Technology

Spotify, Tidal และ Youtube Music ศึกแห่ง Music Streaming เราจะใช้ตัวไหนดี

By Arnon Puitrakul - 17 May 2020 - 3 min read min(s)

Spotify, Tidal และ Youtube Music ศึกแห่ง Music Streaming เราจะใช้ตัวไหนดี

บริการ Music Streaming เป็นบริการที่ให้เราฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ต โดยที่เราไม่ได้ต้องเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์เพลงแล้วมา Sync ลงอุปกรณ์เหมือนเมื่อก่อน มันก็เหมือนกับเรามีคลังเพลงขนาดใหญ่มาก ๆ พกติดตัวไปตลอดเวลาที่เราเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

ในปัจจุบันถือเป็นบริการที่ได้รับความนิยมสูงมาก ๆ เอาตรง ๆ เดินไปถามใครหลาย ๆ คนก็ใช้กันหมดแล้ว ไม่ว่าจะตัวฟรี หรือเสียเงินอะไรก็ตาม เราว่ามันเป็นบริการที่วินทั้งคนทำเพลง และ ผู้บริโภคอย่างเรานะ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนเจอ 4Shared เข้าไปคือ ค่ายเพลง หน้าสั่น เพลงออกไม่กี่วัน เพลงมันไปโผล่ใน 4Shared ให้คนโหลดแล้ว หน้าสั่นแน่นอน

แต่พอมีบริการ Music Streaming เข้ามา เราที่เป็นคนฟังเพลง ก็จ่ายเป็นรายเดือนไป ฟังเพลงอะไรก็ได้ คนที่เอาเพลงเข้าไปก็ได้เงินจากการที่มีคนฟังเพลง มันทำให้ง่ายขึ้น ง่ายกว่าการที่เราต้องไปหาโหลดในเว็บ แล้วเอาลงเครื่อง แถมโหลด ๆ มา อ้าวไม่เต็มอีก จนตอนนี้เท่าที่เราเห็น พวกโหลดเพลงเถื่อนก็ถือว่าน้อยลงกว่ายุค 4Shared เยอะมาก

อันความที่มันเป็นที่นิยมขนาดนี้ มันก็ทำให้บริการนี้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเลยทีเดียว แต่เจ้าใหญ่ ๆ เอาจริง ๆ มันก็มีอยู่ไม่กี่เจ้าหรอกที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเรา เช่น Deezer, Joox, Spotify, Apple Music, Tidal และ Youtube Music ซึ่งบริการของแต่ละเจ้าก็ถือว่ามีความแตกต่างกัน วันนี้เราจะมาเล่า 3 เจ้าที่เราใช้งานอยู่ละกันคือ Spotify, Tidal และ Youtube Music ว่า มันน่าจะเหมาะกับใคร และคุ้มค่ามั้ย

ปล. จริง ๆ เราก็ผ่าน Deezer กับ Joox มาก่อนเหมือนกัน แต่เราขอไม่รีวิว เพราะ ไม่ได้ใช้นานมาก Deezer ใช้ตอนสมัยที่ DTAC เอาเข้ามาใหม่ ๆ เลย ใช้ไปปีนึงก็ไปลง Joox แทน รีวิวไปบางอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไป แต่เราไม่รู้ ไม่ขอรีวิวละกันนะ ส่วน Apple Music ไม่เคยใช้เลย ก็ข้ามเช่นกัน

Spotify

Spotify

Spotify ถือว่าเป็นบริการ Music Streaming เจ้าที่เรารอมันเข้าไทยมากที่สุด เพราะ Pain Point ตัวนึงของเราเองคือ จะฟังเพลงอะไรดี มันฟังจนหมดที่เราคิดได้แล้วอะ เราจะฟังอะไร ความดีความมาก ๆ  ของ Spotify คือ การ Recommend เพลงมาให้เรา โดยที่เราไม่ต้องคิดมัน ยิ่งใช้ มันก็จะยิ่งเรียนรู้เราเรื่อย ๆ ว่าเราฟังเพลงอะไรบ้าง

