Review

รีวิว Keychron K6 Mechanical Keyboard จิ๋ว ตัวเดียวรู้เรื่อง

By Arnon Puitrakul - 12 มิถุนายน 2020 - 3 min read min(s)

รีวิว Keychron K6 Mechanical Keyboard จิ๋ว ตัวเดียวรู้เรื่อง

Keychron K6 เป็น Mechanical Keyboard จาก Keychron เองที่ตอนแรกเจอใน Kickstarter ที่เรารู้สึกเฉย ๆ มาก เพราะมันก็เหมือนไม่ได้แปลกอะไรไปกว่า Mechanical Keyboard ที่เราใช้เล่นเกมทั่ว ๆ ไปเลย แต่พอเวลาผ่านไปเงยหน้าขึ้นมาอีกที่เพื่อนที่เป็น Developer คือมีกันคนละอันแล้ว เห้ยยย แปลว่ามันต้องมีอะไรดีนะ ไม่งั้นมันคงไม่ซื้อกันรัว ๆ ขนาดนี้แน่นอน

ก่อนจะไปรีวิว ต้องบอกก่อนนะว่า เราเองเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยอินกับการใช้ Mechanical Keyboard ในการทำงานสักเท่าไหร่ เพราะเป็นคนชอบ Key Travel หรือระยะการพิมพ์ที่สั้น ๆ ทำให้เราชอบ Butterfly Switch บน Macbook Pro มา ถึงคนอื่นจะเกลียดมันก็เถอะนะ แต่เราเองก็ยังเป็นคนที่ชอบใช้ Mechanical Keyboard ในการเล่นเกมมาก เพราะกดแล้วมันรู้ว่าเรากด ด้วย Key ที่ลึก และเสียงที่เรียกได้ว่า เร้าใจ มาก ชอบเสียงของมันมาก กดแล้วมันส์มือ แต่ถ้าเอามาพิมพ์งานนี่เราว่าบุพการีมีสั่นแน่นอน โดนด่ายับ

Unboxing?

รีวิว Keychron K6

รอบนี้เราขอไม่แกะกล่องแบบละเอียดให้ดูนะ เพราะอันนี้เราซื้อต่อมาจากน้องที่รู้จัก ซึ่งแกะไปแล้ว เอามาให้ดูใหม่อาจจะไม่ได้สะท้อน Packaging จริง ๆ ที่มาจากโรงงาน

กล่องคร่าว ๆ จะเป็นกล่องกระดาษที่หุ้มพลาสติกมา ด้านบนจะเป็นชื่อ Brand Keychron เขียนอยู่ ถัดลงมาจะเป็น การพิมพ์นูนเป็นรูปของ Keyboard ออกมา ถือว่าทำออกมาได้สวยเลยทีเดียว

รีวิว Keychron K6

ที่ด้านหลังของกล่องจะเป็น Feature ต่าง ๆ ของ Keyboard ตัวนี้ ซึ่งเราจะมาเล่าอีกทีตอนพูดถึงตัว Keyboard

รีวิว Keychron K6

ในกล่อง ก็จะมีตัว Keyboard, คู่มือการใช้งาน, Keycap สำหรับเปลี่ยนไปใช้ของ Windows และ ที่เปลี่ยน Keycap

รีวิว Keychron K6

สำหรับตัว Keycap เอง ก็จะมีปุ่มของ Windows มาให้เราเปลี่ยน ถ้าเครื่องเราทำงานเป็น Windows นอกจากนั้น เขายังเอาปุ่มของ ESC และ ปุ่มไฟมาให้เพิ่มด้วย เพราะตัว Default ที่เขามีมาให้ ปุ่ม ESC จะเป็นสีส้ม เขาเลยเอาตัวสีเทามาให้ และกลับกัน ปุ่มไฟ Default เป็นสีเทา และเขาก็เอา สีส้มมาให้ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนได้

