่ที่ 2 เบอร์พร้อม ๆ กัน) แล้วเราก็สามารถสลับไปมาได้

เราลองจินตนาการเล่น ๆ ว่าอนาคต เวลาเราไปเที่ยวแล้วอยากเล่นเน็ตบนมือถือ เราก็แค่เดินไปที่ตู้ขายแล้วก็กดซื้อ แล้วเอาโทรศัพท์ส่อง QR Code แล้วก็ใช้งานได้เลย มันจะดีมาก ๆ เลยละ (หรือมีแล้วหว่า)

ควรเปลี่ยนมาใช้ eSIM มั้ย ?

อื้ม… เป็นคำถามที่ดี เท่าที่พนักงานของเครือข่ายนึงบอกเรามาคือ เขาไม่แนะนำอ่าาาาา เพราะ ณ ตอนที่เราถามมานะ คือ Software บางอย่างมันยังไม่เสถียรดี ทำให้อาจจะเจออาการสัญญาณหายบ้างงงงงงงง บ้างมากกก อะไรแบบนั้นแหละ เลยไม่แนะนำ แต่เขาแนะนำให้ทำกับ เบอร์รอง มากกว่า หมายความว่า เบอร์ที่เราไม่ได้ใช้เป็นเบอร์หลักน่ะ

แต่เราก็ไปถามคนรู้จักที่ใช้งาน ก็บอกว่า ไม่เจอปัญหาอะไรเลยนะ เราก็ เออ งง ๆ อ้าวไม่เหมือนที่บอกตรูนี่หว่า ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน เราว่าอันนี้มันต้องขึ้นกับอุปกรณ์และ Software ที่ออกมาแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจพบได้

ถ้าถามเรา เราแนะนำว่า ตอนนี้ถ้ามีเบอร์เดียว ให้ใช้ SIM Card จริง ๆ ไปก่อนก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าใช้เบอร์มากกว่านั้น ก็ถ้าใช้ iPhone ยังไงก็ต้องทำ eSIM ละครับ แบบนี้น่าจะปลอดภัยสุด หรือ แบบเคส เราคือจะบินไปต่างประเทศ ก็ทำ eSIM เป็นเบอร์หลักเราแล้วไปซื้อ SIM Card ที่ประเทศนั้น ๆ น่าจะง่ายกว่า เวลาเราไปซื้อ SIM ที่ต่างประเทศ บางทีเราจะเจอมันในรูปแบบของตู้กด ที่ง่าย และ หาได้ง่ายกว่าการเดินไปเครือข่ายของประเทศนั้น ๆ ด้วย ไหนจะเรื่องภาษาอะไรอีก ที่อาจจะสื่อสารกันยาก

ถ้าเราอยากเปลี่ยนจะต้องทำยังไงบ้าง ?

ก่อนอื่นเลย ต้องดูก่อนว่า อุปกรณ์ที่เราใช้มันรองรับมั้ย ไปเช็คกับเว็บของผู้ผลิตเลย ถ้ารองรับ ก็สามารถเดินไปที่ร้านของผู้ให้บริการเรา แล้วบอกว่า อยากเปลี่ยนไปใช้ eSIM ได้เลย เขาก็จะขอเอกสารอะไรนิดหน่อยเพื่อลงทะเบียน eSIM ของเราเข้าสู่ระบบของผู้ให้บริการ อย่างเราใช้ AIS ก็เข้าไปทำที่ Shop ได้เลย ไม่ได้คิดเงินอะไร เขาทำให้หมด เพียงปลดล๊อค และ ยื่นโทรศัพท์ให้พี่เจ้าหน้าที่เลย ง่ายมาก ๆ

ถ้าพบว่าใช้แล้วมีปัญหาหรืออะไรก็ตาม เราก็สามารถกลับไปที่ Shop แล้วขอเปลี่ยนเป็น SIM Card กลับเหมือนเดิมก็ได้

ที่เล่ามามันสำคัญยังไง ??

อย่างที่เราบอกแหละว่า ยุคสมัยมันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จาก SIM Card ใหญ่ย่อส่วนลงมาเป็น Nano SIM และตอนนี้พวกเราเองก็อยู่ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Nano SIM เป็น eSIM เช่นกัน ไม่ช้าก็เร็ว เราว่ามันก็จะกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของการใช้ SIM Card แน่ ๆ ละ

มันออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาหลายอย่างมาก ๆ ที่ SIM Card จริง ๆ ทำไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องขยะพลาสติก และ Electronic เรื่องการใช้งานหลายเบอร์ และ อีกเรื่องที่หลาย ๆ คนไม่น่าจะได้นึกถึงมากนักคือ การออกแบบโทรศัพท์นั่นเอง

อย่างที่เราน่าจะรู้กันดีว่า โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์เคลื่อนที่ ดังนั้นมันต้องการขนาดที่เล็ก และเบานั่นเอง การที่มีถาดใส่ SIM มานั่นหมายถึงการเสียพื้นที่ในเครื่องที่มีน้อยอยู่แล้วกับถาดใส่ SIM และ เครื่องอ่านอีก เขาอาจจะเอาช่องว่างตรงนั้นไปใส่ อะไรที่อาจจะทำให้การใช้งานโทรศัพท์มือถือของเราดีขึ้นก็ได้

สรุป

eSIM หรือ Embedded SIM เป็นรูปแบบของ SIM ใหม่ที่ตัว SIM จะถูกฝังมาในเครื่อง และ สามารถเปิดใช้งานได้โดยการไปลงเบียน eSIM ของเรากับผู้ให้บริการ โดยมันทำให้เราสามารถใช้งานหลายเบอร์ได้พร้อม ๆ กันได้ โดยที่เราไม่ต้องเปลี่ยน SIM Card และกลัวมันหล่นหายเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนั้น ในระยะยาว มันเป็นการลดขยะพลาสติกและ Electronic ได้เป็นอย่างดี การเข้าไปเปลี่ยนก็ง่าย เพียงแค่เดินเข้าไปที่ศูนย์บริการของเครือข่ายเรา พร้อมกับบัตรประชาชนก็เรียบร้อยแล้ว ถ้ามีปัญหาอยากเปลี่ยนกลับเป็น SIM Card ปกติ ก็ได้เหมือนกัน

Share this article to social network?
FacebookTwitterGoogle+Email
© 2014-2020 Arnon Puitrakul all right reserved.Code with by @arnondora