Technology

เคล็ดลับการเลือก Laptop ให้เหมาะกับเรา

By Arnon Puitrakul - 23 July 2020 - 2 min read min(s)

เคล็ดลับการเลือก Laptop ให้เหมาะกับเรา

ก่อนหน้านี้เราเขียนเรื่องของการเลือกซื้อ Desktop ไปก่อนแล้ว ทำให้หลาย ๆ คนถามมาว่า แล้วถ้าเป็น Laptop หรือที่บางคนเรียกว่า Notebook เราจะมีการเลือกซื้ออย่างไรบ้าง วันนี้เราเลยลองมาทำ Guide คร่าว ๆ ที่ใช้ได้ตลอดสำหรับการเลือก Laptop กัน เพื่อความเหมือน จริง เราขอเอา Spec Laptop จริง ๆ จากทาง jib.co.th มาอ้างอิงละกัน

หา Requirement + ตั้ง Range ราคา

เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนที่เราจะไปเลือกซื้อ เราต้องมาดูก่อนว่า เครื่องที่เราจะซื้อมา เราซื้อมันมาทำอะไร เช่น เอามาทำงานอย่างเดียวเลย หรือ เป็นทุกอย่างก็แล้วแต่ ตัวอย่างเช่น เราเป็นเด็กหอ เราต้องการ One Machine Rule 'em all  เลยก็ต้องหา Laptop ที่มีสเปกที่สูงหน่อย แต่น้ำหนักอาจจะเยอะหน่อยอะไรแบบนั้น หรือบางคนอาจจะมี Desktop ใช้งานอยู่แล้ว แต่ต้องการการพกพา เราก็อาจจะเลือกอันที่มันเบาหน่อย แล้วแต่การใช้งานของเราซะมากกว่า เราไม่สามารถบอกได้ตรงเลย

นอกจากนั้น เรายังต้องดู Workload ที่เราต้องใช้งานด้วยว่า เราเล่นเกมหนักมากมั้ย หรือเราทำงานอะไร เช่น ถ้าเราทำงานเอกสาร มันก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องสเปกสูงอะไร ไปเน้นน้ำหนักที่เบา และ  Battery ที่ทำให้เครื่องใช้ได้นานดีกว่า หรือถ้าเราทำงานพวก Graphic เราก็อาจจะต้องใช้เครื่องที่มี GPU แยก แต่ก็แลกมากับน้ำหนักที่เยอะกว่าหน่อยอันนี้ต้องเลือกดู

ความง่ายอย่างนึงของการเลือก Laptop คือ มันสามารถ Custom ได้เยอะเหมือน Desktop ทำให้ การเลือกซื้อ ถ้าเรามีงบในใจอยู่แล้ว มันสามารถเอารุ่นมากองแล้วจิ้มเลือกได้เลย หรือถ้าเราอยากจะเลือกตามการใช้งานมันก็ย่อมได้ คนส่วนใหญ่เราว่า น่าจะตกอยู่ในเคสที่มีการกำหนดงบไว้แล้วละ ส่วนคนที่ตามการใช้งานจริง ๆ น่าจะเป็นระบบงบสูง ๆ ละ แต่ไม่ว่าจะแบบไหน เราจะมาสอนการอ่านสเปกกัน

CPU

ชิ้นแรก ถือเป็นหัวใจของเครื่องคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้ นั่นคือ CPU (Central Processing Unit) ในการเลือกจริง ๆ มันก็มีอยู่ 2 Brand ใหญ่ ๆ คือ Intel และ AMD แต่ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน มันจะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ ที่น่าจะเห็นได้คือ