รีวิว Keychron K6

แน่นอนว่า การจะดึงปุ่มออกมา เพื่อให้มีความง่ายในการเปลี่ยน Keycap ต่าง ๆ เขาก็มีอุปกรณ์ช่วยเปลี่ยนมาให้เราด้วย แค่เราเอาแง่งเหล็กของมันสอดเข้าไปที่ปุ่ม และดึงออกมาก็เรียบร้อยแล้ว ถือว่าทำมาดี ทำให้การเปลี่ยน Keycap ถือว่าทำได้ง่ายมาก ๆ

รีวิว Keychron K6

และของอย่างสุดท้ายที่มาในกล่องคือสาย USB-C สำหรับชาร์จนั่นเอง โดยที่สายเป็นสายถักคุณภาพดีเลย ด้านนึงเป็น USB-A สำหรับเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ของเราเพื่อทำการชาร์จหรือจะใช้เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเลยก็ได้ เดี๋ยวเรามาเล่าอีกที และอีกด้านก็จะเป็น USB-C สำหรับเสียบเข้ากับ Keyboard

รีวิว Keychron K6

แต่สิ่งที่เราว่าเขาดูออกแบบมาอย่างใส่ใจรายละเอียดมาก ๆ คือ หัวของสายที่ทำมาแบบ 90 องศา ทำให้เวลาเราเสียบใช้งาน มันก็จะไม่ดูรกโต๊ะเท่าไหร่ แถมเวลาเสียบเข้าไป บอกเลยว่า มันไม่ได้โง่ ๆ เลยนะ เราว่ามันทำมาดี เสียบแล้วแน่น ดึงออกง่าย ไม่ได้เหมือนกับพวก Port กิ๊กก๊อกเลย

Keychron K6

รีวิว Keychron K6

Keychron K6 เป็น Mechanical Keyboard ขนาดเล็ก เพราะ มันไม่มีทั้ง Numpad และ ปุ่ม Function 1-12 หรือที่บ้านเราเรียกปุ่ม F1-F12 เพราะการตัดปุ่มพวกนี้ออกไปทำให้เขาสามารถออกแบบ Keyboard ที่มีขนาดเล็กได้ ถ้าใครชอบ Keyboard ที่มีขนาดเล็กเราว่า K6 น่าจะเหมาะที่สุด

ตัว Body ที่เราซื้อมาจะเป็น Body แบบพลาสติกปกติ ถ้าเราจ่ายเพิ่มหน่อย เราจะได้ Body ที่เป็นโลหะ เท่าที่ดูรีวิวมา เขาบอกว่าเป็นโลหะ เกรดที่ใช้กับเครื่องบินเลย ที่จะให้ความแข็งแรงทนทานกว่าพลาสติก

แต่สำหรับตัวพลาสติกเองนั้นไม่ได้แย่เลยนะ เพราะงานประกอบถือว่าทำมาดีมาก พยายามบิด ๆ ยังไม่ได้เลย ถือว่าแข็งแรงดีเยี่ยมเลย ไม่ต้องกลัวหัก เว้นแต่เราจะเอาเลื่อยมาหั่นนั่นก็อีกเรื่องไป บ้าเหรอใครจะทำกัน !!!

รีวิว Keychron K6

ที่ด้านซ้ายของ Keyboard จะมี 1 USB-C สำหรับใช้เชื่อมต่อผ่านสาย และ ชาร์จ ซึ่งถ้าเราชาร์จ มันจะมีไฟสีแดงขึ้นมาแถว ๆ นั้น เพื่อเป็นสถานะของ Battery ว่ากำลังชาร์จอยู่ ส่วนถ้าชาร์จเสร็จแล้วมันจะเป็นไฟสีเขียว และ ถ้าเราใช้ ๆ ไปแล้ว Battery เหลือไม่เกิน 15% มันก็จะกระพริบไฟสีแดงบอกให้เรารู้

Swtich อันแรกจะเป็นการปรับ Layout ของ Keyboard สำหรับ Windows หรือ Mac สำหรับเราเองใช้กับ macOS เราก็จะเลื่อนไปที่ Mac หรือถ้าเราใช้กับ iOS และ iPadOS ก็เลื่อนไปที่ iOS เช่นกัน ถ้าเราใช้กับ Android เราก็ต้องเลื่อนไปที่ Windows น่าจะทำงานได้ง่ายกว่าเยอะเลย

