Tutorial

Java 101 - รู้จัก Java เพิ่มกันอีกสักนิด (Introduction) (EP.0)

By Arnon Puitrakul - 06 มกราคม 2016

Java 101 - รู้จัก Java เพิ่มกันอีกสักนิด (Introduction) (EP.0)

ในปัจจุบัน ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีใครที่ไม่รู้จักภาษายอดนิยมอย่าง Java เพราะตอนนี้เป็นภาษาที่ฮิตอยู่อันดับที่ 2 รองจาก Python กันเลยทีเดียว และหลาย ๆ คนก็อาจจะเคยเรียนมาบ้าง หรือกำลังใช้งานมันอย่างชำชองอย่างรุนแรง แต่พอไปถามคนบางคนก็ไม่รู้จริง ๆ ว่า การทำงานของมัน หรือ Concept เป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาดูกันว่า Java แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่

Java คืออะไร ?

Get-to-know-Java-Logo

ถ้าใครกำลังคิดว่ามันคือ กาแฟ ก็เออใช่ !!! จะบ้าเหรอ พูดถึง Java ในฝั่งของคอมพิวเตอร์ต่างหากเล่า ถ้ามีคนมาถามว่า Java คืออะไร เราจะตอบมันว่ายังไงดี ? จริง ๆ แล้วคำตอบก็ขึ้นอยู่กับว่า จะตอบว่ามันเป็นอะไรดี เพราะว่าตัว Java จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ Programming Language เท่านั้นนะ เพราะว่ามันก็ยังเป็น Platform เหมือนกับ OS ต่าง ๆ นั่นแหละ

Java Programming Language

มาดูกันที่สิ่งแรกที่เราจะตอบไปก่อนว่า Java คืออะไร ? อ่อ มันก็คือ Programming Language ไง แล้วก็เป็นภาษาที่รองรับการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุอย่างเต็มรูปแบบด้วยนะ (Object Oriented Programming) และเมื่อเทียบกับ C++ ที่เป็นภาษาที่รองรับการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุเหมือนกันแล้ว Code โปรแกรมเดียวกัน เมื่อเขียนด้วย Java จะพบว่า มันสั้นกว่า กระชับกว่า และอ่านง่ายกว่า C++ เยอะเลย ทั้งนี้จากประสบการณ์คิดว่า เป็นเพราะการใช้ภาษาที่ค่อนข้าง Friendly กับมนุษย์คนเขียนอย่างเรา ๆ มากกว่า
ตัว Java อย่างที่บอกนอกจากที่มันจะเป็น Programming Language แล้ว มันก็ยังเป็น Platform ด้วย เพราะฉะนั้น เราสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Java เพียงครั้งเดียว แต่สามารถเอาไป Execute ที่ไหนก็ได้ที่ Install ตัว Java Platform อยู่ (Platform Independent) อย่างที่สโลแกนบอกคือ Write Once Run Anywhere ส่วนจะทำงานยังไงนั้น เดี๋ยวไปดูต่อเรื่องของ Platform ในหัวข้อถัดไป
ข้อดีที่ทำให้นักพัฒนาส่วนใหญ่เลือกใช้ Java ในการพัฒนาโปรแกรมมีอยู่หลายข้อเหมือนกัน เช่น ฟรี อันนี้สำคัญมากเลยนะ เมื่อเราไปเทียบกับ .NET ที่จำกัดวงที่ใช้ได้เฉพาะใน Windows Platform เท่านั้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องของ License ของ Windows และ Tool ในการพัฒนาและบำรุงรักษาอีก ฉะนั้นการใช้ Platform ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายทำให้องค์กรสามารถลดต้นทุนไปได้เยอะพอสมควรเลย
ส่วนอีกเหตุผลนึงเลยคือ มี Library ให้เราเลือกใช้เยอะมาก นอกจากจะเป็น Library ที่ตัวภาษา Java จัดมาให้แล้วก็ยังสามารถไปหาโหลด Library จากนักพัฒนาคนอื่นได้อีกมากมายจนเป็น Community กันเลยทีเดียว

