ไปดูมาแล้วกับ Wonder หนุ่มน้อยมหัศจรรย์ที่ทำให้ทุกคน...

เรื่อง “Wonder” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ชีวิตมหัศจรรย์” เป็นหนังเรื่องนึงที่ดูตัวอย่างปุ๊บธาตุความอยากมันก็เข้าแทรกทันที พอดีกับที่ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สอบด้วย มันก็จะว่าง ๆ หน่อย (เหรอ ?) ก็ไปกดมา คนเดียว ! ย้ำว่าคนเดียว ! (ไม่ได้เหงาหรืออะไรนะ แต่ก็เป็นงี้แหละ มนุษย์คนเดียว ชอบ ~)

เนื้อเรื่อง

หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งชื่อ Auggie ที่ชื่นชอบและอยากไปอวกาศเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ แต่ดันโชคร้ายเกิดมาพร้อมกับโรค Treacher-Collins Syndrome (TCS) ให้ความรู้เพิ่มนิดนึงว่าโดยปกติโรคนี้จะพบได้เพียง 1 ใน 50,000 คนของเด็กที่เกิดมา ส่วนใหญ่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน โดยเกิดได้ทั้งจากปัจจัยแวดล้อมและพันธุกรรมจากพ่อและแม่เอง (ทำไมมีสาระจังฟร๊ะ !!) ที่ทำให้เด็กคนนี้มีหน้าตาที่แปลกไปสักหน่อย โดยเด็กคนนี้ผ่านการผ่าตัดแก้ไขใบหน้ามาแล้วกว่า 27 ครั้ง (อึดจริง !) ในเรื่องบอกว่าไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมองหน้า ทำให้ต้องใส่หมวกอวกาศเดินไปมา แต่เมื่อต้องไปโรงเรียนเป็นครั้งแรกของชีวิต เพราะที่ผ่านมามีคุณแม่เป็นคนสอนหนังสือมาตลอด เรื่องจะเป็นยังไงต่อก็แนะนำให้เข้าไปดูกันนะฮ่ะ

จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้ถูกแต่งมาเป็นหนังแต่แรก เพราะมันมาจากนิยายชื่อ Wonder เหมือนกับชื่อเรื่องเลยละ เป็นนิยาย New York Best Seller ที่เขียนโดย R.J. Palacio เรื่องนี้ Inspired จากตอนที่ปาลาซิโอและลูกของเธอไปเจอเด็กที่มีหน้าตาผิดปกติ โดยลูกของเธอก็จ้อง จ้องเข้าไป ซึ่งเธอก็กลัวลูกรู้สึกแย่เลยต้องพาออกจากแถวนั้นไป กลับกลายเป็นว่า เพราะพาลูกหนีไปทำให้เธอรู้สึกผิดเลยทำให้ออกมาแต่งนิยายเรื่องนี้ออกมา

เนื้อเรื่องดำเนินเริ่มจากการค่อย ๆ แนะนำตัวละครทีละตัวไปเรื่อย ๆ จนเราค่อนข้างจะเข้าใจเรื่องราวและความรู้สึกต่าง ๆ ของ Auggie เข้าไปเรื่อย ๆ ตอนแรกที่ดูมันก็ทำให้เราเข้าใจนะว่า โลกในมุมมองของเด็กที่มีปัญหาแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าเราเป็นแบบนี้ เราคงเลือกเกิดไม่ได้

จากนั้นเนื้อเรื่องก็ค่อย ๆ พาเราไปดูในอีกมุมของตัวละครอื่น ๆ เหมือนกันว่า คนอื่นรู้สึกอย่างไรกับ Auggie ทั้งเพื่อนร่วมชั้นของ Auggie เอง รวมถึงพี่สาว และพ่อแม่ของ Auggie ด้วย ทำให้เราก็เข้าใจได้ว่า จริง ๆ การที่เรารู้สึกว่าชีวิตมันชิบหายคนเดียวมันก็ไม่จริงเสมอไปหรอก จริง ๆ คนใกล้ตัวเราที่ไม่ได้แสดงความเดือดเนื้อร้อนใจ ในใจอาจจะระเบิดแล้วก็ได้ เคยฟังเพลง Bad Day ของ Daniel Powter มันก็จะอารมณ์เดียวกัน บางทีคนเรามันก็ไม่ได้มีวันที่สวยงามกันทุกวันหรอก มันย่อมมีวันที่แย่ ๆ กันทั้งนั้น แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะมาอยู่เคียงข้าง และผ่านปัญหาไปพร้อม ๆ กับเราเหมือนกับที่ พ่อแม่และพี่สาวของ Auggie ทำ

ทำให้เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางคนที่ภายนอกดูเข้มแข็งที่สุด ภายในอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นก็ได้ เก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ทำให้น้อยคนนักที่จะสังเกตเห็น หรือบางคนที่ดูอ่อนแอสุด ๆ คนที่ดูน่าเป็นห่วง แต่ภายในใจของเขาอาจจะมีหัวใจที่เข้มแข็งมากที่สุดก็ได้

นอกจากนั้นตัวหนังยังทำให้เราเห็นถึงทุก ๆ ตัวละครที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกันที่ทุกคนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพราะพวกเขาได้รับอิทธิพลจาก Auggie และแน่นอนพวกเราที่กำลังดูอยู่ด้วยเช่นกัน

