Technology

เลือกซื้อ Hard Disk อย่างไรให้เหมาะสมกับเรา

By Arnon Puitrakul - 30 June 2020 - 3 min read min(s)

เลือกซื้อ Hard Disk อย่างไรให้เหมาะสมกับเรา

ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีการผลิตหน่วยความจำพัฒนาไปไกลมากแล้ว จนตอนนี้เราสามารถหาซื้อ SSD ได้ในราคาที่ถูกกว่าเมื่อสัก 5-7 ปีก่อนเป็นหลายเท่าตัวเลยก็ว่าได้ แต่อีกเทคโนโลยีที่เราใช้มาตั้งแต่ก่อนที่ SSD จะแพร่หลายคือ Magnetic Hard Disk หรือที่บ้าน ๆ เราเรียกว่า Hard Disk นั่นเอง ที่ตอนนี้มันมีหลากหลายแบบออกมาให้เราเลือกใช้เยอะมาก วันนี้เราจะมาช่วยเลือกเองว่า ในการใช้งานไหน ควรใช้งานแบบไหนกันบ้าง

Magnetic Hard Disk ทำงานอย่างไร ?

เรามาเข้าใจพื้นฐานการทำงานของเจ้าสิ่งนี้คร่าว ๆ กันก่อน Magnetic Hard Disk ทำงานด้วยหลักการตามชื่อของมันเลยคือ การใช้แม่เหล็กในการเก็บข้อมูล อย่างที่เราทราบกันดีว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ใช้ระบบ Digital ในการทำงานทั้งหมดแล้ว ทำให้หน่วยที่เล็กที่สุดของการจัดเก็บข้อมูล จะอยู่ในหน่วย Bit ที่ประกอบด้วย 0 และ 1

Magnetic Hard Disk

แม่เหล็กเองก็จะมีขั้วของมันอยู่ 2 ขั้วด้วย กัน เราก็ใช้หลักการตรงนี้แหละ เอามาแทน 0 และ 1 ที่เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าเราคิดเล่น ๆ ง่าย ๆ เลย ก็น่าจะนึกภาพเป็นแถบแม่เหล็กยาว ๆ ใช่ฮ่ะ มันคือ เทป มันก็ใช้หลักการเดียวกันนี่แหละ

เสริมเป็นความรู้เพิ่มนิดนึงคือ ปัจจุบันนี้ เทป ก็ยังคงถูกใช้เป็นหน่วยความจำกันอยู่นะ แต่เป็นหน่วยความจำสำหรับการ Backup ข้อมูลซะมากกว่า ด้วยราคาต่อความจุที่ถูกมาก ๆ ทำให้พวก Server ในระดับ Enterprise เลือกใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับ Backup ข้อมูลขนาดใหญ่

ปัญหาของเทป เรามั่นใจว่า คนที่เกิดทันน่าจะเข้าใจดี (ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แก่โคตร) คือ เมื่อเราต้องการข้อมูลที่อยู่ก่อนหน้านั้นไกล ๆ เราต้องกรอเทปไป เช่น เทปเพลง ถ้าเราต้องการ Track หน้านั้น เราก็ต้องกรอมันกลับไป กลับมา แน่นอนว่า ระบบคอมพิวเตอร์มันมีการ อ่าน และ เขียน ข้อมูลแบบ Random เยอะมาก ทำให้เทป มันเลยไม่เหมาะกับการทำงานแบบนี้สักเท่าไหร่

Hard Disk Structure

Hard Disk มันจะต่างจากนั้นหน่อยคือ มันจะเก็บข้อมูลด้วยแม่เหล็กเหมือนกันเลย แต่มันทำมาในลักษณะเป็นแผ่นกลมแทน เมื่อเราแกะ Hard Disk ออกมา (อย่าแกะมั่วซั่วนะ พังเลยนะ) เราจะเจอกับแผ่นที่มีลักษณะวาว ๆ อยู่นั่นแหละ คือ แผ่นแม่เหล็กที่ในนั้นมีข้อมูลอยู่ ที่ด้านข้างมันก็จะมี หัวอ่านคอยอ่านข้อมูลจากแผ่น แผ่นมันก็จะหมุนไปเรื่อย ๆ เพื่อหาข้อมูลตามที่เราต้องการ

