Technology

ฮาวทูเลือก Web Hosting สำหรับเว็บของเรา

By Arnon Puitrakul - 23 August 2020 - 1 min read min(s)

ฮาวทูเลือก Web Hosting สำหรับเว็บของเรา

Web Hosting หรือพูดง่าย ๆ คือ มันเป็นที่ ๆ เราเอาเว็บไปฝาก เพราะบ้าน เรามันก็ไม่ได้มี Server ที่เปิดให้เข้าถึงตลอดเวลา มีโอกาสที่ไฟจะดับ หรือเน็ตจะโดนหลุดไม่ว่าจากเหตุผลอะไรก็ตาม พร้อมกับเรื่องของการเชื่อมต่อที่เน็ตบ้าน มันไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับการทำเว็บมากอะไรขนาดนั้น ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องเอาเว็บเราไปไปฝากตาม Web Hosting ซึ่งที่นั่นมีการลงทุนในระบบไฟฟ้า และ การเชื่อมต่อที่ออกแบบมาเพื่อให้เปิดใช้งานตลอดเวลาได้นั่นเอง

เวลาเราจะไปหาซื้อ Web Hosting ใช้กัน หลัก ๆ เราจะเจออยู่ประมาณ 3 แบบด้วยกันคือ Shared Hosting, Virtual Private Server (VPS) และ Dedicated Machine นอกจากนั้นการใช้ Cloud Computing ก็มี Service ในการ Host เว็บด้วยเหมือนกัน หรือ เราถ้าเว็บของเราเป็นแค่หน้า Static ธรรมดา ก็ยังมี Static Hosting สำหรับงานพวกนี้อีกด้วย วันนี้เราจะค่อย ๆ มาดูกันทีละแบบเลย

Shared Hosting

เริ่มจากอันที่น่าจะเป็นที่นิยมมากที่สุดคือ Shared Hosting มันเป็น Web Hosting แบบที่ผู้ให้บริการจะให้ Service ต่าง ๆ มาให้เราใช้ เช่นตัว Web Server และ Database Server หรือบางที่ก็จะมีพวก Email Server ให้ด้วยเช่นกัน

หลักการของรูปแบบนี้คือ ใน 1 เครื่อง ๆ จริง ๆ ที่ตั้งอยู่ใน IDC (Internet Download Centre) ก็จะมีเว็บของหลาย ๆ คนอยู่ โดยที่เราต้องเข้าใจว่า Web Hosting รูปแบบนี้คือ เราแบ่งกันทรัพยากรเครื่อง ทำให้ไม่การันตีว่าเราจะได้เท่าไหร่ ขึ้นกับเจ้าของ Web Hosting จะมีการแบ่ง ทรัพยากรของเครื่องมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่เจ้าไป ถ้าแบ่งออกมาได้น้อย เว็บเราก็จะรับจำนวนคนได้น้อยตามไปด้วย การแบ่งเครื่องนี่แหละ ทำให้ราคาของ Shared Hosting แต่ละที่ไม่เท่ากัน ทำให้เราควรดูดี ๆ หน่อย

โดยที่สิ่งที่เราสามารถเลือกได้ จะมีตั้งแต่ Disk Space เอาไว้เก็บข้อมูล หลาย ๆ เจ้าก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ Disk ที่เป็น SSD เพื่อให้เราสามารถเรียก หรือเขียนข้อมูลกลับลงไปได้เร็วขึ้น ส่งผลให้เรารับโหลดได้มากขึ้นตามไปด้วย กับ Bandwidth คือ จำนวนข้อมูลที่เราจะส่งได้ต่อเดือน ขึ้นกับการใช้งานของแต่ละเว็บ แรก ๆ อาจจะเอาอันที่ Disk Space พอก่อน แล้วรอดูไปเรื่อย ๆ ถ้า Bandwidth ไม่พอ เราก็อาจจะต้องขยับราคาขึ้นไป

ข้อดีของการใช้ Hosting แบบนี้คือ ราคา ที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ บางเจ้าคือ ปีละไม่ถึงพันก็มี การติดตั้งเราไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากเอาข้อมูลของเรายัดอย่างเดียว แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ Performance และจำนวนคนเข้าพร้อม ๆ กัน อาจจะไม่ได้เยอะนัก ทำให้มันเหมาะกับเว็บที่พึ่งเริ่มและมีขนาดเล็กอยู่

Virtual Private Server (VPS)

