Technology

ฮาวทูเลือก NAS สักตัวให้เหมาะกับเรา

By Arnon Puitrakul - 07 December 2020 - 2 min read min(s)

ฮาวทูเลือก NAS สักตัวให้เหมาะกับเรา

มีหลายคนถามมาเยอะมากเกี่ยวกับการเลือก NAS สักตัวมาใช้เราจะต้องเลือกยังไง จะประกอบเครื่องเอง หรือ เราจะซื้อสำเร็จรูปอันไหนจะเป็น Solution ที่เหมาะกว่ากัน วันนี้เราจะมาช่วยทุกคนเลือกกัน

สำรวจความต้องการ

เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนเราจะซื้ออะไรก็ตามมา เราจะต้องสำรวจความต้องการก่อนว่า เราอยากจะซื้อ NAS มาเพื่อทำอะไรบ้าง โดยหลัก ๆ เราก็จะซื้อมาเก็บไฟล์นี่แหละ แต่มันทำอย่างอื่นได้อีกหลายอย่างมาก ๆ จริง ๆ มันก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนึงที่เปิดทิ้งไว้นั่นเอง

บ้างก็อาจจะเอามารันพวก Home Automation Software ต่าง ๆ หรือ อาจจะรันพวกเว็บต่าง ๆ พวกนี้เราแนะนำให้มองหา NAS ที่ไม่ต้องมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่มี RAM จำนวนมากหน่อย จะช่วยให้เราทำงานกับโปรแกรมจำนวนมาก ๆ ได้พร้อมกัน

Virtual Machine คืออะไร ?
จากคราวที่แล้วได้พูดถึงคำว่า Virtual Machine ไป วันนี้เราจะมาดูกันว่า จริง ๆ แล้วมันคืออะไร และทำอะไรได้บ้าง

สูงขึ้นมาอีกคือการใช้งานพวก Virtual Machine จำเป็นที่จะต้องหา NAS ที่มีประสิทธิภาพสูกสักหน่อยพร้อมกับ การเพิ่ม SSD (ถ้าเป็น NVMe ได้จะดีมาก กอไก่ล้านตัว) เพื่อให้มันทำงานได้อย่างราบลื่นปรืด ไม่หน่วง

มี Solution ไหนบ้าง ?

จะเห็นได้เลยว่า การตั้งค่าครั้งแรกทำได้ง่ายมาก ๆ เหมาะกับผู้ที่อาจจะไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของระบบการทำงานต่าง ๆ มากนักก็ยังสามารถทำได้

ปัจจุบัน การทำ NAS บอกเลยว่า มีหลายทางเลือกมาก ๆ เริ่มจากตัวที่ง่ายที่สุดคือ การซื้อ NAS สำเร็จรูปมาเลย ยี่ห้อดัง ๆ เช่น Synology และ QNAP ซึ่งพวกนี้ ออกแบบมาให้เป็น NAS จริง ๆ เลย มีตัวเลือกให้เราหลายรุ่นมาก ๆ ตั้งแต่ จำนวนช่องสำหรับการใส่ HDD จนไปถึงประสิทธิภาพของตัวเครื่อง ข้อดีคือ เราไม่ต้องมานั่งเลือก Hardware หาความเข้ากันได้อะไรให้ยุ่งยาก นอกจากนั้น มันมาพร้อมกับ OS ที่ใช้งานได้ง่าย พูดง่าย ๆ คือ ซื้อตัวเดียว พร้อมกับ HDD ก็จบเลย ทำให้มันเหมาะกับ คนที่อาจจะไม่มีความรู้เรื่องการตั้งค่า Linux หรือการเลือก Hardware อะไรเอง แต่ข้อเสียคือ พวกนี้มันมีการอัพเกรดที่จำกัด เราไม่สามารถเปลี่ยน CPU ใหม่ หรือ อาจจะเปลี่ยนการ์ดต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