โดยที่มันจะออกมาในลักษณะของ Daily Mix Playlist ที่จะเปลี่ยนไปทุก ๆ วัน มาวันละ 6 Playlist ให้เราเลือก นอกจากนั้นมันยังมีอีกหลาย Playlist ที่มัน Recommend มาให้เราเยอะมาก ทำให้เราไม่เบื่อกับการนั่งฟังเพลงจาก Spotify เลย

Spotify Playlist

แถมคือ เราสามารถสร้าง Playlist แล้วแชร์ได้ ทำให้มีคนไทยสร้าง Playlist ที่เชื่อพีค ๆ เยอะมาก ๆ จนอยากเอามาทำเป็น Content เลยเช่น รถติดชิบหาย กูเปิดคอนเสิร์ตแมร่งเลย หรือจะเป็น มูฟได้แล้ว เขามีคนใหม่แล้ว มีแต่มึงยังอยู่ที่เดิม ไปให้สุดด้วย ถ้าขอให้แกกลับมา คนใหม่แกก็จะเจ็บอีกแหละ มันเด็ดจริง แต่ละอัน

Social on Spotify

จะเห็นได้ว่ามันมีความ Social อยู่ในนั้นด้วย ถ้าเราเปิดในคอมที่ด้านข้างมันจะมีบอกด้วยนะว่า เพื่อนของเราฟังเพลงอะไรอยู่ แล้วกดเพื่อฟังเพลงเดียวกับเพื่อนได้เลย ทั้งหมดนี้อัพเดทแบบ Real-Time เลยนะ

เรื่องของรายการเพลงเองก็ถือว่ามีค่อนข้างครอบคลุมคนส่วนใหญ่ได้เลย ไม่ว่าจะฟังเพลงจากศิลปิลไทย หรือ สากล ก็ตาม ส่วนใหญ่จะมีหมดเลย แต่ที่ขัดใจเราคือ ญี่ปุ่น ที่อาจจะไม่มีในบางศิลปินที่เราฟังบ้าง

และ ชื่อเพลง ถ้าเป็นภาษาไทย มันก็จะแสดงเป็นภาษาไทยเลย (ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นเพลงเก่า ๆ บางเพลง มันจะใช้ชื่อเป็นคาราโอเกะบ้าง แปลบ้าง งง ไปหมด) และ ภาษาอังกฤษก็แสดงเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเพลงจากฝั่งญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าบริษัทที่อัพโหลดขึ้นไปดี ๆ หน่อย เขาจะมีการแปลชื่อเพลงเป็นภาษาอังกฤษไป โอเค มันก็ดูดีใช่ม่ะ แต่เราเองที่รู้ภาษาญี่ปุ่น พิมพ์ค้นหาลงไป อ้าวไม่เจอ เลยต้องเข้าไปหาจากชื่อศิลปิน ที่เป็นชื่อภาษาอังกฤษ แล้วลองหาเพลงที่ต้องการดูจากการแปลมันกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกรอบนึง แต่ที่เหลือ ระบบค้นหามันดีอยู่ ถ้าเป็นภาษาไทย และ อังกฤษ

อีกข้อดีคือ ความรองรับอุปกรณ์จำนวนมาก เช่น เวลาเราอยู่ในห้องนอน เราก็สามารถเรียกผ่าน Google Home Mini ได้ เราอยู่ในห้องนั่งเล่น อยากใช้พวก Sound Bar ที่ต่อใน TV เราก็ใช้ความ Google Cast ขึ้นไปได้เลย