แต่ถ้าเราลองดูที่ Hard Disk ดี ๆ มันไม่ได้ประกอบด้วยชุดแผ่นแม่เหล็ก และ หัวอ่านเพียงอันเดียว มันมีหลายอันซ้อนกันอยู่ นั่นทำให้ Hard Disk เอง มีความเร็วในการหาข้อมูลที่มากกว่า Tape หลายขุมมาก ๆ

แต่ความเร็วในการหาข้อมูลนี้ มันก็ยังสู้ SSD อยู่ดีที่พวกนั้นมันใช้อีกรูปแบบนึงในการหาข้อมูล ทำให้ถ้าเราต้องการที่จะเอาข้อมูลอะไรสักอย่าง เวลามันจะเกิดจาก

Access Time = Seek Time + Transfer Time

ก็คือ เวลาในการเข้าถึงข้อมูล (Access time) จะเกิดจาก เวลาที่ Hard Disk หมุนเพื่อหาข้อมูล (Seek Time) รวมกับเมื่อเจอแล้ว มันก็ต้องเอาข้อมูลออกมา (Transfer Time)

ส่วนใหญ่แล้วข้อมูลที่เราดึงออกมาจาก Hard Disk ที่มันจะเยอะ คือ Seek Time มากกว่า เช่นอาจจะใช้สัก 30 ms แต่ SSD ทำได้ใน 1 ms ก็ถือว่าต่างกันเยอะแล้ว

สรุปก็คือ Hard Disk ใช้แผ่นจานแม่เหล็ก หัวอ่าน และ Motor สำหรับหมุนจานให้หัวอ่าน อ่านข้อมูลออกจาก Hard Disk ส่งไปให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเราอีกทีนั่นเอง

ขนาดความจุ

IBM Model 350 Disk Storage Unit
IBM Model 350 Disk Storage Unit ในปี 1956 มีความจุอยู่เพียง 5 MB แต่มีน้ำหนักเป็นตัน Source: Computer History

ขนาดความจุของ Hard Disk ในปัจจุบันถือว่าพัฒนาไปไกลมาก ๆ จากเมื่อปี 1956 Hard Disk ตัวแรกของโลกจาก IBM มีความจุอยู่ที่ 5 MB เท่านั้น แต่ปีนี้ 2020 เรามี Hard Disk ที่สูงถึง 16 TB (1 TB = 1000 GB) จากวันนั้นจนถึงวันนี้เวลาผ่านไปเพียงแค่ 64 ปีเท่านั้น แต่ขนาดของความจุ เพิ่มขึ้นราว 3.2 ล้าน เท่าเอง แถมน้ำหนักยังต่างกันโขเลย จากตันกว่า ๆ สู่น้ำหนักที่เราสามารถถือได้แบบสบาย ๆ ด้วยมือเดียว

ในปัจจุบันนี้ Hard Disk ที่เราสามารถหาซื้อได้ เท่าที่เห็น มันจะมีตั้งแต่ 1 TB ยาวไปถึง 14 TB กันไปเลย ตรงนี้ก็ขึ้นกับการใช้งานของเราแล้วว่า เราต้องการเก็บข้อมูลมากขนาดไหน ถ้าเราต้องการใช้เยอะก็ซื้อเยอะ ใช้น้อยก็ซื้อน้อย

แต่เราแนะนำว่า อย่าซื้อลูกใหญ่ลูกเดียว เพราะอุบัติเหตุมันอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างน้อยถ้าเราแบ่ง Hard Disk หลาย ๆ ลูกแทนที่จะเป็นลูกใหญ่ ๆ ลูกเดียวเลย ถ้าเกิดลูกนึงเสีย ถ้าเราไม่ได้ Backup อะไรเลย อย่างน้อย ของที่อยู่ในลูกอื่น ๆ มันก็ยังอยู่ไง

อีกเหตุผลคือ ลูกที่ขนาดใหญ่มันจะแพงกว่าลูกเล็กแน่นอนการจ่ายก้อนเดียวปั้ง ไปเลยกับ HDD ลูกใหญ่ ๆ ลูกเดียวก็อาจจะแพงไปสำหรับบางคนดังนั้น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และ ไม่อยากจ่ายเงินก้อนใหญ่ก้อนเดียว เราว่า ซื้อแยกเป็นหลาย ๆ ลูกดีกว่า อาจจะซื้อเป็นงาน ๆ ไปก็ได้ เช่น งานเรื่องนึง ก็เอาไปเลยลูกนึง