จุดที่ชอบในการเดินเรื่องของหนังเรื่องนี้คือ หนังไม่ได้ทำออกมาให้ร้องไห้ฟูมฟาย กับชีวิตที่ต้องเกิดมาเป็นแบบที่ Auggie เป็น แต่มันให้ความรู้สึกเชิงบวก ๆ บวกกระจุย รู้สึกอิ่มเอมใจ และมีแรงบันดาลใจมาก ๆ อารมณ์ก็ค่อย ๆ ไปอาจะเศร้าบ้าง รู้สึก Down บ้าง แต่ก็เพราะคนรอบข้างของ Auggie เองด้วยที่ทำให้เขาสู้มาจนได้ขนาดนี้

มุขตลกก็ออกมาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นมุขเด็ก ๆ หน่อย (ก็แหงแหละ Auggie เป็นเด็กประถมไม่ใช่คุณลุงอายุ 60 นี่หว่า!!) และเนื่องจาก Auggie ก็เป็นคนที่ชอ Starwars เอามาก ๆ ทำให้บางครั้งในหนังก็จะมีมุขตลก และตัวละครใน Starwars ออกมาเป็นระยะ ๆ หนังมันเข้าได้ถูกช่วงมาก ๆ เพราะอีกเดี๋ยว Starwars ก็กำลังจะเข้าพอดีฮ่า ๆ

อีกจุดที่ชอบในหนังเรื่องนี้คือ การนำเสนอเรื่องของการ Bully ที่ในปัจุบันมันเกิดขึ้นบ่อยจนคนไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสังคมสมัยนี้ที่ผู้คมมักตัดสินคนจากหน้าตามากกว่าจิตใจข้างในของคนมากขึ้น Auggie ก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนถึงสังคมว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำได้ อยู่ที่เราจะทำตัวยังไงมากกว่า บางคนอาจจะหน้าตาดี มีฐานะโน้นนี่นั่น Perfect ทุกอย่าง การกระทำก็ไม่อาจบ่งจากลักษณะภายนอกได้

มันทำให้เราเข้าใจในเรื่องที่ว่าเราควรยอมรับต่อความแตกต่างได้อย่างไร เพราะบนโลกเราก็มีความแตกต่างที่เราเห็นในชีวิตประจำวันของพวกเราตลอด มันอยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร เพราะในใจลึก ๆ แล้วเราก็ไม่ได้อยากเป็นคนไม่ดีหรอก เราอยากได้การยอมรับ และความสุขจากผู้อื่น เราก็ต้องเริ่มจากการปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนกับที่เราอยากได้เอง นอกจากที่เราจะได้ความสุขตอบกลับมาแล้ว มันยังทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นอีกด้วย

ภาพ, CG และเพลงประกอบ

สำหรับเรื่องของภาพในเรื่อง ก็ไม่ได้ถือว่ามีอะไรเป็นพิเศษขนาดนั้น แต่มันก็ทำให้เราอินและเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี รวมกับเพลงก็เช่นกัน ไม่ได้มีเพลงไหนที่โดนใจเป็นพิเศษ แต่เมื่อเอามารวมกับเรื่องและภาพแล้วมันก็กลายเป็นอะไรที่เข้ากันดีนะ

สรุป Wonder เป็นหนังที่… ดีต่อใจ

หนังเรื่องนี้ผมให้เลย 9.5/10 จากเนื้อเรื่องที่สร้างพลังเชิงบวกให้กับใจเราอย่างแรง ประกอบกับตัวละครสามารถแสดงอารมณ์ออกมาทำให้เราเข้าใจว่าแต่ละคนก็มีเหตุผล มี Bad Day ของเขาเองเวลาดูไป มันก็จะน้ำตาซึมหน่อย ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้เศร้าจนต้องร้องไห้นะ แต่รู้สึกดีจนน้ำตามันไหลออกมาซะมากกว่า

นอกจากนั้นยังมีนักแสดงรุ่นป้าในดวงใจของผมอย่าง Julia Roberts แอวี่ติงหวานฉ่ำ (พอดีเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของนาง ชื่อภาษาไทยเลยไม่ ฉ่ำ เหรอ ฮ่า ๆ พอนางมาเล่นเรื่องนี้ก็ทำให้เราเข้าใจว่า เออนางแก่แล้ว) มาแจมด้วย จัดว่าเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องในปี 2017 ที่อยากให้ทุกคนได้ดู โดยเฉพาะคนที่ช่วงนี้ต้องเจออะไรแย่ ๆ โศกเศร้า สิ้นหวัง ตอนแรกดูจากตัวอย่างก็คิดว่ามันจะเป็นหนังเศร้า ร้องไห้ฟูมฟายกลางโรงหนังขนาดนั้น แต่เปล่าเลย มันกลับเหมือนเชื้อไฟที่ทำให้เรากลับไปสู้ในโลกของเราต่อได้ ก่อนจะไปขอจบด้วย Dialouge นึงจากในเรื่องที่ผมชอบมาก ๆ ประโยคนึง

Everyone deserves a standing ovation because we all overcometh the world

หมายความว่า ทุก ๆ คนสมควรที่จะได้รับการตรบมือชื่นชม เพราะเราก็ประสบความเร็จในโลกของเราเหมือนกัน จะสื่อว่า หลาย ๆ ครั้งที่เรามีปัญหาก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่มี ทุก ๆ คนล้วนมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แต่สิ่งนึงที่จะห้ามลืมเด็ดขาดคือ เราไม่ได้อยู่คนเดียว คนรอบข้างพร้อมที่จะช่วยเราเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ ขอแค่เราเริ่มที่จะพูดมันออกมาเท่านั้นเอง จบละสวัสดีครับ อย่าลืมไปดูกันน้าาา อยากให้ได้ลองดูจริม ๆ