Spotify in Apple Carplay

หรือแม้กระทั่งเราอยู่ในรถเอง รถเรารองรับ Apple Carplay ก็สามารถฟังได้จากในรถอีกด้วย มันมีความอยู่ทุกที่สูงมาก ทำให้เราฟังเพลงได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เช่นเราอยู่ในห้องแต่งตัว ก็เปิดเพลงไป พอจะออกจากบ้านขึ้นรถเสียบสาย มันก็เล่นเพลงใน Spotify เองจากที่เราเล่นในห้องนอนเราเลย

อีกอย่างคือ เวลาเราเล่นอยู่ในเครื่องนึง เช่น เปิดจาก Google Home Mini เวลาเราเข้า  App ไป มันจะมีการเด้งว่าเออ Account นี้มันเล่นอยู่ในอุปกรณ์นี้นะ จะสลับมาเล่นที่อุปกรณ์ที่เปิด App มั้ย หรือ จะให้เล่นในอุปกรณ์ที่เล่นอยู่ต่อไป ถ้าเราให้มันเล่นต่อ App ของเราก็จะกลายเป็น Remote ควบคุมได้เลย

ทำให้เวลาเราเล่นเพลงในอุปกรณ์ที่อาจจะพิมพ์ไม่ได้ หรือไม่มีหน้าจอควบคุม เราก็ยังใช้ App ในโทรศัพท์ หรือ Tablet ของเราเลือกเพลงได้อย่างง่ายดาย อันนี้ถือเป็น Feature นึงเลยที่เราชอบมากตัวนึงของนางเลย

The standard podcast on Spotify

ใครที่ชอบฟัง Podcast ใน Spotify ก็มีเหมือนกันนะ ไม่ต้องไปหา App แยกฟัง Podcast ดัง ๆ ในไทยอย่าง The Standard และ Mission to the Moon Podcast ก็มีเหมือนกัน หรือที่เราฟังก็พวก The Infinite Monkey Cage ของ BBC ก็มีให้เราเลือกฟังเยอะมาก

ส่วนเรื่องคุณภาพเสียง ใน Spotify ใช้ Audio Codec แบบ OOG ที่ Bitrate 320 kbps บน Premium หรือ 160 kbps บนตัวฟรี ที่จะมี Ads คั่นอะนะ เอาจริง ๆ คือ 320 kbps ถือว่าไม่ได้แย่นะ น่าจะเป็นระดับที่คนทั่วไปน่าจะสัมผัสได้แล้วว่ามันโอเคแล้ว มากกว่านี้บางคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ สำหรับเราเอง เราฟังเพลงความละเอียดสูงจนเคยตัว การมาฟัง 320 kbps ก็ยังถือว่า น้อยไปหน่อยสำหรับเรา

Tidal

Tidal on macOS

Tidal ถือเป็นตัวที่เราตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นบริการ Music Streaming ที่ให้บริการด้วยไฟล์เพลงความละเอียดสูงมาก ๆๆๆ ด้วย FLAC Codec ที่เป็น Lossless บน Bitrate 1411 Kbps เลย นี่ก็ถือว่าสูงแล้วสำหรับเรา และตีบวกขึ้นไปอีกด้วย MQA (Master Quality Authenticated) ที่ให้คุณภาพเสียงระดับ Studio Grade บน 24-bits/ 96 kHz กันเลย คือ ฟินลอยหายไปเลย

และเมื่อรวมร่างกับ MQA DAC อย่างตัวที่เราใช้อยู่ไม่ได้เลิศหรูหราหมาเห่าอะไรคือ Zorloo Ztella ที่รองรับ MQA แบบของจริง ทำให้ยิ่งขับเสียงที่ให้รายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นแบบถึงพริกถึงขิงได้เลย คือ ต้องลอง มันฟินมาก แค่นอนฟังก็มีความสุขชิบหายได้แล้วบอกเลย

เราลองฟังเดียวกันเทียบตรง ๆ เลย ระหว่าง FLAC Codec บน Tidal กับ OOG บน Spotify ด้วยเพลง Money ของ Pink Floyd บอกเลยว่าคนละเรื่องเลย เสียงเงินหล่นคือ มันละเอียดคนละเรื่องอย่างชัดเจน

หรือโดดไป MQA ของ Tidal เทียบกับ Spotify บนเพลง Everything Is Sound ของ Jason Marz ผ่าน DAC รุ่น Meridian Explorer ออกมาเหมือนฟังคนละเพลงไปเลย ฟังครั้งแรกคือถึงกับยิ้มแบบ เห้ยย นี่มันอะไรกัน !!!