ถามว่า แล้วความคุ้มทุนมันอยู่ตรงไหน เราก็เลยลองมานั่งหาเล่น ๆ ดู ใน Graph นี้ เราจะเอาราคาของ Hard Disk จาก WD ที่เราใช้งานอยู่แล้ว มา Plot ดู ราคาต่อความจุในหน่วย TB กัน โดยที่ราคานี้เราค้นหาจาก JIB Online ในวันที่ 27 มิถุนายน 2563

Hard Disk ที่เราเอามาเทียบเป็น Form Factor ขนาด 3.5 นิ้ว ดังนี้

  • WD Blue 5400 RPM สำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไป ตามบ้าน
  • WD Black 7200 RPM สำหรับการใช้งานตามบ้านที่ต้องการ Performace สูง
  • WD Red 5200 RPM สำหรับการใช้งานกับ NAS และเปิดแบบ 24/7

โดยที่ทั้ง 3 รุ่นนี้ เราจะเอามาเฉพาะ Model ที่เป็น CMR (Conventional Magnetic Recording) เท่านั้น ตาม Model ดังนี้

WD Blue, Red, Black Model Number
Model Number ที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้

สำหรับ WD Black 3 TB จะไม่มี Model ในเว็บของ WD เราขอใช้ Linear Interpolation เพื่อให้เส้นดูต่อกัน ทำให้ดูง่ายขึ้น เราแปะที่มาของเลข Model จากเว็บของ WD ไว้ดังนี้ WD Blue, WD Black และ WD Red

Hard Disk Price Comparison
Note: WD Black รุ่นความจุ 3TB ไม่มีนะ แต่เราใช้ Linear Interpolation เข้าไปเพื่อให้เส้นมันต่อกัน

Graph นี้แกน X แสดงความจุของ Hard Disk หน่วยเป็น Terabytes และ แกน Y แสดงราคาต่อความจุ (เอาราคาหารด้วยความจุ) เราจะเห็นได้ว่า ความจุยิ่งสูง ราคาต่อความจุ ยิ่งตำ่ลงเช่นกัน แต่เมื่อความจุตั้งแต่ 4 TB ขึ้นไป ใน WD Blue และ Red กับมีราคาต่อความจุที่สูงขึ้นเล็กน้อย สวนทางกับ WD Black ที่ยังคงต่ำลงเรื่อย ๆ อยู่

Hard Disk Price Comparison
Note: WD Black รุ่นความจุ 3TB เราจะเห็นว่ามันเป็นเส้นตรง เพราะก่อนหน้านี้เราใช้ Linear Interpolation มันเลยออกมาเป็นเส้นตรงแบบนั้นแหละ

เมื่อเราลองมองให้ลึกเข้าไปอีก ดูกันว่า ถ้าเราเพิ่มความจุเข้าไป ส่วนต่างที่มันเพิ่มขึ้นมาต่อความจุจะเป็นเท่าไหร่กัน ช่วงก่อน 4 TB ของทุกตัวมีแนมโน้มของการลดลง แต่เมื่อมากกว่า 4 TB ขึ้นไป ส่วนต่างของราคายิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ จนช่วง 5 TB ที่ทั้ง WD Red และ Black ราคาขึ้น (กราฟขึ้นเกิน 0)

จาก Graph ทั้ง 2 อันนี้ ดูแล้ว ความจุ 2 TB ดูจะมีความคุ้มที่สุดละ กับถ้าต้องการความจุสูงกว่านี้ก็น่าจะไป 4 TB เลย 3 TB ดูจะไม่น่าเป็นทางเลือกเท่าไหร่ ส่วนความจุที่สูงกว่านั้น เราว่า ถ้าไม่ได้มีความจำเป็น เราไม่แนะนำ

รอบหมุน

ค่านึงที่อยู่ใน Graph เมื่อครู่ ที่มีหน่วยเป็น RPM มันย่อมาจาก Round Per Minute ภาษาไทยก็คือ รอบ ต่อ นาที มันคือ ความเร็วที่จานแม่เหล็กจะถูกหมุน เพื่อให้หัวอ่านหาข้อมูล และ โอนถ่ายข้อมูลออกไป

นั่นทำให้ เมื่อเราเพิ่มความเร็วรอบหมุน นั่นส่งผลทำให้ Access Time ต่ำลงอย่างแน่นอน แต่นั่นก็แลกมาด้วยอะไรหลายอย่างเลย เช่น เสียง และ แรงสั่นสะเทือนจากการหมุน ที่เพิ่มขึ้นแน่นอน