Virtual Private Server (VPS) ความหมายของมันตามชื่อเลยคือ Server จำลอง ส่วนตัว Keyword มีแค่นี้เลย พูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นอีกคือ หลังจากเราซื้อมาแล้ว เราจะได้เครื่องมาใช้ 1 เครื่อง แต่เครื่องนั้นไม่ใช่เครื่องจริง ๆ ที่วางอยู่ เป็นเครื่องจำลอง ที่มีการแบ่งทรัพยากรร่วมกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องเดียวกัน แต่สิ่งที่ดีขึ้นกว่า Shared Hosting คือ เราจะได้ทรัพยากรเช่น CPU และ RAM ตามที่เราซื้อไว้เลยจากเดิมที่ Shared Hosting ไม่ได้การันตีเรื่องนี้เลย

สิ่งที่ยังคงเหมือนกับ Shared Hosting คือ ทรัพยากรที่ให้มา มันก็ยังคงแชร์กับคนอื่น ๆ ที่ใช้งานเครื่องของเราอยู่ เช่น Storage เราก็ไม่ได้ลูกนึงเป็นของเราเลย ถ้าเกิดเครื่องที่อยู่ด้วยกันมีการใช้งาน Storage หนัก ๆ ก็อาจจะส่งผลต่อเครื่องเราด้วยก็เป็นได้

สิ่งที่ VPS ดีขึ้นมาหน่อยคือ เราได้เครื่องมาใน Layer ที่ต่ำลง หมายความว่า มันเหมือนกับเราซื้อเครื่องที่ลง OS มาแล้ว ทำให้เราสามารถที่จะลง Software ได้ตามใจชอบเลย เช่นเราบอกว่า เราไม่อยากใช้ Apache เราก็สามารถเอา Nginx มาลงก็ได้ ง่าย ๆ คือ มันมี อิสระ ในการเลือกใช้ Software Stack มากขึ้น ในราคาที่แพงกว่านิดหน่อย

เวลาที่เราจะเลือกซื้อ VPS มันก็จะมีเรื่องที่เพิ่มเข้ามาจาก Shared Hosting คือเรื่องของจำนวน CPU และ RAM ที่เราสามารถเลือกตามการใช้งานได้ อันนี้อาจจะต้องปรึกษากับคนที่พัฒนาเว็บของเราว่า มันควรจะใช้มากแค่ไหน และเลือกให้เหมาะสมกับเว็บของเราเอง

Dedicated Machine

Dedicated Machine ทำงานตามชื่อเลยคือ เครื่องแยกไปเลย จากเดิมที่ VPS มันใช้พื้นฐานของการทำ Virtual Machine คือ การแบ่งเครื่องจริง ๆ ออกเป็นเครื่องย่อย ๆ มันจะมีปัญหาว่า ถ้าเว็บของเราโหลดเยอะมาก ๆ ธุรกิจเริ่มกลาง ๆ ถึงใหญ่ละ การใช้ VPS มันอาจจะมีสเปกที่ไม่พอ เราต้องการสเปกเครื่องที่สูงขึ้น เราต้องการจำนวนของ CPU และ RAM ที่เยอะขึ้น เยอะจน VPS ให้ไม่ได้ละ ต้องเปิดเครื่องนึงเป็นเครื่องของเราไปเลย หรือเราต้องการ Privacy ไม่อยากใช้งานร่วมกับคนอื่น นี่แหละคือจุดที่ Dedicated Machine เข้ามา

เอาง่าย ๆ คือ เราเช่าทั้งเครื่องไปวางใน IDC เพื่อรันเว็บของเราเลย จริง ๆ มันก็คล้าย ๆ กับ VPS แหละ แต่เราได้สเปกเยอะขึ้น ราคาก็แพงกว่าเยอะเลยเช่นกัน นอกจากนั้น การที่เรามีอิสระในการเลือกใช้โปรแกรมมากขึ้น มันก็มากับการที่เราต้องมานั่งลง ดูแล และ ตั้งค่าเอง ตัว Hosting ทำหน้าที่เพียงแค่ดูแลเครื่องของเรา พวกระบบไฟ และ Internet ต่าง ๆ เท่านั้น อะไรที่อยู่ในเครื่อง เราต้องดูแลเองทั้งหมด เช่น Software มีปัญหาอะไรขึ้นมา ไม่เกี่ยวกับเขาแล้วนะ ทำให้คนที่จะใช้อะไรแบบนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญพอที่จะ Config เอาระบบขึ้นได้ด้วย หรือ จ้าง เอา ฮ่า ๆ