ความพิเศษของ MQA File คือ มันเหมือนการคลี่กระดาษออกมา ถ้าเราใช้ MQA File แต่โปรแกรมเราไม่รองรับ มันก็จะได้เสียงที่คุณภาพระดับนึงคือ 24/48 kHz แต่ถ้าเรามี Software ที่รองรับ เช่น Tidal เอง มันก็จะได้เสียงที่ 24/96 kHz (หรือก็คือเท่ากับ FLAC ที่ Tidal ให้บริการ) แต่ Ultimate สุด ถ้าเรามีทั้ง MQA File + Compatible S/W + MQA Compatible DAC แล้วเราจะฟังได้ถึง 24/192 kHz กันไปเลย ถือว่าคุณภาพโคตรสูง ฟังแล้วฟินลอยไปโลกหน้าได้เลย

MQA Device Detected on Tidal on macOS

ซึ่ง App ของ Tidal ตอนนี้รองรับการเล่นไฟล์ MQA  และ DAC แบบ MQA แล้ว ถ้าเราเสียบ MQA DAC ลงไป มันจะขึ้นเลยว่า มันมี DAC เสียบเข้ามา และจะใช้การถอดรหัสเป็น 24/192 kHz ได้เลย ตัวอย่างเราใช้ Zorloo Ztella มันก็จะขึ้นมาเลยเมื่อเราเสียบ ซึ่งรองรับทั้ง macOS, Windows, iOS และ Android เลย

แต่ความเพลงคุณภาพสูงขนาดนี้ มาพร้อมกับขนาดไฟล์ที่ใหญ่ด้วยเช่นกัน ทำให้เวลาเราไปเจอที่มีความเร็วในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ไม่ได้เร็ว เช่น Cellular Network บางพื้นที่ที่อาจจะห่างจากเสาสัญญาณมาก ๆ เราก็จะเจอกับอาการที่เพลงมันเล่น ๆ หยุด ๆ

หรือแม้กระทั่งอินเตอร์เน็ตของเราเร็วแล้วนะ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร เพลงมันก็ไม่ยอมเล่น งงเหมือนกัน แต่สำหรับเรื่องปัญหาขนาดไฟล์ ไม่ใช่ปัญหา เพราะทางแก้คือ เราสามารถโหลดมาไว้ก่อนได้ หรือเราสามารถเข้าไปตั้งค่าให้มันเป็นคุณภาพที่ต่ำลงได้ เพื่อที่จะลดขนาดไฟล์ แต่แน่นอนว่า อย่างเรา ไม่ลดเว้ยยยยยย ยอมรอ กดโหลดไว้เลย โหลดเสร็จค่อยฟัง

แต่ส่วนใหญ่ เราจะใช้ Tidal เวลาเราเชื่อมต่อ WiFi มากกว่า เช่นนั่งทำงานอยู่สักที่ เราก็จะใช้ เลยไม่ค่อยมีปัญหากับความเร็วอินเตอร์เน็ตเท่าไหร่

ไปที่อีกข้อเสียของมันคือ จำนวนเพลง ต้องบอกเลยว่า มีไม่เยอะเท่ากับ Spotify  มากห่างไกลเลยละ โดยเฉพาะเพลงจากศิลปินไทย เราไม่ค่อยเจอนะ แถมบางเพลง ก็ก็มีการใช้ชื่อภาษาคาราโอเกะ ก็คือ Search ยากไปอี๊กกกก เอาเป็นว่า เพลงไทย เราไม่ต้องไปหวังเลย ข้ามไปได้เลย ถือว่าน้อยมาก ๆ แต่เพลงสากลส่วนใหญ่ที่หาจะมีหมดเลย ส่วนเพลงสากล เราว่าเขามีการ Curate ข้อมูลของเพลงมาได้ดีมาก ๆ น้อยมากที่จะเจอแปลก ๆ