Server มือสอง

ถ้าคิดว่า การเลือก Hardware เป็นเรื่องยากและต้องการประสิทธิภาพสูงในราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าเงิน เราแนะนำให้ไปมองหาพวก Enterprise Hardware มือสองที่ปลดระวางแล้ว เพราะจริง ๆ พวก Enterprise Grade มักจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าฝั่งผู้ใช้ทั่ว ๆ ไปอย่างเรามาก ๆ ทำให้ถึงแม้ว่า Enterprise Hardware จะเก่าสัก 10 ปี แต่สเปกเมื่อเทียบกับ Hardware บ้าน ๆ อย่างเราก็ถือว่าไม่ทิ้งห่างกันมาก แถมเรายังได้ในราคาที่ถูกลง เพราะเป็นมือสองอีกด้วย ทำให้ Solution นี้มีข้อดีคือ ราคาถูก และ ประสิทธิภาพสูงมาก แต่ข้อเสียคือ มันต้องไปนั่งหาในกลุ่มมือสองอะไรก็ว่ากันไป และ การใช้งานที่ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป เพราะมันออกแบบมาให้ผู้เชียวชาญใช้ แต่อีกมุมก็ทำให้คนที่มีความเชี่ยวชาญสามารถตั้งค่าระดับสูงได้อย่างง่ายดาย (คำเตือน ถ้าเอามาใช้ในบ้าน หาพวกวัสดุกันเสียงด้วย Server เสียงดัง)

เป็นตัวอย่างนึงของการประกอบเครื่องเอง

หรือถ้าไม่อยากได้ Hardware มือสอง เราก็อาจจะไปเลือก Solution ในการประกอบเครื่องเอง เหมือนกับเราประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไปเลย เราต้องมานั่งเลือก Hardware และ Software ต่าง ๆ เองทั้งหมด สิ่งสำคัญคือ ทั้ง Hardware และ Software มันต้องมีความเข้ากันได้ นั่นแหละ ที่ทำให้ Solution นี้เป็นอันที่ยาก เหมาะกับคนที่ต้องการเครื่องที่เฉพาะกับความต้องการของเราตรง ๆ เลย ถ้าเลือกเป็นจริง ๆ มันทำให้ราคาถูกกว่า Solution อื่น ๆ ได้อยู่พอตัวเลย กับมันมี Upgrade Path ที่เราสามารถกำหนดเองได้ ข้อเสียคือต้องมาเลือกเอง ต้องมีความเชียวชาญพอตัวในการทำ ไหนจะหา Hardware อีก

ประสิทธิภาพละ ?

Unraid VM Page

ในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน ทั้ง 3 Solution ที่เราเอามาเล่า มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ใช้งานทั่ว ๆ ไป จนไปถึงประสิทธิภาพสูง ทั้งหมดเลย แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างคือ ความคุ้มค่า

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่า นอกจากที่เราจะใช้เก็บข้อมูลแล้ว เรายังจะทำ Virtual Machine หลาย ๆ เครื่อง การซื้อ NAS สำเร็จรูปอาจจะไม่ต้องโจทย์เท่าไหร่ เพราะมันจะแพงมาก เมื่อเทียบกับ เครื่องที่ประกอบเอง เราอาจจะเลือก CPU ที่มีจำนวน Core เยอะสักหน่อย พร้อมกับมี RAM เยอะมากพอที่จะรองรับการทำงานของ Virtual Machine ได้

ถ้าเอาตามความคุ้มค่าต่อสเปกจริง ๆ เรามองว่า การประกอบเอง คุ้มที่สุดละ เลือกสเปกได้เองตามความต้องการ ให้เข้ากับความต้องการของเราได้เลย แต่มันก็แลกมากับการที่เราต้องนั่งประกอบ และติดตั้งเอง ไหนจะเรื่อง Software อะไรอีกที่ยุ่งยากไปหมด มันก็แลกกันแหละ

Repurposing Old System

Repurposing Old System
เครื่องบ้าน ๆ ธรรมดานี่แหละ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานตามบ้าน CPU สัก 2 Core ก็พอ

นอกจาก 3 Solution ที่เราเล่าไปแล้ว มันยังมีอีกวิธีที่ถูกที่สุด คือ การเอาเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามาใช้เลย (หรือถ้าเป็น Business อาจจะเอา Server เก่ามารันได้) อาจจะเพิ่มพวก Hard Disk ลงไป เพื่อให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้น และเปิดทิ้งไว้แค่นั้นเลย สเปก ประสิทธิภาพการทำงาน ก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่านั่นแหละ ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียเงินค่าเครื่องเพิ่ม ลดต้นทุนไปได้เยอะ

