Technology

SSD ราคาถูก ราคาแพงต่างกันยังไง ลองมาส่อง Spec กัน

By Arnon Puitrakul - 01 November 2020 - 2 min read min(s)

SSD ราคาถูก ราคาแพงต่างกันยังไง ลองมาส่อง Spec กัน

ณ วันนี้ SSD หรือ Solid-State Disk เป็นอุปกรณ์ที่ราคาถูกลงเรื่อย ๆ มาก เรายังจำได้ว่าเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้ว ความจุเพียงแค่ 128 GB ก็หลายพันกว่าบาทแล้ว แต่มาตอนนี้ 128 GB ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น ถ้าเราเข้าไปดูราคาของ SSD เราจะเห็นว่ามันมี Range ที่กว้างมาก ๆ ตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนไปถึงหลายพันเลย ถึงขนาดจะเท่ากัน แต่ราคาก็ต่างกันอีก วันนี้เราจะพามาอ่าน Spec ของ SSD กัน เวลาไปซื้อจะได้เลือกถูกกว่า เราต้องการแบบไหนกันแน่

ในวันนี้เพื่อให้เห็นภาพ เราขอเอา SSD ที่เราใช้งานอยู่มาประกอบการอธิบายครั้งนี้ จะเป็น WD Green และ Blue ที่เป็น SSD ทั้งตัวที่เป็น SATA และ NVMe

Interface

เรื่องแรกที่ทำให้ SSD ราคาต่างกันแน่นอนเลยคือ Interface หรือภาษาไทยเราเรียกกันติดปากว่า Port เชื่อมต่อ โดยที่ในท้องตลาดตอนนี้ เราจะมีอยู่ 2 แบบใหญ่ ๆ ด้วยกันคือแบบ SATA และ M.2

WD Blue SSD SATA
ตัวอย่าง SSD ที่ใช้ SATA เป็นช่องสำหรับการเชื่อมต่อ

SATA น่าจะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีเลยละ เพราะมันถูกใช้มาอย่างยาวนาน จนตอนนี้มันก็ยังถูกใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ โดยที่ SATA3 ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มันทำงานที่ความเร็วสูงสุด 6 Gbps เท่านั้น ด้วยความเร็วของ Interface ที่มีแค่นี้ ทำให้ผู้ผลิต ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผลิต SSD ที่ให้ความเร็วสูงใน Interface นี้มาก ส่งผลให้ SSD ที่ใช้ Interface นี้ถูกไปโดยปริยาย

Crucial P1
ตัวอย่าง NVMe ที่ใช้ Connector แบบ M-Key

ถึงการเชื่อมต่อแบบ SATA จะทำได้ช้า แต่ด้วยความที่มันมีรูปลักษณ์ที่ใหญ่กว่าแบบ M.2 ทำให้ ผู้ผลิตสามารถอัดความจุลงไปเพิ่มได้มาก ทำให้ SSD ที่ใช้ SATA เลย มักจะมีความจุที่สูงมาก ๆ ทำให้พวกที่เป็น Data Centre หรือ Server ที่ต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่สูง แต่อยากได้พื้นที่เยอะ ๆ ชอบใช้กัน

อีกช่องการเชื่อมต่อคือ M.2 ที่เราอาจะได้เห็นกันในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใหม่ ๆ หน่อยสัก 3-4 ปีก่อน จนถึงตอนนี้เลย มักจะเจอบน Mainboard ซะส่วนใหญ่ โดยที่ Interface นี้มีความมึน งง สูงมาก ๆ เพราะใน M.2 มันมีลักษณะของช่องสำหรับเชื่อมต่อแยกอีกเป็น 2 ประเภทย่อยคือ M-Key และ B-Key (จริง ๆ มันมี M-SATA ด้วยนะ แต่ขอละไว้ละกัน จะเจอซะเยอะกับ WiFi Card ใน Laptop) โดยที่มันใส่กันไม่ได้นะ

นอกจากที่มันจะใช้ร่วมกันไม่ได้แล้ว ความเร็วของมันต่างกันลิบ ตัว B-Key เอง เบื้องหลังของมันก็คือ SATA ทำให้มันทำความเร็วได้เท่ากับ SATA ปกติที่ 6 Gbps เท่านั้น แต่ในขณะที่ M-Key มันใช้ PCIe จำนวน 4 Lane ที่ทำให้มันทำความเร็วได้สูงถึง 256 Gbps หรือห่างจาก SATA ราว ๆ เกือบ 43 เท่าเลย และถ้าเราใช้ SSD และ Mainboard ที่รองรับ PCIe 4.0 ก็จะทำความเร็วได้สูงกว่านี้อีกมาก นั่นส่งผลให้ราคาของตัวที่เป็น M-Key มัก จะสูงกว่า B-Key มาก

Performance

มาที่เรื่องของ Performance กันบ้าง เวลาเราเข้าไปดูใน Data Sheet ของ SSD ที่เราสนใจ เราอยากให้เริ่มต้นดูจาก 2 ค่าก่อน คือ Sequential Read Speed และ Sequential Write Speed พูดง่าย ๆ คือ ความเร็วในการอ่าน และ เขียนนั่นเอง