Youtube Music

Youtube Music Premium

สุดท้ายกับ Youtube Music ที่เราได้ทดลองใช้ฟรีจาก AIS 6 เดือน อันนี้เราบอกเลยว่า เราไม่ค่อยพอใจกับมันมาก ๆ ถึงมากที่สุด ต้องเข้าใจว่า เพลงหลาย ๆ เพลงมันเอามาจาก Music Video ใน Youtube เลย ทำให้บางเพลงที่ใน Music Video จะมีพวกฉากเพื่อสร้าง Story ต่าง ๆ มันก็จะเป็นเสียงโล่ง ๆ ที่อยู่ในเพลง แล้วก็จะ งง ๆ ว่าเอ๊ะ อะไรมันเกิดอะไรขึ้น

แน่นอนความที่เขาเป็น Video Sharing Service แล้วอยากแปลงวีดีโอให้เป็นแค่เสียงแล้วมา Stream คุณภาพคือ ต่ำแน่นอน ผ่าน Codec แบบ AAC (Advance Audio Codec) บน Bitrate 256 kbps เท่านั้น ที่บอกเลยว่า น้อยที่สุดในทั้ง 3 ตัวที่เรารีวิวในวันนี้แล้ว (ที่เสียเงินอะนะ)

นอกจากนั้น การ Curate ชื่อเพลงต่าง ๆ ได้ แย่มาก ๆ วันนี้เราฟังไป 5 เพลงคือ ไปดูชื่อเพลงคือ ดาฟาค ไปเลย อ่านอยู่สักพักกว่าเอ๊ะเพลงอะไร ดีนะที่อ่านเพจ Pim Thai Mai Dai มาเยอะ ทำให้มีสกิลการอ่าน ภาษา คา รา โกะ สูงอยู่ ไม่งั้นคือ เดือดร้อนมาก

เอ่อ ด่าไปซะเยอะ เอาเรื่องดี ๆ ของนางบ้างละกัน จำนวนเพลงที่ต้องบอกเลยว่าเยอะมาก ๆ เราว่าน่าจะครอบคลุมเพลงเป็นจำนวนเยอะมาก ๆๆๆๆ เพราะเพลงหลาย ๆ เพลงก็มีการลง Music Video ไว้ใน Youtube เยอะมาก ๆ ทำให้ถึงเพลงที่อาจจะไม่ได้ Register ไว้ว่ามันเป็นเพลง แต่ถ้าเราหามันก็จะเจอในหมวดที่เป็น Video ที่เราก็สามารถเล่นผ่าน App ได้ ง่าย ๆ คือ เราว่ามันคือ Youtube App ที่เอาแต่เสียงของ Video มาเล่นอะ

ความดีของการเอาวีดีโอมาเล่นคือ การแสดงสดบางอย่างที่ไม่ได้เอาไปลงเจ้าอื่น แต่ลงเป็น Video ใน Youtube เราก็สามารถฟังได้เช่นกัน

ส่วนเรื่องของการ Recommendation มันก็จะดึงมาจากเพลงที่เราเคยฟังใน Youtube นั่นแหละ มันไม่ได้ให้ Information หรือ Predict เพลงอะไรใหม่ ๆ ในเรามากนัก ก็ถ้าชอบฟังเพลงซ้ำ ๆ ก็จัดไป

Youtube Music on Apple Carplay
ความภาษาคาราโอเกะ มีอยู่จริง

และ App นี้คือดีอย่างคือ เราสามารถเล่นเพลงบน Apple Carplay ได้เช่นเดียวกับ Spotify เลย แต่หน้าตาความเลือกเพลงอะไรได้ มันจะเก่าไม่เท่ากับ Spotify