HBA Card

สำหรับเครื่องทั่ว ๆ ไปที่อาจจะมีช่อง SATA สำหรับเสียบ HDD ได้น้อย เราแนะนำให้ไปซื้อพวก HBA Card สำหรับเสียบ HDD เพิ่ม ซึ่งสำหรับการใช้งานตามบ้านเราไม่ต้องไปซื้อแพงมากก็ได้ ที่เรากดมาอันนึงเสียบ SATA เพิ่มได้ 4 Port ในราคาไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง แต่สำหรับ Business อาจจะมองหาการ์ดที่ราคาสูงขึ้นจากยี่ห้อดัง ๆ อย่าง LSI ก็ช่วยทำให้เราคลายความกังวลเรื่องของความเสถียรได้

ข้อเสียคือ การบริโภคพลังงาน เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอายุเก่ามาก ๆ มักจะกินไฟหนักมาก แต่ประสิทธิภาพอาจจะไม่ได้แรงอะไรมาก อันนี้ต้องทำใจ ขึ้นกับระบบเก่าของเราเลยว่ามันเก่าแค่ไหนกัน

UPS ของที่ขาดไม่ได้

UPS

การที่เรามีที่เก็บข้อมูลที่ทำงานตลอดเวลา ก็มีโอกาสที่จะเสียหายจากไฟฟ้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน ถ้าไฟดับ หรือไฟกระชากขึ้นมา อาจจะทำให้ข้อมูลของเราเกิดความเสียหายได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ การซื้อ UPS หรือตัวสำรองไฟมาใช้งานร่วมกับ Home Server ของเราด้วยจะดีมาก ๆ เลย เราเคยเขียนไว้แล้วใน เรื่องนี้

สรุป

การมี NAS ในบ้าน ทำให้เราสามารถทำได้หลายอย่างมาก ๆ ตั้งแต่การเก็บข้อมูลสำหรับคนในบ้านของเรา หรือจะเป็นการเป็น Media Server สำหรับการ Stream หนัง หรือจะเอามารันเว็บที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่ตอนนี้ก็ใช้ NAS ที่ตั้งอยู่ในบ้านของเรานี่แหละ เราแนะนำเลยให้บ้านสมัยใหม่มีกัน อย่างน้อยเอามารันพวก Home Automation ก็ได้อยู่แหละ ซึ่งการหาซื้อ เราก็อาจจะซื้อตัวที่เป็น NAS สำเร็จรูปเลยก็ได้ หรือถ้าใครอยากลองอะไรสนุก ๆ ก็สามารถซื้อเครื่องมาประกอบเองได้ หรือสุดท้าย ถ้าเรามีเครื่องที่เราไม่ได้ใช้อยู่แล้ว เราก็เอามาทำเป็น Home Server ได้เช่นกัน หมดละ แค่นี้แหละ สวัสดี

BONUS: การเลือก Hard Disk สำหรับ NAS

ถ้าเราใช้งานตามบ้าน ข้อมูลไม่ได้สำคัญมาก และมี Hard Disk ที่เหลือจากเครื่องเก่า ๆ อะไรพวกนั้น เราสามารถเอามาใช้งานได้ แต่ถ้าเราซื้อใหม่ หรือเราเอาไปใช้งานจริงจัง เราแนะนำให้หาซื้อ Hard Disk ที่ออกแบบมาสำหรับ NAS เพราะ Hard Disk พวกนี้ออกแบบมาให้ทำงานแบบ 24/7 ไม่มีหยุด กับมีพวกระบบป้องกันการสั่นสะเทือนต่าง ๆ ที่ทำให้อายุการใช้งานของ Hard Disk พวกนี้ยาวกว่า Hard Disk ที่เราใช้งานกันตามบ้านทั่ว ๆ ไป ราคาก็ไม่ได้แพงไปกว่า Hard Disk ทั่ว ๆ ไปมากเท่าไหร่ ก็เป็นเรื่องที่ควรลงทุนกับมัน

ถ้าเป็น WD ก็มองหา WD Red และ Seagate ก็จะเป็น Seagate Ironwolf พวกนี้จะเป็น Hard Disk ที่ออกแบบมาสำหรับ NAS โดยเฉพาะ รองรับถึงไม่จำกัด Hard Disk ต่อเครื่องไปเลย และมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างยาวนาน