เราจะเห็นเลยว่า แม้ว่าจะเป็น SSD ในรุ่นเดียวกัน แต่ความจุเปลี่ยน ความเร็วก็ไม่เท่ากันเลย ตัวอย่างของ WD Blue ตัวที่เป็น NVMe เราจะเห็นว่าความเร็วในการอ่านเท่ากัน แต่ความเร็วในการเขียนต่างกันเยอะมาก ๆ โดยเฉพาะ รุ่น 250 GB กับ 1TB นั่นเป็นเพราะ จำนวน Chip ที่ใช้เก็บข้อมูลมันมีไม่เท่ากัน หรือด้วยเทคนิคการออกแบบที่ทำให้ ความจุเยอะ มักจะมีความเร็วที่สูงกว่า

หรือถ้าเราไปดู SSD ที่ความจุเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน เรายกตัวอย่างเป็น WD Blue NVMe ขนาด 500 GB เทียบกับ Corsair MP510 ขนาด 480 GB เราจะเห็นว่า ทั้งความเร็วในการอ่านและเขียน ต่างกันมาก โดยเฉพาะความเร็วในการอ่านที่ทิ้งห่างกันไปไกล ทำให้เวลาเราไปซื้อ เราอาจจะเห็นว่า ราคามันถูก แต่จริง ๆ แล้วความเร็วมันต่างกันพอตัวเลยทีเดียว โดยเฉพาะคนที่ต้องการใช้งานหนัก ๆ อาจจะต้องดูให้ละเอียดสักหน่อย

นอกจากนั้น อีกค่าที่เราอยากจะให้ดูคือ Random Read และ Write Speed โดยที่มันจะใช้หน่วยเป็น IOPS หรือ Input/Output per second พูดง่าย ๆ มันคือ ใน 1 วินาที SSD มันสามารถขน ข้อมูลเข้า และ ออกได้เร็วขนาดไหน ยิ่งเยอะ ยิ่งดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน ถ้ามันเยอะ เวลาเราใช้งาน มันจะรู้สึกว่า เวลาเราทำหลาย ๆ งานพร้อม ๆ กันมันจะไม่ค่อยหน่วง

สาเหตุที่ต้องให้ดูความเร็ว Random ด้วย เพราะเวลาเราใช้งานจริง ๆ เราไม่ได้โหลดไฟล์นึงใหญ่ ๆ ไฟล์เดียว แต่บางทีเราอาจจะต้องโหลดไฟล์เล็ก ๆ หลาย ๆ ไฟล์ด้วย การวัด Read/Write Speed เห็นผลแค่ว่าถ้าเราโหลดไฟล์ใหญ่ มันจะทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไหร่ แต่ไม่ได้ทำให้เห็นภาพถึงการใช้งานจริงเท่าที่ควร

Endurance

ในการใช้งาน เราก็ไม่อยากให้ SSD ของเราพังแน่นอน ใน Spec ของ SSD เองก็จะมีการบอกความทนทานที่เขา Rate มาให้เราแล้วด้วย โดยที่เราจะให้ดูทั้งหมด 2 ค่าด้วยกัน

TBW หรือ Terabytes Written คือ จำนวนข้อมูลที่เราสามารถเขียนลงไปได้ หน่วยเป็น TB ที่ SSD ต้องมีการบอกค่านี้ เพราะ ตัว NAND Gate ที่อยู่ใน SSD เล็ก ๆ มันมีความสามารถในการเขียนทับที่จำกัดนั่นเอง หรือบางเจ้าอาจจะใช้เป็นค่า DWPD หรือ Data Writes Per Day หรือก็คือ ข้อมูลที่เขียนได้ใน 1 วัน เราก็สามารถแปลงไปแปลงมาได้นะ มันจะเทียบกับ ขนาดของ SSD และ ระยะเวลาในการรับประกัน

นอกจากนั้น อีกค่าที่อยากให้ดูคือ MTTF หรือ Mean Time To Failure ก็คือตามชื่อเลยคือ เวลาเฉลี่ยที่มันจะพังแหละ หลัก ๆ แล้วเราจะเจออยู่ที่หลักล้านชั่วโมงทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องคิดมากกับเรื่องนี้เท่าไหร่ แค่ให้รู้ว่า เขาใช้ค่านี้ในการ Rate ความคงทนของอุปกรณ์พอ

โดยทั่วไป ถ้าเราซื้อ SSD มาใช้กับเครื่องตามบ้าน ไม่ได้ใช้กับพวก Server พวกเรื่องของความคงทน เรามองว่า ไม่จำเป็นต้องดูก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ SSD หลาย ๆ ตัว Rate มาโหดมาก มากจน คนที่ใช้ตามบ้านไม่น่าจะใช้ถึงได้เลย เวลาที่มันอยู่ได้ ที่เรากำลังพูดถึงคือ 100 ปีบวกนะ คือถ้าคิดว่า อายุถึงก็ค่อยคิดเนอะ