มีมือใหม่หลาย ๆ คนไม่รู้ว่า ไปได้ยินมาจากไหนเหมือนกันว่า Java = OOP ขอให้ทำความเข้าใจกันใหม่นะว่า Java != OOP นะ Java Programming Language คือภาษาที่ใช้ Concept ของ OOP เข้ามาช่วยให้เราพัฒนาโปรแกรมได้ง่ายขึ้นเฉย ๆ นะ คนล่ะเรื่องเลย

Java Platform

ทีนี้เรามาถึงเรื่องของ Platform ของตัว Java กันบ้าง มันคือเหมือนสภาพแวดล้อมที่ทำให้เราสามารถ Execute โปรแกรมที่เขียนจากภาษา Java ได้นั่นเอง ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Java Visual Mechine (JVM) และ Runtime Library โดยทาง Sun ที่เป็นเจ้าของ Java ได้ทำการกำหนด Platform ไว้ 3 Edition ด้วยกัน

Get-to-know-Java-Edition

  • Java ME หรือ Java Platfrom Micro Edition เป็นน้องเล็กสุดในตระกูล Java ทั้งหมด เพราะ Footprint ของมันค่อนข้างที่จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในการพัฒนา Application บน Mobile Devices , PDA ในสมัยก่อน หรืออุปกรณ์ขนาดเล็ก (ตอนนี้ไม่ค่อยเห็นคนใช้จริง ๆ เลยนะ)
  • Java SE หรือ Java Platform Standard Edition เป็นลูกคนกลาง ใน Edition ทั้งหลาย ใน Edition นี้จะมี API อะไรหลาย ๆ อย่างที่เราจำเป็นต้องใช้กันในการเขียนโปรแกรมแบบ High Level เช่นพวก การเชื่อมต่อกับ Database, GUI, Network และ Security เข้ามาทำให้เราสามารถเขียนโปรแกรมทั่ว ๆ ไปได้อย่างง่ายดาย
  • Java EE หรือ Java Platform Enterprise Edition เป็นพี่โตสุดในบรรดาทั้งหมดที่ว่ามา โดยจะมีทุกอย่างที่ Java SE มี แต่จะเพิ่มในเรื่องของการพัฒนาโปรแกรมในลักษณะที่อยู่ในองค์กรที่ต้องการประสิทธิภาพและความทนทานสูง
    ถ้าไปอ่านเจอในเว็บไหน หรือใครพูดที่ไหนว่า J2ME, J2SE หรือ J2EE มันคืออันเดียวกันกับที่ได้อ่านไปเมื่อสักครู่ นะแจ๊ะ

How Java Programme Compile and Execute ?

Get-to-know-Java-Environment

ในการที่เราจะได้โปรแกรมที่เขียนจากภาษา Java สักตัวนึง เราจะต้องจับ Programming Language มาทำงานร่วมกับ Java Platform ก่อนอื่น เราก็ทำการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Java ตามปกติ จากนั้นเราก็สั่ง Compile ตัว Javac (Java Compiler) จะทำการแปลงไฟล์ .java ที่เป็น Source Code เป็น .class ที่เป็น Byte Code และสุดท้าย เราก็เอา Byte Code ที่เป็น .class ไป Execute บนเครื่องไหนก็ได้ ที่ทำการลง Java Platform ไว้ได้ โดยเราจะป้อนมันลงไปใน Java Visual Mechine (JVM) เพื่อ Execute นั่นเอง
แตกต่างกับหลาย ๆ ภาษาที่เมื่อเรา Compile มันจะแปลงจาก Source Code ให้กลายเป็น Mechine Language หรือ ภาษาเครื่อง ที่เครื่องสามารถ Execute ได้ทันที ทำให้เวลาเราไป Clone Git โปรแกรมอะไรมาใช้ หรือเอาโปรแกรมของคนอื่นมาใช้ เราก็ต้องสั่ง Compile มันก่อนถึงจะ Execute ได้ แต่เมื่อเทียบกับโปรแกรมที่เขียนด้วย Java เราสามารถ Execute ได้เลย ไม่ต้องมานั่ง Compile ก่อน
แต่การที่เราต้อง Execute โปรแกรมของเราผ่าน JVM เสมอ ทำให้มันมีข้อด้อยจากการพัฒนาโปรแกรมภาษาอื่นนั่นคือ Performance แต่ถามว่ามันน่างุดหงิดขนาดนั้นมั้ย ? ตอบเลยว่า ไม่เลย ถ้าเราไม่ได้พัฒนาโปรแกรมใหญ่ขนาดนั้นมันก็ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่
ผมก็หวังว่าผู้ที่อ่านกำลังอ่านมาถึงข้างล่างตรงนี้คงจะได้รู้จัก Programming Language ยอดนิยมอย่าง Java มากขึ้น และตอบคำถามบ้างคำถามที่หลาย ๆ คนถามมาได้ด้วย