อย่างแรกคือ จำนวน Core เรื่องนี้เราเคยเขียน Blog เล่าเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้านี้แล้วในเรื่อง Core และ Thread ใน CPU คืออะไร ? จะบอกว่ายิ่งเยอะก็ยิ่งดีก็ไม่เชิงซะทีเดียว มันขึ้นกับงานที่เราทำด้วย ถ้าเราทำงานตัดต่อ อะไรพวกนั้นดูพวกที่ Core เยอะ ๆ ไปได้เลย ส่วนถ้าเล่นเกมเดี๋ยวเราต้องไปดูที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกา และ สุดท้ายถ้าเอามาทำงานทั่ว ๆ ไป เรามองว่า 2-4 Core น่าจะเพียงพอสำหรับการทำงานทั่ว ๆ ไปแล้ว

และสุดท้ายคือ ความเร็วสัญญาณนาฬิกา หรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Clock Speed ถ้าเราไปดูในสเปกมันจะเป็นหน่วย GHz ยิ่งเยอะยื่งดีเหมือนกัน สำหรับคนที่เล่นเกม เราแนะนำให้มาดูตรงนี้เลย เพราะเกมส่วนใหญ่ยังเน้นการทำงานที่ต้องใช้ Clock Speed สูง ๆ อยู่ นอกจากนั้น CPU สมัยใหม่มันมีการ Boost ความเร็วได้ด้วย โดยที่มันจะมีความเร็วพื้นฐาน (Base Speed) และความเร็ว Boost (Boost Speed) อยู่

ในการทำงานทั่ว ๆ ไป ให้ไปดูที่ Base Speed เป็นส่วนใหญ่เลย เพราะมันเป็นความเร็วที่มันควรจะได้เมื่อเราทำงานทั่ว ๆ ไป แต่ในขณะที่ Boost Speed ชื่อมันก็บอกอยู่ว่า Boost ทำให้ ความเร็วนี้มันไม่สามารถคงได้ตลอดอยู่แล้ว มันจะขึ้นเมื่อมีการใช้งาน และ อุณหภูมิของเครื่องไม่ได้สูงเกิน มันจะดีดความเร็วขึ้นเอง

ถ้าเราไปดู CPU ใน Laptop ที่บาง เบา เราจะเห็นเลยว่า ความต่างระหว่าง Base Speed กับ Boost Speed สูงมากเช่น 1.4 GHz แล้วสามารถดีดขึ้นไปได้ที่ 3.5 GHz ในการใช้งานจริงมันก็อยู่แถว ๆ 1.4-2.0 GHz เท่านั้นแหละ สาเหตุที่ต้องออกแบบ CPU มาให้มัน Boost ได้โหดมาก เพื่อให้เข้ากับการทำงานทั่ว ๆ ไป ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งานหนัก แต่มันอาจจะมีบาง Task ที่ใช้งานหนักมันก็จะ Boost ขึ้นไปแปบนึงแล้วก็โดดลงมา เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานนั่นเอง

ดังนั้น ถ้าเราใช้งานอย่างหนักหน่วง อย่างพวก การตัดต่อ หรือ การเล่นเกม ไปดู Base Speed ที่สูง ๆ ไปเลย Boost ได้เท่าไหร่เหมือนเป็นของแถมมากกว่า หรือถ้าเราใช้ทำงานทั่ว ๆ ไป เอาที่ไม่ต้องสูงมากก็ได้ จะได้ไม่ร้อนด้วย

RAM

ถัดไปคือ RAM (Random Access Memory) ถือเป็นหน่วยความจำหลักในเครื่องเลย เวลาเราอ่านสเปก มันจะมี เลขแล้วตามด้วย GB นั่นคือขนาด พร้อมกับตามด้วย DDR4 พวกนั้นคือ มาตรฐานของ RAM  และสุดท้าย มันจะตามด้วยเลข สักอย่างแล้วไม่มีหน่วย หรืออาจจะมีหน่วยเป็น MHz มันคือความเร็วของ RAM เราค่อย ๆ มาดูทีละตัวกัน