แต่สำหรับคนที่ใช้กับ Server ที่มีการอ่านเขียนที่เยอะมาก ๆ เราแนะนำให้เรียนรู้การอ่านสเปกพวกนี้ไว้จะดีมาก เช่น TBW เป็นเรื่องสำคัญมากกับ Server เพราะเวลามันอยู่ในเครื่องพวกนั้น มันมีการอ่านเขียน ที่เรียกได้ว่า แทบจะตลอดเวลาแน่ ๆ พร้อมกับเปิดแบบ 24/7 อีก ทั้งคู่นี้ก็ทำให้อายุการใช้งานสั้นกว่าที่เราใช้ตามบ้านไปเยอะมากแล้ว

สรุป : เลือกซื้อตามการใช้งาน ไม่ต้องเอาแรงสุด

วันนี้เราก็พาทุกคนไปดูพวก Spec ใน Data Sheet ของ SSD มา ก็น่าจะทำให้คนที่กำลังมองหา SSD มาใช้ เห็นภาพมากขึ้นว่าสเปกของ SSD มันประมาณไหน ไม่ใช่แค่เรื่องขนาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เวลาไปหาซื้อ จะได้เลือกได้เหมาะสมกับเรา เพราะบางครั้ง SSD แพง ซื้อมาเอาจริง ๆ ก็คือ เราก็ใช้ไม่ถึง หรือบางคน (เช่นเรา) ใช้โหดมาก แต่ซื้อตัวที่มันไม่เพียงพอต่อการใช้งานก็ทำให้อายุมันสั้นเข้าไปอีก การเลือกซื้อให้เหมาะกับเรามันก็ทำให้เราสามารถนำมาใช้งานตามความต้องการของเราโดยที่เราเสียเงินซื้อน้อยที่สุดนั่นเอง

BONUS: SSD ทนกว่า HDD จริงเหรอ ?

เป็นคำถามหลาย ๆ คนถามเรามาเยอะมาก ๆ ถึงเรื่องของความทนทานของ SSD เมื่อเทียบกับ HDD คำตอบจริง ๆ ต้องบอกว่า ใช่ และ ไม่ใช่

โดยปกติ สาเหตุที่เราจะเจอเมื่อ HDD พังส่วนใหญ่จะเกิดจากการกระแทก หรือไม่ก็ทำตก ถ้าเรามองกลับไปที่เมื่อเราใช้ HDD หลาย ๆ คนจะแนะนำเราว่า อย่าไปทำให้ HDD มันกระเทือนเวลาใช้งานนะ ไม่งั้นจะพังนะ ใช่ ฮ่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะการกระเทือนระหว่างการใช้งาน อาจจะทำให้หัวอ่านไปขูด หรือ ก่อความเสียหายกับตัวแผ่นแม่เหล็กที่ใช้เก็บข้อมูลด้านใน นำไปสู่การเสียหายของข้อมูลได้

การที่เราต้องเอาพวก HDD ออกไปใช้งานนอกบ้าน หรือต้องยกไปมา มันก็ทำให้การใช้ HDD มีความเสี่ยงจากการกระเทือนมากกว่าการตั้งอยู่เฉย ๆ แน่นอน ทำให้เรื่องนี้ SSD ได้เปรียบกว่ามาก เพราะมันไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวเลยสักชิ้น ทำให้ SSD มันทนทานต่อการที่เราเอาออกไปข้างนอกมากกว่า HDD มาก ยังไม่นับอีกว่า มันมี SSD ที่ออกแบบมาในเคสที่กันน้ำ กันฝุ่น บุก ลุย เข้าป่ากันไปอี๊ก

ถึงแม้ว่า เราจะไม่ได้เอาออกไปไหนเลย HDD ก็ยังมีอายุเฉลี่ยที่สั้นกว่า SSD อยู่ดี ตัวอย่างของ HDD ที่ทำงานอยู่นิ่ง ๆ คือพวก HDD ที่อยู่ใน Server พวกนี้ไม่ได้ยกไปไหนแน่ ๆ แต่อาจจะมีแรงสั่นสะเทือนจาก HDD ลูกใกล้เคียงบ้าง แต่อายุเฉลี่ยของ HDD พวกนี้อยู่ที่ 3 ปีเท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับ SSD ที่อายุยาวหลักล้านชั่วโมง ก็ห่างกันเยอะ

แต่ปัญหาคือ SSD มีจำนวนข้อมูลที่สามารถเขียนได้ที่จำกัด ดังนั้น ถ้าเราเขียนข้อมูลรัว ๆ ตลอดเวลา มันก็ทำให้อายุมันไม่ถึงหลักล้านชั่วโมงที่ Rate ไว้ใน Spec แน่นอน ทำให้ SSD มักจะถูกจำกัดอายุตามจำนวนข้อมูลที่เขียน ในขณะที่ HDD ถูกจำกัดที่ความเสื่อมของชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว ทำให้เราก็ตอบยากว่าอะไรทนกว่ากัน แต่ถ้าเราการใช้งานบ้าน ๆ เลย เราก็ต้องบอกว่ายังไง ๆ SSD ก็ทนกว่า อายุการใช้งานนานกว่าแน่นอน