และ Switch สุดท้าย จะเป็น Switch สำหรับเลือกการเชื่อมต่อ ถ้าเราเลื่อนขึ้นสุด จะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ถ้าเลื่อนลงมาตรงกลางจะเป็นการปิด และ สุดท้ายเลื่อนลงมาล่างสุดจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านสายไป ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างง่าย และเราว่าทำแบบนี้ มันเป็นการซ่อนพวกปุ่มได้ดีมาก

สำหรับด้านหลังเอง ก็จะมีที่ยกสำหรับคนที่ชอบให้ Keyboard มันยกสูงขึ้นมาจะได้พิมพ์ได้ง่ายขึ้น ถ้าอยากได้ก็ดึงออกมา ถ้าไม่อยากได้ก็ดันกลับเข้าไปได้ และมุม 2 ด้านล่างก็จะเป็นแผ่นยางกันลื่น ตรงกลางก็จะเป็นรายละเอียดต่าง ๆ ของ Keyboard พวกนั้น

รีวิว Keychron K6

ไปที่ปุ่มการใช้งานกันบ้าง สำหรับปุ่มการใช้งาน ก็จะมากับ Layout ที่ทำออกมาได้ค่อนข้าง Compact เลยทีเดียว อย่างที่บอกว่า เขาทำการตัดปุ่ม F1-F12 ออกไปแถวนึงทำให้หลาย ๆ คนอาจะ งง ๆ กันได้ อันนี้ก็ต้องปรับตัวกันไป

รีวิว Keychron K6

ส่วนพวกปุ่ม Page Down, Page Up และ Home ก็ยังมีมาให้นะ แต่จะอยู่ที่ด้านขวาสุดของ Keyboard เลย อันนี้เราว่าหลาย ๆ คนที่ใช้ Keyboard ที่เป็นขนาดปกติที่ขายกันตามร้านทั่ว ๆ ไป อาจจะ งง กันเล็กน้อย

รีวิว Keychron K6

ส่วนปุ่มพวก Insert, Delete และ End จะมาอยู่ที่ปุ่ม P,[ และ ] แทน โดยที่เราจะต้องกดปุ่ม Fn1 ที่อยู่ด้านล่างของ Keyboard เพื่อจะเรียกใช้ ถ้าเราสังเกตุดี ๆ ว่า ที่ปุ่มมันจะมีเหมือนเป็นสัญลักษณ์ที่เขียนด้วยสีเหลือง เช่นพวกปุ่ม Multimedia ด้านบน นั่นคือ เป็นการบอกว่า วิธีเรียกใช้งานเหมือนพวก Insert เลย ก็คือ กด Fn1 ค้างไว้

และอีกอันคือ มันจะเขียนด้วยสีนำ้เงิน มันก็คือ พวก F1-F12 นั่นเอง พวกนี้การใช้งานจะต้องกด Fn2 เพื่อเรียกใช้งาน

รีวิว Keychron K6

และปุ่มพิเศษอีกปุ่มคือปุ่มรูปไฟที่ด้านขวามือบนสุด เมื่อเรากดไปแล้วมันจะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบของไฟ ซึ่ง Keyboard ตัวนี้มาพร้อมกับไฟถึง 17 แบบกันเลย ซึ่งอันนี้เรารีวิวในตัวที่เป็นแสงไฟสีขาวธรรมดานะ มันจะมีอีก Version ที่เป็น RGB ด้วย อันนั้นเรายังสามารถกดเพื่อเปลี่ยนสีได้อีก มันจะมีรายละเอียดที่เยอะกว่า

ซึ่ง Effect ไฟที่เราชอบใช้ก็จะเป็นอันที่เป็นส่องสว่างตลอด แต่พอเรากดลงไปมันจะดับแค่นั้นเลย เพราะไม่ชอบให้ไฟมันมากวนสมาธิเราเท่าไหร่ เลยชอบแบบนั้นมากกว่า