อย่างแรกคือ ขนาด ยิ่งเยอะ ยิ่งทำให้เราเปิดโปรแกรมได้เยอะขึ้น เอาง่าย ๆ แบบนี้แหละ หรือถ้าใครใช้ทำงานตัดต่อ เอามันมาเยอะ ๆ เลย โปรแกรมตัดต่อ กินเยอะมาก สำหรับการซื้อเครื่องในปี 2020 เราก็ยังแนะนำที่ 16 GB สำหรับการเล่นเกม และทำงานทั่ว ๆ ไป เผื่ออนาคตไว้หน่อย แค่ Google Chrome ก็กินเรียบแล้ว แต่ถ้าเอามาทำงานตัดต่อ หรือ เขียนโปรแกรม เราว่า 32 GB เป็นช่วงที่กำลังดีเลย

อย่างถัดไปคือ มาตรฐานของ RAM ซึ่งส่วนใหญ่ ณ ปี 2020 จะมาพร้อมกับ RAM แบบ DDR4 หรือไม่ก็ LPDDR4 หมดแล้วละ เวลาไปดูก็มองหาเครื่องที่มี RAM 2 แบบนี้จะดีมาก

และสุดท้ายคือ ความเร็ว อันนี้มันจะแอบยากนิดนึง ถ้าเราซื้อเครื่องมาทำงานเอกสารทั่ว ๆ ไปก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรมากก็ได้ แต่ถ้าเราเอามาเล่นเกม ใช้งานหนัก ๆ อันนี้เริ่มมีผลแล้ว พยายามมองหาอันที่ความเร็วสูงที่สุดละกัน แต่เก็บไว้เป็นเรื่องรองนะ เอาขนาดก่อน

BONUS: ถ้ามีโอกาสไปซื้อที่ร้าน ลองถามร้านดูว่า เครื่องตัวนี้สามารถ Upgrade RAM เองได้หรือไม่ เพราะบางเครื่องเราสามารถไปซื้อ RAM และเอามาใส่เองได้ ทำให้ราคามันถูกลง ได้อีก ซึ่งส่วนใหญ่มันจะมาพร้อมกับช่องสำหรับใส่ RAM ประมาณ 2 ช่องอยู่ละ ถ้าอัพเกรดเองได้ ก็ต้องไปดูราคา RAM ละว่า เราต้องซื้อแบบไหน เท่าไหร่ แล้วเทียบกับอีกรุ่นที่มีจำนวน RAM เท่าที่เราต้องการ ถ้าใส่เองถูกกว่า ก็ซื้อเครื่องรุ่นที่มี RAM น้อย แล้วซื้อ RAM มาใสเพิ่มเองดีกว่า

GPU

อีกหนึ่งชิ้นที่สำคัญอีกชิ้นคือ GPU (Graphic Processing Unit) เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับคนที่ต้องการทำงานตัดต่อ เล่นเกม หรือมีการใช้งาน Graphic หนัก ๆ ให้มาเน้นดูตรงนี้เลย

GPU หลัก ๆ แล้วมันจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มที่เป็น Integrated GPU (การ์ดจอออนบอร์ด) และ Dedicated GPU (การ์ดจอแยก) พวกนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

เริ่มจาก Integrated GPU กันก่อนคือ GPU ที่มาพร้อมกับตัว CPU เลย ข้อดีคือพวกนี้กินไฟน้อยมาก มักพบในเครื่องที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ซึ่งมันเพียงพอต่อการใช้งานเอกสารทั่ว ๆ ไป เล่นเกมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้เยอะ พวกนี้จะเหมาะมาก แต่ถ้าเอามาใช้งานเล่นเกมหนัก ๆ ไม่ไหว กระตุกหัวร้อนจนต้องขว้างเครื่องแน่นอน

และ Dedicated GPU พวกนี้คือ ตัว GPU จะแยกออกมาจากตัว CPU เลย ข้อดีของพวกนี้คือ มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่า Integrated GPU มาก ยิ่งถ้าเราทำงานพวกตัดต่อ และ เล่นเกม คือ ต้องเอาตัวที่เป็น Dedicated GPU เลย โดยในท้องตลาด มันจะมีอยู่ 2 นี่ห้อใหญ่ ๆ คือ Nvidia และ AMD ซึ่งเวลาร้านเขียนสเปกแปะไว้ จะมาในรูปแบบ ชื่อรุ่น พร้อมกับ เลขสักอย่างหน่วย GB และ GDDR สักเลขนึงเรามาดูทีละตัวกัน

