Technology

Mesh WiFi คืออะไร ? เหมาะกับใคร ?

By Arnon Puitrakul - 27 พฤษภาคม 2020 - 2 min read min(s)

Mesh WiFi คืออะไร ? เหมาะกับใคร ?

Mesh WiFi ค่อย ๆ เป็นที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อก่อนที่ราคาแอบแพงจน Home User เอื้อมไม่ค่อยถึง จนวันนี้เทคโนโลยีนี้ราคาถูกลงเยอะมากจน ISP บางเจ้าเองใช้ Mesh WiFi มาใช้ในบ้านเราฟรี ๆ กันเลย วันนี้เรามาดูกันว่า จริง ๆ แล้ว Mesh WiFi มันคืออะไร และเราควรใช้มันมั้ย ?

เมื่อก่อนวางระบบ WiFi ในบ้านยังไง ?

One Access Point Connection

ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ Mesh WiFi จะราคาถูกลงขนาดนี้ การใช้งาน WiFi ในบ้าน ก็มักจะเป็น WiFi Access Point สักตัวนึง และหวังว่า มันจะครอบคลุมการใช้งานได้ทั้งบ้านได้

แน่นอนว่า บ้านมีหลายขนาดมาก ๆ ตั้งแต่ขนาดเล็ก จนไปถึงขนาดใหญ่ ถ้าเป็นขนาดเล็ก Access Point ตัวเดียวก็น่าจะจบ แต่ถ้าบ้านมีขนาดใหญ่กว่านั้นจะเป็นปัญหา

ถ้าเป็นคนทั่ว ๆ ไปไม่ได้มีความรู้ทางระบบ Computer Network อะไรมาก (เมื่อสัก 10 ปีก่อนเราก็แบบนั้นแหละ)​ น่าจะไปหาซื้อของอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ WiFi Repeater และ WiFi Router ตัวใหม่

One Access Point + One WiFi Repeater

สำหรับ WiFi Repeater หลักการทำงานของมันคือ การทวนสัญญาณ พูดง่าย ๆ คือ มันจะรับสัญญาณจาก Access Point ตัวหลักที่เรามีอยู่ในบ้านมา แล้วปล่อยออกเป็นอีก WiFi ออกมาเพื่อให้ขยายพื้นที่การกระจายสัญญาณนั่นเอง ปัญหาคือ เราต้องหาที่วางให้มัน ที่มันอยู่ในระยะของ Access Point ตัวหลัก และ เมื่อ Repeater ส่งสัญญาณออกมา มันต้องครอบคลุมพื้นที่ที่เราต้องการด้วย แต่ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียบสายอะไรเลยนอกจากสายไฟเส้นเดียว

ซึ่งถ้าเป็น WiFi Repeater (บางคนเรียก WiFi Extender) ที่ทำมาเพื่อแค่นี้เลย มักจะทำมาให้มีขนาดเล็กมาก สามารถเสียบเข้ากับปลั๊กไฟบนกำแพงได้เลย เล็ก ประหยัดพื้นที่ และ ไม่รกตา

อีกตัวที่ซื้อกันคือ WiFi Router อันนี้มีหลายรุ่น หลายราคามาก ๆ ขึ้นกับการใช้งานของเราเป็นหลัก พวกนี้เมื่อเราซื้อมา เราก็จะเอา สายจากกล่องหลักเสียบเข้ากับ WiFi Router เพื่อให้มันปล่อย WiFi ออกมา ปัญหามันจะอยู่ที่ ถ้ามีอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อกับกล่องตัวหลักอยู่มันก็จะเชื่อมต่อกันไม่ได้ เหมือนอยู่คนละวง LAN กัน

วิธีแก้คือ โยนทุกคนให้เชื่อมต่อ WiFi ที่มาจาก WiFi Router ที่เราซื้อมาแล้วปิด WiFi ที่มากับกล่องของ ISP ไปเลย อะ ทุกคนก็จะอยู่ในวง LAN เดียวกันคุยกันได้แล้ว แต่ปัญหามันก็วนกลับไปที่เดิมอีกเมื่อ WiFi Router ที่เราซื้อมาตัวเดียว มันไม่ได้ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งบ้านเหมือนกัน