Hard Disk ที่ขายทั่ว ๆ ไปในท้องตลาด สำหรับ Consumer ปกติ ที่ใช้งานทั่ว ๆ ไปจะก็จะมีรอบอยู่ที่ 5,400 กับ 7,200 RPM เท่านั้น แต่สำหรับพวกที่สูงกว่านั้นก็จะโดดไป 10,000 และ 15,000 RPM พวกนี้สำหรับพวก Enterprise ไปเลย ราคาก็เดือดขึ้น

เราลองเข้าไปดูใน Datasheet ที่มีข้อมูลจำเพาะอยู่ เรายกตัวอย่างเช่น WD10EZRZ และ WD10EZEX ที่อยู่ใน Series ของ WD Blue ขนาด 1 TB ทั้งคู่ แต่ต่างที่รอบหมุน 5,400 และ 7,200 RPM ตามลำดับ ไฟที่ใช้ในตัวรอบ 5,400 อยู่ที่ 3.3 Watts แต่พอเพิ่มรอบเป็น 7,200 RPM กำลังไฟที่ใช้เพิ่มขึ้นประมาณ 2.060 เท่าหรือ 6.8 Watts

ส่วนเรื่องของเสียง ในรุ่นที่เป็นน 5,400 RPM อยู่ที่ 24 dBA แต่พอโดดมารุ่นที่เป็น 7,200 RPM อยู่ที่ 30 dBA เท่านั้น เพิ่มขึ้นมาราว ๆ 25% เท่านั้นเอง

ถามว่า แล้ว Performance ที่ได้มาจากการเพิ่มจำนวนรอบมันเยอะขึ้นขนาดไหน อันนี้เราไม่มีข้อมูลจาก Datasheet แต่ เท่าที่เจอมา เราบอกได้เลยว่า มันเพิ่มขึ้นจนรู้สึกได้เลย โดยเฉพาะงานที่มีการใช้ Random Read/Write เยอะ ๆ จะรู้สึกได้เลยว่า มันโหลดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างใน Application ที่เป็นเกม การเปลี่ยนไปใช้ Hard Disk ที่มีรอบสูงขึ้นก็ทำให้การโหลดเกมมันเร็วขึ้นเหมือนกัน อย่างในวีดีโอนี้ เขาเทียบ Hard Disk ที่เป็นรอบ 5,400 และ 7,200 RPM คู่กับ SSD จะเห็นได้เลยว่า เวลาในการโหลดของ HDD ที่มีความเร็วรอบ 7,200 RPM ใช้เวลาในการโหลดเข้าฉากเกมน้อยกว่า Hard Disk ที่มีความเร็วรอบ 5,400 RPM อยู่พอสมควรเลย แต่ถามว่า มันว้าวขนาดนั้นมั้ย เราว่า มันก็ไม่ได้ว้าวเท่าไหร่

ถ้าให้เราแนะนำ ถ้าเราเอา Hard Disk ลูกนี้ไปลงโปรแกรม ลงเกม หรือ ใช้งานทำงานหนัก ๆ ที่ไม่ใช่แค่การเก็บไฟล์ เราแนะนำเป็น 7,200 RPM เพราะมันให้ Acess Time ต่ำกว่า ทำให้โดยรวมแล้วรู้สึกว่าเร็วขึ้น ถ้ามีเงินหน่อย เราแนะนำให้ไป SSD เลยเถอะ ส่วนถ้าเราใช้แค่เก็บข้อมูลเฉย ๆ เราว่า 5,400 รอบก็เพียงพอแล้ว

สำหรับเกมเพิ่มอีกหน่อย ก่อนหน้านี้เราบอกว่า ไม่ได้ว้าวกับ Hard Disk รอบ 7,200 RPM แต่เราแนะนำแบบนั้น เพราะ เรามองว่ามันเป็นจุดคุ้มทุนระหว่าง เวลาในการโหลด และ ราคา ต้องเข้าใจว่า เกมใหญ่ ๆ สมัยนี้คือ ใหญ่มาก ๆ ถ้าเราต้องมานั่งซื้อ SSD ให้มันเก็บเกมพอทุกเกมในเครื่องไหนจะ OS ไหนจะโปรแกรมที่ต้องใช้งานอีก และ ไหนจะไฟล์ที่ต้องเก็บอีก ทำให้ SSD มันเป็นอะไรที่แอบแพงไปหน่อย ถ้าจัด Set แบบ Value หน่อยเราก็แนะนำให้ขั้นต่ำใช้ 7,200 RPM มีเงิน อยากอัพก็ไป SSD เลย

