Technology

Water Cooling จำเป็นจริงเหรอสำหรับ PC

By Arnon Puitrakul - 14 สิงหาคม 2020 - 1 min read min(s)

Water Cooling จำเป็นจริงเหรอสำหรับ PC

ถ้าเราเดินไปตามร้านที่รับประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เราก็จะเข้าไปเลือกส่วนประกอบเช่น การ์ดจอ, CPU และ RAM แต่ของอีกชิ้นที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไปคือ ระบบระบายความร้อน ตัวเลือกที่น่าจะเจอกันได้คือ ใช้แบบพัดลม หรือ ใช้ Water Cooling ไปเลย วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องของมันกัน ว่าเราควรเลือกแบบไหนดี แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร สำหรับการประกอบการตัดสินใจละกัน

ใช้ Heatsink พัดลมธรรมดา

CPU Air Cooling
Server ของเว็บนี้ก็ใช้พัดลมในการระบายความร้อน ยังชิว ๆ เลย

การใช้พัดลมในการระบายความร้อน มันน่าจะเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการระบายความร้อนของ CPU ในปัจจุบันแล้ว หลักการทำงานของมันคือ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Heatpipe ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทองแดงสัมผัสกับตัว CPU เพื่อนำความร้อนออก จากนั้นความร้อนมันก็จะวิ่ง ๆ ไปตามเส้นของ Heatpipe และผ่านพวกซี่ ๆ ที่เราเจอ ที่ต้องทำแบบนั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการระบายความร้อนออกไป โดยที่มักจะใช้พัดลม ในการดูดอากาศให้มันไหลผ่านตัวซี่ ๆ เหล่านั้นให้มากขึ้น ทำให้ Heatsink มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

โดยที่ประสิทธิภาพจะอยู่ที่การออกแบบ Heatsink และพัดลม ว่ามันมีความสามารถในการเอาความร้อนออกมาแค่ไหน โดยทั่วไปแล้วพวก Heatsink พัดลมมันจะแถมมากับ CPU ซะเยอะ ซึ่งมันก็เพียงพอกับการใช้งานขั้นพื้นฐานแล้ว

แต่ถ้าเราไปใช้ CPU ที่มีประสิทธิภาพสูงสักหน่อย หรือถ้าเรา Overclock เจ้า Heatsink ที่มากับ CPU ก็ไม่น่าจะเอาอยู่แล้ว ทำให้เราต้องไปหาซื้อ Heatsink ที่มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่มากกว่ามาใช้งาน

Noctua Heatsink

Heatsink พวกนี้ มีหลายรุ่นหลายขนาด ตามการใช้งานของเราเลย เคสเราเล็กก็อาจจะเลือก Heatsink ที่เล็กหน่อย เพื่อให้สามารถยัดลงไปในเคสขนาดเล็กได้ หรือถ้าเราเอาไปใส่กับเคสขนาดใหญ่หน่อย เราก็อาจจะเลือกอันที่ใหญ่หน่อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนเข้าไป นั่นทำให้เสียงเบาลงได้เหมือนกัน

เวลาเราไปซื้อพวก Heatsink หลัก ๆ ที่เราจะดูคือ ขนาด และ จำนวนของ Heatpipe ยิ่งเยอะ ยิ่งทำให้ระบายความร้อนได้ดีมากขึ้นเท่ากัน หรือถ้าดูให้ง่ายขึ้น มันจะมีเขียนที่กล่องอยู่ว่า มันรองรับการระบายความร้อนที่เท่าไหร่ โดยที่ให้เราเอาไปเทียบกับค่า TDP ใน CPU ของเรา อาจจะซื้อให้มันมากกว่า CPU ที่เราใช้งานหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครจะเอามา Overclock ให้เผื่อเยอะ ๆ ไปเลย จะได้มีพื้นที่สำหรับการ Overclock ที่มากขึ้น

สำหรับคนที่ต้องการความเงียบมากหน่อย เราแนะนำให้ไปดูว่าพัดลมที่มันมาด้วยกัน เสียงมันดังขนาดไหน มันจะ Rate เป็น Spec อยู่ที่ข้างกล่องเลย ถ้าใช้ ๆ ไปแล้วมันดังไป เราอาจจะไปหาพัดลมขนาดเดียวกัน ที่เงียบกว่า มาใส่แทนก็ได้เหมือนกัน หรือถ้าเราอยากให้มันระบายความร้อนได้ดีขึ้นก็อาจจะเอาพัดลมที่รอบสูงกว่ามาใส่ก็ได้เหมือนกัน

Liquid Cooling

Water Cooling แบบปิด

การระบายความร้อนอีกแบบคือ การใช้น้ำ หรือ Liquid Cooling สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคยใช้ เราจะบอกว่า มันคือ น้ำ แบบ น้ำ จริง ๆ นะ ไม่ได้ล้อเล่น ในท่อที่หลาย ๆ คนเห็น ถ้ากรีดออกมา มีน้ำอยู่จริง ๆ ไม่ได้ล้อเล่น

หลักการของมันคือ เราจะใช้น้ำ ซึ่งมันสามารถพาความร้อนไปได้ ส่วนประกอบก็จะคล้าย ๆ กับการระบายความร้อนด้วยลมเลยคือ จะมีทองแดง หรือโลหะสำหรับนำความร้อน ทำมาเป็นหน้าสัมผัสกับ CPU โดยตรง อีกด้านของมันก็จะมีน้ำวิ่งผ่าน โดยที่น้ำเหล่านั้นก็จะถูกทำให้หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ผ่านปั้มน้ำ จากนั้นน้ำจะไหลไปที่หม้อน้ำ ที่มันจะมีเหมือนซี่ ๆ กับพัดลม เพื่อพัดเอาไอร้อนออกไป ทำให้ CPU เย็นขึ้น