ส่วนการเลือกซื้อ เหมือนกับ VPS เลยคือ ให้เราดูพวก จำนวน CPU และ RAM สิ่งที่อาจจะเพิ่มมาหน่อยคือ พวก Storage ต่าง ๆ ที่เราเลือกได้มากขึ้น จากเดิม VPS เราอาจจะเลือกได้แค่ขนาด แต่อันนี้เราสามารถเลือกได้เลยว่า เราจะเติม SSD ขนาดเท่าไหร่ กี่ลูก หรือจะใส่ HDD ก็ได้ อันนี้ขึ้นกับดีลกันเลย ราคาก็จะบวกไปเรื่อย ๆ

สำหรับคนที่อ่านแล้ว งง ว่าแล้วมันต่างจาก Co-Location ที่เมื่อก่อนฮิตมากคืออะไร สิ่งที่แตกต่างคือ Dedicated Server ฝั่ง Hosting เป็นคนจัดหาเครื่องมาให้เราเอง เขารับประกันตัวเครื่องเขาเอง แต่ Co-Location คือ บริการที่เราเอาเครื่องที่เราจัดหามา ไปวางในที่ของเรา มันต่างกันตรงเครื่องใคร และ สิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องนี่ละ

Cloud Computing?

ถ้าเราเข้าไปดูพวกฝั่ง Cloud เราก็จะเห็นว่า ใน Cloud หลาย ๆ เจ้าก็มี Service ที่สามารถทำเว็บได้เหมือนกัน มีหลายแบบมากตั้งแต่ Shared Hosting ยัน VPS เลยแหละขึ้นกับการใช้งานของเราเลย แต่สังเกตุได้เลยว่า ใน Cloud จะรองรับ Spec เครื่องสูงกว่ามาก เพราะมันเป็น Cloud ไง เขามี Server ขนาดใหญ่

นอกจากความใหญ่ของเครื่องแล้ว ความเป็น Cloud เขามี Data Centre อยู่หลายประเทศมาก ๆ ทำให้เราสามารถทำ Replica เหมือนกับร่างแยกไปตาม Data Centre ที่กระจายตัวอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ได้ ทำให้ถ้าเกิดเว็บ หรือบริการของเราต้องเข้าถึงลูกค้า ในหลาย ๆ ประเทศที่อยู่ห่างกันมาก ๆ เช่น ไทย กับ USA การทำ Replica พวกนี้ถือว่าช่วยได้เยอะมาก

ถามว่า เราควรจะใช้ Cloud กับเว็บเรามั้ย เรามองว่า มันยังไม่ได้จำเป็นขนาดที่ต้องไปใช้บริการจาก Cloud ตรง ๆ เลย นอกเสียจากว่าเว็บเรามีผู้ใช้บริการจากหลายประเทศมาก ๆ หรือ เราต้องการเครื่องสเปกสูงมากจน Hosting ธรรมดาให้ไม่ได้ พวกนี้การใช้ Cloud จะได้เปรียบมาก แต่ถ้าเว็บเราเน้นในประเทศไทยเป็นหลัก เราไม่เห็นด้วยเลยที่จะเอาขึ้น Cloud เราไปซื้อ Shared Hosting ยัน Dedicated กับ Hosting ในไทยเลยดีกว่า เพราะที่ตั้ง Cloud ที่ใกล้บ้านเราที่สุดคือ สิงคโปร์ แต่ถ้าเราเช่า Hosting ที่อยู่ในไทยอยู่แล้ว แทนที่ข้อมูลจะต้องวิ่งจากสิงคโปร์มา มันก็อาจจะวิ่งจาก IDC แถวปากเกร็ด ในไทยได้เลย เร็วกว่าเยอะ แถมราคาน่าจะถูกกว่า

Security และ DDoS

เรื่องทั้งหมดที่เราว่ามา ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญของการเลือก Web Hosting ทั้งหมด แต่อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัย ในที่นี้เราพูดถึงทั้งความปลอดภัยแบบ Physical หรือก็คือ สถานที่ ที่เครื่องตั้งอยู่มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่แล้ว พวกนี้จะตั้งอยู่ใน IDC (Internet Download Centre) หรือไม่ก็ระดับ Data Centre ไปเลย ซึ่งพวกนี้เขามีระบบการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาอยู่แล้ว ไม่ใช่ใครก็เดินเข้าไปถึงเครื่องได้