Read Next...

จัดการข้อมูลบน Pandas ยังไงให้เร็ว 1000x ด้วย Vectorisation

จัดการข้อมูลบน Pandas ยังไงให้เร็ว 1000x ด้วย Vectorisation

เวลาเราทำงานกับข้อมูลอย่าง Pandas DataFrame หนึ่งในงานที่เราเขียนลงไปให้มันทำคือ การ Apply Function เข้าไป ถ้าข้อมูลมีขนาดเล็ก มันไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าข้อมูลของเราใหญ่ มันอีกเรื่องเลย ถ้าเราจะเขียนให้เร็วที่สุด เราจะทำได้โดยวิธีใดบ้าง วันนี้เรามาดูกัน...

ปั่นความเร็ว Python Script เกือบ 700 เท่าด้วย JIT บน Numba

ปั่นความเร็ว Python Script เกือบ 700 เท่าด้วย JIT บน Numba

Python เป็นภาษาที่เราใช้งานกันเยอะมาก ๆ เพราะความยืดหยุ่นของมัน แต่ปัญหาของมันก็เกิดจากข้อดีของมันนี่แหละ ทำให้เมื่อเราต้องการ Performance แต่ถ้าเราจะบอกว่า เราสามารถทำได้ดีทั้งคู่เลยละ จะเป็นยังไง เราขอแนะนำ Numba ที่ใช้งาน JIT บอกเลยว่า เร็วขึ้นแบบ 700 เท่าตอนที่ทดลองกันเลย...

Humanise the Number in Python with "Humanize"

Humanise the Number in Python with "Humanize"

หลายวันก่อน เราทำงานแล้วเราต้องการทำงานกับตัวเลขเพื่อให้มันอ่านได้ง่ายขึ้น จะมานั่งเขียนเองก็เสียเวลา เลยไปนั่งหา Library มาใช้ จนไปเจอ Humanize วันนี้เลยจะเอามาเล่าให้อ่านกันว่า มันทำอะไรได้ แล้วมันล่นเวลาการทำงานของเราได้ยังไง...

ทำไม 0.3 + 0.6 ถึงได้ 0.8999999 กับปัญหา Floating Point Approximation

ทำไม 0.3 + 0.6 ถึงได้ 0.8999999 กับปัญหา Floating Point Approximation

การทำงานกับตัวเลขทศนิยมบนคอมพิวเตอร์มันมีความลับซ่อนอยู่ เราอาจจะเคยเจอเคสที่ เอา 0.3 + 0.6 แล้วมันได้ 0.899 ซ้ำไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ 0.9 เพราะคอมพิวเตอร์ไม่ได้มองระบบทศนิยมเหมือนกับคนนั่นเอง บางตัวมันไม่สามารถเก็บได้ เลยจำเป็นจะต้องประมาณเอา เราเลยเรียกว่า Floating Point Approximation...