อย่างแรกคือ เลขรุ่น ถ้าเอาง่าย ๆ เลยนะ เลขเยอะยิ่งแรง คือ จะสอนดูเลขรุ่นมันก็ยากเกิน ยิบย่อยมาก เอาเป็นดูเลขเยอะ ๆ คือรุ่นที่สูงขึ้นอย่างของ Nvidia เองมันจะเป็น 2060 2070 ขึ้นไปเรื่อย ๆ จน 2080 แล้วมี Ti ต่อท้ายอะไรอีก มันมีลายละเอียดเยอะ แต่ที่เหมือนกันในทั้ง AMD และ Nvidia คือ เลขสูง ยิ่งแรง ฮ่า ๆ

ถัดไปจะเป็นเลขอะไรสักอย่างมีหน่วยเป็น GB อันนี้คือขนาดของหน่วยความจำยิ่งเยอะก็ยิ่งดีอีก แต่ถ้าตอนเราไปเลือกซื้อ ดูรุ่นก่อนเอารุ่นสูงไว้ก่อน เรื่องหน่วยความจำเป็นอันดับ 3 เลย

และสุดท้ายเป็นอะไรที่ขึ้นด้วย GDDR มันคือประเภทของหน่วยความจำคล้าย ๆ กับ RAM ที่มี DDR4 แบบเดียวกันเลย ตอนนี้ถ้าเราไปเดินดูมันจะมี GDDR5 และ GDDR6 ในปี 2020 นี้นะ ถ้าเราไม่ได้ใช้งานจริงจังอะไรมาก ไม่ต้องสนใจเลยก็ได้ แต่ถ้าเราใช้งานหนัก ๆ ลองมองหาตัวที่เป็น GDDR6 จะดีกว่ามาก

Storage

ในส่วนของพื้นที่การเก็บข้อมูล ในสเปก มักจะเขียนเป็น SSD หรือไม่ก็ HDD อันนี้พูดถึง พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเหมือนกัน แต่ต่างที่เทคโนโลยีเท่านั้น โดยที่ HDD จะใช้รูปแบบของจานแม่เหล็ก ที่ราคาต่อพื้นที่ถูกกว่า แต่แลกมากับความเร็วที่ต่ำกว่าเช่นกัน ส่วน SSD จะตรงข้ามเลย คือเร็วมาก แต่ราคาต่อพื้นที่แพงกว่า ซึ่งบางเครื่องก็จะมาพร้อมกันทั้ง 2 อย่างเลย บางเครื่องมาแค่อย่างเดียว

ถ้าเอาแนะนำแบบง่าย ๆ เลยคือ ให้มองหาเครื่องที่มี SSD ไว้ก่อนจะดีมากถ้าเรามีงบพออะนะ เพราะการที่เรามี  SSD มันทำให้การเปิดเครื่อง เปิดโปรแกรม การใช้งานมันลื่นไหลกว่า HDD มาก แต่ถ้างบเราน้อยมันก็จะมาพร้อมกับ SSD ที่มีความจุไม่มาก ซึ่งเราสามารถซื้อ External HDD มาต่อเพิ่มทีหลังได้

หรือถ้าอีกเคสคือ มีแค่ HDD อันนี้ก็ได้เหมือนกันคือ เราก็เสียเงินไปซื้อ Internal SSD มาอัพเกรดเครื่องของเราได้เหมือนกัน แต่แน่แหละ มันก็ต้องเสียเวลาในการติดตั้งอะไรหลาย ๆ อย่างอีก ถ้าทำไม่เป็นเลย เอาที่มาพร้อมกับ SSD เลยจะดีที่สุด