อย่างที่บอกว่า Keyboard ตัวนี้สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้ ตัวนี้มันเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ดังนั้น ถ้าคอมพิวเตอร์เรารองรับ ก็จะเชื่อมต่อแบบไร้สายได้เลย ซึ่งแน่นอนว่า Laptop และ Mac ทั้งหมดน่าจะมีหมดแล้ว ส่วนถ้าไม่ได้ก็ต้องใช้การเชื่อมต่อผ่านสาย USB ที่มาในกล่องไป

ความพิเศษในการเชื่อมต่อแบบไร้สายของ Keyboard ตัวนี้คือ การที่เราสามารถเลือกการเชื่อมต่อได้ถึง 3 อุปกรณ์กันไปเลย ซึ่งมันจะเหมาะมากกับคนที่อาจจะจำเป็นต้องทำงานกับหลาย ๆ อุปกรณ์ โดยที่ถ้าเราสังเกตุที่ปุ่ม Q, W และ E เราจะเห็นสัญลักษณ์ของ Bluetooth อยู่ ทั้งหมด 3 ปุ่มด้วยกัน

รีวิว Keychron K6

โดยที่แต่ละปุ่มก็จะแทนแต่ละอุปกรณ์ไป ในการเรียกใช้งาน เราก็กดปุ่ม Fn1 กับ Bluetooth Device ที่เราต้องการได้เลย บอกได้เลยว่า เราว่ามันง่ายมาก ๆ และ ยังเข้าใจได้ง่ายมาก ๆ อันนี้ยอมรับเลย

นั่นแปลว่า Keyboard ตัวนี้สามารถทำงานได้กับ 4 Device กันไปเลยนะ โดยที่ Device แรก อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ เราก็เสียบ USB และเลื่อนไปที่ Cable ได้เลย หรือถ้าเราต้องการจะเชื่อมต่อเครื่องที่เหลือเราก็เลื่อนกลับไปเป็น Bluetooth และ กดเลือกอุปกรณ์ได้เลย

อีกเรื่องของปุ่มที่เราอยากจะชมมาก ๆ เลยคือ เรารู้สึกว่า Keycap ของ Keychron เอง มันทำมาดีมาก เวลาเรากดมันให้ความรู้สึกที่ไม่ได้มัน ๆ เหมือน Mechancical ยี่ห้ออื่น ๆ มันแอบสากกว่าหน่อย ๆ แถมเรื่องของการพิมพ์อักษรลงไป อันนี้อยากชมเลยว่าทำมาดีมาก ที่มันไม่ได้พิมพ์นูนขึ้นมาเหมือนบางยี่ห้อ ที่ถ้าพิมพ์แบบนั้นมา พอใช้ไปนาน ๆ แล้วมันจะลอกได้ง่าย เพราะเล็บของเราอาจจะไปขูดได้

Switch

รีวิว Keychron K6

เมื่อเป็น Mechanical Keyboard เรื่องนึงที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั่นคือ Switch ของมันนั่นเอง โดยที่ Keychron K2 ก็มี Switch 2 แบบให้เราเลือกคือ Switch จาก Gateron ที่แน่นอนว่าเป็นผู้ผลิต Switch ชื่อดังอยู่ละ และ Optical Switch ที่ให้ Response Time ที่ต่ำมาก ๆ

โดยที่ Switch แต่ละตัวมันจะมีสีแยกออกไปอีก เพื่อแบ่งลักษณะการกดที่ไม่เหมือนกัน อย่างที่เราใช้อยู่ตอนนี้คือเป็น Gateron Red Switch ที่ให้เสียง และ น้ำหนักการกดที่เบาที่สุดแล้ว เมื่อเทียบกับ Blue และ Brown

แนะนำว่า ถ้าใครชอบความ แจ๊ะ ๆ อะ เราว่า Blue Switch ถือว่าดีเลย แต่ถ้าอยากได้เงียบ ๆ ลองไปดู Red Switch น่าจะดีกว่า หรือถ้าอยากได้ความแจ๊ะ แบบ Blue Switch และ อยากได้เสียงที่เบาลง Brown Switch ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน

เรื่องของการเลือก Switch เราว่ามันขึ้นกับการใช้งานของเรามากกว่า ว่าเราชอบแบบไหน และ พื้นที่ ๆ เราใช้งานนั้นมันมีคนพร้อมจะมาตีหัวเรา เพราะเราพิมพ์เสียงดังได้มากแค่ไหน

หรือถ้าโอ๊ยยย ชั้นเลือกไม่ได้เลย อยากได้แบบตามใจฉัน Keychron ก็เตรียม Option ที่ Switch สามารถเปลี่ยนได้มาให้เราเลือกอีกด้วย เช่นบางคนบอกว่า อยากให้ปุ่ม WASD เป็น Blue Switch เวลาเล่นเกมจะได้สนุกขึ้น แต่ปุ่มอื่นอาจจะเป็น Red Switch ก็ได้อะไรแบบนั้น แต่เราก็ต้องไปซื้อ Switch มาเพิ่มเอาเอง

Gateron Red Switch

สำหรับตัวที่เรากำลังพิมพ์อยู่ตอนนี้เป็นตัว Gateron Red Switch ที่มีเสียงที่เงียบ และ น้ำหนักในการกดเบาที่สุดใน 3 สี

เมื่อเอามาใช้งานจริง ๆ ต้องยอมรับอย่างนึงว่า มันไม่ได้เงียบแบบ เงียบ ๆ เหมือน Keyboard แบบทั่วไปเลยซะทีเดียว คือมันก็ยังดังขนาดที่ว่าคนอาจจะมาตีหัวเราได้อยู่เพราะรำคาญเสียงพิมพ์ของเรา โดยเฉพาะผู้ที่พิมพ์สัมผัสได้ และพิมพ์เร็วแบบเรา พอพิมพ์ไปเร็วเสียงมันกลายเป็น Static Noise ไปซะงั้น ฮ่า ๆ

ส่วนน้ำหนักการกดเราบอกเลยว่า มันน่าจะเป็น Switch ที่พิมพ์มันส์ที่สุดแล้ว อาจจะเป็นเพราะเราชอบ Keyboard ที่ Key Travel สั้น ๆ อยู่แล้วพอมาใช้ Switch ที่น้ำหนักในการกดมันสั้นหน่อย ก็จะชินได้ง่าย และเสียงมันก็ไม่ได้น่ารำคาญอะไรขนาดนั้น อันนี้คือพูดถึงความเห็นของเราเนอะ คนอื่นอาจจะบอกว่า ไม่สิมันต้องแจ๊ะ ๆ แบบ Blue Switch สิ อะไรแบบนั้นก็ว่ากัน

เพราะเราเองก็มี Razer Blackwidow อยู่แล้วสำหรับเล่นเกม ที่อันนั้นฟิลลิ่งมันจะคล้าย ๆ กับ Blue Switch ซึ่งมันก็พิมพ์มันส์จริงแหละ แต่บางทีมันรำคาญตัวเองจนทำให้เสียสมาธิเลยไม่ค่อนอินเท่าไหร่ละกัน

ไหน ๆ มันก็เป็น Mechanical Keyboard ละ เราลองเอามาเล่นเกมหน่อย ปรากฏว่า เรื่องของ Response Time เราว่ามันยังทำออกมาได้ไม่ดีเท่า Mechanical Keyboard สำหรับเล่นเกมเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเราเอาไปเล่นพวก FPS ทั้งหลาย เราว่าถ้าจะเอามาเล่นเกมจริง ๆ อาจจะต้องเอาพวก Optical Switch มาใช้น่าจะดีขึ้น

Battery

อันเนื่องด้วยว่า มันเป็น Wireless Keyboard ทำให้มันต้องมี Battery ด้วย แถมยังมีไฟอีก ก็ยิ่งน่าจะทำให้ อายุการใช้งานมันสั้นเข้าไปอีก