รวม ๆ แล้วสำหรับเรา เราได้ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ได้ดีเลยจาก Youtube Music ด้วยชื่อเพลงที่เออ บางทีมันก็มั่ว ๆ เพลงเล่นมาก็อ้าวมันเอา Music Video มาเล่นอีก งงไปหมด คุณภาพเสียงที่เราเองที่ฟังเพลงความละเอียดสูงมาก่อน เจอ Youtube เราก็ไม่อินเท่าไหร่

เราว่าคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้มีความต้องการฟังเพลงความละเอียดสูง เพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะฟังเพลงกันผ่าน Youtube กันนี่แหละ คิดซะว่า ซื้อการเอา Ads ออกทำให้เราฟังเพลงได้ต่อเนื่องมากขึ้นละกัน และไม่ต้องมาเสียเวลาลง App อะไรด้วย เพียงเปิดเว็บ Youtube ที่เราคุ้นเคยด้วย

เราใช้ตัวไหนบ้าง?

อย่างที่บอกไปว่า ตอนนี้ เราใช้ Spotify และ Tidal โดยที่ตัวหลักของเราจะเป็น Spotify ซะส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเวลาเรา เดินทาง หรือ นั่งทำงานนอกบ้าน เพราะมันใช้อินเตอร์เน็ตที่ความเร็วไม่ได้สูง และเล่นไปมันก็คุณภาพพอใช้ได้ นอกจากนั้นถึงเราจะใช้ไฟล์เพลงคุณภาพสูงจาก Tidal มันก็ไม่ได้ทำให้เพลงที่เล่นผ่านหูฟังเราคุณภาพดีขึ้นแต่อย่างไร เพราะเราใช้หูฟังไร้สาย อย่าง Sony WF-1000XM3 และ Powerbeats Pro (เวลาออกกำลังกาย) ที่ไม่ได้รองรับ Hi-Res Audio แต่อย่างไร

แต่ถ้าเราต่อ WiFi อยู่บ้านมีอินเตอร์เน็ตที่เร็วและนิ่งพอที่จะ Stream เพลงคุณภาพสูง และเราก็เลือกที่จะเสียบสาย พร้อมกับใช้ DAC ซะส่วนใหญ่ ทำให้เราเลือกที่จะฟัง Tidal เวลาเรานั่งอยู่บ้าน

ง่าย ๆ คือ เวลาเดินทางต่าง ๆ เราต้องการความคล่องตัวเราก็จะเลือกใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สาย แต่มันก็แลกมาด้วยคุณภาพของเสียงที่แย่ลงหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร แต่พอเราอยู่บ้าน หรือนั่งทำงาน เราก็อาจจะใช้สายในการเชื่อมต่อที่ให้คุณภาพสูงมากกว่า

ราคา

ไปที่ราคากันบ้าง พวกนี้มันจะคิดเป็นเดือนหมดเลย โดยที่ราคาจะอยู่ที่

  • Spotify 129 บาทต่อเดือน หรือ Family Pack (สำหรับ 5 Users) ที่ 199 บาทต่อเดือน  หารออกมาตกเดือนละ เกือบ 40 บาทต่อเดือนเท่านั้นเอง ถูกมาก ๆ
  • Tidal จะแบ่งออกเป็น 2 Tier คือ 179  บาทต่อเดือนสำหรับ Hi-Fi และ 358 บาทต่อเดือนสำหรับการฟัง MQA และ Family Plan จะเป็นราคาเดียวกัน สำหรับคนแรก และ 50% สำหรับคนที่ 2-4 ไป ถ้าเป็น Hi-Fi มันจะเป็น (358 + 179 x 4) / 5 = 214 บาทกว่า ๆ ต่อคนต่อเดือน
  • Youtube Music แบ่งออกเป็น 2 Tier คือ แบบ ปกติ ที่ใช้ได้แค่ Youtube Music (129 บาทต่อเดือน และ Family Pack 5 คน 199 บาท ต่อเดือนตกคนละ เกือบ 40 บาท) แต่ถ้าเป็น Premium จะได้ Youtube Premium ไปด้วย ที่ทำให้เราไม่ต้องเจอ Ads ตอนดู Youtube กับเข้าถึงพวก Youtube Original ได้ด้วย (159 บาทต่อเดือน และ Family ได้ 5 คนเช่นกัน 239 บาทต่อเดือน ตกคนละ 47.8 บาทต่อเดือน)