นอกจากนั้น มันจะเป็นเรื่องยิบ ๆ ย่อย ๆ ละ ถ้าเป็น HDD มันจะมีความเร็วรอบหน่วยเป็น RPM ยิ่งเยอะก็ยิ่งเร็ว ถ้าร้านบอกว่า เนี่ย ถึงจะเป็น HDD ตัวเดียว นะ แต่มันใช้ตัวที่ความเร็วสูงก็อย่าไปเอา เอาที่เป็น SSD ดีกว่า และ SSD เองมันก็จะมีแบบที่เป็น SATA และ NVMe ลองถามเขาดูว่าเป็นแบบไหน พยายามเอาแบบที่เป็น NVMe จะให้ความเร็วที่สูงกว่าแบบ SATA หลายขุมเลย

หน้าจอ

หน้าจอถึงจะไม่ได้ทำให้เครื่องเราเร็ว หรือช้า แต่มันก็เป็นส่วนที่เราต้องจ้องมันตลอดการใช้งาน ดังนั้น เลือกให้ดีสักหน่อยก็ไม่เสียหาย โดยที่หน้าจอจะเขียนอยู่ 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ขนาด, เทคโนโลยีของ Panel และ ความละเอียด

อย่างแรกคือ ขนาด จะมาเป็นนิ้ว เช่น 13,15 และ 17 นิ้ว พอจอใหญ่ขึ้นเครื่องมันก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเช่นกัน ถ้าทำงานทั่ว ๆ ไป เราแนะนำที่ 13 นิ้ว ขนาดมันจะกำลังดี และส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับน้ำหนักที่ไม่ได้หนักมาก ถือว่าเป็นขนาดของ Laptop ที่ค่อนข้าง Balance น้ำหนักกับ ขนาดของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี ส่วนถ้าเราต้องใช้ทำงานหนัก ๆ หรือเล่นเกม แนะนำให้ไป 15 หรือ 17 นิ้วไปเลย น่าจะเต็มตามากกว่า

อีกเคส คือ ดูการใช้งานเรา เช่น เราบอกว่า ถ้าเราเอาออกไปข้างนอก เราไม่ได้เล่นเกม เราทำงานทั่ว ๆ ไป และ พอกลับมา เราก็เอาเสียบจอใหญ่เล่นเกม พวกนั้น เราก็ไม่จำเป็นที่ต้องซื้อเครื่องที่จอใหญ่ เพราะสุดท้ายเรากลับมาก็เสียบจอใหญ่อยู่ดี ก็อยู่ที่เรา ยิ่งเครื่องเล็กมันก็พกง่าย แต่ก็ไม่เต็มตาเท่าจอใหญ่เท่านั้นเอง การทำงานบนจอเล็ก ๆ บอกเลยว่าไม่สะดวกเลย อย่างเราใช้ 13 นิ้ว ทำงานตัดต่อ แค่เรื่องจอยังทำให้ลำบากได้เลย

ถัดไปเครื่องเทคโนโลยีของ Panel อันนี้ง่ายเลย คือ หลัก ๆ ถ้าเราไปซื้อเราน่าจะเจออยู่ไม่กี่แบบ เอาเป็นว่า ถ้าเราใช้ทำงานปกติ หรือเล่นเกม เราแนะนำใช้แค่ Panel แบบ TN ก็ได้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ไม่ได้แพง ส่วนถ้าตัวดี ๆ หน่อยมักจะมี Refresh Rate ที่สูงทำให้เกมมัน Smooth ขึ้นเยอะมาก แต่ข้อเสียของ Panel แบบนี้คือ สีมันไม่ดี และ มุมการมองมันค่อนข้างแคบเมื่อเทียบกับแบบอื่น ๆ

ถ้าใช้ทำงานทั่วไป มีงบมาหน่อย และ ใช้ทำงานที่ต้องเล่นกับสี แนะนำไปพวก IPS, OLED  หรือ IGSO (มีน้อยมาก) พวกนี้จะให้สีที่สด และตรงกว่า พร้อมกับมุมมองการมองที่กว้างกว่าด้วย แต่แน่นอนว่า Refresh Rate จะสูงไม่เท่า TN และ ราคาแพงกว่าในบางรุ่นด้วย