เราว่าหลาย ๆ คนอาจจะติดภาพ Wireless Keyboard ทั่ว ๆ ไปที่ชาร์จ หรือเปลี่ยนถ่านรอบนึงอยู่ได้ 6 เดือน - 1 ปี อันนี้เราอยากให้ปรับภาพใหม่เลย เพราะมันไม่ได้เป็นแบบนั้นฮ่า ๆ

Keychron K6 มากับ Battery ขนาด 4000 mAh โดยที่ทาง Keychron เคลมว่า มันสามารถอยู่ได้ถึง 4 อาทิตย์ แบบ ปิดไฟอะนะ ถ้าเราใช้ไฟมันก็จะสั้นกว่านั้นอีก อันนี้ก็อาจจะต้องติดสายไว้กับตัวหน่อยนะ

การชาร์จเขาบอกว่า เวลาในการชาร์จจนเต็มจะใช้เวลาอยู่ราว ๆ 3 ชั่วโมง แต่ระหว่างชาร์จไป เราก็สามารถใช้งานไปพร้อม ๆ กันได้ ทำให้ถ้าเราใช้จนหมด เราก็เสียบแล้วทำงานต่อได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดตอน เราว่าปัญหามันน่าจะอยู่ที่เวลาเราเอาออกไปใช้นอกบ้านแล้วลืมเอาสายไปด้วยมากกว่า แต่อีกมุมนึง USB-C ก็ไม่ได้หายากขนาดนั้นแล้วหละ ก็อาจจะเอาสายชาร์จของโทรศัพท์ ถ้าเราใช้ USB-C เสียบลงไปได้เลยแหละ ไม่น่าจะยากขนาดนั้น

เมื่อเราไม่ได้ใช้งานสักพักมันก็จะเข้าสู่ Sleep Mode ให้เอง เพื่อประหยัดพลังงาน เมื่อเรากดที่มัน ถ้าเราใช้ Bluetooth มันก็จะพยายามเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ล่าสุด และเมื่อเชื่อมต่อได้ มันก็จะขึ้นไฟในแบบที่เราเลือกไว้เหมือนเดิม

Connectivity

เรื่องของการเชื่อมต่อ โดยปกติ เราจะเจอ Mouse และ Keyboard ที่เราต้องเสียบตัวรับถึงจะใช้งานได้ พวกนั้น เมื่อเราเสียบไปปุ๊บ มันใช้ได้ทันทีเดี๋ยวนั้นเลย

มันจะต่างจากการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth ไปสักหน่อยที่ว่า มันจะต้องมีเวลาในการเชื่อมต่อนิดนึง แบบสัก 1-2 วินาที อันนี้ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของ Keyboard Bluetooth ละกัน

ปัญหาที่เราเจอจากการใช้กับ iMac เองคือ เมื่อเราเชื่อมต่อไปแล้ว และ เราปิดแล้วเปิดใหม่ มันไม่ยอมเชื่อมต่อกับ iMac ทำให้เราต้องมาลบอุปกรณ์แล้วเชื่อมต่อใหม่หลายรอบมาก ๆ อันนี้ไม่รู้ว่ามันเกิดจากเครื่องเราหรือยังไงเหมือนกัน

ใช้งานจริง

รีวิว Keychron K6

ต่อจากนี้จะเป็นประสบการณ์การใช้งานของเราเอง เริ่มจากเรื่องของการปรับตัว เราปรับตัวจาก Magic Keyboard ที่พอมาเจอ Layout ที่ต่างของ Keychron K6 ก็ทำให้ปวดหัวในตอนแรกอยู่พอสมควร แต่พอใช้ ๆ ไปมันก็ปรับตัวได้ค่อนข้างเร็วเลยละ

โดยเฉพาะพอมันไม่มีปุ่ม Fn1-F12 ทำให้ปุ่มมันหายไปแถวนึงเต็ม ๆ เลย ทำให้เราเองที่เป็นคนพิมพ์สัมผัสแบบที่ไม่ได้อ้างอิงจาก รอยนูนที่อยู่บนปุ่ม F และ J ก็อาจจะไม่ชินเลย เพราะเราจะติดความคิดว่า เราจะต้องเว้นแถวบนสุดไว้ เพราะใน Layout ของ Magic Keyboard มันเป็นปุ่ม Function เลยพยายามเลี่ยง แต่เออ มันไม่ใช่แล้วไง