โดย น้ำที่เราพูดถึง อาจจะเป็นน้ำทั่ว ๆ ไปนี่แหละ หรือถ้าในระบบที่ดี ๆ หน่อย เราอาจจะใช้เป็นสารหล่อเย็น เพื่อยืดอายุการใช้งานของระบบไปได้อีก อย่าลืมว่าในน้ำทั่ว ๆ ไปที่เราใช้กัน มันมีแร่ธาตุอยู่ พอมันเจอความร้อนไปเรื่อย ๆ สุดท้ายมันจะเกิด ตะกรัน ขึ้น อาจะทำให้ระบบมันตัน น้ำหมุนเวียนไม่ได้ ทำให้ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนแย่ลงนั่นเอง ทำให้หลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้ สารหล่อเย็น แทนที่จะเป็น น้ำเปล่า นั่นเอง

ข้อดีของการระบายความร้อนแบบน้ำคือ มันมีความสามารถในการระบายความร้อนต่อขนาดที่มากกว่า ทำให้ถ้าเราเทียบกับ Heatsink พัดลมปริมาตรใกล้เคียงกัน ระบบน้ำ จะมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดีกว่ามาก ทำให้มันเหมาะกับเครื่องประสิทธิภาพสูง หรือมีการ Overclock แต่ข้อเสียคือ มันต้องการ การบำรุงรักษา เพราะสุดท้าย น้ำก็คือน้ำ ใช้ ๆ ไปนาน มีความเสื่อมเกิดขึ้นแน่นอน เช่นท่อน้ำอาจจะเสื่อมจนทำให้น้ำรั่วออกมา หรือปั้มน้ำเองที่อาจจะดับ ใช้งานไม่ได้ก็เจอได้ ดังน้ัน พวกนี้มันอาศัยการบำรุงรักษาที่เยอะกว่าแบบะพัดลมเยอะมาก

ใหญ่ ๆ ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ระบบเปิด และ ระบบปิด โดยที่ระบบเปิด เราจะสามารถเลือกได้ทุก Component เลยตั้งแต่ปั้มน้ำ การวางท่อน้ำ และ Heatsink ต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกัน เราอาจจะแต่งให้มันสวยงาม หรืออาจจะเน้นประสิทธิภาพด้วยการใช้ 2 ชุด เพื่อระบาย CPU แยกกับ GPU โดยที่ระบบแบบเปิดพวกนี้ เราแนะนำกับคนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงมาก และ มีงบเยอะ พร้อมทั้งยังสามารถหาช่างที่เชี่ยวชาญสำหรับการทำด้วยนะ อันนี้ยากจริง ไม่ใช่ช่างคอมที่ไหนก็ทำได้

สำหรับระบบปิด ง่ายกว่ามาก โดยที่มันจะมี ปั้มน้ำ และ หม้อน้ำ ประกอบมาให้เราเลย เราก็แค่ประกอบมันเข้ากับ CPU เหมือนกับ Heatsink แบบพัดลม แต่มันจะเพิ่มการติดหม้อน้ำกับเคส และ หม้อน้ำกับพัดลมเข้ามาอีก ก็จะยุ่งยากขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไร ช่างคอมทั่ว ๆ ไป ก็น่าจะทำได้อยู่

ถ้าถามว่า ระบบเปิด หรือ ระบบปิดดี อันนี้เราว่าขึ้นกับ งบ และ ความชอบเลย ถ้าเราบอกว่า งบ เยอะมาก เหลือเลย เราก็อาจจะไปพิจาณาการใช้ระบบเปิดไปเลย เพื่อความสวยงามด้วย หรือถ้า เราบอกว่า เราไม่ได้ต้องการความสวยงามอะไรขนาดนั้น เอาแค่ใช้ได้ มีประสิทธิภาพมากกว่าใช้พัดลม เราแนะนำเป็นระบบปิดเลย ถูกกว่าเยอะ ถ้าเลือกดี ๆ ตัวที่สวย ๆ เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก ๆ

เราควรเลือกใช้แบบไหนดี

ถ้าเราเป็นคนทั่ว ๆ ไป ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับการทำงานทั่ว ๆ ไป เรื่องนี้ไม่ต้องคิดเลย ใช้พัดลมไปเลย มันสามารถระบายความร้อนได้อย่างเพียงพอ และ ทำให้เราไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมันมาก ไม่ต้องไล่เปลี่ยนอุปกรณ์ อย่างมาก เปลี่ยนแค่พัดลม ถ้าวันนึงมันเกิดไม่หมุนแล้วเท่านั้นเอง กับ เป่าไล่ฝุ่นออกไป ก็เพียงพอแล้ว

กับคนที่เล่นเกม หรือใช้เครื่องหนัก ๆ เราก็ยังแนะนำให้ใช้เป็นพัดไปนะ เพราะมันดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยดื้อ แต่คนที่น่าจะเหมาะกับพวก Water Cooling คือกลุ่มคนที่ Overclock CPU แน่ ๆ พวกนี้แหละจะดีกว่า เพราะมันมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดีกว่าน้ำแน่ ๆ ทำให้มันมีพื้นที่ในการ Overclock ที่มากกว่า นอกจากนั้น พอมันระบายความร้อนได้ดีกว่า แทนที่พัดลมจะวิ่งเร็ว ๆ ส่งเสียงออกมาให้เรารำคาญเล่น ๆ มันก็จะเบาลง นั่นเอง