และสุดท้ายคือ ความละเอียด (Resolution) เอาง่ายเลยคือ ขั้นต่ำ เอาจอที่ 1080p แต่ถ้าเรามีเงินเพิ่มหน่อย อยากจะได้จอที่มันละเอียดคมบาดตากว่านี้ก็โดดขึ้นไป 1440p หรือ 4K เลยก็ได้ถ้างบถึง ถ้าเราเล่นเกม แนะนำโดดไปไกลสุดที่ 1440p ก็แย่แล้ว เพราะยิ่งจอเราละเอียดมาก เราเซ็ตความละเอียดมาก การ์ดจอเราจะไม่ไหวเอา ส่วนถ้าเราใช้ทำงานทั่ว ๆ ไป 1080p ถือว่าเพียงพอแล้วในปัจจุบัน และ ถ้าทำงานกราฟฟิค งานสิ่งพิมพ์ เอา 4K ไปเลยก็ได้เราว่าได้ใช้

ส่วนประกอบอื่น ๆ

ที่ผ่านมาถือเป็นองค์ประกอบหลัก ๆ ที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของเครื่อง ที่เหลือ ที่เราต้องคำนึงจะเป็นเรื่องยิบย่อย เช่น วัสดุ งานประกอบ ลำโพง กล้อง Microphone และ Port การเชื่อมต่อ

สิ่งที่ไม่ว่าเราจะซื้อเครื่องมาทำอะไรก็ตาม เราอยากให้เน้นนิดนึงคือ เรื่องวัสดุ และงานประกอบ เรื่องนี้เราไม่อาจจะเช็คจากการซื้อออนไลน์ได้ ต้องไปเล่นที่ร้านจริง ๆ ได้จับจริง ๆ ถึงจะรู้ บางทีเราเจอเครื่องที่สเปกดูดีมาก แต่พอได้ไปจับแล้ว วัสดุเป็นพลาสติกเกรดโง่ ๆ ใช้ไปไม่นาน น่าจะมีเปราะบ้างจากความร้อนของเครื่อง แผง Keybaord ที่กดแล้วมันยวบลงไป พวกนี้ต้องยอมรับว่า ถ้าเรา Set ราคาแล้ว มันเป็นอะไรที่ต้อง Trade-off กันอยู่พอสมควรว่า อาจจะยอมลดสเปกลงหน่อย แต่เราได้ วัสดุ และ งานประกอบที่มีคุณภาพมากกว่านี้

อีกเรื่องเลยที่ขาดไม่ได้คือ ประกัน เอาจริงคือ พวกนี้มีไว้ดีกว่าไม่มี เป็นของที่ต้องมีแต่ไม่อยากใช้ ต้องดูด้วยว่าศูนย์บริการ บริการดีหรือมีปัญหาอะไรมั้ย พวกนี้ลองหาใน Google ดูก็น่าจะพอเห็นแล้วว่าเขาทำงานกันยังไง อยู่ที่ไหนบ้าง ใกล้บ้านเรามั้ยอะไรแบบนั้น โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้เครื่องทุกวัน และมีเครื่องเดียว การมีศูนย์บริการอยู่ใกล้บ้าน ก็ทำให้เราอุ่นใจไปได้เปราะนึงแล้วว่า ถ้าเครื่องเกิดปัญหาขึ้นมา เราสามารถส่งศูนย์บริการได้สะดวก และ ง่าย

ส่วนที่เหลือ ต้องถามว่า เราใช้บ่อยมั้ย เช่นลำโพงเราใช้บ่อยมั้ย หรือส่วนใหญ่เราเสียบหูฟังหมด พวก Port การเชื่อมต่อ ว่า เราใช้งานมันมั้ย ขาด หรือ เกินอะไรยังไงบ้าง หรือบางเครื่องมาพร้อมกับ USB-C ที่เราสามารถเสียบ Dongle เพื่อขยายการเชื่อมต่อได้ อันนี้ขึ้นกับการใช้งานของแต่ละคนแล้ว