Form Factor

 src=
2 ลูกบนคือ 3.5 นิ้ว กับ ลูกล่างเป็น SSD ขนาด 2.5 นิ้ว ขนาดมันจะเท่ากับ Hard Disk 2.5 นิ้วเป๊ะ ใช้แทนกันได้เลย (เราไม่มี Hard Disk แบบ 2.5 นิ้วให้ดูเหมือนกัน ไม่มี)

เรื่องสุดท้ายคือ Form Factor หรือขนาด นั่นเอง โดยปกติแล้ว Hard Disk จะมีอยู่ 2 ขนาดใหญ่ ๆ ที่เราใช้งานกันทั่ว ๆ ไปคือ 2.5 นิ้ว และ 3.5 นิ้ว

WD Green SSD 480GB
SSD ขนาด 2.5 นิ้ว กว้าง ยาว สูง เท่ากับ Hard Disk 2.5 นิ้วเลย แค่ SSD น้ำหนักเบากว่า

Hard Disk ขนาด 2.5 นิ้วส่วนใหญ่จะใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก เช่นพวก All-in-one (AIO) บางรุ่น จนไปถึง Laptop เกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ 2.5 นิ้วหมดเลย ถ้าต้องการ Hard Disk ที่ใส่ใน Laptop คือไม่ต้องคิดมากเลย เดินออกไปหาซื้อแบบ 2.5 นิ้วให้หมด ส่วนพวก AIO ต้องไปดูสเปกว่าเขามายังไง

WD Red 4TB

ส่วน 3.5 นิ้วจะใช้กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จนไปถึง Server เลย ถ้าหาสำหรับ PC ตั้งโต๊ะ ก็หา 3.5 นิ้วได้เลย แต่ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าเราใส่ 3.5 นิ้วได้ เราก็จะใส่ 2.5 นิ้วได้เหมือนกัน เพราะมันมีขนาดเล็กกว่า

เพราะพวก SATA SSD ก็มีขนาดเท่ากับ Hard Disk ขนาด 2.5 นิ้วเหมือนกัน ถ้าเราต้องการเอาไปใส่ในช่องที่เป็น 3.5 นิ้ว มันก็จะมีถาดแปลงอยู่ หรือถาดใส่ 3.5 นิ้วเองนั่นแหละ มีรูสำหรับยึด 2.5 นิ้วเข้าไปได้ด้วย

โดยปกติแล้ว Hard Disk ขนาด 2.5 นิ้วจะมีความจุไม่สูงเท่ากับ 3.5 นิ้ว และ ราคาต่อความจุ เล็กน้อย ทำให้ถ้าเราใช้งานแบบ 3.5 ก็ไม่ต้องไปเอา Hard Disk แบบ 2.5 นิ้วมาใส่ เว้นแต่เหลือมา หรือได้มาในราคาที่โคตรถูก

Extra : Specialise Hard Disk

ด้วยเทคโนโลยีของ Hard Disk ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้หลาย ๆ ยี่ห้อ ก็มีการแบ่ง Line การผลิตของ Hard Disk ตามลักษณะการใช้งานโดยเฉพาะเลย มีแต่ตั้งแต่การใช้งานทั่ว ๆ ไปตามบ้าน จนไปถึง Hard Disk สำหรับ Data Centre กันไปเลย แต่วันนี้เราจะ Focus กับที่เราน่าจะเคยเห็นกันในร้านจำหน่ายทั่ว ๆ ไปกัน

อย่างแรกคือพวก General Purpose เช่น WD Blue ที่จะเน้นการทำให้ Cost ถูกที่สุด แต่ก็ยังให้คุณภาพที่ดีอยู่ ถ้าต้องการ Performance ที่สูงขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นพวก WD Black ที่เน้น Performance แต่แน่นอนราคามันก็โดดขึ้นมาหน่อยเหมือนกัน

หรือถ้าใครเน้นเปิดใช้งานเป็น NAS, Server ขนาดเล็ก หรือ เครื่องที่ต้องเปิดตลอด 24/7 ก็ต้องใช้ Hard Disk ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเปิดอย่างต่อเนื่อง และ สามารถทนแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจาก Hard Disk ลูกอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องเดียวกันอีกด้วย ตัวอย่างเช่น WD Red อันนี้ก็จะมี  NASware เป็นพวก Firmware สำหรับการจัดการการทำงานให้เข้ากับการทำ NAS หรือ RAID ได้ดีขึ้น หรือบางยี่ห้อก็จะมีระบบรายงานสถานะที่ละเอียดมากขึ้นอีกด้วย