โดยที่ราคาใน iOS จะแพงกว่า Android ด้วยนะ ดังนั้น ไม่แนะนำให้สมัครผ่าน iOS สักเท่าไหร่ อาจจะสมัครผ่านคอม หรือ Android แล้วใช้ Account นั้น Login บน iOS ก็จะใช้งานได้ ที่มันแพงกว่า เพราะ Apple มีการเก็บค่า Transaction Fee อะไรของเขา ทำให้ทุกเจ้าต้องบวกราคาหมด

ถ้าจะซื้อแนะนำตัวไหนดี

ถ้าให้เราแนะนำ เราว่าแต่ละตัวมันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน (ถึงจะด่า Youtube ไปเยอะละนะ) และ การฟังเพลงของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกัน

ถ้าเราความคุ้มค่า เราก็ยังยกให้ Youtube Music Premium อยู่นะ เสียเดือนละ 159 บาทเอง แต่เราได้ทั้ง Youtube Music และ Youtube Premium ไปเลย ยิ่งถ้าเราเป็นคนที่ดู Youtube เยอะอยู่แล้วเราว่าคุ้มหนักเลย ซื้อ 1 ได้ 2 เลยอะไรแบบนั้น

หรือถ้าเป็น Audiophile และเป็นสายเปย์ ก็มี Option เดียวคือ Tidal แน่นอน เพราะมันให้ไฟล์คุณภาพเสียงที่สูงกว่าเจ้าอื่นลิบ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยจำนวนเพลงที่อาจจะน้อยที่สุดใน 3 เจ้าที่มารีวิวนี้เลย

และสุดท้าย เดินทางสายกลาง ที่เราแนะนำกับคนทั่วไปที่สุดคือ Spotify เพราะมันให้คุณภาพไฟล์เสียงที่ถือว่าสูงสำหรับคนทั่วไป จำนวนเพลงที่ถือว่าเยอะมาก ๆ และ การแนะนำเพลงที่ฉลาดมาก ๆ เราว่ามันเหมาะมากกับคนที่ฟังเพลงบ่อย ๆ

สรุป

Music Streaming เราว่ามันเป็นบริการที่ทำให้การฟังเพลงเราเปลี่ยนไปตลอดกาลเลยนะ หลังจากที่  Apple iPod เคยเปลี่ยนไปครั้งนึง เป็นบริการที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงเพลงได้เยอะมาก ๆ ในราคาแค่ไม่กี่บาทต่อเดือนเท่านั้นเทียบกับเมื่อก่อนที่เราอาจจะต้องซื้อเทปทั้งตลับ อยากฟังอีกตลับก็ต้องไปซื้อ Music Streaming มันเข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างหมดจดด้วยการที่เราจะเลือกฟังเพลงอะไรก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งแต่ละเจ้าที่เราเอามารีวิววันนี้ ต่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน เราไม่ได้บอกว่าเจ้านั้นดี หรือไม่ดี เพราะบางเรื่องนี้เจ้านี้ดี เรื่องนึงเจ้านั้นไม่ดี มันก็อยู่ที่เราเลือกแล้วว่า เราโอเคกับเจ้าไหนมากกว่า สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการฟังเพลง จบ สวัสดี