One Access Point + One WiFi Router + WiFi Repeater
ตัวอย่างนี้คือ ใช้ทั้งหมดรวมกันเลย ซึ่งจริง ๆ มันก็ทำได้ แต่เอ่อ ทำ ทำไม ฮ่า ๆ

งั้นเอางี้ เราลากสายจากกล่องของ ISP ไปที่ WiFi Router ที่อาจจะอยู่อีกชั้นของบ้าน แล้วเปิดสิ่งที่เรียกว่า Access Point Mode เลย นั่นก็ทำให้ เครื่องที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดสามารถคุยกันได้ เช่น เราสามารถแชร์ไฟล์ไปมากันได้ แต่นั่นแหละ เราก็ต้องเสียบสายที่ WiFi Router ทุกตัว ถ้าบ้านไม่ได้ลากสายไว้แล้วมาทำทีหลังมันจะยากอยู่

แต่ปัญหาของทั้ง WiFi Repeater และ WiFi Router คือ เมื่อเราเปิดอุปกรณ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ ชื่อ WiFi หรือทางเทคนิคเรียกว่า SSID มันก็ต้องมีหลายตัวมากขึ้น เพราะแต่ละตัวก็จะมี SSID ของตัวเอง ทำให้ชื่อ WiFi ในบ้านก็อาจจะเป็น Home_FL1_1, Home_FL2 ไปเรื่อย ๆ ยังไม่นับว่ามีย่านคความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz อีก (เดี๋ยวนี้ถ้าซื้ออุปกรณ์ดี ๆ มันทำเป็น SSID เดียวได้ และพอเชื่อมต่อมันจะเลือกให้เอง)​ ทำให้เวลาเราเดินขึ้นลงบ้าน เราก็ต้องเปลี่ยนการเชื่อมต่อเองอีก ลำบากไปอี๊ก

อีกปัญหาที่เจอคือ ถ้าบ้านเรามีการวางอุปกรณ์พวกนี้ที่ถี่มาก ๆ คือรวย วางมันห้องละตัวไปเลย ปัญหาที่เราน่าจะเจอได้คือ ทำไมกดแล้วมันไม่ไป ต้องกดหลายทีกว่าจะไป ไม่ก็เล่น ๆ เกมไปทำไม Latency มันขึ้น ๆ ลง ๆ ฟร๊ะ นั่นเป็นเพราะว่า อุปกรณ์แต่ละตัวมันดันเลือกใช้ช่องสัญญาณทับกัน ทำให้สัญญาณรบกวนเยอะมาก ๆ จนทำให้ใช้งานได้ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร

วิธีปัญหานี้ง่าย ๆ เลยคือ ให้เข้าไปแก้ไขการตั้งค่าของช่องสัญญาณให้ไม่ซ้ำกัน เช่น ชั้น 1 ด้วยกันเอง ก็อาจจะปรับให้ใช้คนละช่องกัน อาจจะเป็น Ch 1 กับ 6 ไปเลย ชั้น 2 ก็ต้องมาดูว่า จากชั้น 1 สัญญาณมันแรงขนาดไหน ถ้าแรงมากก็ต้องปรับหนีกัน ห้ามให้มันมาเจอกัน แน่นอนว่า ยุ่งยากมาก และ ไม่ใช่อะไรที่คนทั่ว ๆ ไปจะทำเลย

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 Solution ต่างมีปัญหา และ ต้องการความเชี่ยวชาญในการตั้งค่ามากเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหล

Mesh WiFi comes to rescue?