สุดท้าย สำหรับกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะมันก็มี Hard Disk ที่ออกแบบมาเพื่องานแบบนี้ด้วยเช่นกัน เพราะงานจำพวกกล้องวงจรปิด ส่วนใหญ่ จะเป็นการเขียนมากกว่าการอ่านเยอะ นึกสภาพว่า ถ้ามีกล้องวงจรปิด แล้วเราจะต้องมาย้อนดูเมื่อไหร่ ก็น่าจะแค่ตอนมีเรื่องเท่านั้นแหละ เวลาปกติ เราก็ไม่ได้เปิดดูสักเท่าไหร่หรอก ทำให้ Hard Disk พวกนี้ มันจะออกแบบมาให้รองรับการเขียนที่เยอะมาก ๆ และ ตลอดเวลาได้ ดี ถึง Performance ในการอ่านจะน้อยลงก็ไม่เป็นไร เอาเขียนให้ดีมาก ๆ ไปเลย เอาให้ได้ทุก Frame ที่ได้จากกล้องอะไรแบบนั้น ตัวอย่างของ Hard Disk จำพวกนี้ ก็จะเป็น WD Purple

ต้องบอกเลยว่า ราคามันก็มีความแตกต่างกัน ถ้าเรางบน้อยหน่อย เอา General Purpose มาใส่ NAS ได้มั้ย คำตอบคือ ได้ ไม่เป็นไร แต่เรื่องอายุการใช้งานมันก็อาจจะสั้นกว่า เพราะพวก Hard Disk ทั่ว ๆ ไปมันไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้แบบ 24/7 หรือ อาจจะมีโอกาสพังได้ง่ายขึ้นจากแรงสั่นสะเทือนอีก ดังนั้น ถ้ามีงบหน่อย เราแนะนำให้ซื้อ Hard Disk ให้ตรงกับการใช้งาานของเราจะดีมาก แต่ถ้าไม่มีก็ซื้อทั่ว ๆ ไปมาก็ใช้ได้เหมือนกัน

สรุป : เลือก Hard Disk แบบไหนดี ?

เลือก HDD ยังไง

กลับมาที่คำถามว่า แล้วเราต้องใช้ Hard Disk แบบไหน เรามองว่า มันขึ้นกับการใช้งานของเรา เริ่มตั้งแต่ความจุ แนะนำให้เลือกซื้อ Hard Disk ขนาดใหญ่ไม่เกิน 4 TB ถ้าต้องการมากกว่านั้น ก็อาจจะซื้อหลาย ๆ ลูกเพราะมันคุ้มเกือบสุดแล้ว เว้นเสียแต่ว่า ไฟล์ของเราใหญ่เกิน 4 TB อันนี้ก็ตามขนาดไฟล์เลยละกันนะ

เรื่องของรอบหมุน ถ้าเราใช้ Hard Disk สำหรับเก็บไฟล์เฉย ๆ แนะนำให้ไปใช้พวกรอบ 5,400 RPM พอแล้ว ไม่ต้องโดดไปสูงกว่านั้น ส่วนถ้าเราเอามาลงโปรแกรม และ เกม หรือทำงานที่มันต้องอ่านข้อมูลจาก Hard Disk เยอะ ๆ แล้วละก็ เราแนะนำให้ไปใช้รอบ 7,200 RPM ไป ส่วนเรื่อง Form Factor ต้องไปดู Hard Disk ที่เราใช้งานอยู่ว่า เราใช้แบบไหน ระหว่าง 2.5 และ 3.5 นิ้ว แล้วก็ไปซื้อขนาดเดียวกันมาก็จบแล้ว

สุดท้ายก็เป็นพวก Hard Disk ที่ทำงานเฉพาะ เช่น สำหรับ NAS และ กล้องวงจรปิด เราแนะนำให้ใช้ Hard Disk ที่ออกแบบมาเพื่องานที่เราต้องการทำเลย ราคาอาจจะสูงกว่าหน่อย แต่เราสบายใจขึ้น แก้ปัญหาน้อยลงก็โอเคแหละ