และเรื่องของ Cyber Security ก็สำคัญไม่แพ้กัน เครื่องที่เราใช้รันเว็บ มันก็ไม่ต่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่อาจจะมีช่องโหว่ หรือ อาจจะโดนโจมตีได้ ทำให้เราต้องมีระบบที่ใช้รักษาความปลอดภัยที่ดีหน่อย ภัยคุกคามที่เราว่า ช่วงนี้กำลังท๊อปฟอร์มมากคือ DDoS (Distributed Denial-of-Service) พูดง่าย ๆ คือ โดนคน หรือ เครื่อง ถล่ม Traffic เข้ามาเยอะ ๆ จนทำให้เว็บของเราใช้งานไม่ได้ไปชั่วขณะ (ไม่รู้ด้วยนะว่า เมื่อไหร่) ถือว่าเป็นอะไรที่รุนแรงมาก ๆ

อ่านมาจนถึงตอนนี้ บางคนอาจจะคิดว่า เว็บ เราไม่ได้ใหญ่ หรือน่าเป็นเป้าในการโจมตีเลย เราจะบอกว่า ส่วนนึงพวกนี้มันก็เลือกเหยื่อแหละ แต่บางทีมันก็ไม่เลือกไง ไล่ยิงไปทั่วมันก็มี ทำให้เว็บของเราอาจจะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีแบบนี้ได้

ในการป้องกัน เราเล่าสั้น ๆ ละกันคือ จะต้องมีการวางพวก Firewall มาเพื่อเช็คข้อมูลที่จะวิ่งเข้าออก เสมือนกับ การมียามเฝ้าอยู่หน้าประตูเมืองเรา ถ้ามีคนที่ไม่ประสงค์ดีเข้ามา มันก็สามารถไม่ให้เข้าเมืองมาทำอัตรายกับของในเมืองเราได้นั่นเอง

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันตัวเว็บของเราเอง Web Hosting ที่เราเลือกใช้ควรจะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีคุณภาพพอที่จะจัดการได้ ซึ่งหลาย ๆ เจ้าก็มีบริการในการป้องกันพวก DDoS ให้เราซื้อเพิ่มได้ อาจจะ IP Address ละ 500-1000 บาทแล้วแต่เจ้าไป

เจ้าที่เราแนะนำคือ Hostify เพราะเขามีระบบป้องกัน DDoS มาให้ในทุก Package เลย ทำให้เรามั่นใจได้ว่า เว็บของเราจะปลอดภัยจากการโดนยิง DDoS ไม่ว่าเราจะเปย์เขาเท่าไหร่ เท่าที่เราลองไปหามาในไทยเอง Hostify น่าจะเป็นเจ้าที่ให้ราคาดีมาก เมื่อเทียบกับเจ้าอื่น ๆ ที่รวม Firewall เข้าไปแล้ว เราแนะนำเลย ลองไปใช้บริการดูได้ มีตั้งแต่บริการ Shared Hosting, VPS, Dedicated Server ยัน Co-Location ไปเลย #ขายเก่งแหละดูออก

สรุป :  เราควรใช้งานแบบไหน

คำถามที่น่าจะเกิดขึ้นในตอนนี้คือ เรามีตัวเลือกหลายแบบมาก ๆ ที่เราเอามาเล่าในบทความนี้ เราจะใช้ตัวไหนดี ถ้าเอาคำแนะนำง่าย ๆ คือ ถ้าเว็บเราไม่ได้ให้บริการกลุ่มคนเป็นจำนวนมากระดับหมื่นคนพร้อม ๆ กัน และ ใช้ Software ที่เขามีมาให้แล้ว เราว่า Shared Hosting ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ทั้งในเรื่องราคา และ เราไม่ต้องไปดูแลอะไรมันด้วย สบายไปอีก

ถัดขึ้นไปอีกขั้นคือ เรามีคนเข้าเว็บเราพร้อมกันเยอะขึ้นหน่อย หรือ เว็บของเราอาจจะใช้โปรแกรมที่ Shared Hosting ไม่ได้มีมาให้ พวกนี้เราแนะนำให้ไปเล่น VPS ไปเลยจะดีกว่า ส่วนถ้าเว็บไหนมีการใช้งานที่เยอะมาก ๆ หรือต้องการ Custom เครื่องมากหน่อย เช่นอาจจะต้องการเพิ่ม Storage จำนวนมาก (ตัวอย่างเช่น ทำ Video Streaming Server อาจจะเป็นสอนพิเศษ แล้วทำ Server สำหรับเก็บวีดีโอสอน) ไปเล่นพวก Dedicated Server ไปเลย แต่ต้องยอมรับว่า ราคามันแพงกว่า VPS และ Shared Hosting แน่นอน การใช้งานทั้งหมดอยู่ที่ขนาด และ ลักษณะการใช้งานของแต่ละเว็บมากกว่า