Mesh WiFi Solution

จากปัญหาที่เราว่ามาทำให้ Mesh WiFi เกิดขึ้นมา วิธีการติดตั้งพวกนี้บอกเลยว่าง่ายมาก เพียงแค่เราเอาสายเสียบจากกล่องของ ISP ตัวแรกตัวเดียว แล้วตัวที่เหลือเราทำเหมือนกับ WiFi Repeater เลยคือ เอาไปวางในที่ ๆ สัญญาณจากตัวแรกมาถึง และ เมื่อปล่อยสัญญาณออกมา สัญญาณมันถึงในพื้นที่ ๆ เราต้องการใช้งาน

ความแตกต่างจาก WiFi Repeater คือ Mesh WiFi มันให้ SSID เดียว และ อยู่ในวง LAN เดียวกัน นั่นคือ ไม่ว่าเราจะเดินไปตรงไหนของบ้าน เรียก Feature นี้ว่า Roaming เราก็ไม่ต้องเปลี่ยนการเชื่อมต่อ WiFi และ เครื่องทุกเครื่องสามารถคุยกันได้ แชร์ไฟล์กันได้ เล่นเกมด้วยกันได้หมด

แน่นอนว่า Mesh WiFi เราสามารถซื้อมาใส่กี่ตัวก็ได้ เพื่อให้สัญญาณครอบคลุมทั้งบ้าน ถ้าเราซื้อปกติ มันจะมีหมดเลย ทั้งขายเป็นตัวเดียว และ เป็นแพค อาจจะเป็นแพค 2 หรือ 3 อะไรก็ว่ากันไป

ความเก่งอีกขั้นของ Mesh WiFi คือ เมื่อเราวางมันซ้อนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ ตัวลูกตัวนึงมันมีทางเลือกที่จะเชื่อมต่อไปมากกว่า 1 ทางไปที่ ตัวหลัก มันจะสามารถเลือกตัวที่ให้สัญญาณดีที่สุดได้เองเลย ถ้าเป็น WiFi Repeater เราจะต้องมานั่งหาและ ตั้งค่าเองทั้งหมด อันนี้มันทำให้เองอัตโนมัติเลย

Self-Healing on Mesh WiFi System
ในกรณีนี้คือ Mesh 2 เกิดมีปัญหา ทำให้ Mesh 3 เปลี่ยนการเชื่อมต่อไปคุยกับ Mesh 1 โดยตรงเลย ทำให้การเชื่อมต่อบน Mesh 3 ยังคงใช้ได้ แต่อาจจะไม่เสถียรเท่ากับมี Mesh 2

แถมถ้าสมมุติ วันนึง เกิดมีสักตัวเกิดมีปัญหา ไม่ว่าจะเตะปลั๊กหลุด หรือตัวเครื่องมีปัญหา ก็ไม่ได้ทำให้ Node ที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยมีปัญหา เพราะตัวที่เหลือมันจะพยายามเปลี่ยนช่องทางที่ยังใช้ได้อยู่ (ถ้ามี) เราเรียก Feature นี้ว่า Self-Healing แต่ถ้าไม่มีก็หลุดนะ ฮ่า ๆ

แล้วเรื่องช่องสัญญาณละ ถ้าเราวางมันเยอะ ๆ มันจะมีปัญหาเรื่องของช่องสัญญาณไม่ใช่เหรอ สำหรับ Mesh WiFi ไม่มี เพราะทุกตัวมันจะคุยกันว่า เราจะใช้ช่องไหนกันก่อน ทำให้มันจะไม่ชนกัน พูดง่าย ๆ คือ เหมือนมันมี Conductor นั่นเอง

อ่านดูแล้วกำหมัดอยากเปลี่ยนเป็น Mesh WiFi เลยละสิ ฮ่า ๆ ทุกอย่างมีข้อดี ก็ต้องทีข้อเสียเช่นกัน เรื่องใหญ่ที่สุดของมันคือ การเชื่อมต่อระหว่างตัว Node หรือ ตัวกระจายสัญญาณ ถ้าเราวางห่างเกินไป มันจะรับสัญญาณได้ไม่ดี ทำให้ ความเร็วที่ได้ ลดลง และ Latency เพิ่มขึ้น เพราะมันต้องค่อย ๆ คุยทีละตัวจนไปถึงตัวหลัก มันใช้เวลามาก

เมื่อเทียบกับ WiFi Router ที่เปิด Access Point Mode มันคุยกับเครื่องที่เราใช้งานผ่าน WiFi ก็จริง นั่นก็ใช้เวลาจำนวนนึง (แต่ไม่เยอะ เพราะมันใกล้) แต่เวลามันจะวิ่งจาก Router ไปเครือข่ายหลัก มันใช้เวลาสั้นกว่า เพราะมันทำงานผ่านสาย