น้ำหนัก

และเรื่องสุดท้ายที่เราอยากจะให้ดูคือ น้ำหนัก เพราะการที่เราเลือกซื้อ Laptop แทนที่จะเป็น Desktop เพราะเราต้องการที่จะพกไปไหนมาไหนได้ ทำให้น้ำหนักเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกตัวนึงเลยก็ว่าได้

โดยส่วนใหญ่แล้ว เครื่องที่มีสเปกสูงมาก ๆ ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับน้ำหนักที่มากพอตัว ส่วนนึง มาจาก ระบบระบายความร้อนที่ต้องอลังการงานสร้างมากกว่าพวกที่ใช้สเปกไม่มาก ถ้าเราไม่ได้ใช้งานอะไรมาก ใช้งานแค่พิมพ์เอกสาร เราแนะนำอยู่ที่ไม่เกิน 1.2 kg หรือถ้าเอาเครื่องที่มีสเปกสูงมาก ๆ เราคิดว่าน้ำหนักที่พอจะพกไปไหนมาไหนได้ อยู่ไม่เกิน 4.5 kg มากกว่านั้น เราว่าพกยากมากแล้ว

อย่าดูแค่น้ำหนักเครื่อง

เวลาเราไปอ่านสเปก หรือ เราถามคนขาย ว่าเออ เครื่องนี้น้ำหนักเท่าไหร่ ปกติแล้ว เขาก็จะบอกมาแค่น้ำหนักของเครื่องเท่านั้นแหละ แต่เวลาเราใช้งานจริง เราไม่ได้ แบกแค่เครื่องไง ของอีกชิ้นที่เราต้องใช้ และมีน้ำหนักมากคือ Adapter ชาร์จไฟ อันนี้แหละเรื่องใหญ่เลย บางรุ่นใช้ไฟน้อยหน่อย ก็จะมาพร้อมกับ Adapter ที่เบาหน่อย บางรุ่น GPU แยกตัวแรง CPU ตัวแรง ย่อมกินไฟเยอะ ย่อมก็ต้อง ใช้ Adapter ที่ให้กำลังมากขึ้นตามเป็นเงาตามตัว นั่นทำให้น้ำหนักเพิ่มไปอีก

บางรุ่นที่ไม่ได้ใช้สเปกสูงมาก อาจจะจบที่หลัก กรัม เท่านั้น หรือ ถ้ารุ่นที่สูง ๆ หน่อย อาจจะไปจบที่ หลายกิโลกรัม ก็มีเหมือนกัน เท่าที่เราลองไปหามาในเว็บของหลาย ๆ ยี่ห้อ เขาจะไม่ค่อยบอกน้ำหนักของ Adapter เท่าไหร่ ถ้ามีโอกาสได้ไปซื้อที่หน้าร้าน ลองถามพนักงานดูด้วยก็ได้ว่า รวม Adapter กับตัวเครื่องแล้ว มันหนักเท่าไหร่ แล้วดูว่า เรารับได้มั้ย

สรุป

Macbook Pro
บางทีตัดปัญหายุ่งยาก โดยเฉพาะเรื่องการบริการ เราก็เลยชอบใช้ Mac นั่นเอง

การเลือก Laptop ที่เหมาะกับเราสักตัว เอาจริง ๆ มันต้องใช้ความอดทนอยู่เหมือนกันเพราะ มันมีตัวเลือกที่เยอะมากพอตัว แต่การเลือกให้ง่ายที่เรารแนะนำคือตั้ง Range ราคาขึ้นมาเลย แล้วเราเอา List ที่อยู่ในราคามา แล้วมาเลือกดูเลย ว่า แต่ละตัวมันมีข้อดี ข้อเสียอะไร เรารับข้อเสียมันได้มั้ย และ เราชอบข้อดีมันมั้ย ก็ขอให้มีความสุขกับเครื่องที่เลือกมา จบ สวัสดี