ปัญหาที่เจอหลัก ๆ เราว่ามีอยู่ 2 จุดด้วยกันคือ เรื่องของปุ่มไฟที่มันอยู่ชิดกับปุ่ม Backspace ไปหน่อย ทำให้เวลาเราจะกดลบ มันชอบไปโดนไฟ แล้วรูปแบบมันก็จะเปลี่ยนไป แล้วการจะปรับกลับมาที่เดิม เราก็ต้องมานั่งกดวนแบบไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอแบบที่เราใช้

อีกข้อคือสำหรับคนที่ใช้งานกับ iMac อย่างเรา พบว่าเราใช้งานปุ่ม Function เยอะมาก แต่การที่เราจะกดมันจะต้องกด Fn1 ไปด้วย ทำให้มันอาจจะลำบากไปหน่อยกับคนที่ใช้ iMac อาจจะต้องไปใช้รุ่นอื่นที่มีปุ่ม Fn แยกมาให้เราเลย อันนี้น่าจะทำงานได้ง่ายขึ้น และ ทำความคุ้นเคยได้ง่ายกว่าเยอะ

ส่วนเรื่องที่อยากจะชมเลยคือ เรื่องของการออกแบบที่เราว่ามันเป็น Mechanical Keyboard ที่สวยมาก ๆ ตัวนึงเลย มันดูเข้ากับโต๊ะทำงานได้ดีมาก ๆ ต่างจาก Mechnical Keyboard ตัวอื่น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อ Gamer เลยทำให้ Design มันอาจจะดูไม่เข้ากับโต๊ะทำงานซะเท่าไหร่

อีกอันที่ชอบคือเรื่องของ Keycap ที่เราว่าคุณภาพดีมาก คือ พิมพ์แล้วรู้เลยว่ามันดีมาก ๆ ไม่ใช่พลาสติกโง่ ๆ เลย พร้อมกับการพิมพ์ที่ให้ตัวอักษรที่คมมาก ดูดีเลยละ และ ไม่ได้พิมพ์นูนโง่ ๆ มาด้วย เราว่ามันทำให้ลดโอกาสที่เล็บเราอาจจะไปขูดที่พิมพ์ไว้ให้หลุดออกมาด้วย

ส่วนสีที่ทำออกมาเราว่ามันทำให้ดูเรียบหรูมาก ๆ ถ้าเราเอา Keycap สีส้มมาใส่ในปุ่ม ESC มันก็จะดูสวยอีกแบบ แต่ถ้าเราเอาเป็นสีดำมาใส่มันก็จะดูแพงมาก อันนี้เราชอบมาก ๆ

นอกจากนั้นไฟใต้ Keyboard เองถือว่าทำการบ้านมาดีมาก ถ้าเราไปดูของบางยี่ห้อ เมื่อเรามองจากด้านข้าง แสงมันจะลอดออกมาทำให้แสบตา แต่อันนี้มองยังไงมันก็ไม่ได้มีแสงแบบวาบบ ลอดออกมาให้เราแสบตาเลย ถึงจะปิดไฟมันก็ไม่ได้สว่างแบบแสบตา เราว่ามันสว่างแบบผู้ดีมาก ๆ Gentle แหละ

สรุป

รีวิว Keychron K6

สำหรับเรา เราว่า Keychron K6 ถือเป็น Keyboard ที่น่าซื้อมาใช้งาน ด้วย Design ที่ดูเรียบหรู เข้ากับโต๊ะทำงานเราได้เป็นอย่างดี พร้อมกับยังมีไฟสำหรับพิมพ์ในที่มืดได้อีก งานประกอบก็ถือว่าดีเลย ไม่สิ ดีมาก ๆ เลยละ ไม่ก๊องแก๊งเลย ถ้าใครกำลังมองหา Mechanical Keyboard สำหรับโต๊ะทำงาน เราว่า Keychron คือตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