ทำให้ในปัจจุบัน Mesh WiFi บางรุ่น รองรับการทำงานผ่านสายได้ด้วยนั่นแปลว่า ปัญหาเรื่อง Latency ก็จะดีขึ้นมาก เพราะข้อมูลที่ส่งระหว่าง Node เราวิ่งผ่านสายเอา แถม เราสามารถวางตรงไหนก็ได้ที่เราลากสายไปถึง แต่นั่นก็มีความต้องการที่ว่า เราจะต้องเดินสาย บ้านที่อยู่มานานแล้วจะมีปัญหาทันที เพราะต้องเดินสาย ส่วนบ้านใหม่ ๆ สมัยนี้มักจะเดินสายมาแล้ว (คุณภาพอีกเรื่อง) ก็จะโอเคเลย

สรุปแล้ว Mesh WiFi เหมาะกับใคร

Mesh WiFi จะเหมาะกับบ้านที่ Access Point ตัวเดียวไม่สามารถกระจายสัญญาณได้ครอบคลุมทั้งบ้าน แต่ไม่อยากเดินสาย และ ไม่ได้มีการใช้งานที่เยอะมาก ซึ่งในปัจจุบันมีมีราคาถูกลงมากแล้ว หรือแม้กระทั่งเป็นระบบพื้นฐานที่ ISP อาจจะแถมมาให้เราเลย สำหรับบาง Package เลย เราว่าน่าจะเป็นระบบที่เป็น Default ในอนาคตเลยก็ได้

Bonus: ถ้าไม่อยากใช้ Mesh แล้วจะใช้ได้อะไรบ้าง ?

UniFi Access Point

ถ้าเราบอกว่า เราไม่อยากใช้ Mesh แต่อยากได้ Feature ที่เหมือน Mesh คือมีระบบ Roaming ที่ทำให้เราไม่ต้องเลือก SSID ใหม่ทุกครั้งที่เดินไปมา มี SSID เดียวทั้งบ้าน แต่อยากได้การเชื่อมต่อที่เสถียรมากขึ้น กับ ต้องการใช้ Router ที่มีอยู่แล้ว จริง ๆ มันคือเคสเราเลยละ

ในบ้านเราก่อนหน้านี้คือใช้ Mikotik RB4011 ซึ่งเป็น Router ที่ทรงพลังมาก ๆ มากเกินคำว่าบ้านไปไกลแล้ว แน่นอนว่า เรื่องการเชื่อมต่อผ่านสายเราไม่มีปัญหาเลย แต่ WiFi เรามีหลาย SSID ในบ้านมาก ๆ เวลาเดินขึ้นลงก็ต้องเปลี่ยน SSID ไปมา ต้องมานั่งจำอีกว่าอันไหนคือของชั้นไหน มันยุ่งไปหมด ถ้าลืมเปลี่ยนมันก็จะช้ามาก

Solution แรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเลยคือ เออ Mesh WiFi แต่ ที่มันมีขายอยู่ทั่วไปสำหรับบ้านมันมี Router มาด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ไม่เก่งเท่าตัวที่ใช้อยู่แน่นอน ถ้าปิดแล้วเปิด Access Point Mode มันจะกลายร่างเป็น WiFi Repeater โง่ ๆ เลย จะทำยังไงดีละ ก็ไปนึกถึงพวก Access Point ที่มันสามารถใช้ Controller ควบคุมได้ อย่าง UniFi ขึ้นมา

พวก Access Point ประเภทนี้ เราต้องเสียบสายมันทั้งหมด ดังนั้นเรื่อง Latency สบาย เพราะมันเสียบสายหมดเลย และต้องซื้อ Controller มา ติดตั้งให้มันอยู่ในวง LAN เดียวกัน เราก็จะใช้งาน WiFi ได้โดยที่เราไม่ต้องมาเปลี่ยน Router ด้วย ซึ่งเราเคยรีวิวไว้แล้วลองไปอ่านได้ที่ ลิงค์นี้